น.3 ตาแก่ : ที่ว่าเป็นอยู่ด้วย “จิตว่าง” นั้นไม่อาจจะเข้าใจได้ เพราะจิตมันคิดนึกอยู่เสมอไม่ว่าง แม้แต่หลับมันก็ยังฝัน ? หลวงตา : จิตว่าง คือจิตที่รู้สึกคิดนึกอยู่ด้วยความฉลาด ไม่ยอมยึดอะไรว่าเป็นตัวตนหรือของตน ด้วยอำนาจความอยาก ได้ ความเข้าใจผิด ความงมงายที่ถ่ายทอดกันมา หรือกระทั่ง ด้วยสัญชาตญาณตามธรรมดาของสัตว์ตามปรกติ. ตาแก่ : พวกนักอภิธรรมเขามีจิตกันเยอะแยะไปหมด ใน จำนวนนั้นมีจิตว่างบ้างหรือเปล่า ? หลวงตา : จิตดวงไหนเป็นญาณสัมปยุต จิตดวงนั้นเป็นจิตว่าง ด้วยกันทั้งนั้น เพราะถ้าเป็นญาณสัมปยุตจริง จักไม่โง่ไปยึด อะไรเข้าว่าเป็นตัวตนหรือของตน ถ้าเรียกว่าญาณสัมปยุต แต่
น.4 ๒ ยังไปยึดอะไรเข้าไว้ แม้แต่ยึดสิ่งที่เรียกกันว่ามหากุศล นั่นเป็น ญาณสัมปยุตเก๊ เป็นอภิธรรมเก๊ ไม่ใช่หลักธรรมของพระพุทธ เจ้า เพิ่งจะว่ากันเอาเองภายหลัง. ตาแก่ : คำว่า "ยึด" นี่แปลก ฟังดูแล้วชวนให้คิดไปว่าจิตนี้ มีมือ ชาวบ้านทั่วไปอย่างยายของผมนี้จะเข้าใจได้อย่างไร ? หลวงตา : ภาษาที่ใช้พูดเรื่องทางจิตเกิดขึ้นทีหลัง จึงยืมภาษา ทางวัตถุที่ใช้พูดกันอยู่ก่อนมาพูด ดังนั้นจึงดูคล้าย ๆ กับเป็น วัตถุ เช่นคำว่าจิตยึด มันหมายความว่าเป็นความรู้สึกคิดนึก ที่สำคัญมั่นหมายสิ่งใดสิ่งหนึ่งเอาเป็นของตน หรือเป็นตัวตน เสียเอง คล้ายกับมือที่ไปจับกุมอะไรเข้าไว้ เราเข้าใจคำว่า ยึดกันมาก่อนแล้วในเรื่องเกี่ยวกับมือ พอมารู้เรื่องทางจิตเข้า เห็นมีอาการที่เป็นความหมายอย่างนั้นเหมือนกัน ก็ใช้คำ ๆ นั้น พูดออกไป เพราะไม่มีคำอื่น ในชั้นแรกก็เข้าใจกันแต่ในพวกที่มี ความคิดหรือปัญญาระดับเดียวกัน ต่อมาก็พยายามให้คนทั่วไป เข้าใจกันอีกทีหนึ่ง ครั้นต่อมาอีก คำ ๆ นี้ก็กลายเป็นคำ บัญญัติเฉพาะในทางธรรมหรือทางจิตขึ้นมา ใครศึกษาก็อาจรู้ ได้ทุกคน.
น.5 ๓ ตาแก่ : ทำไมท่านจึงไม่ใช้คำว่า "สำคัญมั่นหมาย" แต่ไปใช้ คำว่ายึด ซึ่งทำให้รู้สึกเหมือนกับจิตมีมือ ? หลวงตา : คำว่าสำคัญมั่นหมายเป็นภาษาทางจิต เกิดทีหลังคำ ว่ายึดซึ่งเป็นภาษาทางวัตถุ คำว่ายึดย่อมแสดงภาพให้เห็นได้ รุนแรงกว่า ดังนั้นภาษาธรรมะจึงนิยมใช้คำประเภทนี้ซึ่งสั้น กระทัดรัดดีกว่า แต่กระทบความรู้สึกของผู้ฟังดีกว่า มีคำอีก เป็นอันมากที่มีลักษณะหรือกฎเกณฑ์อย่างนี้. ตาแก่ : จิตที่คิดนึกอะไรง่วนอยู่ โดยไม่มีความสำคัญมั่นหมาย อะไรเลยนั้น จะมีได้อย่างไรกัน หลวงตา : นี่แหละเป็นจุดที่จะต้องทำความเข้าใจกันให้ดี โดย สังเกตให้ดี ๆ ถ้าสำคัญมั่นหมายด้วยความโง่ ก็สำคัญมั่นหมาย ไปในทางเป็นตัวตนหรือของตน มีอาการแห่งการยึดมั่นถือมั่น แท้ แต่ถ้าสำคัญมั่นหมายโดยสติสัมปชัญญะหรือปัญญา เพื่อ ทำหน้าที่ไปตามหน้าที่และเพื่อหน้าที่ (ไม่ใช่เพื่อเงิน เพื่อ เกียรติ หรือแม้แต่เพื่อมหากุศล ที่กำลังถูกเพ่งเล็งด้วยญาณ วิปยุต) อย่างนี้ไม่เรียกว่ายึดมั่นถือมั่น เพราะไม่ประกอบด้วย อุปาทานหรือความโง่ และอาจจะเรียกเป็น สัจจะ หรืออธิฏ- ฐานะ อย่างอื่นไป.
น.6 ๔ ตาแก่ : ก็คนเรามิได้มีความโง่หรืออุปาทานเกิดอยู่เป็นประจำ ดอกหรือ ? เมื่อเป็นดังนั้นเสียแล้ว จะสำคัญมั่นหมายโดยไม่ มีความโง่ได้อย่างไรกัน ? หลวงตา : คนพวกหนึ่งเขาถือว่ากิเลสเกิดอยู่เป็นพื้นฐานไม่ ขาดสาย คนมีความโง่หรืออวิชชาอยู่ในจิตไม่ขาดตอน ทำอะไร หรือแม้แต่อยากอะไรก็ต้องอยากไป ทำไป ด้วยความโง่หรือ กิเลสทั้งนั้น นั่นคือพวกที่จะจมอยู่ในวัฏฏะอย่างไม่รู้จักผุดจักเกิด ต่อไปอีกนานเป็นอสงไขยกัปป์ หลักธรรมในพุทธศาสนาถือว่า ตามปรกติจิตนี้เป็นประภัสสร คือว่างจากกิเลสหรือความโง่ ต่อเมื่อมีอารมณ์มากระทบแล้วทำผิดไปในทางที่ขาดสติสัมปชัญ- ญะหรือขาดความรู้ จึงจะเกิดโลภะโทสะโมหะอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นตามสมควรแก่กรณี ลักษณะประภัสสรนั้นใสกระจ่าง พอที่ จะรู้จะเห็นอะไรได้ในระดับธรรมชาติของสิ่งที่เรียกว่าจิตหรือวิญ- ญาณธาตุ ยังไม่เรียกว่าเศร้าหมอง นี้คือภาวะที่ว่างจากกิเลส อยู่โดยปกติหรือตามปกติและเป็นพื้นฐาน และเรียกว่ายัง เป็นจิตที่ว่างจากอุปาทานอยู่เหมือนกัน (ไม่มีอุปาทานก็ยังไม่มี ทุกข์) ครั้นมีเรื่องหรือมีอารมณ์มากระทบ ก็มีปัญหาอยู่ที่ว่า ภาวะประภัสสรนั้นจะสูญเสียไป เพราะกิเลสเกิดขึ้นครอบงำ
น.7 ๕ หรือว่ายังคงอยู่เป็นพื้นฐานของสติ สัมปชัญญะหรือปัญญาต่อไป อีกหรือไม่เท่านั้น ถ้าความเจนจัดแต่หนหลังมีมากพอ จะเป็นไป ในทางให้เกิดสติสัมปชัญญะหรือสมบูรณ์อยู่ด้วยความรู้ ก็อาจที่จะ คิดหรือทำอะไรหรือสำคัญมั่นหมายอะไรไปได้ในทางที่จะไม่เกิด ทุกข์ กล่าวคือไม่เกิดโลภะโทสะโมหะ หรือความยึดมั่น ถือมั่นว่าตัวกูหรือของกูนั่นเอง นี่แหละคือความที่เราจะทำการ คิดนึกหรือสำคัญมั่นหมาย อะไรได้ โดยไม่ต้องมีความโง่เป็นต้นทุน หรือเป็นพื้นฐาน ดังที่คนบางพวกคิด อย่าไปบัญญัติเอาเอง ว่าขึ้นชื่อว่าความอยากความต้องการแล้ว จะเป็นกิเลสตัณหา ไปเสียทั้งนั้น ถ้ามีปัญญาหรือวิชชาเข้าเกี่ยวข้องแล้ว สิ่งเหล่า นั้นจะกลายเป็นกิเลสไปไม่ได้ แต่จะกลับเป็นเครื่องประหัต ประหารกิเลส หรือป้องกันกิเลสไปเสียเอง. ตาแก่ : จิตประภัสสรเป็นจิตบริสุทธิ์หรือเปล่า ? หลวงตา : ประภัสสรมีความหมายคนละอย่างจากบริสุทธิ์ ประ- ภัสสรตรงกับคำว่า "เรืองแสง" เป็นคุณสมบัติประจำตัวของสิ่งที่ เรียกว่าวิญญาณธาตุ ตามธรรมดาแสงนั้นไม่เศร้าหมอง จะ เศร้าหมองต่อเมื่อมีอะไรมาปนลงไปในแสง โดยเฉพาะก็คือ กิเลส ดังนั้นจิตสูญเสียความเป็นประภัสสรเมื่อถูกกิเลสที่เป็น
Buddhadasa