Buddhadasa.org

เมตตามหานิยม ตอนที่ ๒ — ฆราวาสธรรม ๔ ใช้ได้ทั้งฆราวาสและบรรพชิต

เมตตามหานิยม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — เมตตามหานิยม (๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.15 ๑๑ ถ้าใครไม่ทนมันก็ทั้งการบังคับตัวเองเสียอีก ฉะนั้นจึงสอนให้มี "ขันติ" หรือ "ขันตี" คือความอดกลั้นอดทน ทนได้จน เลือดตาไหลก็ทนได้ไม่ยอมเปลี่ยนอุดมคติ นี้ก็เรียกว่า "ขันติ" ช่วยรักษาทมะเอาไว้. ทีนี้เพื่อไม่ให้ต้องทนมากเกินไปจนทน ไม่ไหว พระพุทธเจ้าท่านได้กำหนดข้อสุดท้ายเรียกว่า "จาคะ" คือการระบายออก. สิ่งใดที่เป็นความกดดันต่อจิตใจมาก มันต้องระบายออกอยู่เสมอเราจึงจะทนได้ ฉะนั้นให้มีวิธีที่จะ ฉลาดระบายออกอยู่เสมอ คือการประพฤติศีลธรรมวัฒนธรรม อะไรต่าง ๆ ที่ถูกต้อง ที่เป็นการระบายความกดดันของกิเลส ออกอยู่เสมอ เราก็ไม่ต้องทนมาก นี่เรียกว่า "จาคะ". รวมกันเป็น สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ๔ อย่างนี้ เรียกว่า "ฆราวาสธรรม" คือธรรมะสำหรับฆราวาส. ถ้าผู้ใด ประกอบด้วยธรรมะ ๔ ประการนี้ ก็ย่อมจะปฏิบัติหน้าที่ของ ฆราวาสได้สมบูรณ์ ซึ่งจะหาเงินก็มี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ; จะหาเกียรติยศชื่อเสียงก็มี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ ; จะหา สังคมที่ดีแวดล้อมตัวเองก็มี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ. รายละ- เอียดนี้ไปพลิกดูได้เอง จึงไม่พูดโดยละเอียดเพราะเวลาไม่พอ และก็ได้อธิบายไว้โดยละเอียดในหนังสือหรือคำบรรยายบางเล่ม อยู่แล้ว ไปหาอ่านเองได้ ; แต่ที่จะเตือนอย่างยิ่งก็คือว่าต้องมี ธรรมะ ๔ ประการนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับฆราวาสนั้น.

น.16 ๑๒ แม้จะอยู่เป็นบรรพชิตก็ยังใช้ ๔ ประการนี้ได้ตาม แบบของบรรพชิตเหมือนกัน ; ถ้าเป็นฆราวาสก็ยิ่งต้องใช้ ธรรมะ ๔ ประการนี้ จนถึงกับมีคำที่กล่าวไว้เป็นการท้าทายว่า "ให้สมณะ หรือผู้มีปัญญา สมณพราหมณ์ทั้งหลายในโลก ทั้งหมดนี้ลองคิดดูทีว่า ธรรมะข้อไหนบ้างที่ดีกว่า ๔ ข้อนี้ สำหรับฆราวาส" มีการท้าทายไว้ถึงอย่างนี้. ฉะนั้นเราจะต้อง ท่องเหมือนกับมนต์ : สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ และเราจะ ต้องปฏิบัติ เหมือนกับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย เผลอไม่ได้ ในการที่จะต้องมี สัจจะ ทมะ ขันตี จาคะ เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์ในการหาทรัพย์สมบัติ ในการหาชื่อเสียง ในการ หาสังคมแวดล้อมเราที่ดี คือสังคมที่สนับสนุนเราอย่างยิ่งใน ทางที่ดี. นี้ก็เรียกว่าเรื่องความเป็นคฤหัสถ์ โดยใจความ ที่สำคัญที่สุดที่สมบูรณ์ที่สุด ที่เป็นชีวิตในอันดับที่ ๒ ขึ้นมา จากพรหมจารี ซึ่งเธอทั้งหลายทุกคนก็ได้ผ่านมา แล้วก็ได้ สิ้นสุดลงในการลาสิกขาในวันนี้ และต่อไปนี้ก็ได้เริ่มชีวิตของ คฤหัสถ์ได้เต็มที่ ตามความมุ่งหมายของขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมไทย หรือว่าตามความประสงค์ของ บิดา มารดา ผู้หวังดีต่อเราทุกคน หวังให้เราตั้งต้นชีวิตในขั้น ที่ ๒ นี้ให้ดีที่สุด นับตั้งแต่ ๐ ขึ้นต้น ๐ เสียใหม่ ขึ้น -๒-๑

น.17 ๑๓ ๓-๔-๕-๖-๗-๘ ไปใหม่ ให้ดีที่สุด ไปอีกระยะหนึ่ง. ถ้ามี อะไรผิดพลาดมาแล้วแต่หนหลังก็ไม่ต้องนึกถึง ตัดทิ้งไปเลย ไม่เอามาเป็นเรื่องเสียใจ ทำความรำคาญให้แก่ตัวเอง แต่ว่า ต้องไม่ประมาท ได้ตัวอย่าง ได้อุทาหรณ์ที่ดีเช่นนั้นแล้ว ต่อไปนี้ก็ไม่มีความประมาท ตั้งหน้าทำไปด้วยความเบิกบาน ด้วยความเชื่อตัวเอง ด้วยความเคารพนับถือตัวเอง ให้เต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้สำเร็จประโยชน์ได้ในการที่ว่าเราจะต้อง ทำอย่างไรในความเป็นคฤหัสถ์ ให้สมกับที่ว่าไม่เสียทีที่ได้บวช ได้เรียนรู้หนทางตามแนวพระพุทธศาสนา ว่าเราจะต้องเดินไป อย่างไร. แม้ว่าเราจะสึก ก็ไม่ได้หมายความว่าย้อนกลับลงไปสู่ ทางต่ำ เพราะว่าเราได้ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่า จะบวชเพื่อ การศึกษาเพียงเท่านี้ ; แล้วก็จะได้มีความสว่างไสวในการ ที่จะดำเนินชีวิตไปให้ถึงที่สุดจริง ๆ. ฉะนั้น ถ้าเราประสพ ความสำเร็จในขั้นของฆราวาสแล้ว ในบั้นปลายของชีวิตเรา จะเป็น "วนปรัสถ์" เป็น "นักบวช" อีกก็ได้ ; หรือแม้จะไม่ เป็นนักบวช ก็ยังประพฤติเป็นผู้มองในด้านในอย่างนักบวช มีความเข้าใจในชีวิตยิ่งขึ้น แล้วก็สอนผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น มันก็เป็นนักบวชอยู่ดี เพราะไม่มีอะไรเป็นของเรา สละสิ่งที่

น.18 ๑๔ เป็นของเราออกไปหมด ทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นอยู่ด้วยกัน ทั้งนั้น. ดังนั้นจึงให้รู้ แนวทางของชีวิต ซึ่งเป็นสายตั้งแต่ ต้นจนปลายในลักษณะอย่างนี้ ก็จะได้ชื่อว่าไม่เสียทีที่ได้บวช แม้ในชั่วระยะเวลาอันสั้นเพียง ๓ เดือน. ชั่ว ๓ เดือนนี้เราได้ใจความที่สำคัญที่สุด ที่แจ่มแจ้ง ที่สุด แล้วเราก็จะไปหารายละเอียดเพิ่มเติมเอาได้ทีหลังจน ตลอดชีวิต มันสำคัญอยู่ที่ใจความ สำคัญอยู่ที่แนวอันถูกต้อง สำคัญอยู่ที่ความรู้ที่จะทำให้วางแผนการ หรือโครงการอะไรที่ ให้ถูกต้องลงไป. เมื่อแผนการและโครงการนี้ถูกต้องก็ถือว่า มีความสำเร็จแล้วตั้งครึ่งตั้งค่อนทีเดียว. เมื่อโครงการหรือ หลักการมันผิดแล้ว ก็จะไม่มีทางที่จะเป็นไปได้ ไม่มีความ สำเร็จอะไรเลย. ถ้าโครงการหลักการถูก มันก็มีความสำเร็จ เข้าไปตั้งครึ่งตั้งค่อน. ฉะนั้นอย่าได้ดูหมิ่นดูถูกเรื่องราวที่ เกี่ยวกับความเป็นไปของชีวิต ที่จะต้องเป็นไปตามหลักที่ ถูกต้องของการเกิดมาเป็นมนุษย์ ; อย่าได้ดูถูกพระศาสนา หรือวัฒนธรรมประเพณีอะไรต่าง ๆ แม้แต่กฎของผู้ที่เคยคิด หรือเป็นนักคิดมาแต่โบราณกาล ว่าเป็นของโง่เขลางมงาย ใช้ ไม่ได้สำหรับสมัยนี้. ที่จริงมันยังใช้ได้สมัยนี้และสมัยต่อไป ข้างหน้า เพราะว่าหลักของพระศาสนา หรือความรู้หรือวิชา

น.19 ๑๕ ทางจิตใจอย่างนี้ เขาไม่ได้เอาของภายนอกเป็นหลัก เขาเอา ความจริงของธรรมชาติเป็นหลัก. และความจริงของธรรมชาติ นี้ เรื่องที่เกี่ยวกับความทุกข์และความสุขนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ; แม้ว่าภายนอกมันจะมีการเปลี่ยนแปลงโดยของประกอบ หรือว่า ของที่ก้าวหน้าในทางวัตถุ แต่ส่วนภายในคือเรื่องกิเลส หรือ เรื่องความทุกข์นั้นยังคงเดิม หลายพันปีมาแล้วเป็นอย่างไร ก็คงยังเป็นอย่างนั้น ; ต่อไปข้างหน้าอีกหลายพันปีก็คงยังเป็น อย่างนั้น คือกิเลสจะต้องเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์เสมอ, ความทุกข์ก็ย่อมเกิดมาจากกิเลส โดยเฉพาะคือความโง่เขลา หลงใหลงมงาย ยึดมั่น ถือมั่นสิ่งต่าง ๆ ของธรรมชาติ มาเป็น ของตน หรือว่าเป็นตัวตน นี้เป็นคนโง่ โกงซึ่งหน้า ปล้น เอามาซึ่งหน้าจากธรรมชาติ เอามาเป็นของตน ดังนั้นจึงได้มี ความทุกข์ เหมือนกับว่าถูกธรรมชาติตบหน้าเอา. ฉะนั้นเราอย่าทำเล่นกับธรรมชาติในลักษณะอย่างนั้น จะต้องเป็นอยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง ไม่ต้องมีความทุกข์เหมือน กับธรรมชาติตบหน้าเอา. เราอย่าไปหลงตู่เอาของธรรมชาติ มาเป็นของเรา ให้มันเป็นของธรรมชาติไปตามเดิม แต่ว่าเรา เข้าไปเกี่ยวข้องใช้สอยเหมือนกับหยิบยืมใช้อย่างถูกต้อง มีความ สุขสบายไปจนกว่าร่างกายนี้จะแตกดับ. ถ้าถือหลักอย่างนี้แล้ว ไม่มีทางที่จะมีความทุกข์ ไม่ต้องร้องไห้และไม่ต้องหัวเราะด้วย

น.20 ๑๖ ซ้ำไป. คนหัวเราะร่าเริงก็คือคนโง่, คนนั่งร้องไห้ก็คือคนโง่, โง่คนละแบบ โง่คนละอย่าง. คนปกติเท่านั้นที่เรียกว่าไม่ใช่ คนโง่. ถ้ารู้ธรรมะต่าง ๆ เหล่านี้ดีแล้วจะทำให้ปกติ ฉะนั้นเรา จงมีใจคอที่ปกติประกอบการงานในหน้าที่ของชีวิต ของอาชีพ ของทุก ๆ อย่าง ไปด้วยใจคอที่ปกติ นับว่าเป็นการกระทำที่ ถูกต้องไม่มีผิดพลาด. แม้จะมีผิดพลาดบ้างก็เป็นธรรมดาเป็น ส่วนน้อย ส่วนใหญ่จะถูกต้องและประสพความเจริญได้จริง. ขอเธอได้รับอานิสงส์ของการบวชนี้ในลักษณะอย่างนี้ คือรู้ว่าความรู้ในทางธรรมะนั้นยังคงมีความจำเป็นอยู่เสมอไป ทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต ต้องใช้ธรรมะอย่างเดียว กันนี้. ส่วนเรื่องทางภายนอก เรื่องโลก ๆ เรื่องกินเรื่องอยู่ เรื่องบ้าน เรื่องเรือน เรื่องเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลง ได้มากไปตามเรื่องของมัน และมันก็เปลี่ยนแปลงไปในทาง ยั่วคนให้โง่ ให้หลงมากขึ้น จนโลกนี้ต้องเป็นทุกข์ ต้อง ระส่ำระสายเพราะการแก่งแย่งกัน แย่งชิงกัน แข่งขันกัน มุ่งมาดจะทำลายกัน ในที่สุดก็ได้รับความทุกข์ไปด้วยกันทุกฝ่าย นี้ก็เรียกว่า เป็นเรื่องที่ธรรมชาติได้ตบหน้าเอาแล้วเหมือนกัน ทีเดียวเกือบทั้งโลก ได้แก่คนที่หลงใหลไปในทางของวัตถุแล้ว เบียดเบียนกัน. นี้เราจะต้องคิดดูให้ดี เราไม่จำเป็นที่จะต้อง

น.21 ๑๗ ไปรวมอยู่กับหมู่คนที่เขาถูกธรรมชาติตบหน้าเอาอย่างนั้น บางทีมันต้องใช้เวลานานเป็นชั่วอายุคน หรือหลายชั่วอายุคน กว่ามนุษย์จะนึกได้ แล้วกลับหันหลังมาหาธรรมะกันอีก. ตัวอย่างนี้มันกินเวลามากเกินไป เราจะอยู่ด้วยธรรมะหรือว่า รู้จักใช้ธรรมะให้เป็นประโยชน์ เฉพาะแต่เรา อยู่ตลอดเวลา จนกว่าจะสิ้นสุดของชีวิต. เหล่านี้เรียกว่าเรา ได้สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรจะได้ อย่าไป หลงในวิชาหรือความรู้ หรือว่าเกียรติยศ หรืออะไรบางสิ่ง บางอย่าง ที่เป็นไปในลักษณะที่โง่เขลา ให้แสวงหาวิชาความรู้ ทรัพย์สมบัติ เกียรติยศชื่อเสียง ในลักษณะที่ถูกต้อง ใน ลักษณะที่เป็นธรรม หรือประกอบไปด้วยธรรม ; อย่าให้ ชีวิตนี้มีอาการเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น ร้อนระอุระส่ำระสาย อยู่ทั้งกลางวันกลางคืน ; ด้สิ่งนี้ต้องขจัดออกไปให้ไ. ให้ ทำงานอยู่ด้วยความเยือกเย็นแจ่มใสตลอดชีวิต จึงจะเรียกว่า ได้ดีที่สุดในการเกิดมาเป็นมนุษย์ และแถมได้พบพระพุทธ- ศาสนาด้วย และแถมยังได้บวชได้เรียนในอันดับที่เป็นบรรพชิต อีกด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องน้อย ไม่ใช่เรื่องทนบวช ๓ เดือนพอให้" แล้ว ๆ ไปจะได้ไปแต่งงานสะดวกเหมือนกับคนบางคนคิด ซึ่ง เป็นคนที่โง่เกินไป. เราไม่ควรจะรวมอยู่ในพวกนั้น เราต้อง เป็นสัตตบุรุษคือมี หู ตา สว่างไสวรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยเฉพาะ อันดับที่ ๕๖ เพลด ๔

น.22 ๑๘ อย่างยิ่งก็รู้เรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตโดยนัยเหมือนที่ว่ามาว่าความทุกข์ เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไร ให้ธรรมะในลักษณะ ที่กว้างขวางโดยหัวข้อ ๔ อย่าง คือธรรมชาติ, คือกฎของ ธรรมชาติ, คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ และ ผลที่มนุษย์จะได้รับตามหน้าที่นั้น ๆ ; นี้เรียกว่ารู้ธรรมอย่าง สมบูรณ์. รายละเอียดไปหาเอาเอง แต่หัวข้อสำคัญมีอยู่อย่างนี้ จะต้องขอเตือนกันอยู่เสมอ. นี่เป็นแสงสว่าง สำหรับคฤหัสถ์ สำหรับฆราวาส ของเธอทุกคนที่จะตั้งต้นตั้งแต่นาทีนี้ไป เปลี่ยนอันดับของ อาศรมเป็นอาศรมที่ ๒ คือ คฤหัสถ์ ให้พยายามให้ดี ใน บั้นปลายของชีวิต ให้ได้เลื่อนขึ้นไปถึงอาศรมที่ ๓ คือวนปรัสถ์ และอาศรมที่ ๔ คือ สันยาสี ด้วยกันทุกคน อย่าให้เสียที ที่ว่าเราได้เกิดมา แล้วได้มาพบ แล้วก็ได้ช่วยเหลือซึ่งกัน และกันในลักษณะอย่างนี้. ทีนี้ก็ยังมีข้อปลีกย่อยบางอย่างซึ่งอยากจะกล่าวไปเสีย ในคราวเดียวกัน ว่าคนที่บวชและสึกออกไป บางคนประมาท ไปทางทำนองว่าเรื่องบวชนี้ครึคระ เลิกคิดเลิกกันที อย่างนี้ ไม่ถูกแน่ เป็นเรื่องความโง่ของคนนั้นเอง. เราทั้งหลายยังจะ ต้องเกี่ยวข้องกับศาสนาเกี่ยวข้องกับพุทธบริษัท เราจะต้องทำ หน้าที่ที่ควรจะทำได้ ในฐานะของผู้ที่เคยบวชเคยเรียนแล้ว

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต