Buddhadasa.org

สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! ตอนที่ ๓ — ความอยาก ทำให้ "เวลากินคน"

สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — สวรรค์นั่นแหละคือนรก ! (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.16 ๑๒ เฉพาะอย่างยิ่ง ในวันที่สมมติกันว่าเป็นวันปีใหม่นี้ ก็จะตัก เตือนซึ่งกันและกันให้ทำบุญให้มากให้ยิ่งขึ้นไปกว่าปีเก่า มัน ก็เป็นการถูกต้องแล้ว และถูกต้องสำหรับบุคคลประเภทนั้น. แต่ถ้าจะให้มากไปกว่านั้น ให้สูงไปกว่านั้น ให้ประเสริฐไป กว่านั้น อันเป็นชั้นที่พระอริยเจ้าท่านพอใจแล้ว เขาก็จะ ไม่พูดถึงเรื่องบุญเรื่องบาปเลย แต่จะพูดว่าปีใหม่นี้ จงกิน เหยื่อในโลกนี้ให้น้อยกว่าปีเก่าก็แล้วกัน ; คือว่าให้ละเหยื่อ ในโลกนี้ได้มากกว่าปีเก่าก็แล้วกัน. สิ่งใดเป็นเหยื่อสิ่งนั้น ก็จะต้องละให้มากขึ้น โดยมุ่งหวังต่อความสงบ. สภาพของ ความสงบ คือความไม่ต้องกระวนกระวายไปตามเหยื่อ เป็นคน ที่มีความสงบระงับอยู่ได้นั่นเอง. การที่กล่าวดังนี้ อยากจะให้คิดดูด้วยกัน ทุกคนว่า มันยากเกินไปหรือไม่ ถ้าจะพูดว่าปีใหม่นี้ พยายามละเหยื่อ ในโลกนี้ ให้มากขึ้นกว่าปีเก่า จะฟังออกหรือไม่ หรือว่า จะต้องบอกว่าให้ทำบุญให้มากกว่าปีเก่าไปตามเดิม ตามที่เคย พูด ๆ บอก ๆ กันมา. ถ้าผู้ใดมีการศึกษาและการปฏิบัติก้าวหน้า ผู้นั้นก็ ควรแล้วที่จะมองเห็น หรือจะฟังออก หรือจะเข้าใจ. เพราะว่า การที่ตักเตือนซึ่งกันและกัน ให้ละเหยื่อในโลกเสียให้มากกว่า

น.17 ๑๓ ปีเก่านี้ ย่อมจะน่าฟังกว่าที่จะพูดว่าให้รีบทำบุญให้มากกว่าปีเก่า เพราะว่า คำว่าบุญนี้ มันกำกวมยิ่งไปกว่าคำว่าเหยื่อเสียอีก. บางคนมองบุญในแง่ที่ วิเศษ สูงสุด น่าปรารถนาอย่างยิ่ง กว่าสิ่งทั้งปวงเอาทีเดียว เพราะว่าไม่รู้จักความทุกข์ที่เร้นลับ หรือไม่รู้จักพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง เพราะไปมองเห็นแต่เพียงว่า สิ่งที่เรียกว่าบุญนั้นเป็นสิ่งสูงสุด แล้วไปยึดถือความหมายนี้เป็นเพียงสิ่งเดียว เป็นสิ่งสูงสุดไป ดังนี้ก็มี. แต่ถึงอย่างนั้นก็อาจจะมีบางคนที่อาจจะลังเลอยู่ เพราะได้เคยสังเกตเห็นว่าคนที่ทำบุญมาก ๆ ขนาดที่เรียกว่า บ้าบุญ เมาบุญ อย่างนี้ ยังกลับจะเป็นทุกข์มากไปเสียกว่า คนที่อยู่เฉย ๆ ก็เลยเกิดความสงสัยขึ้นมาว่า บุญนี้คืออะไร กันแน่ อยู่ที่ตรงไหนแน่ ทำไมจึงคนที่บ้าบุญเมาบุญกลับเป็น ผู้ที่เดือดร้อนยิ่งกว่าคนที่อยู่เฉย ๆ. ถ้าพิจารณาดูให้ดีก็จะเห็น ได้ว่า เพราะว่าคนเหล่านั้นยังไม่เข้าใจคำว่า บุญ ยังไม่เข้าใจ สิ่งที่เรียกว่า บุญ จึงได้หลงสำคัญเอาสิ่งที่ตนชอบที่สุด ว่าเป็นบุญ ; มีความยึดมั่นถือมั่นในบุญ เพราะเคยได้ยินเขา กล่าวกันว่า บุญจะนำมาให้ซึ่งสิ่งที่รักที่พอใจ ที่ชอบใจ ทุกอย่างทุกประการ. เพราะฉะนั้นคนจึงชอบบุญกันเป็น

น.18 ๑๔ อันมาก. ถ้าบุญมีความหมายเป็นอย่างอื่นแล้ว คนคงจะไม่ ชอบบุญกันเป็นแน่. เดี๋ยวนี้เพียงแต่ได้ยินว่าบุญ เป็นสิ่งที่จะนำมาให้ซึ่ง ความปรารถนาทุกประการ แล้วก็เลยชอบ แต่หาได้คิดดูไม่ว่า ความอยากหรือความปรารถนานั้นเป็นความทุกข์. ถ้าบุญนำ ความอยากหรือความปรารถนามาให้ หรือก่อใหเกิดความอยาก หรือความปรารถนาแล้ว ก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ หรือความเร่าร้อนขึ้นในจิตใจโดยไม่ต้องสงสัย. ถ้ามีปัญญา มองเห็นได้อย่างนี้ ก็นับว่าเป็นการเข้าใจถูกต้องขึ้นมาตาม ลำดับ : อาจจะมองเห็นว่าการเป็นอิสระ ไม่ไปเที่ยวอยาก โน่นอยากนี่ ไปตามอำนาจของความอยากนั่นแหละ ดูจะเป็น สิ่งที่น่าปรารถนากว่า คือไม่มีความทุกข์ มีแต่สติปัญญารู้ว่า ควรทำอย่างไร ควรทำอะไรหรือควรทำอย่างไร และควรทำ เพียงไหนในวันหนึ่ง ๆ ก็ทำสิ่งเหล่านั้นไปตามที่ควรทำ ไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่นถึงกับเกิดความอยากหรือความหลง ซึ่งเป็นเหตุ ให้เกิดความทุกข์ร้อน เพราะเวลาไม่เข้าข้างตน เพราะว่าเวลา ไม่เข้าด้วยกับตน เวลาเป็นไปตามเรื่องของเวลา. คนที่มี ความปรารถนา จึงได้มีความทุกข์มาก หรือทุกข์น้อยตามส่วน ของความปรารถนานั่นเอง.

น.19 ๑๕ ถ้ามีความปรารถนามาก เวลาก็วิ่งไปเร็วมาก ถ้ามี ความปรารถนาน้อย เวลาก็วิ่งไปช้า ๆ. ถ้าไม่มีความ ปรารถนาเลย เวลาก็หยุดสนิทไม่วิ่งไป ดังนั้นเราจึงเอา ชนะเวลาได้ ด้วยการทำลายความอยากเสียโดยประการทั้งปวง. สิ่งที่เรียกว่านิพพาน หมายถึงภาวะที่ปราศจากความ อยากโดยประการทั้งปวง. ผู้บรรลุนิพพานคือพระอรหันต์ โดยเฉพาะนั้น ก็คือผู้ที่กำจัดความอยากเสียได้โดยประการ ทั้งปวง ; ดังนั้นเวลาจึงหยุดหมดสำหรับบุคคลเหล่านั้น เหมือนกับว่าไม่มีเลย ไม่ว่าในโลกนี้หรือในโลกไหน ไม่มี เวลาสำหรับบุคคลผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีความยึดมั่นถือมั่น สิ่งใดโดยประการทั้งปวงดังนี้. เมื่อเราพิจารณาดูตามลำดับดังที่กล่าวมานี้ ก็พอจะ เห็นได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า เวลานั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่ตายตัว เสมอไป อย่างที่คนชาวโลกเขาเข้าใจ ; โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งคนนอกศาสนา คือคนนอกพุทธศาสนาเขาคิดว่าเวลาเป็น สิ่งที่ตายตัว แล้วเขาก็กลัวเวลานี้มาก ทำอะไรแข่งกันกับ เวลา เตือนกันและกันให้แข่งกันกับเวลา ซึ่งยิ่งแข่งกับเวลา มากเท่าไร ก็ยิ่งเป็นทุกข์มากขึ้นเท่านั้น. แต่ในพุทธศาสนานี้ พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้เอาชนะเวลา เอาชนะเวลาให้ได้

น.20 ๑๖ จนเวลาหยุดสงบไปเหมือนกับไม่มี ซึ่งได้แก่การหยุดเสียซึ่ง ความอยากในจิตใจของเรานั่นเอง หยุดความอยากเสียได้ เมื่อใด เวลาก็หมดความหมายเมื่อนั้น. มีความอยากความ ต้องการเมื่อใด เวลาก็มีความหมายขึ้นมาเมื่อนั้น : อยาก มากเวลาก็วิ่งไปเร็ว. อยากน้อยเวลาก็วิ่งไปช้า, อยาก ถึงที่สุดจนขาดใจตายไป เวลาก็วิ่งเร็วถึงที่สุดจนทำให้บุคคลนั้น ตายไป. นี่เป็นสิ่งที่ต้องคิดต้องนึกดูให้ดี ในเรื่องอันเกี่ยว กับเวลา. เรื่องปีใหม่ปีเก่านี้ก็เหมือนกัน มันเป็นเรื่องที่เกี่ยว กับเวลา. ถ้าเราทำไม่ดี ทำไม่ถูก มันก็เป็นความโง่ความหลง ทำให้ปีใหม่เป็นทุกข์มากไปกว่าปีเก่าก็ยังได้. เด็ก ๆ ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนอะไร มองเห็นได้ชัด ๆ ; พอเติบโตเป็นผู้ใหญ่รู้จักอยากโน่นอยากนี่ ทะเยอทะยานนั่นนี่ มากขึ้น มันก็เป็นทุกข์มากขึ้น แล้วจะเรียกว่าปีใหม่เป็นสุข มากกว่าปีเก่าได้อย่างไร. ถ้าเราเอาจิตใจของเด็ก ๆ มาเทียบ กันดู กระทั่งถึงเด็กที่ยังอยู่ในท้องของมารดา เราพอจะเห็น ได้ว่าเด็กในท้องของมารดานั้นไม่อยากอะไรเลย เพราะฉะนั้น เวลาจึงไม่มีสำหรับเด็ก หรือสำหรับจิตใจของเด็ก. แต่เมื่อ

น.21 ๑๗ เด็กรู้จักต้องการนั่นต้องการนี่ เวลาจึงจะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ; ยิ่งต้องการมาก เวลาก็ยิ่งมีความหมายมาก จนกระทั่งจัดให้ ไม่ทันก็ร้องไห้ ต้องฆ่าตัวตาย. มันก็เป็นเรื่องของเวลาที่ เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเร้นลับที่สุด. เมื่อจะให้ปีใหม่มีความสุขที่แท้จริงยิ่งกว่าปีเก่า อาตมา มีความเห็นว่า ควรจะต้องจัดการกับสิ่งที่เรียกว่า "เวลา" นี้ให้ดี ให้ถูกต้องยิ่งกว่าปีเก่า ; ไม่เพียงแต่ให้พรกันว่า ให้มีอะไร มาก ๆ ให้ได้อะไรมาก ๆ หรือว่าให้ยิ่งอยากอะไรมาก ๆ ซึ่ง มีแต่จะทำให้เป็นทุกข์ยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นไปกว่าปีเก่า ถ้าจะให้ปีใหม่ ใหม่ขึ้นมาจริง ๆ ไม่ซ้ำกับปีเก่า ก็ต้องจัดเรื่องเวลาให้ดี. ปีใหม่ซ้ำกับปีเก่า บางทีจะไม่ซ้ำอย่างเดียว กลับจะซ้ำอย่างมาก คือซ้ำแล้วยังกลับมีน้ำหนักมากกว่าปีเก่า ; น้ำหนักของความ ซ้ำซากนั้นยิ่งมากไปกว่าปีเก่า ดังนั้นมันก็ต้องเป็นทุกข์มาก ไปกว่าปีเก่า ; ไม่ได้เป็นทุกข์เท่า ๆ กันกับปีเก่า แต่กลับ มีความทุกข์มากยิ่งขึ้นไปกว่า. ดังนี้ทุกคนจะต้องตัดสินของตนเอง ด้วยตนเอง ว่า มันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์มากกว่าปีเก่า. คนอื่นจะมาช่วยดู มาช่วยรู้สึก หรือมาช่วยตัดสินให้ไม่ได้ ตนเองจะต้องดู จะต้องรู้สึก และตัดสินด้วยตนเอง และต้องฉลาดด้วย ไม่ใช่

น.22 ๑๘ กระทำไปอย่างความโง่ ; แล้วต้องยุติธรรมด้วย คือไม่ลำเอียง เข้าข้างกิเลส แต่ต้องทำกันอย่างยุติธรรม ไปตามหลัก ตามเกณฑ์ของพระธรรม. ถ้าว่าร้อนก็ต้องว่าร้อน, ถ้า เป็นทุกข์ก็ต้องว่าเป็นทุกข์, ถ้าว่ากระวนกระวายกระสับ กระส่าย ก็ต้องยอมรับว่ากระวนกระวายและกระสับกระส่าย. เดี๋ยวนี้กำลังมีความกระสับกระส่ายใหม่ ๆ เกิดขึ้น เหมือนกับ ที่มันเป็นวันปีใหม่นี้ด้วยหรือเปล่า ใช่หรือไม่ ? ขอให้ลอง สังเกตดูให้ดี ๆ ด้วยกันทุกคน ทั้งพระทั้งฆราวาส. ไม่ใช่ว่า เป็นพระหรือเป็นบรรพชิตแล้ว จะพ้นไปจากอำนาจของเวลา เพราะยังสังเกตเห็นอยู่ว่า แม้เป็นพระเป็นบรรพชิตแล้ว ก็ยังอยาก ยังทะเยอทะยานไม่แพ้ฆราวาส หรือยิ่งมากไปกว่า ฆราวาสก็ยังมี. เวลาไม่ยกเว้นให้ว่าสำหรับเป็นพระ หรือ ไม่ใช่จะแกล้งให้ มีฤทธิ์ มีพิษ มีเดชมากสำหรับฆราวาส. โดยเฉพาะแล้วมันเหมือนกันทั้งนั้น เพราะมันขึ้นอยู่กับ ความอยาก. ความอยากของฆราวาส หรือว่าของบรรพชิต มัน ก็ล้วนแต่เป็นความอยาก เพราะตกเป็นทาสของอารมณ์ ที่ตนอยาก ดังนั้นเวลาจึงกระทำต่อบุคคลเหมือนกันทั้งที่เป็น บรรพชิตและที่เป็นฆราวาส. มันจึงกัดกินแม้ผู้ที่เป็นบรรพชิต

น.23 ๑๙ เช่นเดียวกับที่กัดกินพวกที่เป็นฆราวาส. บรรพชิตจึงไม่ควร ประมาทยิ่งไปกว่าฆราวาส ควรจะไม่ประมาทให้มากไปกว่า ฆราวาส. เพราะว่าตัวอยู่ในฐานะที่เป็นบรรพชิต ควรจะมี อะไรดีกว่า งดงามกว่า น่าดูกว่า หรือสูงกว่าการเป็นฆราวาส และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องการเอาชนะเวลานี้ บรรพชิต ควรจะทำตัวอย่างที่ดีให้ฆราวาสดูว่าเป็นผู้ที่ชนะเวลาได้อย่างไร. แต่ว่าเรื่องนี้ต้องเป็นสิ่งที่เข้าใจถูกต้อง ตามที่เป็นจริง เท่านั้น จึงจะสำเร็จประโยชน์. ถ้าสมภารเจ้าวัด ดีแต่นอน เหมือนกับเวลาไม่มีค่า อย่างนี้จะเรียกว่าเป็นผู้ที่เอาชนะเวลา ไม่ได้ กลับเป็นผู้พ่ายแพ้แก่เวลาอย่างใหญ่หลวง เพราะมีความ อยากมากในการนอน หรือการแสวงหาความสุขจากการนอน. อย่าได้ไปเข้าใจว่า คนที่ได้นอนมาก ๆ นั้น เป็นคนชนะเวลา คนที่นอนมากเท่าไหร่ เป็นผู้พ่ายแพ้แก่เวลามากขึ้นเท่านั้น เพราะหลงใหลในการนอน จึงได้เป็นทาสของความสุขใน การนอน จึงได้เป็นทาสของเวลา. คนที่ให้เวลาอำนวย ความสุขในการนอนให้แก่ตนดังนี้ อย่างนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ เราจะเอาชนะเวลาได้ด้วยการนอน. ยิ่งนอนมากเท่าไร มันก็ยิ่งพ่ายแพ้แก่เวลามากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราจะต้อง จัดการอย่างอื่น คือจัดการที่จิตใจ จัดการตรงที่มีความอยาก

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต