น.12 ๑๐ ส่วนใหญ่หรือหัวใจของพระไตรปิฎกนั้น คือการสอนทำให้จิต ว่างจากอุปาทาน ภายหลังจากที่ได้ละบาปและบำเพ็ญบุญมาเต็ม ที่แล้ว เรียกว่าการชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความยึดมั่นถือมั่นใน บุญและบาปนั่นเอง รวมทั้งกุศลและมหากุศลด้วย บุญบาป กุศล อกุศล ที่ยึดไว้ด้วยอุปาทานนั่นแหละคือป่า จะต้องตัด เสียให้หมด ให้เหลือแต่ต้นไม้ที่สวยๆ งาม ๆ คือ "จิตว่าง" นี่ คือการที่พระไตรปิฎกทั้งหมดมุ่งหมายจะพูดแต่เรื่องการทำจิตให้ ว่าง แม้จะพูดเรื่องนรกสวรรค์อะไร ก็มิได้พูดเพื่อให้ยึดถือจน รักอยากจะได้เหมือนใจจะขาด หรือกลัวและเป็นห่วงรำคาญจน หมดสุข แต่พูดเพื่อให้ละความยึดถือทั้งหมดทั้งสิ้นเสีย เพื่อ ความมีจิตว่าง ไม่มีการเสพติดแม้ในสิ่งที่กระลิ้มกระเหลี่ยกันว่า "มหากุศล" คำว่า "สุญญตา" (ความว่าง) ก็มีทั่วไปในพระไตร- ปีฎก และยังตรัสกำชับไว้ว่า ข้อความเรื่องใดไม่เกี่ยวกับเรื่อง สุญญตา ข้อความเรื่องนั้นไม่ใช่ตถาคตภาษิต เป็นเพียงเรื่อง คนชั้นหลังๆ กล่าว และเรื่องสุญญตานี้มิใช่เล็งถึงแต่ความว่าง เฉยๆ แต่เล็งถึงการทำให้จิตว่างจากสิ่งที่มากลุ้มรุมหุ้มห่อจิตให้ เศร้าหมอง ให้มีจิตว่างจากกิเลสโดยเฉพาะคืออุปาทานอันเป็น
น.13 ตัวการแห่งทุกข์โดยตรง ดังพระพุธภาษิตว่า "จงเห็นโลก โดยความเป็นของว่างทุกเมื่อเถิด" ดังนี้เป็นต้น จิตที่เห็นสิ่ง ทั้งปวงโดยความเป็นของว่างอยู่เช่นนั้น คือจิตที่ว่างจากอุปาทาน ซึ่งย่อมจะว่างจากทุกข์ด้วยโดยอัตโนมัติ ซึ่งในที่นี้เราเรียกว่า "จิตว่าง" เฉยๆ เพราะไม่มีคำไหนที่ดีกว่านี้กระทัดรัดกว่านี้ หรืออมความได้ทั้งหมดทั้งสิ้นเหมือนคำ ๆ นี้. การปฏิบัติเพื่อทำ จิตให้ว่างจากอุปาทาน ประเด็นเดียวนี้เท่านั้น ที่เป็นเนื้อแท้ของ พุทธศาสนา การปฏิบัตินอกนั้นมีทั่วไปแม้ในศาสนาอื่น ดังนั้น พระไตรปิฎกที่แท้จะมุ่งสอนแต่เรื่องทำจิตให้มีสุญญตาแต่อย่าง เดียว และสุญญตาถึงที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียกกันว่านิพพาน ถ้ามี ใครพูดว่าเรื่องจิตว่างไม่มีในพระไตรปิฎกแล้ว เราอยากจะพูด บ้างว่าเรื่อง "มหากุศล" นั่นแหละไม่มีในพระไตรปิฎก และ เต็มไปด้วยกลิ่นไอของอุปาทาน จงรู้จักป่า รู้จักต้นไม้ และรู้ จักแยกป่าออกจากต้นไม้กันเสียบ้างเถิด ถ้ามัวแต่ปนเปกันอยู่ อย่างนี้แล้ว ไม่มีวันจะพบพระพุทธศาสนาเลย. เมื่อเรื่องการทำจิตให้ว่างคือเนื้อแท้ของพระไตรปิฎก แล้ว คำว่าจิตว่างก็ซ่อนอยู่ในพระตรัยปิฎกทั้งหมดทุกบรรทัด หรือทุกตัวอักษร แต่คนที่เห็นแต่ป่าไม่เห็นต้นไม้นั้นก็ย่อมมองไม่
น.14 ๑๒ เห็นอยู่นั่นเอง ย่อมจะไปเลือกเอามหากุศลซึ่งเปรียบเสมือนป่า ทึบเข้าอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อเสพติดในมหากุศลหนักเข้า ก็เห็นเรื่อง จิตว่างเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิเป็นธรรมดา เพราะเขากลัวว่า เมื่อจิตว่างแล้วจะเป็นการขาดทุนยุบยับไม่ได้อะไรเลย โดยที่ไม่ รู้ว่า "ว่าง" นั่นและคือการได้ทั้งหมด และได้สิ่งสูงสุดใน ระดับที่เรียกว่านิพพาน มหากุศลของความยึดมั่นนั้น รังแต่จะ เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารเท่านั้นเอง. ตาแก่ : ทำไมท่านจึงไม่ใช้คำอื่นที่ไม่ใช่คำว่า "จิตว่าง" ? หลวงตา : เพราะคนพวกนี้หลับมานานด้วยอำนาจยาเสพติด มากเกินไป ถึงกับต้องปลุกกันด้วยการปลุกชนิดที่เป็นการถลก หนังหัวอย่างน้อยสักเท่าฝ่ามือ จึงจะตื่นได้ เหตุนี้แหละจึงได้ใช้ คำว่าความว่างหรือจิตว่าง ซึ่งพวกที่มากไปด้วยสักกายทิฏฐิเขา กลัวกันยิ่งกว่าสิ่งใด แม้ท้าวมหาพรหมก็ยังกลัวคำ ๆ นี้มากกว่า คำพูดคำไหนหมดในโลกนี้. และอีกทางหนึ่งนั้นก็เพราะว่า เรื่องสุญญตาอันเป็น หัวใจของพระพุทธศาสนาหรือพระไตรปิฎกนั้น ได้นอน เป็น หมันอยู่นานนักแล้วในหมู่คนที่หันไปมัวเมาในการเสพติด มหากุศลในประเทศไทย อันเป็นประเทศที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็น
น.15 ๑๓ เอกในทางพุทธศาสนา ถ้าไม่รู้เรื่องนี้กันเสียเลย สักวันหนึ่ง ในเร็ว ๆ นี้ จะพิสูจน์ความไม่มีอะไรที่เป็นพุทธศาสนาเลยของตัว ออกมาให้โลกเห็น ดังนั้นจึงชวนให้หยิบเอาเรื่องความว่างขึ้น มาศึกษากันไว้บ้าง จะไม่ต้องเดินตามก้นพวกอื่นที่เขาไปกันไกล ในเรื่องสุญญตา ในวันข้างหน้า. ตาแก่: เรื่องความว่างนี้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิมีก็อยู่เหมือนกันมิใช่ หรือ ? หลวงตา : ถูกแล้ว นั่นคือพวกที่ถือว่าอะไร ๆ ไม่มีเลยนอก จากความต้องการของเขาเท่านั้น ตายแล้วก็เลิกกัน ส่วนเรื่อง ความว่างในพุทธศาสนานั้นถือว่าอะไร ๆ ก็มี บุญบาป สุขทุกข์ ชั่วดี ฯลฯ มีอยู่ทั้งนั้น แต่เราอย่ามีจิตไปยึดมั่นต่อสิ่งเหล่านั้น เข้าก็แล้วกัน เมื่อจิตว่างจากความยึดมั่นแล้ว ก็มีพระพุทธ พระธรรมพระสงฆ์อันแท้จริงอยู่ในความไม่ยึดมั่นนั้นเอง นอก ไปจากนั้นมักเป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ชั้นที่เป็นเปลือก นอก ต้องพยายามเข้าให้ถึงของจริงชั้นใน ด้วยการทำจิตให้ ว่างจากอุปาทานในการที่จะไปเกาะเกี่ยวสิ่งทั้งปวงไว้ โดยความ เป็นตัวกูหรือของกู ต้องไม่ยึดถือมหากุศลว่าเป็นของกูจึงจะเป็น จิตว่าง ถ้าจะมีหรือปฏิบัติในมหากุศลก็เพียงเพื่อเอามาใส่ฝ่ามือ
Buddhadasa