Buddhadasa.org

สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! ตอนที่ ๑ — พุทธภาษิตเรื่องเวลา และธรรมะเครื่องออกจากวัฏฏะ

สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.6 ๒ กับเวลา ย่อมเหมาะสมสำหรับโอกาสเช่นนี้ ดังจะได้ยกเอา หัวข้อพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า อฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย เป็นอาทิ มาวิสัชนาในที่นี้. บทว่า อฺจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย นั้นแปลว่า เวลาย่อมล่วงไป วันและคืนย่อมล่วงไป ชั้นแห่งวัยย่อม ละลำดับ. ข้อนี้หมายความว่า เมื่อกล่าวโดยส่วนรวมกว้างๆ ก็ว่าเวลาล่วงไป ๆ. ถ้าจะให้แคบเข้ามาก็ว่าวันและคืนล่วงไป ; หรือจะขยายออกไปว่า วัยย่อมละลำดับ คือปฐมวัยย่อมเปลี่ยน เป็นมัชฌิมวัย และเปลี่ยนเป็นปัจฉิมวัยในที่สุด เป็นการละ ลำดับดังนี้. ความหมายข้อแรกนี้ เป็นเครื่องยืนยันชั้นหนึ่งก่อน ว่า สิ่งที่เรียกว่าเวลานั้นไม่ได้คงที่ แต่ล่วงไป ๆ . ข้อที่มีความสำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า กาโล ฆสติ ภูตานิ สพฺพาเนว สหตฺตนา ซึ่งแปลว่า เวลาย่อมกินซึ่ง สรรพสัตว์ พร้อมทั้งตัวมันเอง ; นี้หมายความว่า เวลาไม่ได้ ล่วงไปเฉย ๆ แต่เวลาย่อมกินสรรพสัตว์ให้ค่อย ๆ สิ้นไป พร้อมทั้งตัวเวลาเองด้วย. เอตํ ภยํ มรเณ เปกฺขมาโน อถ โลกามิสํ ปชุชเห สนฺติเปกฺโข - เมื่อพิจารณาเห็นภัยใน ความตายเช่นนี้แล้ว พึงหวังความสงบ ละเหยื่อในโลกนี้

น.7 ๓ เสีย ; นี้เป็นคำสอนข้อสุดท้าย ในเมื่อเห็นว่าเวลาเป็น อย่างนั้นแล้ว มนุษย์จะต้องทำอย่างไร. มีใจความว่า เมื่อ มองเห็นว่าเวลาล่วงไป มันกินสรรพสัตว์ หมายความว่า ทำให้ตาย. เมื่อเห็นภัยในความตายจะทำอย่างไรดี ? ข้อนี้ มีคำตอบอยู่เป็น ๒ อย่าง คือคนปุถุชนธรรมดาสามัญ แม้ ที่สุดแต่พวกเทวดาก็ตอบว่า กยิราถ ปุญฺญานิ สุขาวหานิ ซึ่งแปลว่า เมื่อมองเห็นภัยในความตายแล้ว ควรรีบ กระทำบุญ อันจะนำสุขมาให้. ส่วนพระพุทธเจ้าเมื่อ ได้ฟังพวกเทวดากล่าวดังนั้น ท่านตรัสว่า เรายังไม่ถือว่า การกล่าวอย่างนั้น เป็นการกล่าวอย่างถูกต้อง แต่เรา กล่าวว่า เมื่อยิ่งเห็นภัยในความตายแล้ว พึงหวังความสงบ โดยละเหยื่อในโลกนี้เสีย. ข้อความนี้ต่างกันเป็น ๒ อย่าง คือคนธรรมดาสามัญ ที่เป็นบุถุชนนั้น เมื่อกลัวตายก็รีบทำบุญ แต่พระอริยเจ้า ผู้รู้จริงและเห็นจริงในสิ่งทั้งปวงนั้น กลับกล่าวว่า เมื่อเห็น ภัยในความตายแล้ว ก็จงหวังนิพพานอันเป็นธรรมเครื่อง ให้สงบ โดยการละเหยื่อทั้งหลายในโลกนี้เสีย ; ซึ่งย่อมจะ หมายความว่า แม้แต่สิ่งที่เรียกว่า บุญ ก็ยังจัดไว้ในพวกที่เป็น เหยื่ออยู่นั่นเอง เพราะเป็นเครื่องล่อให้บุคคลหลงใหลพอใจ

น.8 ๔ ด้วยความอยาก หรือความต้องการ ว่าจะได้เกิดในสุคติ เป็น สุขสนุกสนานกันอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นต้น จึงได้เรียกว่าเหยื่อ. สิ่งที่เรียกว่า เหยื่อ ก็มีความหมายว่าเป็น เครื่อง ล่อใจ. ในบรรดาสิ่งเครื่องล่อใจทั้งหลาย ย่อมไม่มีอะไร ยิ่งไปกว่าบุญ ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้สิ่งที่เรียกว่า บุญ ก็ได้ชื่อว่าเป็น อุปธิ คือเป็นเหยื่อของกิเลสเหมือนกัน. ถึงกับจะเรียกว่า เหยื่อในโลก ก็ยังเรียกได้ เพราะว่าบุญย่อม นำให้ไปเกิดในโลกใดโลกหนึ่งเสมอ ไม่ในมนุษยโลก ก็ เทวโลก หรือพรหมโลก ; เป็นเครื่องให้ เวียนว่ายตายเกิด อยู่ในโลก ดังนั้นจึงได้เรียกว่าเหยื่อ. ถ้าเห็นภัยอันตรายที่เกิดจากเวลา ที่เคี้ยวกินสรรพ- สัตว์กันจริง ๆ แล้ว ก็จะต้องทำให้ยิ่งไปกว่านั้น คือหวัง ความสงบรำงับจากความครอบงำของเวลา เพราะว่าไม่ต้อง การเหยื่อนั่นเอง. ดังนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในขั้นสุดท้ายว่า ผู้ใดกำจัดความอยากเสียได้ ผู้นั้นย่อมกินซึ่งเวลา ; เป็นของ คู่กันว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงตามธรรมดานั้น ย่อมถูกเวลา กัดกิน. แต่พระอริยเจ้าผู้กำจัดความอยากเสียได้นั้น กลับ เป็นผู้กินซึ่งเวลา ; หมายความว่ากำจัดเวลาเสียได้นั่นเอง. ข้อนี้เป็นธรรมะในขั้นที่เป็น วิวัฏฏคามินีปฏิปทา คือแสดงถึง

น.9 ๕ ธรรมะเครื่องออกไปจากวัฏฏะ หรือนำขึ้นสู่ภาวะที่เรียกว่า อยู่เหนือโลกโดยประการทั้งปวง . ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ถ้าอยู่ในโลกอยู่ใต้โลก ก็ย่อมถูกเวลาครอบงำหรือกัดกิน ; แต่ถ้าอยู่เหนือโลก ก็เป็นฝ่ายที่กัดกินเวลา เวลาเป็นฝ่ายพ่าย แพ้. แต่ว่าสัตว์ธรรมดาที่ยังไม่อาจจะละความยึดมั่นถือมั่น ในโลกได้ ย่อมมีความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงถูกกัดกินอยู่ ด้วยเวลา คือความที่ไม่ได้สมใจอยาก ; หรือว่าสิ่งที่ได้มาแล้ว สมใจอยาก มันก็ยังเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา. เวลาเป็น เครื่องทำสัตว์ให้เดือดร้อน ทนทุกข์ทรมานอย่างนี้อยู่เสมอ : หมายความว่าเมื่อยังไม่ได้ ก็ร้อนใจเหมือนกับตกนรก, ครั้น ได้มาแล้วก็กลัวจะวิบัติพลัดพรากไป, และในที่สุดก็ได้วิบัติ พลัดพรากไปจริง ๆ เพราะอำนาจของเวลานั้น. ดังนั้นท่าน จึงกล่าวว่า เวลาย่อมกัดกินสรรพสัตว์พร้อมทั้งตัวมันเอง อยู่ตลอดเวลา ดังนี้. คนธรรมดาทั่วไป มักจะแยกสิ่งทั้งหลายทั้งปวงออก เป็น ๒ ฝ่าย ในลักษณะที่ว่า เป็นบุญหรือเป็นบาป คู่กัน, เป็นนรกหรือเป็นสวรรค์ คู่กัน, เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ คู่กัน ; เป็นคู่กันอย่างนี้เสมอไป แล้วตัวก็เลือกเอาข้างหนึ่ง แล้วก็ ไม่ชอบอีกข้างหนึ่ง. เช่น เลือกเอาข้างบุญ ไม่เอาข้างบาป เลือกเอาข้างสวรรค์ ไม่เอานรก เลือกเอาข้างความสุข ไม่เอา

น.10 ๖ ข้างความทุกข์ อย่างนี้เป็นต้น ; แล้วคิดว่านี้เป็นการทำที่ เพียงพอแล้ว หรือถูกต้องแล้ว. การทำเพียงเท่านั้นยังไม่เพียงพอ : อาจจะถูกต้อง สำหรับคนทั่วไปธรรมดาสามัญ แต่ไม่ถูกต้องสำหรับบุคคลที่ ต้องการจะดับทุกข์โดยประการทั้งปวง. เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่า บุญ หรือ สุข นั้น ก็ยังเป็นเหยื่อของความอยาก ยังเป็นที่ตั้ง ของความอยาก ; โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่า สวรรค์ ด้วยแล้ว ก็หมายถึงตัวที่เป็นเหยื่อโดยเฉพาะ. ดังนั้นแม้จะได้บุญ แม้ จะได้ไปสวรรค์ แม้แต่จะมีความสุข มันก็ยังถูกเวลากัดกินอยู่ นั่นเอง : จะมีความสุขในมนุษย์โลก เทวโลก พรหมโลก หรือโลกไหนก็ตาม ก็ยังถูกเวลากัดกินอยู่นั่นเอง ; ดังนั้น จึงไม่เป็นการดับทุกข์สิ้นเชิง เป็นเพียงการเสวยสุขเวทนา คือ ความรู้สึกสนุกสนานเอร็ดอร่อยตามอารมณ์ของตน แล้วก็ต้อง เปลี่ยนแปลงไปตามเวลาด้วยกันทั้งนั้น ; และในที่สุดก็จะ ต้องพลัดพรากจากกันเพราะอำนาจของเวลา. " ด้วยเหตุดังนี้ แหละ ทางฝ่ายพุทธศาสนาจึงมีหลักว่า ถ้าต้องการจะพ้นจาก ความตายหรือความทุกข์โดยสิ้นเชิงแล้ว ต้องละสิ่งที่เป็น เหยื่อเสียให้หมด หวังอยู่แต่สันติบท คือพระนิพพาน. ที่ว่า ละเหยื่อเสียให้หมด นี้ หมายถึงไม่มีอะไร ซึ่งเป็นที่ตั้งของความอยาก มีจิตใจว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต