Buddhadasa.org

สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! ตอนที่ ๒ — หวังสวรรค์-นรก ไม่ใช่หวังนิพพาน : สวรรค์ก็เป็นทุกข์

สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.11 ๗ ว่าน่ารักน่าปรารถนา ; อย่างนี้เรียกว่าหวังต่อนิพพาน ไม่ได้ หวังนรกสวรรค์ ไม่ได้หวังบุญหวังบาป หวังสุขหวังทุกข์ แต่หวังความสงบอย่างยิ่ง ความว่างอย่างยิ่ง ความไม่มีทุกข์เลย. ถ้าจะให้จำง่าย ๆ ก็ต้องพูดว่า คนมีบุญก็เป็นทุกข์ ไปตามประสา หรือตามแบบของคนมีบุญ, ส่วนคนมีบาป ก็เป็นทุกข์ไปตามประสาของคนมีบาป ; ไม่ใช่ว่าเป็นคนมีบุญ แล้วจะไม่มีความทุกข์. เพราะว่าถ้ายังหวังยังอยากในบุญหรือ ในอะไรอยู่แล้ว ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความอยากนั่นเอง. เพราะว่าเวลามาเบียดเบียนให้ความอยากนั้นเผาผลาญบุคคลนั้น ทั้งที่ได้ตามที่ตนอยาก หรือไม่ได้ตามที่ตนอยาก. แม้ว่า ได้บุญมาแล้วก็ยังกลัวว่าจะหมดสิ้นไป แต่ในที่สุดก็เป็นสิ่งที่ เสื่อมสิ้นหมดไปได้จริง ๆ ต้องสร้างกันใหม่ ต้องทำกันใหม่ ด้วยความอยากต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด. เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่า คนมีบุญก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของคนมีบุญ, คนมีบาปก็มี ทุกข์ไปตามแบบของคนมีบาป ; ถ้าจะให้พ้นทุกข์สิ้นเชิง ต้องไม่หวังบุญหรือบาป แต่หวังความสงบรำงับโดยประการ ทั้งปวง หรือความว่างโดยประการทั้งปวง ; จึงเรียกกัน ทั่ว ๆ ไปว่านิพพาน โดยการดับความอยากทั้งหลายเสียอย่าให้มี ส่วนเหลือ. ไม่ว่าจะเป็นความอยากชนิดไหน จะต้องขจัด

น.12 ๘ เสียจากจิตใจให้หมดสิ้น เหลืออยู่แต่สติปัญญา ; หรือว่าอะไร ควรทำอย่างไรก็ทำไปตามนั้น ไม่ต้องทำด้วยความอยาก แต่ว่า ทำด้วยสติปัญญา ; อย่างนี้เรียกว่า หวังแต่สันติคือพระ นิพพาน โดยละเหยื่อในโลกทั้งหลายเสีย. เมื่อเป็นผู้ไม่อยากอะไรแล้ว เวลาก็ทำอะไรไม่ได้ คือเวลาจะเบียดเบียนบุคคลผู้นั้นไม่ได้อีกต่อไป. ท่านจึง กล่าวว่า ผู้นั้นเป็น ผู้กินซึ่งเวลา ; ตรงกันข้ามจากคนธรรมดา ที่ว่าเวลาย่อมกินสรรพสัตว์ คือคนธรรมดาสามัญนั่นเอง. คนอาจจะสงสัยว่า พระอริยเจ้า หรือพระอรหันต์ ในที่สุดท่านไม่ตายหรืออย่างไร. ข้อนี้ต้องดูให้ดีว่าโดยร่างกาย ก็แตกทำลายไปตามกาลเวลา ; แต่ว่าโดยจิตใจหาเป็น เช่นนั้นไม่ คือเวลาไม่ได้ทำให้ท่านเดือดร้อนเป็นทุกข์ได้. ถึงแม้ว่าร่างกายจะต้องแตกต้องทำลายไป ก็ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเดือดร้อน หรือแม้ว่าสิ่งที่เป็นที่รักที่พอใจทั้งหลาย จะเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของเวลา ก็ไม่ได้ทำให้เดือดร้อน. แปลว่าเวลาทำอะไรไม่ได้ เพราะท่านตั้งอยู่ด้วยความสงบรำงับ สามารถจะต่อต้านเวลาให้หันหลังกลับด้วยซ้ำไป คือทำอะไร ท่านไม่ได้นั่นเอง. ดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ผู้หลุดพ้นถึง ปานนั้นย่อมเป็น ผู้กินซึ่งเวลา ดังนี้.

น.13 ๙ สำหรับเราท่านทั้งหลาย ก็มีข้อที่จะต้องคิด เกี่ยวกับ เรื่องนี้อยู่มากเหมือนกัน คือว่าถ้าเป็นคนประมาทแล้ว ย่อมมี ความทุกข์เกี่ยวกับเวลานี้มากเกินไปหลายอย่างหลายทาง คือว่า ในทางต้นที่สุด ทางแรกที่สุด ที่ให้รีบกระทำความดี หรือ ทำบุญไว้ก่อน ก็ยังเป็นผู้ประมาท ยิ่งเป็นผู้ไปหลงทำบาป ยิ่งได้รับความทุกข์มากกว่าที่ควรจะได้รับ. ทีนี้ถ้าสูงขึ้นมา แม้ว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญบุญอยู่เนืองนิจ แต่ถ้าเป็นผู้ประมาทไม่รู้ ตามที่เป็นจริง ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งเหล่านี้โดยความเป็นตัวตน ของตนแล้ว ก็จะเป็นผู้มีความทุกข์อย่างลึกซึ้ง มองเห็นได้ยาก ไปอีกแบบหนึ่งด้วยเหมือนกัน. โดยเฉพาะคือคนที่ยึดมั่น ในเรื่องของสวรรค์ แม้ว่าจะได้เกลียดกลัวเรื่องของนรก นี้ก็ เรียกว่าเป็นความประมาท. ถ้าเป็นผู้ไม่ประมาทก็คือ หมายความว่าไม่ยึดมั่นในสิ่งใดเลย. ผู้ที่ไม่ประมาท ย่อมรู้ตามที่เป็นจริงว่า ถ้าลงได้เป็น บ่าว เป็นทาสของความอยากแล้ว นรกหรือสวรรค์ก็ย่อมจะ เป็นทุกข์เท่ากัน เป็นความทุกข์เท่ากัน แม้ว่าจะมีรูปร่างต่างกัน คนทั่วไปเห็นว่านรก กับ สวรรค์นั้นต่างกันอย่าง ตรงกันข้าม แต่พระอริยเจ้าเห็นว่าเหมือนกัน และยังเป็นที่ตั้ง แห่งความทุกข์ไปตามแบบของตน ๆ : อยู่ในนรก หรืออยู่

น.14 ๑๐ ในสภาพของนรก ก็เป็นทุกข์ตามแบบของสัตว์นรก, อยู่ใน สวรรค์ หรือในสภาพที่เป็นสวรรค์ ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบ ของเทวดาที่อยู่ในสวรรค์. ความทุกข์นั้นเมื่อกล่าวโดยปริมาณแล้ว อาจจะ เท่ากัน. เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่ามันมีความอยากใน ปริมาณที่เท่า ๆ กัน แม้ว่าจะมีรูปร่างต่างกัน. แม้ว่าอันหนึ่ง จะสวยสดงดงาม อันหนึ่งจะเร่าร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ถ้าเป็น ความอยากแล้ว ย่อมเผาผลาญจิตใจเหมือนกันหมด. ดังนั้น เมื่อเกิดความอยากขึ้นในใจแล้ว ก็ขอให้เข้าใจเถอะว่า นั่นเป็น นรก ไม่ควรจะเรียกว่า สวรรค์ เลย ; หากแต่ว่า ชนิดนี้มัน ซ่อนเร้นปิดบังเห็นได้ยาก. ถ้ามีใครมากล่าวว่าแม้แต่ สวรรค์ก็เป็นนรกชนิดหนึ่ง อย่างนี้ คงจะไม่มีใครเห็นด้วย เพราะว่ามีแต่คนกล่าวว่านรก อย่างหนึ่ง สวรรค์อย่างหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น ; มีแต่พระอริยเจ้า ที่เห็นตามที่เป็นจริงเท่านั้น ที่จะเห็นว่า นรกหรือสวรรค์ก็ตาม เมื่อยึดถือแล้ว ย่อมเป็นทุกข์โดยเสมอกัน. สวรรค์เสียอีก เป็นที่ตั้งแห่งความรักความยึดถือยิ่งกว่านรก เพราะว่ามีความ สวยสดงดงาม ย่อมยั่วให้คนหลงยึดมั่นถือมั่นยิ่งกว่านรก เพราะฉะนั้นสวรรค์จึงมีส่วนที่ทำให้เกิดความทุกข์ได้มาก

น.15 ๑๑ กว่านรก แต่ว่าซ่อนเร้นมองไม่เห็น เป็นผู้สมัครเป็นทุกข์ โดยชื่นตาเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. นี้เรียกว่าเป็นความประมาทในชั้นสูง ซึ่งยากที่จะ เข้าใจ. ถ้าจะตักเตือนกันในขั้นต้น ๆ ก็บอกว่ารีบเว้นบาปเสีย และรีบทำบุญเพื่อจะได้ไปสวรรค์. แต่ถ้าจะตักเตือนกันใน ขั้นสุดท้ายแล้วก็ย่อมจะตักเตือนว่า อย่าได้หลงใหลในสิ่งใดเลย จงปล่อยความยึดมั่นถือมั่นโดยประการทั้งปวงในสิ่งทุกสิ่งเสีย เป็นผู้กำจัดความอยากเสียได้ โดยประการทั้งปวงไม่มีส่วนเหลือ เมื่อนั้นก็จะอยู่เหนือนรก และเหนือสวรรค์ โดยประการทั้งปวง คือไม่มีความอยาก. เมื่อไม่มีความอยากแล้วก็เป็นความสงบ หรือเป็นนิพพาน ไม่เกี่ยวข้องกับเหยื่อชนิดใด ๆ ในโลกนี้ อีกต่อไป. นี้เรียกว่าเป็นความไม่ประมาทในขั้นสูง เป็นการ ตักเตือนกันในขั้นสูง. เท่าที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อจะเป็นการชี้ให้เห็น ชั้นหนึ่งก่อนว่า สายหรือแนวของการดับทุกข์นั้นมีอยู่อย่างไร จะไปสุดทางกันแค่ไหน เรารู้ให้หมดจดสิ้นเชิงเสียก่อน แล้ว จึงค่อยมาพิจารณาดูว่า เราจะเลือกเอาอย่างไร หรือเพียงไหน กันอีกทีหนึ่ง. สำหรับผู้ที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ ก็มีการสอนให้พอใจ ในสวรรค์ ให้รีบทำบุญ อันจะนำความสุขมาให้ ; และโดย

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต