Buddhadasa.org

เมตตามหานิยม ตอนที่ ๑ — ประเพณีบวช-สึก และลำดับการพัฒนาชีวิต

เมตตามหานิยม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เมตตามหานิยม (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.6 ๒ ประเพณีบวชแล้วสึกได้ โดยไม่มีข้อที่ควรครึหาหรือรังเกียจ กินแหนงแต่อย่างใด. แล้วก็ถือเอาเป็นหลักเกณฑ์ไปเลย ทีเดียวว่า การบวชและสึกนี้ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระยะหนึ่งของ การเปลี่ยนแปลงในชีวิต ต้องทำให้ดีที่สุด. ถ้าจะเรียกก็ เหมือนกับเรียกว่า การเกิดใหม่ทุกครั้งไป : มาบวชก็เรียกว่า การเกิดใหม่ อย่างเกิดเป็นพระอริยะเจ้า หรืออย่างน้อยก็เกิด ตามระเบียบ ตามแบบฉบับของพระอริยะเจ้า เขาเรียกว่า "อริยชาติ" ในการบวช แม้เรายังไม่เป็นพระอริยะเจ้า ก็ต้องถือว่า เป็นการพยายามจะทำตามรอยของพระอริยะเจ้า. ทีนี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไว้สำหรับสึก ก็เป็นการเกิดใหม่อีก ครั้งหนึ่ง ที่เกิดกลับไปเป็นฆราวาส. การเกิดใหม่ในทำนองนี้ ก็หมายถึงการเกิดโดยทาง จิตใจ ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง. การเกิดทางร่างกายแล้วตาย ครั้งเดียวนั้นไม่มีความสำคัญอะไรในเรื่องอย่างนี้ เพราะว่าเรา ก็บังคับมันไม่ได้. แต่การเกิดทางจิตใจอย่างที่ว่านี้ บังคับได้ ฉะนั้น จึงมีความสำคัญ คือต้องบังคับ. เมื่อเกิดเป็นพระ ก็ต้องเป็นพระที่ดี เมื่อเกิดเป็นฆราวาสก็ต้องเป็นฆราวาสที่ดี. เพื่อความเข้าใจเรื่องนี้ให้ดียิ่งขึ้น ก็อยากจะบอกให้ ทราบซ้ำถึงเรื่องอาศรม ๔ ชนิด ที่เขาบัญญัติไว้ตั้งแต่โบราณ

น.7 ๓ กาล ที่มีปรากฏอยู่ในมนูธรรมศาสตร์ ซึ่งถือว่ามีอายุหลาย พันปี : คนได้กำเนิดมาตั้งแต่แรก จนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาว ก่อนแต่งงาน นี้ก็เรียกว่า "พรหมจารี" ต้องศึกษาอย่าง เคร่งครัด ต้องปฏิบัติศีลธรรม อย่างของคนหนุ่มคนสาวอย่าง เคร่งครัด ; จึงเรียกว่า "พรหมจารี" นี่เป็นการเกิดในขั้นนี้ ขั้นหนึ่ง. ต่อมาก็มีการแต่งงาน เป็นการเกิดใหม่เป็นคฤหัสถ์ เรียกว่า "คฤหัสถ์" มีภาวะเรื่องครอบครัว ตั้งเนื้อตั้งตัว มีเงิน มีเกียรติ มีทุกสิ่งที่คฤหัสถ์จะต้องมี จะต้องทำให้ดี. ต่อมาเมื่ออายุมากเข้า ก็เห็นว่าจะต้องเลื่อนขั้นกันอีก อยู่แค่ นั้นไม่ไหว ก็เลื่อนขั้นเป็น "วนปรัสถ์" คือผู้เก็บตัวอยู่ในที่ สงบสงัด มองชีวิตในด้านใน ประพฤติปฏิบัติทางจิตใจ เพื่อ ความเป็นอย่างอื่น เขาจึงเรียกว่าโลกอื่น ; นี้ก็เกิดอีกครั้งหนึ่ง. ต่อมาเมื่อทำได้เป็นที่พอใจแล้ว ก็อุทิศชีวิตเพื่อผู้อื่นจริง ๆ อุทิศชีวิตเพื่อการสั่งสอนผู้อื่น ทำตัวเป็นแสงสว่างให้แก่ผู้อื่น เที่ยวประพฤติประโยชน์เพื่อผู้อื่น โดยไม่มีเรื่องของตัวเลย นี่เรียกว่า "สันยาสี" เป็นขั้นสุดท้าย ขั้นที่ ๔. ตามหลักนี้จะมองเห็นได้ว่าไม่มีพรหมจารีไปบวช แต่ เดี๋ยวนี้เราเป็นพรหมจารี นี้เราอาจจะสงเคราะห์การบวชของ เรา ๓ เดือนนี้ ในอาศรมของพรหมจารีด้วยเหมือนกัน คือ

น.8 ๔ พรหมจารีของเราสูงขึ้นมาถึงการบวชเป็นพระ นับตั้งแต่เกิด เป็นเด็กที่ดี เป็นหนุ่มสาวที่ดี จนกระทั่งบวชเป็นบรรพชิตที่ดี เป็นคนโสดสูงสุด นี้ตอนหนึ่ง. หลังจากนั้นจึงเป็นคฤหัสถ์ ฉะนั้น บัดนี้ก็แปลว่าเราจะเกิดใหม่ เป็นคฤหัสถ์. ข้อนี้อย่าได้เข้าใจว่าการเป็นคฤหัสถ์นี้ เป็นการกลับ ไปเลย ไปสู่ความเลว เหมือนที่บางคนเข้าใจ. การเป็น คฤหัสถ์หลังจากพรหมจารีนั้น ก็หมายความว่า เตรียมพร้อม ที่จะเผชิญชีวิตอย่างคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นงานที่ยากลำบากยิ่งขึ้นไป กว่าพรหมจารี. ฉะนั้น จึงต้องถือว่า ไม่ใช่ลดขั้นลงต่ำ แต่ กลายเป็นทำหน้าที่ที่สูงขึ้นไปอีกคือการต่อสู้ด้วยชีวิตในอันดับ ที่สูงขึ้นไปอีก ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ ว่าคนเราจะดีได้ถึงขีดสุดอย่างไร. ฉะนั้น ให้มองให้เห็นชัด ว่าในระหว่างที่เราเป็นพรหมจารี จนกระทั่งบวช ๓ เดือน เป็นระยะสุดท้ายนี้ เพื่อศึกษาวิชาความรู้เกี่ยวกับด้านจิตใจ โดยเฉพาะ เพื่อต่อสู้ในขั้นของการเป็นคฤหัสถ์ที่ดีนั่นเอง. ฉะนั้น ควรจะถือว่าเป็นโชคดี ที่เราได้ผ่านชีวิตหรือการอบรม ในแบบนี้ : ดีกว่าที่จะกระโดดไปเป็น คฤหัสถ์ มีเหย้า มีเรือนเสียก่อนบวช. การได้บวชเสียก่อน อย่างนี้มันก็เป็น การดี ที่จะได้รอบรู้การต่อสู้ในชีวิตของคฤหัสถ์ จะได้ตั้งต้น

น.9 ๕ เลข ๑ ที่ไม่มีผิดพลาด เป็นเลข ๒ - เลข ๓ - เลข ๔ เพิ่ม ขึ้นไป อย่างไม่มีการผิดพลาด. นี่จึงถือว่าเป็นโชคดี และ ไม่ใช่ลดชั้นต่ำลงไปเป็นฆราวาส ; ให้ถือว่าเป็นการเลื่อนชั้น ที่จะใช้วิชาความรู้ที่ได้ในระหว่างที่บวชนี้ออกไปต่อสู้ให้เป็น ฆราวาสที่ถูกต้อง. การที่ไปมีครอบครัว ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ ผิดพลาด หรือเป็นเรื่องที่น่าตำหนิอะไร มันเป็นบทเรียน เป็น หน้าที่ในชีวิตที่ผู้เป็นคฤหัสถ์ ที่จะผ่านไปด้วยดีนั้นต้องมี. ถือโอกาสกล่าวในที่นี้อีกว่า การเป็นคฤหัสถ์นั้น ก็เป็นการปฏิบัติธรรมะขั้นหนึ่ง ซึ่งมนุษย์จะต้องผ่านไปให้ดี จะต้องกระทำให้ถูกต้องตามธรรม ตามพระธรรม ที่มีอยู่ สำหรับคฤหัสถ์ จะต้องประพฤติปฏิบัติให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ถูกต้อง. เหมือนเมื่อเราประพฤติธรรมะอย่างภิกษุ เราต้อง ประพฤติให้ดีที่สุดอย่างภิกษุฉันใด เมื่อเราออกไปเป็นคฤหัสถ์ เราต้องประพฤติให้ดีที่สุดตามแบบของคฤหัสถ์ฉันนั้น. ฉะนั้น ชีวิตของคฤหัสถ์นั้นจึงเป็นการประพฤติธรรมไปตามเดิม ไม่ใช่ ชีวิตเหลวไหลสำมะเลเทเมา ย้อนกลับหลังลงไปสู่ความต่ำ. นั่นเป็นความเข้าใจของคนโง่บางคน ซึ่งก็มีอยู่มากเหมือนกัน. เราผู้ได้บวชในพระพุทธศาสนา ต้องรู้ว่าการที่เป็น คฤหัสถ์นั้น คือการปฏิบัติธรรมชนิดหนึ่งตามแบบของคฤหัสถ์

น.10 ๖ เมื่อชีวิตนี้ผ่านตัวชีวิต ผ่านความจริงของชีวิต หรือของธรรม- ชาติให้เรารู้จักสิ่งเหล่านี้อย่างดี ให้เราเจริญด้วยสติปัญญาสูงขึ้น ไปตามที่ธรรมชาติกำหนดให้ในขีดควรจะมี ; เราก็รู้จักตัวเองดี รู้จักชีวิตดี รู้จักธรรมชาติดี รู้จักทุกอย่างที่มนุษย์ควรจะรู้ เพราะการที่เราได้เป็นฆราวาส ที่ประพฤติธรรมะที่สมบูรณ์. เราจะรู้ว่าความสุขคืออะไร ความทุกข์คืออะไร เงินทองคือ อะไร ทรัพย์สมบัติคืออะไร มีค่าเพียงเท่าไร น่ายึดถือ หรือ ไม่น่ายึดถืออย่างไร ทั้งนี้ในลักษณะที่อยู่เหนือหมด ไม่ใช่หลง อย่างโง่ ๆ แล้วไปอยู่ข้างต่ำ อยู่ภายใต้ของสิ่งเหล่านั้น เช่น เป็นทาสเงิน หรือเป็นทาสเกียรติยศชื่อเสียงเป็นต้น. ถ้าเรา ทำถูก เราก็จะอยู่เหนือ เป็นผู้รู้ดีว่าอันนั้นคืออะไร เราจะต้อง ปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านั้นอย่างไร เราจะต้องใช้สิ่งเหล่านั้นอย่างไร เราจะต้องควบคุมสิ่งเหล่านั้นอย่างไร ไม่ใช่ให้สิ่งเหล่านั้นมา ควบคุมเรา. ฉะนั้น จึงถือว่าเป็น ระโยชน์ที่สุด ที่จะได้ศึกษา ธรรมะของพระพุทธศาสนา จะได้นำไปใช้ให้เป็นคฤหัสถ์ ที่ถูกต้อง. เรื่องครอบครัวนั้น ให้เข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ธรรมชาติ กำหนดให้ ที่หลีกไม่ได้ที่จะต้องมีสำหรับฆราวาสหรือคฤหัสถ์. แต่ทีนี้มิใช่ให้มีสำหรับโง่ มิใช่ให้มีสำหรับหลงใหลมัวเมา มิใช่ ให้มีสำหรับเย่อหยิ่งจองหองไว้อวดกัน หรืออะไรทำนองนั้น ;

น.11 ๗ แต่ให้มีเพื่อช่วยกันแบ่งเบาภาระที่มนุษย์จะต้องทำให้มันง่ายลง ครึ่งหนึ่ง ให้มันง่ายลง ๕๐ เปอร์เซ็นต์. ถ้าผู้ชายหรือผู้หญิง จะต้องทำตามลำพังไปคนเดียว การผ่านชีวิตอย่างคฤหัสถ์ ที่สมบูรณ์นี้ก็จะยาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ในการสมรส ก็คือ เพื่อให้มันง่ายลงครึ่งหนึ่งคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ คือเป็นผู้ช่วย ที่ดีแก่กันและกัน : ผู้ชายต้องทำหน้าที่ผู้ชาย, ผู้หญิงต้องทำ หน้าที่ผู้หญิง แล้วความเป็นมนุษย์ก็จะสมบูรณ์. ถ้าไปเกี่ยง แย่งกันทำ ผู้หญิงทำอย่างผู้ชาย, หรือผู้ชายไปทำอย่างผู้หญิง นี่เป็นความโง่ของสมัยปัจจุบันนี้ ซึ่งทำให้สิ่งต่าง ๆ ก้าวก่าย ปนเประส่ำระสาย จนดูไม่ออก เป็นไปในลักษณะที่มีผลร้าย เกิดขึ้น เช่น ไม่มีใครดูแลครอบครัวให้ดีที่สุด เพราะผู้หญิง ไปทำเสียอย่างผู้ชาย เด็กที่เกิดมาก็เป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์ในทาง จิตใจ ไม่มีความรู้สึกที่สมบูรณ์ในทางจิตใจ จนเป็นคนละเมอ เพ้อฝันมีความคิดที่เลื่อนลอย. ธรรมชาติได้กำหนดให้ผู้หญิงทำหน้าที่ผู้หญิง ให้ ผู้ชายทำหน้าที่ผู้ชาย. ศาสนาคริสเตียนก็เป็นอย่างนี้ ศาสนา พุทธก็เป็นอย่างนี้ ศาสนาไหนก็เป็นอย่างนี้. คนเดี๋ยวนี้ ลบหลู่พระศาสนา ย่ำยีศาสนา ไม่ถือตามหลักของพระศาสนา เรื่องมันจึงโกลาหลวุ่นวายยิ่งขึ้นทุกทีในโลกนี้. แม้ผู้หญิง

น.12 ๘ จะทำได้อย่างผู้ชาย ก็ทำให้โลกวุ่นวายมากกว่าทำให้โลกสงบ. ฉะนั้นเราจึงต้องรู้ว่าการเป็นสามีภรรยานั้นเป็นการช่วยกันแบ่ง หน้าที่ตามหน้าที่ เพื่อทำให้ถูกต้อง ทำให้สมบูรณ์ ให้หน้าที่ให้ ชีวิตนี้ง่ายเข้ามาครึ่งหนึ่ง. เช่นว่าฆราวาสจะต้องสมบูรณ์ด้วย ทรัพย์สมบัติ, จะต้องสมบูรณ์ด้วยเกียรติยศชื่อเสียง, จะต้อง สมบูรณ์ด้วยมิตรสหายไมตรี มีสังคมที่ดีอย่างนี้ จึงจะชื่อว่า ฆราวาสคนนั้นปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์. การทำคนเดียวมันยากไป ผู้หญิงคนเดียวก็ยาก ผู้ชายทำคนเดียวก็ยาก ต่อเมื่อร่วมแรง กันทำแล้วมันก็ง่ายเข้ามาครึ่งหนึ่ง. ฉะนั้น ให้ถือว่าการมี ครอบครัวนั้นก็เพื่อความเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่เพื่อความหลงใหล ในรูป รส กลิ่น เสียง หรือว่าเรื่องหลงใหลอย่างอื่น ; นั้นเป็น เรื่องของคนโง่ไม่ใช่เรื่องของคนที่บวชแล้วในพระพุทธศาสนา. ขอเธอจำไว้อย่างแม่นยำว่า ชีวิตฆราวาสต้องเป็น อย่างนั้น. ทีนี้เมื่อเราใช้วิธีที่ถูกต้องแล้ว ความเป็นฆราวาส ของเราก็ก้าวหน้าในเวลาอันไม่นาน เช่น อายุเพียง ๖๐ ปี เราก็สามารถที่จะหยุดพักผ่อนได้ เกษียณชีวิตคฤหัสถ์เสียที แล้วก็ไปสู่ชีวิตที่สงบ เป็น "วนปรัสถ์" หรือเป็น "สันยาสี" อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วแต่จะพอใจ; ก็เรียกว่าเกิดมาทีหนึ่ง ได้รับความดี ได้ปฏิบัติความดี ครบถ้วนถึงที่สุดที่มนุษย์

น.13 ๙ ควรจะได้รับ ไม่เสียทีที่เกิดมา. เพราะเกิดมาทีหนึ่ง ก็ได้ หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกขั้นทุกระดับ ที่มนุษย์ควรจะได้รับ ถ้าไม่ได้รับครบทุกขั้นทุกระดับ ก็แปลว่ายังเสียทีที่เกิดมา. ฉะนั้น ขอให้พยายามอย่างยิ่ง จะได้เป็นไปในลักษณะที่ว่า เกิดมาทีหนึ่งให้ได้รับทุกชนิด ตั้งแต่ต่ำที่สุด จนถึงสูงที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับในการที่เกิดมา. นี่ขอให้การศึกษาของเรา การได้บวชครั้งหนึ่งนี้ได้ ทำความแจ่มแจ้งในหนทางของชีวิตว่าจะต้องเดินไปให้บริบูรณ์ อย่างนี้ จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ไม่หลงทาง. แม้ที่สุดเพียงรู้ว่า นิพพานอยู่ในขั้นสุดท้ายปลายทางก็ไม่เสียหายอะไร ; เดี๋ยวนี้ เรายังไม่ถึง เราก็กำลังเดินไป. ฉะนั้น ควรจะศึกษาเอาไว้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับขั้นสูงสุด ชีวิตของพวกวนปรัสต์ กับพวก สันยาสี หรือกระทั่งการบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นต้น ; เพราะ มันรออยู่สำหรับคนทุกคนในกาลข้างหน้า. ถ้าเราเกิดมาได้ รับครบบริบูรณ์หมดนั้น ก็ถือว่าเป็นผู้โชคดีที่สุดแล้ว. ไม่ เช่นนั้นก็เกิดมาอย่างที่เรียกว่าเป็นคนพาล คนอ่อน คนเขลา คนหลง เกิดมาเห็นแก่เรื่องกินเรื่องสนุกสนาน เอร็ดอร่อย ทางปาก ทางท้อง ทางตา ทางหู ทางจมูก แล้วก็ตายไป นี้มันก็ได้เพียงแค่นี้ ไม่ดีกว่าสัตว์เดรัจฉานเท่าไรนัก ; เพราะว่า

น.14 ๑๐ สัตว์เดรัจฉานก็มีโอกาสที่จะได้อย่างนั้นเหมือนกัน ซึ่งมนุษย์ เราต้องไปได้ไกลกว่านั้น. ฉะนั้น จึงแนะนำตักเตือนชี้แจง ให้สังเกต ให้พยายามประพฤติ กระทำให้ได้ ให้สมกับที่มนุษย์ เป็นมนุษย์ เป็นสัตว์สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย. ทีนี้เรื่องเป็นคฤหัสถ์นี้ มีธรรมะสำหรับคฤหัสถ์ โดยเฉพาะอยู่หมวดหนึ่ง แม้จะเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วบ้าง ก็ขอย้ำในที่นี้ ไม่ใช่เพียงตามธรรมเนียม แต่ย้ำเพื่อต้องการ จะไม่ให้ลืมจริงๆ ธรรมะสำหรับคฤหัสถ์นั้นมีอยู่ ๔ ประการ คือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ รายละเอียดก็มีอยู่ในคำบรรยาย หลาย ๆ แห่ง ไปหาอ่านได้เอง ; แต่โดยใจความนั้นมีความ สำคัญมาก : สำหรับคฤหัสถ์ สำหรับฆราวาส จะต้องมี "สัจจะ" ในการที่จะดำเนินชีวิตของตน ให้ไปให้ถึงที่สุดให้จนได้ ; ให้ตั้งอธิษฐานว่าเราเกิดมานี้ เราจะไปให้ถึงที่สุด ที่มนุษย์ จะไปให้ถึงได้เท่าไร ให้ตั้งสัจจะลงไปอย่างนี้ แล้วก็ต้อง รู้ว่าต้องบังคับตัวเอง ที่เรียกว่า "หมะ" สัจจะมันจึงจะอยู่. ถ้า ไม่มีการบังคับตัวเองแล้ว สัจจะจะเลือนหายไปโดยไม่ทันรู้ตัว มันต้องมี ทมะ คือบังคับตัวเองให้อยู่ในร่องรอยของสัจจะที่ได้ ตั้งไว้. ทีนี้การบังคับตัวเองนั้นมันมีความเจ็บปวดเป็นธรรมดา

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต