น.7 ถ้าเราเปิดดูหนังสือทุกเล่มที่เขียนกันในสมัยปัจจุบัน อันว่าด้วย ต้นเหตุของการเกิดศาสนาแล้ว ก็จะเห็นว่าเขาเขียน ไว้เหมือน ๆ กัน คือตรงกันที่ว่า คนป่าดั้งเดิมกลัวฟ้าผ่าฟ้าร้อง กลัวความมืด กลัวพายุ กลัวสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่เหนือความเข้าใจหรือ ความต้านทานของคนป่าเหล่านั้น และวิธีที่จะหลบหลีกอันตราย ก็คือ ต้องแสดงอาการยอมแพ้ หมอบราบอ้อนวอนบูชา แล้ว แต่คนฉลาดที่สุดในสมัยนั้นเห็นว่าจะต้องทำ ตามที่ตนนึกว่าสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์หรือผีเหล่านั้นจะชอบใจ นี่นับว่า ศาสนาเกิดขึ้นมา ในโลกด้วยอำนาจของความกลัว และมีการปฏิบัติไปตามความ กลัว. 1 ความกลัวของคนชั้นหลัง ๆ เลื่อนสูงขึ้นมาถึงกลัว ความทุกข์ ชนิดที่อำนาจทางวัตถุช่วยเหลือไม่ได้ เช่น ความเกิด ๑
น.8 ๒ แก่ เจ็บ ตาย ความหม่นหมองมืดมัว เพราะอำนาจของความ อยาก ความโกรธ ความหลงผิด ซึ่งแม้คนจะมีอำนาจหรือมีเงิน ทองสักเท่าไร ก็ไม่สามารถจะระงับอาการอันโหดร้ายของความ ทุกข์เหล่านี้ได้ ; ประเทศอินเดียเป็นประเทศเจริญด้วยนักคิด นักค้นคว้า ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย จึงมีผู้ละทิ้งการไหว้บรรดาสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ มาเป็นการค้นหาวิธีเอาชนะความเกิดแก่เจ็บตาย หรือ เอาชนะความอยาก ความโกรธ ความหลงผิดให้ได้. นี่นับ ว่าเป็น บ่อเกิดของศาสนาที่สูงขึ้นไปในทางปัญญา ในที่สุด ก็ได้พบวิชาที่เอาชนะความเกิดแก่เจ็บตาย หรือชนะกิเลสต่าง ๆ ได้. 2 สำหรับพระพุทธศาสนา ก็มีมูลมาจากความกลัวแบบ หลังนี้เหมือนกัน : พระพุทธเจ้า เป็นผู้พบวิธีที่จะเอาชนะสิ่ง ที่คนกลัวได้เต็มตามความประสงค์ และเกิดวิธีปฏิบัติเพื่อความ ดับทุกข์ชนิดที่เรียกว่า พุทธศาสนา . พุทธศาสนาแปลว่า ศาสนาของผู้รู้ เพราะ พุทธะ แปลว่าผู้รู้ คือรู้ความจริงของ สิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร จึงสามารถปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวงได้ ถูกต้อง เพราะฉะนั้น พุทธศาสนา จึงเป็นศาสนาที่อาศัย สติปัญญา; หรืออาศัยวิชาความรู้ที่ถูกต้อง เพื่อทำลาย ความทุกข์ และต้นเหตุของความทุกข์เหล่านั้น . 3
น.9 ๓ การทำพิธีรีตอง เพื่อบูชาบวงสรวง อ้อนวอนบรรดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น ไม่ใช่พุทธศาสนา พระพุทธเจ้าไม่รับเข้ามาไว้ ในศาสนาของพระองค์เลย เพราะเป็นสิ่งที่น่าขบขันน่าหัวเราะ และถือเอาเป็นที่พึ่งอันแท้จริงไม่ได้ ; พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ การกระทำเช่นนั้นโดยสิ้นเชิง. 4 มีคำกล่าวในพระพุทธศาสนาว่า "ความรู้ ความฉลาด และความสามารถ ที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์นั้นแหละเป็น ตัวฤกษ์ที่ดี อยู่ในตัวมันเองแล้ว ดวงดาวในท้องฟ้าจะทำ อะไรได้ : ประโยชน์ที่ควรจะได้ก็จะผ่านพ้นคนโง่ ๆ ที่มัวแต่ นั่งคำนวณดวงดาวในท้องฟ้าไปเสียสิ้น" ดังนี้ ; และว่า "ถ้าน้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำคงคา ฯลฯ จะทำให้คนหมดบาป หมดทุกข์ได้แล้ว พวกเต่าปูปลา หรือหอยที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ หรือสระศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็จะหมดบาปหมดทุกข์ไปได้ด้วยน้ำ นั้นเหมือนกัน" ; หรือ "ถ้าหากว่าคนจะพ้นทุกข์ได้ด้วย การบวงสรวงบูชาอ้อนวอนเอา ๆ แล้ว ในโลกนี้ก็จะไม่มีใคร มีความทุกข์เลย เพราะว่าใครๆ ต่างก็บูชาอ้อนวอนเป็น". 5 โดยเหตุที่ยังมีคนที่มีความทุกข์ทั้งที่ได้ทำการไหว้บูชา หรือทำพิธีรีตองต่าง ๆ อยู่ จึงถือว่าไม่เป็นหนทางที่จะเอาตัวรอด
น.10 ๔ ได้ ฉะนั้น เราจะต้องพิจารณาโดยละเอียดลออ ให้รู้ให้เข้าใจว่า อะไรเป็นอะไร แล้วปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ ให้ถูกต้อง. 6 พุทธศาสนาไม่ประสงค์การคาดคะเน หรือทำอย่าง ที่เรียกกันว่าเผื่อจะเป็นอย่างนั้นเผื่อจะเป็นอย่างนี้ : เราจะทำไป ตรง ๆ ตามที่มองเห็นด้วยปัญญาของตนเอง โดยไม่ต้องเชื่อคน อื่น. แม้จะมีคนอื่นมาบอกให้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้อง เชื่อเขาทันที : เราจะต้องฟัง และพิจารณาจนเห็นจริงว่าเป็น สิ่งที่เป็นไปได้ แล้วจึงจะเชื่อ และพยายามทำให้ปรากฏผลด้วย ตนเอง. 7 ศาสนาเหมือนกับของหลายเหลี่ยม : ดูเหลี่ยมหนึ่ง มันก็เป็นไปอย่างหนึ่ง ดูอีกเหลี่ยมหนึ่งมันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง, แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นจะถือหลักการคิดในแนวไหน ก็จะเห็นศาสนา เดียวในลักษณะที่แตกต่างกันได้; แม้พุทธศาสนาก็ตกอยู่ใน ลักษณะเช่นนี้. 8 คนเราย่อมเชื่อความคิดความเห็นของตัว เพราะฉะนั้น ความจริงหรือสัจจะสำหรับคนหนึ่ง ๆ นั้น มันอยู่ตรงที่ว่าเขา เข้าใจและมองเห็นเท่าไรเท่านั้นเอง ; สิ่งที่เรียกว่า "ความ จริง" ของแต่ละคนจึงไม่เหมือนกัน. คนเราเข้าถึงปัญหา
น.11 ๕ หนึ่ง ๆ ได้ตื้นลึกกว่ากัน หรือด้วยลักษณะที่ต่างกัน และด้วย สติปัญญาที่ต่างกัน. สิ่งใดที่อยู่เหนือสติปัญญาความรู้ความเข้าใจ ของตน หรือตนยังไม่เข้าใจ คนนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นความจริง ของเขา. ถ้าเขาจะพลอยว่าจริงไปตามผู้อื่น เขาก็รู้สึกอยู่แก่ใจ ว่าไม่เป็นความแท้ความจริงของเขาเลย. 9 ความจริงของคนหนึ่ง ๆ นั้น จะเดินคืบหน้าได้เสมอ ตามสติปัญญา ความรู้ความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ วัน จนกว่าจะ ถึงความจริงขั้นสุดท้าย. คนเรามีการศึกษามาต่างกัน และมี หลักพินิจพิจารณาสำหรับจะเชื่อต่าง ๆ กัน ฉะนั้น ถ้าเอาสติปัญญา ที่ต่างกันมาดูพุทธศาสนาก็จะเกิดความคิดเห็นต่างกันไป ; ทั้งนี้ เพราะว่าพุทธศาสนาก็มีอะไร ๆ ครบทุกอย่างที่จะให้คนดู. 10 ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พุทธศาสนาก็คือวิธีปฏิบัติ เพื่อ เอาตัวรอดจากความทุกข์ โดยการทำให้รู้ความจริงว่า อะไร เป็นอะไร ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงทำได้ก่อนและได้ทรงสอน ไว้. แต่คัมภีร์ทางศาสนานั้นย่อมมีอะไร ๆ เพิ่มขึ้นได้ ทุกโอกาส ที่คนชั้นหลังเขาจะเพิ่มลงไปได้. พระไตรปิฎกของเราก็ตกอยู่ ในฐานะอย่างเดียวกัน : คนชั้นหลัง ๆ เพิ่มเติมข้อความเข้าไป ตามความเห็นว่าจำเป็นสำหรับยุคนั้น ๆ เพื่อจะช่วยให้คนมีศรัทธา
น.12 ๖ มากขึ้น หรือกลัวบาปรักบุญมากขึ้น ซึ่งอาจจะมากเกินขอบเขต จนกระทั่งเกิดการเมาบุญกันใหญ่. 11 แม้แต่พิธีรีตองต่าง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นและเกี่ยวเนื่องกับ พระพุทธศาสนาเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็พลอยถูกนับเข้าเป็นพุทธ- ศาสนาไปด้วยอย่างน่าสมเพช เช่น การจัดสำรับคาวหวานผลหมาก รากไม้ เพื่อเซ่นวิญญาณของพระพุทธเจ้า อย่างที่เรียกว่าถวาย ข้าวพระเป็นต้น. มันเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ตามหลักของพุทธศาสนา แต่พุทธบริษัทบางพวกเข้าใจว่านี่เป็นพุทธศาสนา และได้สอนกัน ถือกันอย่างเคร่งครัด. 12 พิธีรีตองต่าง ๆ ทำนองนี้ ได้เกิดขึ้นอย่างหนาแน่น มากมายจนหุ้มห่อของจริง หรือความมุ่งหมายเดิมให้สาบสูญไป. ขอยกตัวอย่างเช่นในเรื่องการบวชนาค ก็เกิดมีพิธีทำขวัญนาค เชื้อเชิญแขกมาเลี้ยงดูกันอย่างเมามายเอิกเกริก ทำพิธีทั้งที่วัดและ ที่บ้าน บวชไม่กี่วันก็สึกมา แล้วกลายเป็นคนเกลียดวัดยิ่งไปกว่า เดิมก็มี. นี่ขอให้คิดดูเถิดว่า สิ่งที่ไม่เคยมีในครั้งพุทธกาลก็ได้ มีขึ้น. 13 การบวชสมัยพระพุทธเจ้า นั้นหมายความว่า บุคคล ใดที่ได้อนุญาตจากบิดามารดาแล้ว ก็ปลีกตัวจากบ้านจากเรือน
น.13 ๗ เป็นคนที่ทางบ้านตัดบัญชีทิ้งได้ ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าและ พระสงฆ์ โอกาสเหมาะสมเมื่อไรท่านก็บวชให้ โดยมิได้พบเห็น บิดามารดาญาติพี่น้องเลย จนตลอดชีวิตก็ยังมี ; แม้บางรายจะ กลับมาเยี่ยมบิดามารดาบ้าง ก็ต่อโอกาสหลังซึ่งเหมาะสม แต่ก็มี น้อยเหลือเกิน. ในพุทธศาสนามีระเบียบว่า มาบ้านได้ก็ต่อ เมื่อมีเหตุผลสมควร และพึงทราบไว้ด้วยว่าพวกที่บวชนั้นไม่ได้ เวียนมาบ้าน ไม่ได้บวชในที่ต่อหน้าบิดามารดา ไม่ได้ฉลองกัน เป็นการใหญ่แล้วไม่กี่วันก็สึก สึกแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้นไปกว่าเดิม อย่างที่เป็นกันอยู่เวลานี้. 14 เราหลงเรียกการทำขวัญนาคและการทำพิธีต่าง ๆ ตลอด ถึงการฉลองอะไร ๆ เหล่านั้นว่าเป็นพุทธศาสนา แล้วก็นิยมทำกัน อย่างยิ่ง จะหมดเปลืองทรัพย์ของตนหรือของคนอื่นเท่าไรก็ไม่ว่า. พุทธศาสนาใหม่ ๆ อย่างนี้ เกิดมีมากมายแทบจะทั่วไปทุกแห่ง. ธรรมะหรือของจริงที่เคยมีมาแต่ก่อนนั้น ถูกหุ้มห่อโดยพิธี รีตองจนมิด เกิดมุ่งหมายผิดเป็นอย่างอื่นไป เช่นการบวชก็ กลายเป็นเรื่องสำหรับแก้หน้าเด็กหนุ่ม ๆ ที่ถูกหาว่าเป็นคนดิบ หาเมียยากอะไรเหล่านี้ เป็นต้น. ในบางถิ่นบางแห่ง ถือเป็น โอกาสสำหรับรวบรวมเงินที่มีผู้นำมาช่วย เป็นการหาทางร่ำรวย เสียคราวหนึ่ง ถึงอย่างนั้นเขาก็เรียกว่าเป็นพุทธศาสนา : ใคร
น.14 ๘ ไปตำหนิติเตียนเข้า ก็จะถูกหาว่าไม่รู้จักพุทธศาสนา หรือทำลาย ศาสนา. 15 ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่ง เช่น กฐิน : พระพุทธองค์ ทรงมุ่งหมายจะให้ภิกษุทำจีวรเป็นด้วยตนเองด้วยกันทุกรูป และ ให้พร้อมเพรียงกันทำด้วยมือของตัวเองในเวลาอันรวดเร็ว. ถ้า ผ้าที่ช่วยทำนั้นมีผืนเดียว ก็มอบให้เป็นกรรมสิทธิ์ของภิกษุองค์ ใดองค์หนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็นเจ้าอาวาส แต่เป็นภิกษุซึ่ง หมู่สงฆ์เห็นว่ามีคุณสมบัติสมควรจะใช้จีวรนั้นได้ หรือขาดแคลน ผ้าจะใช้สอย ให้เป็นผู้ใช้สอยจีวรผืนนั้นได้ในนามของสงฆ์ ทั้งหมด. 16 พระองค์ทรงมุ่งหมายจะให้พระทุกรูปหมดความถือ เนื้อถือตัว ไม่ว่าจะเป็นพระผู้น้อย สมภารเจ้าวัดหรือผู้ใหญ่มี ศักดิ์มีเกียรติอะไรก็ตาม ต้องลดตัวลงมาเป็นกุลีกันหมดในวันนั้น เพื่อจะมาระดมกันกะผ้าตัดผ้าเย็บผ้า ต้มแก่นไม้ทำสีย้อมผ้า และ อะไร ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะให้จีวรนั้นสำเร็จได้ในวันนั้น เพราะ เป็นการรวบรวมเอาเศษผ้ามาต่อกันเข้าเป็นจีวร. พระพุทธเจ้า ท่านทรงมุ่งหมาย ให้สิ่งที่เรียกว่ากฐินเป็นอย่างนั้น คือไม่ต้อง เกี่ยวกับฆราวาสเลยก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้กฐินกลายเป็นเรื่องมีไว้สำหรับ
น.15 ๙ ประกอบพิธีหรูหราหาเงิน เอิกเกริกเฮฮาสนุกสนานพักผ่อน หย่อนใจโดยไม่ได้รับผลสมความมุ่งหมายอันแท้จริง แต่กลับใช้ เวลามาก เปลืองเงินมาก ยุ่งยากมาก จนกลายเป็นโอกาสสำหรับ ทำสำมะเลเทเมา คือไปทอดกฐินเพื่อกินเหล้ากินปลาเล่นไพ่เฮฮา กันอย่างสนุกสนาน หรือไม่ก็มุ่งหน้าหาเงินกันเท่านั้น. 17 พุทธศาสนา "เนื้องอก" ทำนองนี้ มีขึ้นใหม่ ๆ มากมายหลายร้อยอย่างโดยไม่ต้องระบุชื่อ เพราะมากจนระบุ ไม่ไหว แต่อยากจะให้ชื่อว่า "พุทธศาสนาเนื้องอก" : เป็น เนื้อร้ายชนิดหนึ่งซึ่งงอกขึ้น ๆ จนปิดบังห่อหุ้มเนื้อดีหรือแก่นแท้ ของพุทธศาสนาให้ค่อย ๆ ลบเลือนไป; ด้วยเหตุฉะนี้แหละ สิ่งที่เราเรียกว่าพุทธศาสนา ๆ จึงมีเพิ่มขึ้นมากมายหลายประเภท จากตัวแท้ของศาสนาที่มีอยู่ดั้งเดิม เกิดเป็นนิกายใหญ่และนิกาย ย่อย ๆ อีกตั้ง ๒๐ - ๓๐ นิกาย ที่กลายเป็น นิกายตันตระ ซึ่ง เนื่องกับกามารมณ์ไปก็มี จำเป็นที่เราจะต้องแยกแยะให้รู้จักตัว พุทธศาสนาเดิมแท้ไว้เสมอ จะได้ไม่หลงงมงายยึดถือเปลือกที่หุ้ม ภายนอก หรือติดแน่นในพิธีรีตองต่าง ๆ จนเป็นการประพฤติผิด จากความมุ่งหมายเดิมที่ถูกต้องยิ่งขึ้น. 18 เราควรยึดกายวาจาบริสุทธิ์ให้เป็นที่ตั้งของจิตบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดปัญญารู้ว่าอะไรถูก แล้วประพฤติปฏิบัติไปตามนั้น.
น.16 ๑๐ อย่าได้ถือว่าถ้าเขาว่าเป็นพุทธศาสนาแล้วก็เป็นพุทธศาสนา. เนื้อ งอกนั้นได้งอกมาแล้วนับตั้งแต่วันหลังจากพระพุทธเจ้าปริ- นิพพาน และยังงอกเรื่อย ๆ มา กระจายไปทุกทิศทุกทางจนถึง กระทั่งบัดนี้ เลยมีเนื้องอกก้อนโต ๆ อย่างมากมาย. 19 พวกเราเองจะไปอ้างเอา "พุทธศาสนาเนื้องอก" มา ถือว่าเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ ; หรือ คนในศาสนาอื่นจะมาชี้ ก้อนเนื้องอก เหล่านี้ ซึ่งมีอยู่อย่างน่าบัดสีอย่างน่าละอาย ว่าเป็น พุทธศาสนา ก็ไม่ถูกเหมือนกัน คือไม่เป็นการยุติธรรม เพราะ สิ่งนั้นไม่ใช่พุทธศาสนา แต่เป็น "เนื้องอก". พวกเราที่จะช่วย กันจรรโลงพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลาย หรือ เพื่อประโยชน์แก่ตัวเราเองก็ตาม จะต้องรู้จักจับฉวยให้ถูกตัวแท้ ของพุทธศาสนา ไม่ไปถูกชิ้นเนื้อร้ายเนื้องอกดังที่กล่าวมาแล้ว. 20 แม้พุทธศาสนาตัวแท้ก็ยังมีหลายแง่หลายมุม ที่จะทำให้ เกิดการจับฉวยเอาไม่ถูกความหมายแท้ของพระพุทธศาสนาก็ได้. 21 ถ้ามองดูด้วยสายตาของนักศีลธรรม ก็จะเห็นว่า พุทธ- ศาสนาเป็นศาสนาแห่งศีลธรรม (Morals) เพราะมีกล่าวถึงบุญ บาป ความซื่อตรง ดีชั่ว ความกตัญญูกตเวที ความสามัคคี ความเป็นคนที่เปิดเผยตัวเอง และอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย ล้วนแต่
น.17 ๑๑ มีอยู่ในพระไตรปิฎกทั้งนั้น ; แม้ชาวต่างประเทศก็มองดูกันใน ส่วนนี้อยู่มาก หรือว่าชอบพุทธศาสนาเพราะเหตุนี้ก็มีอยู่มาก. 22 พุทธศาสนาอีกส่วนหนึ่ง สูงขึ้นไปเป็นสัจจธรรม (Truth) คือ กล่าวถึงความจริงที่ลึกซึ้งเร้นลับนอกเหนือไปกว่าที่ คนธรรมดาสามัญจะเห็นได้. ส่วนนี้ก็ได้แก่ความรู้เรื่องความ ว่างเปล่าของสรรพสิ่งทั้งปวง (สุญญตา), เรื่องความไม่เที่ยง (อนิจจัง), ความทุกข์ (ทุกขัง), ความไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) ; หรือเรื่องการเปิดเผยว่าทุกข์เป็นอย่างไร เหตุให้เกิดทุกข์เป็น อย่างไร ความดับสนิทของทุกข์เป็นอย่างไร และวิธีปฏิบัติให้ถึง ความดับทุกข์เป็นอย่างไร ในฐานะเป็นความจริงอันเด็ดขาด ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ (อริยสัจจ์) ซึ่งทุกคนควรจะต้องรู้ นี้เรียกว่า พุทธศาสนาในฐานะเป็นสัจจธรรม. 23 พุทธศาสนา ในฐานะที่เป็นศาสนา (Religion) คือ ส่วนที่เป็นตัวระเบียบปฏิบัติ ซึ่งได้แก่ศีล สมาธิ ปัญญา กระทั่ง ผลที่เกิดขึ้นคือการหลุดพ้น, และปัญญาที่รู้เห็นความหลุดพ้นว่า เมื่อใครปฏิบัติแล้ว จะหลุดพ้นไปจากความทุกข์ได้จริง. นี่เรียกว่า พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศาสนา. 24 เรายัง มีพุทธศาสนาในเหลี่ยม ที่เป็นจิตวิทยา (Psychology), เช่น คัมภีร์พระไตรปิฎกภาคสุดท้าย กล่าว
น.18 ๑๒ บรรยายถึงลักษณะของจิตไว้กว้างขวางอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด เป็น ที่งงงันและสนใจแก่นักศึกษาทางจิตแม้แห่งยุคปัจจุบัน เป็น ความรู้ทางจิตวิทยาที่จะอวดได้ว่าแยบคาย หรือลึกลับกว่าความรู้ จิตวิทยาของโลกปัจจุบันไปเสียอีก. 25 พุทธศาสนายังมีเหลี่ยมความรู้ซึ่งจัดได้ว่าเป็น ปรัชญา (Philosophy) คือสิ่งที่ทดลองไม่ได้ ยังต้องอาศัยการ คำนึงคำนวณไปตามหลักแห่งการใช้เหตุผลแห่งการคำนึงคำนวณ ระบอบหนึ่ง. แต่ ถ้าเห็นแจ้งประจักษ์ ได้ด้วยตา หรือด้วย การพิสูจน์ทดลองตามทางวัตถุ หรือแม้เห็นชัดด้วย "ตาใน" คือ ญาณจักษุก็ตาม เรียกว่าเป็นวิทยาศาสตร์ (Science) ได้. ความรู้ อันลึกซึ้ง เช่นเรื่องสุญญตา ย่อมเป็นปรัชญาสำหรับผู้ที่ยังไม่ บรรลุธรรมไปพลางก่อน ; แต่จะกลายเป็นวิทยาศาสตร์ทันที สำหรับผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เช่น พระอรหันต์ ; เพราะท่านได้ เห็นแจ้งประจักษ์แล้วด้วยจิตใจของท่านเอง ไม่ต้องคำนึงคำนวณ ตามเหตุผล. 26 หลักพระพุทธศาสนาบางประเภท ก็เป็นวิทยา- ศาสตร์ โดยส่วนเดียว เพราะพิสูจน์ได้ชัดแจ้งด้วยความรู้สึกในใจ ของผู้มีสติปัญญา : โดยเฉพาะอย่างเรื่องอริยสัจจ์เป็นต้น ถ้า
น.19 ๑๓ ผู้ใดมีสติปัญญาสนใจศึกษาค้นคว้าแล้ว จะมีเหตุผลแสดงอยู่ใน ลักษณะที่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มืดมัวเป็นปรัชญาเหมือนอย่าง บางเรื่อง. 27 สำหรับบุคคลผู้บูชาวัฒนธรรม ก็จะพบว่ามีคำสั่งสอน ใน พระพุทธศาสนาหลายข้อที่ตรงกับหลักวัฒนธรรมสากล. และมีคำสอนอีกมาก ที่เป็นวัฒนธรรมของชาวพุทธโดยเฉพาะ ซึ่งดีกว่าสูงกว่าวัฒนธรรมสากลอย่างมากมาย. 28 แม้ พุทธศาสนาส่วนที่เป็นตรรกวิทยา (Logic) ซึ่ง เป็นศาสตร์ที่โยกโคลงที่สุด ก็มีมากด้วยเหมือนกัน โดยเฉพาะ ในพวกพระอภิธรรมปิฎกบางคัมภีร์ เช่น คัมภีร์กถาวัตถุ เป็นต้น. 29 แต่อย่างไรก็ตาม อยากขอยืนยันว่า พุทธศาสนาเหลี่ยม ซึ่งชาวพุทธจะต้องสนใจที่สุด นั้นคือ เหลี่ยมที่เป็นศาสนา ซึ่งหมายถึงวิธีปฏิบัติโดยรวบรัดเพื่อให้รู้ความจริงว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อะไร จนถอนความยึดถือหลงใหลต่าง ๆ ออกเสียจากสิ่งทั้งปวงได้. การกระทำเช่นนี้เรียกว่าเรา เข้าถึงตัวพระพุทธศาสนา ในฐานะ เป็นพุทธศาสนา : มีผลดียิ่งไปกว่าที่จะถือเป็นเพียงศีลธรรม ขั้นพื้นฐานและสัจจธรรม อันเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งอย่างเดียวไม่
น.20 ๑๔ ปฏิบัติอะไร, และเป็นผลดีกว่าที่จะถือเป็นปรัชญา ที่มีไว้คิด ไว้นึกไว้เถียงกันอย่างสนุก ๆ แล้วไม่ละกิเลสอะไรได้ ; หรือ ดีกว่าที่จะถือเป็นเพียงวัฒนธรรม สำหรับการประพฤติที่ดีงาม คือน่าเลื่อมใสในด้านสังคมแต่อย่างเดียว. 30 อย่างน้อยที่สุด เราทั้งหลายควรถือ พุทธศาสนาใน ฐานะเป็นศิลป (Art) ซึ่งในที่นี้หมายถึงศิลปแห่งการครองชีพ คือเป็นการกระทำที่แยบคายสุขุม ในการที่จะมีชีวิตอยู่เป็นมนุษย์ ให้น่าดูน่าชมน่าเลื่อมใสน่าบูชา เป็นที่จับอกจับใจแก่คนทั้งหลาย จนคนอื่นพอใจทำตามเราด้วยความสมัครใจ ไม่ต้องแค่นเข็นกัน : เราจะมี ความงดงามเบื้องต้น ด้วยศีลบริสุทธิ์ ; มี ความงดงาม ในท่ามกลาง ด้วยการมีจิตใจสงบเย็น เหมาะสมที่จะทำงานทาง ด้านจิต; มี ความงดงามในเบื้องปลาย ด้วยการสมบูรณ์ ด้วยปัญญา คือรู้แจ้งสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร จนไม่มี ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะสิ่งทั้งหลาย. 31 เมื่อใครมีชีวิตอยู่ด้วยความงาม ๓ ประการ เช่นนี้แล้ว ถือว่าเป็นผู้มีศิลปแห่งการดำรงชีวิตอย่างสูงสุด. ชาวตะวันตก หันมาสนใจพุทธศาสนาในฐานะเป็นศิลปแห่งชีวิต โดยนัยนี้เป็น อันมาก และกล่าวขวัญกันมากกว่าแง่อื่น ๆ. 32
น.21 ๑๕ การที่เราเข้าถึงตัวแท้ของพระพุทธศาสนา จนถึงกับนำ มาใช้เป็นแบบแห่งการครองชีวิตได้นั้น มันทำให้เกิด ความ บันเทิงเริงรื่นตามทางของธรรมะ ไม่เหงาหงอย ไม่เบื่อหน่าย หรือหวาดกลัว ดังที่เกรงกันอยู่ว่าถ้าละกิเลสกันเสียแล้ว ชีวิตนี้ จะแห้งแล้งไม่มีรสชาติอะไรเลย หรือปราศจากตัณหาต่าง ๆ โดย สิ้นเชิงแล้ว คนเราจะทำอะไรไม่ได้หรือไม่คิดทำอะไรอย่างนี้ เป็นต้น แต่โดยที่แท้แล้ว ผู้ที่ดำรงชีวิตถูกต้องตามศิลปแห่ง การครองชีวิตของพระพุทธศาสนานั้น คือ ผู้มีชัยชนะอยู่ เหนือสิ่งทั้งปวงที่เข้ามาแวดล้อมตน ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ บุคคล สิ่งของ หรืออะไรก็ตาม จะเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ทางใจก็ตาม ย่อมจะเข้ามาในฐานะผู้แพ้ ไม่อาจทำให้เกิดความ มืดมัว สกปรก เร่าร้อนให้แก่ผู้นั้นได้. อาการกิริยาที่เป็น ฝ่ายชนะอารมณ์ทั้งปวงนี้ ย่อมเป็นที่บันเทิงเริงรื่นอย่างแท้จริง ; และนี่แหละ ข้อที่ควรถือเป็น ศิลปะในพุทธศาสนา. 33 ธรรมะในพระพุทธศาสนา จะให้ความเพลิดเพลิน แก่จิตใจที่ต้องการธรรมะ นับได้ว่าเป็นอาหารจำเป็นอย่างหนึ่ง เหมือนกัน. คนที่ตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลส ยังต้องการอาหาร ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แสวงหากันไปตามวิสัยปุถุชนนั้นก็
น.22 ๑๖ ถูกแล้ว แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งอยู่ลึกและไม่ต้องการอาหารอย่างนั้น สิ่งนี้คือวิญญาณซึ่งเป็นอิสระหรือบริสุทธิ์ ต้องการความบันเทิง เริงรื่น คืออาหารทางธรรมะ นับตั้งแต่ความยินดีปรีดาที่รู้สึกว่า ตนได้ทำอะไรอย่างถูกต้อง เป็นที่พอใจของผู้รู้ทั้งหลาย, มีความ สงบระงับในใจชนิดที่กิเลสมารบกวนไม่ได้, มีความเห็นแจ่มแจ้ง รู้เท่าทันสิ่งทั้งปวงว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ทะเยอทะยานในสิ่งใด, มีอาการเหมือนกับนั่งลงได้ ไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมาเหมือนคนทั้งหลาย ชนิดที่ท่านให้คำเปรียบไว้ว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็น ไฟ”. 34 "กลางคืนเป็นควัน" นั้น หมายถึงการนอนไม่หลับ กระสับกระส่ายมือก่ายหน้าผาก คิดจะแสวงหาอย่างนั้นอย่างนี้ คิดจะกระทำเพื่อให้ได้เงิน ได้ลาภหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ตนปรารถนา อันเป็นควันกลุ้มอยู่ในใจ เพราะมันยังมืดค่ำลุกไปไหนไม่สะดวก ต้องทนนอนอัดควันอยู่. 35 ครั้นถึงเวลารุ่งขึ้น ก็ออกวิ่งว่อนไปตามความต้องการ ของ "ควัน" ที่อัดไว้เมื่อคืน นี่เรียกว่า "กลางวันเป็นไฟ" , เป็นอาการของจิตใจที่ไม่ได้รับความสงบ ไม่ได้รับอาหารทาง ธรรม เป็นการหิวกระหายไปตามอำนาจของกิเลสและตัณหา : "กลางคืนอัดควัน" ร้อนกลุ้มอยู่แล้วตลอดคืน ; "กลางวันยัง
น.23 ๑๗ เป็นไฟ” คือทั้งร้อนทั้งไหม้อะไรไปในตัวเสร็จตลอดทั้งวัน แล้วจะหาความสงบเยือกเย็นอย่างไรได้. 36 ถ้าคนเราต้อง "กลางคืนอัดควันกลางวันเป็นไฟ” ไปจนตลอดชีวิต ถึงวันตายแล้ว จะเป็นอย่างไรบ้าง ขอให้ลอง คิดดู. เขาเกิดมาทนทุกข์ทรมานจนตลอดชีวิต คือนับตั้งแต่ เกิดจนกระทั่งเข้าโลงไปทีเดียว โดยไม่มีสติปัญญาที่จะระงับดับไฟ ดับควันนั้นเสียได้. เขาจะต้องอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภท พระพุทธเจ้า สำหรับช่วยแก้ให้เบาบางลงตามส่วน. เมื่อเขา ได้เข้าใจสิ่งทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่าไร ควันหรือไฟก็จะลดน้อยลงเท่านั้น. 37 ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา นั้นมีลักษณะหลายเหลี่ยมหลายมุม เหมือนกับภูเขาลูกเดียว มองจากทิศต่าง ๆ กัน ก็เห็นรูปต่าง ๆ กัน ได้ประโยชน์ต่าง ๆ กัน แล้วแต่ใครจะมองอย่างไร. แม้พระพุทธศาสนาจะมีมูลมาจาก ความกลัว ก็ไม่ใช่ความกลัวที่โง่เขลาของคนป่าคนเถื่อน จนถึงกับนั่งไหว้รูปเคารพ หรือไหว้สิ่งที่มีปรากฏการณ์ แปลก ๆ ; แต่เป็นความกลัวชนิดที่สูงด้วยสติปัญญา คือกลัว ว่าจะไม่ได้รอดพ้นไปจากการบีบคั้นของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือความทุกข์ทั้งหลายที่เรามองเห็น ๆ กันอยู่. 38
น.24 ๑๘ พุทธศาสนาตัวแท้ไม่ใช่หนังสือไม่ใช่คัมภีร์ ไม่ใช่ เสียงบอกเล่าตามพระไตรปิฎก หรือตัวพิธีรีตองต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่ ตัวแท้ของพระพุทธศาสนา ตัวแท้ต้องเป็น ตัวการปฏิบัติด้วย กายวาจาใจ ชนิดที่จะทำลายกิเลสให้ร่อยหรอหรือสิ้นไปใน ที่สุด : ไม่จำเป็นต้องเนื่องด้วยหนังสือด้วยตำรา ไม่ต้องอาศัย พิธีรีตองหรือสิ่งภายนอกเช่นผีสางเทวดา แต่ต้องเนื่องด้วยกาย วาจาใจโดยตรง คือจะต้องบากบั่นกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นจนเกิด ความรู้แจ่มใส สามารถทำอะไรให้ถูกต้องได้ด้วยตนเอง ไม่มี ความทุกข์เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนอวสาน. นี่แหละคือตัวแท้ของ พระพุทธศาสนาในส่วนที่เราจะต้องเข้าใจให้จงได้. อย่าได้ไป หลงใหลยึดเอาเนื้องอกที่หุ้มห่อพระพุทธศาสนา มาถือเอาว่าเป็น ตัวพระพุทธศาสนากันเลย. 39
Buddhadasa