น.8 ๖ อาคันตุกะจรเข้ามา ถ้าจะเรียกประภัสสรว่าบริสุทธิ์ ก็บริสุทธิ์อย่าง ภาษาชาวบ้าน ไม่ใช่บริสุทธิ์อย่างความหมายของพระอริยเจ้า ทั้งนี้แล้วแต่ว่าเราจำกัดขอบเขตของคำที่พูดกันนั้นเพียงไหน แต่ อย่างไรก็ตาม ในขณะแห่งประภัสสรนั้น ต้องว่างจากกิเลสหรือ ความยึดมั่นถือมั่นด้วยความโง่นั้นเหมือนกัน ดังนั้นก็พอ ที่จะเรียกหรือสงเคราะห์จิตประภัสสรนี้ไว้ในพวกจิตว่างด้วยเหมือน กัน ส่วนที่มันจะบริสุทธิ์หรือไม่นั้น มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ดังที่กล่าวมาแล้ว. ตาแก่ : ถ้าเช่นนั้น จิตว่างก็มีหลายชนิด ? หลวงตา : จะว่าชนิดเดียวก็ได้ หลายชนิดก็ได้ แล้วแต่เราจะ เพ่งเล็งกันกว้างหรือแคบเพียงไร ที่ว่าชนิดเดียวนั้นหมายถึงว่า ในขณะนั้นมันปราศจากอุปาทานว่าตัวตน หรือของตนก็แล้วกัน คือมันจะยังไม่ทันเกิดหรือไม่อาจจะเกิดก็ได้ทั้งนั้น ที่ว่ามีหลาย ชนิดนั้นก็คือว่างได้หลายอย่าง คือว่างเด็ดขาดอย่างจิตพระ อรหันต์ก็มี ว่างไม่เด็ดขาดอย่างจิตผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ก็มี ว่างเองตามธรรมชาติเพราะยังไม่มีอารมณ์มากวนก็มี อารมณ์ มากระทบแล้วควบคุมได้ก็มี กำลังอยู่ในสมาธิบางชนิดก็มี หรือ มีอารมณ์ที่ไม่ก่อให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นอยู่ก็มี กำลังพักผ่อนนอน
น.9 ๗ หลับตามปกติก็ยังมี หรือแม้ที่สุดแต่มีบทเพลงหรือดนตรี บาง ชนิด มาขับกล่อมแวดล้อมอยู่ก็มี เหล่านี้เรียกว่ามันมีหลายชนิด แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสรุปเอาแต่ใจความที่มุ่งหมายในที่นี้แล้ว มี ใจความสำคัญอยู่ที่ว่า เรากำลังว่างจากอุปาทานที่กำลังสำคัญ มั่นหมายว่าเป็นตัวกู-ของกู อยู่ก็แล้วกัน และถือว่านั่นแหละ คือปรกติภาวะแท้ของจิต และไม่มีความทุกข์ ตาแก่ : แล้วจิตว่างชนิดไหนเล่าที่ประสงค์ในประโยคที่กล่าวว่า "เป็นอยู่ด้วยจิตว่าง" ? หลวงตา : หมายถึงจิตว่างทุกชนิด เพราะเหตุผลอย่างเดียวคือ ไม่ว่าจะเป็นจิตว่างชนิดไหน ล้วนแต่ไม่เป็นเหตุ ให้เกิดทุกข์ทั้ง นั้น เราเอาแต่ไม่มีทุกข์ก็แล้วกัน อย่าไปเห่อความเป็นพระ อริยบุคคลชั้นนั้นชั้นนี้ เหมือนที่เขาแห่ไปทำวิปัสสนาเพื่อจะ เป็นนั่นเป็นนี่แข่งขันกันเลย ซึ่งมีแต่จะทำจิตให้ไม่ว่างยิ่ง ขึ้น ดังที่เห็นอวดเบ่งทับกันทะเลาะวิวาทกัน ดังนั้นจะ เป็นจิตว่างชนิดไหนก็ไม่น่ารังเกียจ ที่ว่างเองตามธรรมชาตินั้น ยิ่งจำเป็นสำหรับทุกคน เพราะทำให้คนมีจิตไม่ผิดปรกติ ไม่ เป็นโรคเส้นประสาทหรือโรคจิตเป็นต้น ส่วนที่ควบคุมให้ว่าง นั้น ก็เป็นเพียงการยืดความว่างตามธรรมชาติให้ยาวออกไป
น.10 ๘ หรือให้ประณีตยิ่งขึ้นเท่านั้น ส่วนที่ว่างเด็ดขาด โดยเป็นพระ อรหันต์แล้วนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดถึงในที่นี้ เพราะเป็นการ เป็นอยู่ด้วยจิตว่างอยู่ในตัวโดย ไม่ต้องพยายามอะไรอีกต่อไปแล้ว ตาแก่: จิตมีชื่อประหลาด ๆ เช่นจิตมหากุศลเช่นนี้ เป็นจิต ว่างหรือเปล่า ? หลวงตา: จิตมหากุศลนี้ฟังดูก็ประหลาดสมชื่อ จิตมหากุศล ตามศาลาวัดนั้น ฟังดูแล้วเป็นความทะเยอะทะยาน เพื่อจะได้อะไร ที่มุ่งมาดที่สุดจนจัดเป็นมหากุศล เหมือนการลงทุนค้ากำไรเกิน ควรหรืออะไรทำนองนี้ทั้งนั้น ถ้าอย่างนั้นไม่ชื่อว่าเป็นจิตว่าง แต่เป็นจิตวุ่นอย่างยิ่ง จิตที่เป็นมหากุศลแท้จริงควรจะเป็นจิต ว่าง คือไม่ปรารถนาอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น ไม่ปรารถนา แม้แต่สิ่งที่เรียกว่ามหากุศลนั้นด้วย มหากุศลที่ทำไปด้วยความ อยากจะเอาเป็นตัวกูหรือของกูนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าขนม หรือลูกกวดสำหรับให้รางวัลเด็ก เพื่อจูงใจให้เขาขยันทำงาน ฉะนั้น มหากุศลตามศาลาวัดนั้นยังไม่ใช้จิตว่าง ควรนึกถึง เรื่องอื่นที่ชวนให้ว่างจะดีกว่า ใครเคยพบที่ไหนบ้างว่าพระพุทธ เจ้าได้เคยทรงใช้คำ ๆ นี้ และดื่นเหมือนคำว่า "สุญญตา" คำ ว่า สุญญตา กับคำว่ามหากุศล สองคำนี้คำไหนควรจะถูกจัดว่า
น.11 ๙ เป็นอภิธรรมกว่ากัน หรือถึงกับว่าอันไหนไม่เป็นอภิธรรมเสีย เลย ดังนั้นจิตว่างกับจิตมหากุศลจะเป็นของสิ่งเดียวกันอย่างไร ได้ ท่านลองคิดดูเองเถิด ของสองอย่างนี้ อย่างไหนที่เต็มอัด อยู่ด้วยกลิ่นไอของตัณหาอุปาทาน อย่างนั้น ยังไม่ใช่จิตว่าง ตาแก่: คำว่า "จิตว่าง" ไม่มีในพระไตรปิฎกใช่ไหม ? หลวงตา ; ข้อนี้จะเข้าใจได้ง่ายโดยการเปรียบเทียบด้วยอุปมา คนเขลาเข้าไปในป่าก็เห็นแต่ป่า ไม่เห็นต้นไม้ พอได้ฟังพระ พุทธภาษิตที่ว่า "วนํ ฉินฺทถ มา รุกฺขํ" (ตัดป่าซิ อย่าตัด ต้นไม้) เขาก็ฟังไม่ถูก และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตรงตาม พระพุทธประสงค์ เพราะไม่รู้จักแยกต้นไม้ออกจากป่า ที่ถูก นั้นเขาควรชำระป่าที่รกและเป็นอันตรายให้หมดไป ให้เหลือ แต่ต้นไม้สวยงามร่มรื่นสะดวกสบายในการอยู่อาศัย เช่นเดียว กับที่เราไม่ต้องทำลายเบญจขันธ์อันเป็นที่ตั้งของกิเลส เพียง แต่ทำลายกิเลสอันเกิดที่เบญจขันธ์ก็พอแล้ว ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเขาไม่มองเห็นกิเลสที่มีอยู่ในเบญจขันธ์ เขาก็โง่ไปทำลาย เบญจขันธ์เข้าเท่านั้นเอง พระไตรปิฎกทั้งหมดทั้งแปดหมื่นสี่ พันพระธรรมขันธ์ ล้วนแต่สอนให้ทำจิตให้ว่างจากอุปาทานที่มี อยู่ในเบญจขันธ์ ไม่โดยตรงก็โดยอ้อมเป็นอย่างน้อย สำหรับ
Buddhadasa