Buddhadasa.org

คู่มือมนุษย์ บทที่ ๒ — พุทธศาสนามุ่งชี้อะไรเป็นอะไร

คู่มือมนุษย์ — ปาฐกถาธรรมชุด "คู่มือมนุษย์" ของพุทธทาสภิกขุ — หลักพระพุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มศึกษา (๙ บท)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.25 คำว่า "ศาสนา" มีความหมายกว้างกว่า "ศีลธรรม". ศีลธรรมหมายถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับประโยชน์สุขในขั้นพื้นฐานทั่ว ไป; และมีอยู่ตรงกันแทบทุกศาสนา. ศาสนาหมายถึงระเบียบ ปฏิบัติในขั้นสูง ผิดแปลกแตกต่างกันไปเฉพาะศาสนาหนึ่ง ๆ ทีเดียว. ศีลธรรมทำให้เป็นคนดี มีการปฏิบัติไม่เบียดเบียน ตนหรือคนอื่นตามหลักสังคมทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อได้ปฏิบัติครบถ้วน ตามนั้นแล้วคนก็ยังไม่พ้นทุกข์ที่มาจากการเกิดแก่เจ็บตาย ยังไม่ พ้นจากการเบียดเบียนของกิเลส อำนาจของศีลธรรมได้สิ้นสุดลง เสียก่อนที่จะกำจัดโลภะ โทสะ โมหะ ให้สิ้นสุดไปได้ และไม่ สามารถกำจัดความทุกข์อันเกิดจากการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้. 40 ส่วนขอบเขตของศาสนานั้นยังไปไกลต่อไปอีก, โดยเฉพาะ พระพุทธศาสนา ย่อมมุ่งหมายโดยตรงที่จะกำจัดกิเลสโดยสิ้นเชิง ๑๙

น.26 ๒๐ หรือดับทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นจากการเกิดแก่เจ็บตายให้สิ้นไป. นี้ ชี้ให้เห็นว่าศาสนากับศีลธรรมนั้นต่างกันอย่างไร, พุทธศาสนา ได้ไปไกลกว่าศีลธรรมสากลของโลกทั่ว ๆ ไปอย่างไร ; เมื่อ เข้าใจได้ดังนี้แล้ว เราจะได้สนใจกับพุทธศาสนาโดยเฉพาะ. 41 พุทธศาสนา คือ วิชารวมทั้งระเบียบปฏิบัติ สำหรับ จะให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร. ขอให้เข้าใจในคำจำกัดความนี้ให้ มากเป็นพิเศษ เพื่อประโยชน์ที่จะเข้าใจพุทธศาสนาได้โดยเร็ว และโดยง่าย. 42 ท่านทั้งหลายลองพิจารณาดูว่า ท่านรู้จักอะไรเป็นอะไร กันหรือเปล่า. แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นอะไร, ชีวิต การงาน หน้าที่ อาชีพ เงินทองข้าวของเกียรติยศชื่อเสียงคืออะไรก็ตาม ใครกล้ายืนยันว่ารู้ถึงที่สุดบ้าง. ถ้าเรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร จริง ๆ แล้ว เราย่อมไม่ปฏิบัติผิดต่อสิ่งทั้งปวง. เมื่อปฏิบัติ ถูกแล้วก็เป็นอันแน่นอนว่าความทุกข์จะเกิดขึ้นไม่ได้. เดี๋ยวนี้ เรายังไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร เราจึงปฏิบัติผิดไม่มากก็น้อย ; ความ ทุกข์ก็เกิดขึ้นตามส่วน. การปฏิบัติหลักของพระพุทธศาสนาก็ คือปฏิบัติเพื่อให้รู้ว่า สิ่งทั้งปวงคืออะไร ; เมื่อรู้แจ้งแท้จริง ก็ย่อมหมายถึงการบรรลุมรรคผลชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือถึงขีดสุด เพราะความรู้นั่นเองเป็นตัวทำลายกิเลสไปในตัว. 43

น.27 ๒๑ เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรจริง ๆ แล้ว ความเบื่อหน่าย คลายความอยาก และความหลุดพ้นทุกข์ ย่อมจะเกิดขึ้นเอง โดยอัตโนมัติ : เราทำความเพียรปฏิบัติก็แต่ขั้นที่ยังไม่รู้อะไร เป็นอะไรกันเท่านั้น โดยเฉพาะก็ในขั้นที่ยังไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายนี้ ไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตน. ขณะนี้เราไม่รู้ว่าชีวิตหรือสิ่งทั้งปวงที่เรา กำลังหลงรักใคร่ยินดีนี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จึงหลงรัก ยินดีติดพันยึดถือในสิ่งเหล่านั้น. ครั้นรู้จริงตามวิธีของพระพุทธ- ศาสนาคือมองเห็นชัดว่า สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ ตัวตน ไม่มีอะไรน่าผูกมัดตัวเราเข้าไปกับสิ่งนั้นๆ จริงๆ แล้วจิต ก็จะเกิดความหลุดพ้นจากอำนาจครอบงำของสิ่งเหล่านั้น ขึ้นมา ทันที. 44 ขอยืนยันในคำจำกัดความข้อนี้ว่า เป็นคำจำกัดความ ที่เพียงพอ และเหมาะสมสำหรับท่านทั้งหลายจะเอาไปใช้สำหรับ ดำเนินการปฏิบัติของตน ; เพราะเหตุว่าหลักคำสอนของพระ- พุทธเจ้าทั้งพระไตรปิฎก ก็ล้วนแต่เป็นการบ่งระบุให้รู้ว่า อะไร เป็นอะไร เท่านั้นเอง เช่นหลักเรื่องอริยสัจจ์ ๔ ประการ ซึ่งจะ นำมาเปรียบกับคำจำกัดความดังกล่าว เพื่อดูว่าจะลงรอยกันได้ เพียงใด. 45

น.28 ๒๒ อริยสัจจ์ข้อที่ ๑ แสดงว่าสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงเป็นทุกข์. นี่ก็คือบอกตรง ๆ ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอะไรนั่นเอง. สิ่งปรุงแต่ง ทั้งปวงเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ใจ แต่คนทั้งหลายไม่รู้ไม่เห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นความทุกข์ จึงได้มีความอยากในสิ่งเหล่านั้น. ถ้า รู้ว่ามันเป็นทุกข์ ไม่น่าอยากและไม่น่ายึดถือ ไม่น่าผูกพันตัวเอง เข้ากับสิ่งใดแล้ว เขาก็คงจะไม่อยาก. 46 อริยสัจจ์ข้อที่ ๒ แสดงว่าความอยากด้วยอวิชชานั้น เป็นเหตุของความทุกข์. คนทั้งหลายก็ยังไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจ ว่า ความอยากนี่แหละ เป็นตัวเหตุของความทุกข์ใจ จึงได้พากัน อยากนั่นอยากนี่ร้อยแปดพันประการ เพราะไม่รู้ว่าความอยากด้วย อำนาจอวิชชานั้นคืออะไร. 47 อริยสัจจ์ข้อที่ ๓ แสดงว่านิโรธหรือนิพพานคือการ ดับความอยากเสียให้สิ้น เป็นความไม่มีทุกข์. คนทั้งหลายยิ่ง ไม่รู้จักกันใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เป็นสิ่งที่อาจลุถึงได้ในที่ทั่ว ๆ ไป คือพบ ได้ตรงที่ความอยากมันดับลงไปนั่นเอง. นี่คือไม่รู้ว่าอะไรเป็น อะไร จึงไม่มีใครปรารถนาที่จะดับความอยาก ไม่ปรารถนา นิพพาน เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นนิพพาน. 48 ทีนี้ก็มาถึง อริยสัจจ์ข้อที่ ๔ ที่เรียกว่ามรรค อันได้ แก่วิธีดับความอยากนั้น ๆ เสีย. ไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าการทำอย่างนี้

น.29 ๒๓ เป็นวิธีดับความอยาก ไม่มีใครสนใจเรื่องอริยมรรคอันมีองค์ ๘ ประการซึ่งดับความอยากเสียได้ ; ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นที่พึ่ง แก่ตนเอง, อะไรควรขวนขวายอย่างยิ่ง, จึงไม่สนใจกับ เรื่องอริยมรรคของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่เลิศประเสริฐที่สุด ในบรรดาวิชาความรู้ของมนุษย์เราในโลกนี้. นี่แหละ คือการ ไม่รู้อะไร อย่างน่าหวาดเสียว. 49 ทั้งหมดนี้จะเห็นได้ว่าเรื่อง อริยสัจจ์ ๔ ประการ นั้นคือ ความรู้ที่บอกให้เห็นชัดว่า อะไรเป็นอะไรอย่างครบถ้วน นั่น เอง : เรื่องความอยากนั้นบอกให้รู้ว่า เมื่อไปเล่นกับมันจึงเป็น ความทุกข์ใจขึ้นมา เราก็ยังขืนไปเล่นกับความอยากจนเต็มไปด้วย ความทุกข์. นี่แหละเป็นความโง่เขลาไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรตาม ที่เป็นจริง จึงปฏิบัติผิดทุกอย่าง ; จะมีถูกบ้างก็เล็กน้อยเกินไป และมักจะถูกตามความหมายของคนที่มีกิเลสตัณหา ซึ่งถือกันว่า ถ้าได้อะไรมาตรงตามความต้องการของตนแล้ว ก็จัดว่าเป็นการ ปฏิบัติถูก. อย่างนี้ทางธรรมไม่ถือว่าถูกเลย. 50 ทีนี้ลองเอาหลักทางบาลีที่เรียกว่าหัวใจของพระพุทธ- ศาสนา หรือคาถาของพระอัสสชิมาพิจารณากัน : เมื่อพระ อัสสชิได้มาพบกับพระสารีบุตรก่อนได้บวช, พระสารีบุตรได้

น.30 ๒๔ ถามถึงใจความของพระพุทธศาสนาว่ามีอยู่อย่างไรโดยย่อที่สุด. พระอัสสชิได้ตอบว่า "สิ่งเหล่าใดเกิดมาเพราะมีเหตุทำให้เกิด พระตถาคตเจ้าแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น พร้อมทั้งแสดงความ ดับสิ้นเชิงของสิ่งเหล่านั้นเพราะหมดเหตุ : พระมหาสมณเจ้า ตรัสอย่างนี้" . นี้คือการบอกว่า สิ่งทั้งปวงมีเหตุปรุงแต่งขึ้นมา มันดับไม่ได้จนกว่าจะดับเหตุเสียก่อน. นี้เป็นการชี้ให้รู้ว่าอย่า ไปเห็นอะไรเป็นตัวตนที่ถาวร เพราะมีแต่สิ่งที่เกิดจากเหตุและ งอกงามต่อไปตามอำนาจของเหตุ และจะดับไปเพราะสิ้นเหตุ เพราะฉะนั้น ปรากฏการณ์ทั้งหลายในโลกนี้ ล้วนแต่เป็นผลิตผล ของสิ่งที่เป็นเหตุ เป็นความเลื่อนไหลไปไม่หยุด เพราะอำนาจของ ธรรมชาติที่มีลักษณะไม่หยุดปรุง สิ่งต่าง ๆ จึงปรุงแต่งกันไม่หยุด และเปลี่ยนแปลงไม่หยุด. 51 พระพุทธศาสนาบอกให้เรารู้ว่าสิ่งทั้งหลายไม่มีตัวตน มีแต่การปรุงแต่งกันไปและมีความทุกข์รวมอยู่ในนั้นด้วย ; เพราะความไม่มีอิสระ จึงต้องเป็นไปตามอำนาจของเหตุ. จะ ไม่มีความทุกข์ก็ต่อเมื่อหยุด, จะหยุดได้ก็เมื่อดับเหตุเพื่อไม่ให้มี การปรุง. ข้อนี้เป็นการบอกให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างลึกซึ้งที่สุด เท่าที่ผู้มีสติปัญญาจะบอกได้ นับว่าเป็นหัวใจพุทธศาสนาจริง ๆ.

น.31 ๒๕ การบอกนี้ก็คือบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นแต่เรื่องของมายา อย่า ไปหลงยึดถือจนชอบหรือชังมันเข้า. เมื่อทำใจให้เป็นอิสระได้ จริง ๆ แล้ว นั่นแหละคือการออกมาเสียได้จากอำนาจแห่งเหตุ เป็นการดับเหตุเสียได้ จะไม่ทุกข์เพราะความชอบหรือความชัง อีกต่อไป. 52 อีกทางหนึ่งนั้น อยากจะชี้ให้สังเกตดูถึง วัตถุประสงค์ แห่งการออกผนวชของพระพุทธเจ้า ว่าท่านออกผนวชโดยความ ประสงค์อย่างใด. พระพุทธภาษิตที่ตรัสถึงข้อนี้มีอยู่อย่างชัด เจนว่าพระองค์ออกผนวชเพื่อแสวงหาว่า "อะไรเป็นกุศล" คำว่า "กุศล ๆ" ของพระองค์ ในที่นี้ หมายถึงความฉลาด หมาย ถึงความรู้ที่ถูกที่สุด โดยเฉพาะก็คือรู้ว่า อะไรเป็นความทุกข์ อะไรเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรเป็นความไม่มีทุกข์ อะไรเป็นวิธี ให้ถึงความไม่มีทุกข์, เพราะถ้ารู้อย่างถูกต้องสิ้นเชิงจริง ๆ แล้ว ก็คือความฉลาดหรือความรู้ถึงที่สุด ; ฉะนั้น ความรู้ว่าอะไร เป็นอะไรอย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์นั่นแหละ คือ ตัวพุทธศาสนา. 53 เรื่อง ไตรลักษณ์ ก็เป็นหลักสำคัญอีกแนวหนึ่ง มีหัว ข้อสั้น ๆ ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อันเป็นหลักที่เราต้องรู้ ; ถ้าไม่รู้ก็เรียกว่าไม่รู้จักพุทธศาสนา. อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

น.32 ๒๖ นี้คือ การประกาศความจริงออกไปว่า "สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงเป็นทุกข์ สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน". 54 ที่ว่าเป็น อนิจจัง ก็คือสิ่งทั้งปวงเปลี่ยนแปลงเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรเป็นตัวเองที่หยุดอยู่แม้ชั่วขณะ. ที่ว่าเป็น ทุกขัง นั้น หมายถึงว่าสิ่งทั้งปวงมีลักษณะความทนทุกข์ทรมานอยู่ในตัวของ มันเอง มีลักษณะดูแล้วน่าชังน่าเบื่อหน่าย น่าระอาอยู่ในตัวของ มันเองทั้งนั้น. และที่ว่าเป็น อนัตตา นั้น ก็คือการบอกให้รู้ว่า บรรดาสิ่งทั้งปวงไม่มีอะไรที่เราควรจะเข้าไปยึดมั่นด้วยจิตใจว่า เป็นตัวเราหรือเป็นของเรา, ถ้าไปยึดถือก็ต้องเป็นทุกข์ ; และ บอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงนั้นยิ่งกว่าไฟ เพราะว่าไฟลุกโพลง ๆ อยู่ เราเห็นเราก็ไม่เข้าใกล้ แต่สิ่งทั้งปวงนั้นมันเป็นไฟที่มองไม่เห็น เราจึงเข้าไปกอดกองไฟกันด้วยความสมัครใจ แล้วก็เป็นทุกข์อยู่ ตลอดกาล. นี้คือการบอกให้รู้ว่าสิ่งทั้งปวงคืออะไรโดยนัยแห่ง ไตรลักษณ์ เป็นการชี้ให้เห็นชัดว่า พุทธศาสนาคือวิชา หรือ ระเบียบปฏิบัติ ที่ทำให้เรารู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่า นั้นเอง. 55 เมื่อได้กล่าวถึงหลักที่ว่า เราต้องรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็น อะไรและต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะตรงต่อกฎธรรมชาติของสิ่ง

น.33 ๒๗ ทั้งปวงดังนี้แล้ว หลักในพระบาลีก็มีอีกพวกหนึ่ง เรียกว่า โอวาท- ปาฏิโมกข์ แปลว่า คำสอนที่เป็นประธานของคำสอนทั้งหมด ; มีอยู่ ๓ ข้อสั้น ๆ คือ ไม่ทำความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้เต็มที่ และทำจิตใจให้สะอาด ปราศจากความเศร้าหมอง นี้เป็นหลัก สำหรับปฏิบัติ. 56 เมื่อรู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ของตัว ยึดถือ ไม่ได้ และไปหลงใหลด้วยไม่ได้ เราก็ต้องปฏิบัติต่อสิ่งทั้งปวง ให้ถูกต้อง ด้วยความระมัดระวัง คือเว้นจากการทำชั่วหมายถึง การละโมบโลภลาภด้วยกิเลส ไม่ไปลงทุนด้วยการฝืนศีลธรรม ขนบธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อไปทำความชั่ว. อีกทางหนึ่งนั้น ให้ทำแต่ความดีตามแต่ที่บัณฑิตสมมติตกลงกันว่าเป็นความดี. แต่ทั้งสองขั้นนี้เป็นเพียง ขั้นศีลธรรม . ข้อที่สามที่ว่าทำจิตให้ บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองโดยประการทั้งปวงนั้น นั่น แหละ เป็น ตัวพุทธศาสนาโดยตรง หมายความว่าทำให้ใจเป็น อิสระ ถ้ายังไม่เป็นอิสระจากอำนาจครอบงำของสิ่งทั้งปวงแล้ว จะเป็นจิตใจที่สะอาดบริสุทธิ์ไปไม่ได้ จิตจะเป็นอิสระก็ต้องมา จากความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุด ถ้ายังไม่รู้ก็มักไปหลงรักหรือ หลงชังอย่างใดอย่างหนึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะเรียกว่าเป็นอิสระ

น.34 ๒๘ แท้อย่างไร คนเรามีความรู้สึกอยู่สองอย่างเท่านั้น คือความพอใจ กับไม่พอใจ (อภิชฌาและโทมนัส). 57 คนเราตกเป็นทาสของอารมณ์ ไม่เป็นอิสระแก่ตัวเองเลย เพราะไม่รู้ว่าอารมณ์หรือสิ่งทั้งปวงนั้นคืออะไรนั่นเอง. ความ พอใจมีลักษณะที่จะรวบอะไร ๆ เข้ามาหาตัว ; ความไม่พอใจ มีลักษณะที่จะผลักไสอะไร ๆ ออกไปเสียจากตัว. ถ้ายังมีความรู้ สึกสองอย่างนี้อยู่ ก็หมายความว่าจิตใจยังไม่เป็นอิสระ เพราะยัง หลงรักหลงชังอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ จึงไม่มีทางที่จะบริสุทธิ์ ปราศจากความครอบงำของสิ่งทั้งปวงได้. โดยเหตุนี้เอง หลักพระพุทธศาสนาในขั้นสูงสุดนี้ จึงปฏิเสธการยึดถือสิ่งที่น่ารัก น่าชัง ; ปฏิเสธเลยขึ้นไปถึงกับไม่หลงติดทั้งในความดีและ ความชั่ว จิตจึงจะเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง และบริสุทธิ์อยู่เหนือ อารมณ์ต่าง ๆ. 58 ศาสนาอื่นนิยมกันเพียงให้เว้นจากความชั่ว และให้ ยึดถือในความดี ให้หลงยึดผูกพันในความดี จนถึงยอดของ ความดี คือพระผู้เป็นเจ้า. พุทธศาสนายังไปไกลกว่านั้นมาก คือไม่ยอมผูกพันตัวเองกับสิ่งใดเลย. การผูกพันในความดีนั้น ก็จัดว่าเป็นการปฏิบัติถูกในระยะต้นหรือระยะกลาง เมื่อเรายังทำ

น.35 ๒๙ อะไรให้สูงไปกว่านั้นไม่ได้เท่านั้นเอง. ในระยะแรกเราเว้นจาก ความชั่ว ในระยะถัดมาเราก็ทำความดีให้เต็มที่ ; ส่วนในระยะ สูงนั้น เราทำจิตใจให้ลอยสูงเหนือการครอบงำของทั้งความดี และความชั่ว. 59 การที่ผูกพันตัวอยู่ภายใต้ผลของความดี ยังไม่ใช่การ พ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง ; เพราะคนชั่วก็จะมีความทุกข์ ตามประสาของคนชั่ว คนดีก็จะต้องมีความทุกข์ไปตามประสาของ คนดี. ถึงเป็นมนุษย์ดีก็มีความทุกข์อย่างมนุษย์ที่ดี จะดีอย่าง เทวดาก็มีความทุกข์อย่างเทวดา แม้จะเป็นพรหมก็มีความทุกข์ อย่างพรหม. จะไม่มีความทุกข์เลยก็ต่อเมื่อขึ้นไปให้พ้นให้สูง เหนือจากสิ่งที่เรียกว่าความดี กลายเป็นโลกุตตระ (โลกของพระ อริยเจ้า) คือเป็นพระอริยเจ้าเสียเอง. ถ้าขึ้นถึงที่สุดก็เรียกว่า เป็น พระอรหันต์. 60 ทีนี้ คำว่าพุทธศาสนานั้น แปลว่าอะไร? พุทธ แปลว่าพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าแปลว่า ผู้รู้. พุทธศาสนา ก็แปลว่า ศาสนาของผู้รู้. พุทธศาสนิกก็แปลว่าผู้ปฏิบัติตาม ศาสนาของผู้รู้. ที่ว่ารู้นั้นหมายถึงรู้อะไร ? คือรู้สิ่งทั้งปวงตาม ที่เป็นจริงนั่นเอง จึงกล่าวได้ว่า พุทธศาสนาก็คือศาสนาที่ทำให้

น.36 ๓๐ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เป็นศาสนาเกี่ยวกับความรู้จริง เราจะต้อง ปฏิบัติจนเราได้รู้เอง. เมื่อรู้ถึงที่สุดแล้วไม่ต้องกลัว กิเลส ตัณหาต่าง ๆ จะถูกความรู้นั้นทำลายสั้นไป. ความไม่รู้ (อวิชชา) ก็จะดับไปทันทีในเมื่อความรู้ได้เกิดขึ้นมา ฉะนั้นข้อปฏิบัติต่าง ๆ จึงมีไว้เพื่อให้วิชชาเกิด. 61 ท่านทั้งหลายปักใจมั่นในทางที่จะเข้าถึงพระพุทธศาสนา ด้วยการปฏิบัติให้รู้ว่าอะไรเป็นอะไรเท่านั้น. ขอแต่ให้เป็น ความรู้ที่ถูกต้อง รู้ด้วยความเห็นแจ้งจริง ๆ. อย่ารู้อย่างโลก ๆ รู้ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ซึ่งไปหลงสิ่งที่ไม่ดีว่าดี หลงสิ่งซึ่งเป็นที่เกิดของ ความทุกข์ว่าไม่เกิดความทุกข์ ดังนี้เป็นต้น. ขอให้พยายามดู กันในแง่ความทุกข์นี้ให้มากที่สุด ก็ค่อย ๆ รู้ไปตามลำดับนั้น และจะเป็นการรู้จักพุทธศาสนาที่ถูกตัวพุทธศาสนาแท้ ๆ. 62 ถ้าศึกษาพุทธศาสนาโดยวิธีนี้แล้ว แม้คนตัดฟืนขาย ที่ไม่รู้หนังสือก็จะเข้าถึงตัวพุทธศาสนาได้ ในขณะที่เปรียญ หลายประโยคที่ง่วนอยู่กับพระไตรปิฎก แต่ถ้าไม่ดูกันในแง่นี้ ก็ไม่อาจเข้าถึงพุทธศาสนาได้เลย. พวกเราที่มีสติปัญญาอยู่บ้าง น่าจะสามารถพินิจพิจารณาสิ่งทั้งปวงให้รู้ตามที่เป็นจริงได้ ฉะนั้น เมื่อถูกความทุกข์อะไรเข้าแก่ตัวเองแล้ว ก็จะต้องศึกษาสิ่งนั้นให้

น.37 ๓๑ เข้าใจแจ่มแจ้งว่ามันเป็นอย่างไรแน่. ความทุกข์ที่เกิดขึ้นและ กำลังเผาเราให้เร่าร้อนอยู่นั้น มันคืออะไร เป็นอย่างไร มา จากไหน. 63 ถ้าทุกคนตั้งสติคอยเฝ้ากำหนดพิจารณาความทุกข์ที่เกิด ขึ้นแก่ตน ในลักษณะดังกล่าวนี้แล้ว ก็จะเป็นทางให้เข้าถึง พุทธศาสนาได้ดีที่สุด ดีกว่าการที่จะเรียนเอาจากพระไตรปิฎก อย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ทีเดียว. การที่ใครจะมัวแต่ศึกษา พุทธศาสนาจากพระไตรปิฎก ในแง่ของภาษาหรือวรรณคดีนั้น จะไม่มีทางรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ทั้ง ๆ ที่พระไตรปิฎกก็เต็มไปด้วย คำบรรยายว่า สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ เขาฟังอย่าง นกแก้วนกขุนทอง พูดตามที่จำไว้ได้ แต่ไม่สามารถที่จะเข้าถึง ความจริงของสิ่งทั้งหลาย เว้นไว้แต่ว่าเขาจะได้ทำการพิจารณา ให้เห็นเป็นเรื่องจริงของชีวิตจิตใจ เข้าถึงตัวจริงของกิเลส ของ ความทุกข์ ของธรรมชาติ หรือของสิ่งทั้งปวงซึ่งมาเกี่ยวข้องกับ ตัวเขา นั่นแหละจึงจะเข้าถึงพระพุทธศาสนาที่แท้ได้. 64 คนที่ไม่เคยเห็นเคยฟังพระไตรปิฎกเลย แต่เคยพิจารณา อย่างละเอียดลออทุกครั้งทุกคราวที่ความทุกข์เกิดขึ้นแผดเผาจิตใจ ของตน นี้แหละเรียกว่าเขากำลังเรียนพระไตรปิฎกโดยตรงและ

น.38 ๓๒ อย่างถูกต้อง ดียิ่งกว่าคนที่กำลังเปิดเล่มพระไตรปิฎกออกอ่าน เพราะว่าพวกที่กำลังลูบคลำเล่มพระไตรปิฎกอยู่ทุก ๆ วัน แต่แล้ว ไม่รู้จักอมฤตธรรมคำสอนที่มีอยู่ในพระไตรปิฎก เขาก็คล้ายกับ การที่เรามีตัวเอง ใช้ตัวเอง ปฏิบัติตัวเอง ทำอะไรเกี่ยวกับตัวเอง อยู่ทุกวัน แต่แล้วก็ไม่รู้จักตัวเอง ไม่สามารถแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับตัวเองให้ลุล่วงไปได้ ยังคงมีความทุกข์ยังคงมีตัณหา ที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ วัน ตามอายุที่เพิ่มขึ้น. นี่เพราะไม่รู้จักตัวเราอย่างเดียวเท่านั้น. 65 ชีวิตจิตใจที่สวมอยู่กับตัวเรา ๆ ก็ยังไม่รู้จัก การที่จะไป รู้พระไตรปิฎก รู้สิ่งลึกลับที่ซ่อนอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น มันยุ่งยาก ไปกว่าเป็นไหน ๆ เพราะฉะนั้น จงหันมาศึกษาพุทธศาสนา หรือ รู้จักตัวพุทธศาสนากัน ด้วยการศึกษาจากตัวจริง คือจากสิ่ง ทั้งปวง ซึ่งรวมทั้งร่างกายและจิตใจนี้เอง จากชีวิตซึ่งกำลังหมุน อยู่ในวงกลมของความอยาก กระทำตามความอยาก แล้วก็เกิด ผลอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมาหล่อเลี้ยงเจตนาที่อยาก จึงทำสืบต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสารหรือทะเลแห่งความ ทุกข์ เพราะความที่ไม่รู้อะไรเป็นอะไรข้อเดียวเท่านั้นเอง. 66

น.39 ๓๓ สรุปความว่า พุทธศาสนา คือวิชาและระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้ว่า อะไรเป็นอะไร. เมื่อเรารู้ว่า อะไรเป็นอะไร ถูกต้องจริง ๆ แล้ว ไม่ต้องมีใครมาสอนเราหรือมาแนะนำเรา เราต้องปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ ถูกต้องได้ด้วยตนเอง แล้วกิเลสก็จะ หมดไปเอง เราเป็นอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งขึ้นมาทันที เราจะ ปฏิบัติอะไรไม่ผิดขึ้นมาทันที เราจะลุถึงสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควร จะได้ หรือที่ชอบเรียกกันว่ามรรคผลนิพพาน นี้ได้ด้วยตนเอง เพราะการที่เรามีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรโดยถูกต้องถึงที่สุดอย่าง แท้จริงเท่านั้น. 67

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต