น.40 บทนี้จะกล่าวถึงข้อที่ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงประกอบ อยู่ด้วยลักษณะอันเรียกว่า "ไตรลักษณ์" หรือลักษณะ ๓ ประการ กล่าวคือ ความเป็น อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา. 68 อนิจจัง แปลว่า ไม่เที่ยง ; หมายความว่าสิ่งทั้งหลาย มีลักษณะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไป ไม่มีความคงที่ตายตัว. ทุกขัง แปลว่าเป็นทุกข์ ; มีความหมายว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีลักษณะ ที่เป็นทุกข์มองดูแล้วน่าสังเวชใจ นำให้เกิดความทุกข์ใจแก่ผู้มี ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งในสิ่งนั้น ๆ. อนัตตา แปลว่าไม่ใช่ ตัวตน หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความหมายแห่งความ เป็นตัวเป็นตน ไม่มีลักษณะอันใดที่จะทำให้เราถือได้ว่ามันเป็น ของเรา. ถ้าเราเห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนถูกต้องแล้ว ความ รู้สึกที่ว่าไม่มีตัวไม่มีตนจะเกิดขึ้นมาเองในสิ่งทั้งปวง. แต่ที่เรา ๓๔
น.41 ๓๕ ไปหลงเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนนั้น เพราะความไม่รู้อย่างถูกต้อง นั่นเอง. 69 ขอให้ทราบว่า ลักษณะสามัญ ๓ ประการนี้ พระ- พุทธเจ้าทรงสั่งสอนมากกว่าคำสั่งสอนอื่น ๆ. บรรดาคำสั่ง สอนทั้งหลายจะนำมารวบยอดอยู่ที่การเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้ทั้งนั้น บางทีก็กล่าวตรง ๆ บางทีก็พูดด้วยโวหารอย่างอื่น แต่ใจความมุ่งแสดงความจริงอย่างเดียวกัน. 70 เรื่องความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น เคยมีสอน กันอยู่ก่อนพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้ขยายความให้ลึกซึ้งเหมือนของ พระองค์. เรื่องความทุกข์ก็เหมือนกัน มีการสอนมาแล้วแต่ ไม่ลึกซึ้งถึงที่สุด ; ไม่ประกอบด้วยเหตุผล และไม่สามารถชี้ วิธีดับทุกข์ที่สมบูรณ์จริง ๆ ได้ เพราะยังไม่รู้จักความทุกข์อย่าง เพียงพอเท่ากับการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า. ส่วน เรื่องความ ไม่ใช่ตัวใช่ตนนี้ มีสอนในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ข้อนี้ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าผู้ที่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไรถึงที่สุดเท่านั้น จึงจะรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่ของตน เหตุนั้นจึง มีสอนแต่โดยพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นบุคคลที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้ ถึงที่สุดจริง ๆ. 71
น.42 ๓๖ คำสั่งสอนเรื่องลักษณะ ๓ ประการนี้ มีวิธีที่จะ ประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เห็นแจ้งมากมายหลายวิธีด้วยกัน. ถ้า ปฏิบัติจนเห็นแจ้งแล้ว เราจะพบว่ามีข้อสังเกตข้อหนึ่ง คือต้อง เป็นการเห็นจนรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ ไม่มีอะไรที่อยาก จะเอา จะมี จะเป็น ซึ่งสรุปสั้น ๆ ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่ มีอะไรที่น่าเป็น" เมื่อท่านมองเห็นว่าความมีความเป็นอย่าง ใดก็ตาม เป็นความหลอกลวง เป็นมายา ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น ทั้งหมดทั้งสิ้นจริง ๆ ดังนี้แล้ว นั่นแหละคือการเห็นอนิจจังทุกขัง อนัตตาอย่างถูกต้อง. ส่วนคนที่ท่อง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อยู่ทั้งเช้าเย็นหลายร้อยหลายพันครั้งมาแล้ว ไม่อาจเห็นก็ได้ เพราะ ไม่ใช่วิสัยที่จะเห็นได้ด้วยการฟัง หรือด้วยการท่อง. 72 การคำนึงเอาตามหลักเหตุผล นั้น ไม่ใช่ "การเห็น แจ้ง" อย่างที่เรียกว่า "เห็นธรรม" การเห็นธรรมไม่อาจ จะเห็นได้ด้วยการคิดไปตามเหตุผล แต่ต้องเห็นแจ้งด้วยความ รู้สึกในใจแท้จริง เช่นพิจารณาเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ทำความเจ็บปวด ให้แก่ตน ซึ่งเข้าไปหลงอย่างสาสม อาศัยการที่ได้กระทบจริง ๆ เกิดเป็นความรู้สึกแก่จิตใจขึ้นมาจริง ๆ จนเบื่อหน่ายเกิดความ สลดสังเวชขึ้นมาอย่างนี้ จึงจะเรียกว่าเห็นธรรมหรือเห็นแจ้ง. 73
น.43 ๓๗ การเห็นแจ้งทำนองนี้อาจเลื่อนสูงขึ้นไปตามลำดับ จน กว่าจะถึงเรื่องสุดท้าย ที่ทำให้ปล่อยวางสิ่งทั้งปวงได้ ส่วนผู้ที่ ท่องอนิจจังทุกขังอนัตตา หรือพิจารณาอยู่ทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้า ไม่เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อสิ่งทั้งปวง คือไม่อยากเอาอะไร ไม่อยากเป็นอะไร ไม่อยากยึดถือในอะไรแล้ว ก็เรียกว่ายังไม่ เห็นอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้นจึงสรุปการเห็นความไม่เที่ยง ความ เป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน ลงไว้ที่คำว่า “เห็นจนเกิดความ รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าเอาหรือน่าเป็น" 74 พุทธศาสนามีคำอยู่คำหนึ่งเป็น คำรวบยอด คือคำว่า "สุญญตา" ซึ่งแปลว่า ความเป็นของว่าง คือว่างจากความ หมายแห่งความเป็นตัวตน : ว่างจากสาระที่เราควรเข้าไปยึดถือ ด้วยกำลังใจทั้งหมดทั้งสิ้นว่าของเรา. การเพ่งพิจารณาดูให้เห็น ว่าสิ่งทั้งปวงว่างจากสาระที่ควรเข้ายึดถือนั้น เป็นตัวศาสนาโดย แท้ เป็นหัวใจของการปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนา. เมื่อรู้แจ้ง ว่าทุกสิ่งทุกอย่างว่างจากตัวตนแล้ว ก็เรียกว่ารู้พุทธศาสนาถึง ที่สุด. 75 คำว่า "ว่างจากตัวตน" คำเดียว ก็เป็นการเพียงพอที่ รวบรวมเอาคำว่าอนิจจังทุกขังอนัตตามาไว้ด้วยเสร็จ. เมื่อมัน
น.44 ๓๘ ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่มีส่วนไหนยั่งยืนถาวร ก็เรียก ได้ว่าว่างเหมือนกัน. เมื่อเต็มไปด้วยลักษณะที่ดูแล้วน่าสังเวชใจ ก็แปลว่า ว่างจากส่วนที่เราควรจะเข้าไปยึดถือเอา. เมื่อเรา พิจารณาดูว่าไม่มีลักษณะไหนที่จะคงทนเป็นตัวตนของมันเองได้ เป็นเพียงธรรมชาติที่ผันแปรไปตามกฎของธรรมชาติอัน ไม่ควร เรียกว่าเป็นตัวของมันเองดังนี้ ก็เรียกว่า ว่างจากตัวตนได้. 76 ถ้าบุคคลใดเห็นความว่างของสิ่งทั้งปวงแล้ว ก็จะเกิด ความรู้สึก "ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น" ในสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาทันที. ความรู้สึกไม่อยากเอาไม่อยากเป็นนี่แหละ มีอำนาจเพียงพอที่จะ คุ้มครองคนเรา ไม่ให้ตกไปเป็นทาสของกิเลส หรือของอารมณ์ ทุกชนิด. บุคคลชนิดนี้ไม่สามารถทำความชั่วต่อไป ไม่หลง ใหลพันพัวติดอยู่ในสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือเอนเอียงไป ไปตามสิ่งยั่ว ยวนใจใด ๆ เขาย่อมมีจิตใจเป็นอิสระอยู่เสมอและไม่มีความ ทุกข์. 77 ที่ว่า "ไม่มีอะไรน่าเอาน่าเป็น" นี้ เป็นสำนวน โวหารอยู่สักหน่อย. คำว่า "เอา" และ "เป็น" ในที่นี้ หมายความถึงการเอาหรือเป็นด้วยจิตใจหลงใหล ด้วยจิตใจที่ยึด ถือ ด้วยจิตใจทั้งหมดทั้งสิ้นจริงๆ มิได้หมายความว่าคนเราจะ
น.45 ๓๙ อยู่ได้โดยไม่มีอะไรเป็นอะไรเสียเลย. ตามปกติคนเราจะต้อง เอาอะไรอยู่เป็นประจำ เช่นจะต้องมีทรัพย์สมบัติมีบุตรภรรยา เรือกสวนไร่นา จะต้องเป็นคนดี เป็นผู้แพ้เป็นผู้ชนะหรือเป็น ผู้ถูกเอาเปรียบเป็นต้น จะต้องมีความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เสมอ แต่แล้วทำไมพุทธศาสนาจึงมาสอนให้เราพิจารณาในทางที่ จะไม่เอาไม่เป็น. 78 ข้อนี้หมายความว่า พุทธศาสนาได้ชี้ให้เห็นว่า การเอา การเป็นนั้นเป็นแต่เรื่องสมมติอย่างโลก ๆ อย่างหนึ่ง และเป็นไป ด้วยอำนาจของความไม่รู้ (อวิชชา) นั่นเอง เพราะเมื่อพูดกัน ด้วยความจริงชั้นที่เด็ดขาดที่สุด ซึ่งเรียกว่าขั้นปรมัตถ์แล้ว คนเรา จะเอาอะไรไม่ได้เลย เป็นอะไรไม่ได้เลย เพราะเหตุใด ? เพราะ เหตุว่าทั้งคนที่จะเอาและสิ่งที่ถูกเอานั้นมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ ของใครด้วยกันทั้งนั้น แต่คนที่ไม่รู้เช่นนั้น ย่อมจะต้องมีความ รู้สึกว่า "เราเอา" "เรามี" "เราเป็น" เป็นธรรมดา นี่เป็น สิ่งที่ช่วยไม่ได้. 79 ความรู้สึกว่าเอาว่าเป็นนั่นเอง ได้ทำให้เกิดมีความ หนักใจหรือความทุกข์ขึ้นมา การเอาการเป็น ก็เป็นความอยาก อย่างหนึ่ง คืออยากไม่ให้สิ่งที่ตนกำลังเอากำลังเป็นอยู่นั้นสูญหาย
น.46 ๔๐ หลุดลอยไป ความทุกข์เกิดมาจากความอยากมี อยากเป็น อันรวม เรียกสั้น ๆ ว่าความอยาก ซึ่งเรียกโดยภาษาบาลีว่า "ตัณหา" . 80 การที่อยากก็เพราะไม่รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ เป็นสิ่ง ที่ไม่ควรอยาก มันเป็นความเข้าใจผิดติดมาตามสัญชาตญาณ เกิด มาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็รู้จักอยาก แล้วก็เกิดผลอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา ซึ่งตรงตามที่อยากก็มี ไม่ตรงก็มี. ถ้าได้ผลตามที่อยากก็เกิด อยากให้มากขึ้นไปอีก ถ้าไม่ได้ผลตามที่อยากก็ต้องดิ้นรนทำ อย่างใดอย่างหนึ่งต่อไป จนกว่าจะได้ผลตรงตามที่อยาก. เมื่อ ทำลงไปมันก็ได้ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง เวียนเป็นวงกลมของกิเลส - การกระทำ - ผล (วิบาก) อยู่อย่างนี้ เรียกว่าวัฏฏสงสาร. 81 คำว่าวัฏฏสงสาร นั้นอย่าเพิ่งไปเข้าใจว่า เป็นเรื่อง การวนเวียนชาติโน้น ชาตินี้ ชาตินั้นแต่อย่างเดียว ที่แท้จริงกว่า นั้นเป็นเรื่องการวนเวียนของของ ๓ สิ่ง คือ ความอยาก - การ กระทำตามความอยาก - ผลอย่างใดอย่างหนึ่งมาจากการกระทำนั้น - แล้วไม่สามารถหยุดความอยากต่ออีกได้ - เลยต้องอยากอย่างใด อย่างหนึ่งต่อไปแล้วก็กระทำอีก - ได้ผลมาอีก - เลยส่งเสริมความ อยากอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปอีก เป็นวงกลมอยู่อย่างนี้ไม่มีที่ สิ้นสุด. ท่านเรียกว่าวัฏฏะหรือวัฏฏสงสาร เพราะเป็นวงกลม ที่เวียนวน ไม่มีการสิ้นสุดลงได้. 82
น.47 ๔๑ คนเราต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในวงกลมนี้เอง ถ้า ใครหลุดออกไปจากวงกลมนี้ได้ ก็เป็นอันว่าพ้นไปจาก ความทุกข์ทุกอย่างโดยแน่นอน (นิพพาน) 83 ไม่ว่ากระยาจกเข็ญใจ เศรษฐี มหากษัตริย์ จักรพรรดิ เทวดา พรหม หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่ ล้วนแต่ตกอยู่ในวงกลมนี้ ทั้งนั้น จะต้องมีความทุกข์ทรมานชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเหมาะสม กับความอยากของเขา ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่าในวัฏฏสงสารนี้เต็ม ไปด้วยความทรมานอันใหญ่หลวง. ศีลธรรมหรือจริยธรรม นั้นไม่สามารถแก้ปัญหาข้อนี้ ได้ เลย เราจึงต้องพึ่งตัวแท้ของ พุทธศาสนาที่เป็นหลักธรรมชั้นสูงให้แก้ไขในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ทีเดียว. . ทั้งหมดนี้เราเห็นได้ว่า ความทุกข์นั้นมาจากความ อยาก สมดังที่พระพุทธเจ้าท่านจัดความอยากไว้ในเรื่องอริยสัจจ์ ข้อที่สอง ในฐานะเป็นมูลเหตุให้เกิดความทุกข์ต่าง ๆ โดยตรง. 84 ความอยากมีอยู่ ๓ อย่าง อย่างแรกเรียกว่า กาม- ตัณหา อยากในสิ่งที่รักใคร่พอใจ จะเป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อะไรก็ได้. อย่างที่สองเรียกว่า ภวตัณหา คือความ อยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามที่ตนอยากจะเป็น. อย่างที่สาม เรียกว่า วิภวตัณหา คือความอยากไม่ให้มีอย่างนั้นไม่ให้เป็น
น.48 ๔๒ อย่างนี้. หลักเกณฑ์นี้กล้าท้าให้ใครพิสูจน์หรือแย้งอย่างไรก็ได้ ว่า ยังมีความอยากอะไรอีกบ้าง นอกเหนือไปกว่า ๓ อย่าง ที่กล่าวมานี้. 85 ท่านทั้งหลายจะมองเห็นได้ว่า เมื่อมีความอยากที่ไหน ก็มีความร้อนใจที่นั่น และเมื่อต้องกระทำตามความอยาก ก็ย่อม มีความทุกข์ตามส่วนของการกระทำ ; ได้ผลมาแล้วก็หยุดอยาก ไม่ได้ยังอยากต่อไป ต้องมีความร้อนใจต่อไปอีก เพราะยังไม่เป็น อิสระจากความอยาก ยังต้องเป็นทาสของความอยาก, เหตุฉะนี้ จึงกล่าวว่า คนชั่วทำชั่วเพราะอยากทำชั่ว มันก็มีความทุกข์ไปตาม ประสาคนชั่ว คนดีอยากทำความดี ก็ต้องมีความทุกข์อีกแบบหนึ่ง ตามประสาของคนดี. 86 แต่ข้อนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเป็นการสั่งสอนให้เลิกละ จากการทำความดี เฉพาะในที่นี้ประสงค์จะชี้ให้เห็นว่า ความ ทุกข์นั้นมีอยู่หลายระดับ ละเอียดจนคนธรรมดาเข้าใจไม่ได้ ต้อง พึ่งพาอาศัยสติปัญญาของบุคคลประเภทพระพุทธเจ้า ซึ่งชี้ให้เห็น ว่าเราจะพ้นความทุกข์โดยสิ้นเชิง ด้วยลำพังเพียงการกระทำ ความดีอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ ยังจะต้องทำบางสิ่งที่ยิ่งหรือ เหนือไปกว่าการทำความดี ซึ่งได้แก่การทำจิตให้หลุดพ้นไปจาก
น.49 ๔๓ การเป็นบ่าวเป็นทาสของความอยากทุกชนิดนั่นเอง. นี่เป็น ใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งไม่มีทางแพ้ศาสนาใด ๆ ในโลก อันจะไม่อาจเข้ามาเทียบสู้หรือเคียงคู่ได้ในส่วนนี้ จึงเป็น สิ่งที่ต้องจำไว้ให้แม่นยำ. 87 เอาชนะความอยากทั้ง ๓ อย่าง ที่กล่าวแล้วได้ นั่นแหละ จึงจะเป็นความพ้นจากความทุกข์ หรือหมด ความทุกข์โดยประการทั้งปวง. 88 เราจะกำจัด หรือดับระงับ หรือ ตัดรากเง่าของความ อยากให้หมดสิ้นเชิงได้อย่างไร? คำตอบก็คือว่าให้พิจารณา เห็นความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตน จนมอง เห็นว่าไม่มีอะไรที่น่าอยากนั่นเอง. มันมีอะไรบ้างที่น่าเอาน่า เป็น ซึ่งเมื่อเอาหรือเป็นเข้าแล้ว จะไม่โยนความทุกข์ชนิดใด ชนิดหนึ่งมาใส่ให้บุคคลนั้น : ขอให้ตั้งปัญหาถามขึ้นอย่างนี้ ได้ อะไรหรือเป็นอะไรบ้างที่จะไม่นำมาซึ่งความหนักอกหนักใจ ? 89 ขอให้ลองคิดดู การได้บุตรได้ภรรยานำเอาความ เบากายเบาใจมาให้ หรือเอาภาระหลายอย่างมาให้ ? การได้ ตำแหน่งหน้าที่ เป็นการได้มาซึ่งความสงบเย็น หรือได้มาซึ่ง ภาระหนัก ๆ โดยนัยนี้ จะเห็นได้โดยง่าย ว่าล้วนแต่นำมาซึ่ง
น.50 ๔๔ ภาระและหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ. ทั้งนี้เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนแต่เป็นภาระ เพราะความ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ความไม่ใช่ตัวตนของมันนั่นเอง. เมื่อเรา ได้อะไรมา เราก็จำต้องจัดการกับสิ่งนั้น ๆ ให้มันคงอยู่กับเรา ให้เป็นไปตามใจเราหรือมีประโยชน์แก่เรา แต่แล้วสิ่งนั้น ๆ ตามปกติมันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่เป็นของใคร คือไม่รู้ ไม่ชี้ต่อความประสงค์มุ่งหมายของบุคคลใด มีแต่จะเปลี่ยนแปลง ไปตามเหตุตามวิสัยของมันเอง การพยายามของคนเราจึงเป็น การต่อสู้ หรือเป็นการต้านกฎแห่งความเปลี่ยนแปลงของสิ่ง เหล่านั้น ฉะนั้น จึงเกิดเป็นการยากลำบาก หรือเป็นการทน ทรมานในการที่จะเป็นอยู่ หรือการทำสิ่งทั้งหลายทั้งปวงให้เป็น ไปตามความประสงค์ของเรา. 90 อุบายซึ่งจะจัดการกับสิ่งทั้งหลายทั้งปวง ที่ไม่น่าเอา ไม่น่าเป็นนั้น มีอยู่. ข้อนี้ได้แก่การพิจารณาให้ลึกซึ้งจนพบ ความจริงว่า เมื่อยังมีกิเลสตัณหา ความรู้สึกในการเอาการเป็นนั้น ย่อมมีลักษณะไปอย่างหนึ่ง. ถ้าไม่มีกิเลสตัณหา มีแต่ปัญญา ซึ่งรู้จักถูกต้องดีว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว ความรู้สึกในการเอา การ เป็น หรือการได้ของบุคคลนั้น ย่อมอยู่ในลักษณะอีกแบบ หนึ่ง. 91
น.51 ๔๕ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การกินอาหาร ถ้ากินด้วยตัณหา หรือความอยากในความเอร็ดอร่อย การกินอาหารของผู้นั้นต้อง มีอาการซึ่งต่างจากบุคคลซึ่งไม่กินอาหารด้วยตัณหา แต่กินด้วย สติสัมปชัญญะ หรือปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไร. นี้ก็เป็นคน ด้วยกัน แต่คนหนึ่งกินด้วยตัณหา อีกคนหนึ่งกินด้วยความ รู้สึกตัว ด้วยสติปัญญา การกินจะต้องผิดกัน, กิริยาอาการที่กิน และความรู้สึกในขณะกินก็จะต้องผิดกัน ; และในที่สุดผลอัน เกิดจากการกินก็จะต้องผิดกัน. 92 เราต้องทำความเข้าใจในข้อที่ว่า แม้จะไม่ต้องมีตัณหา หรือความอยากในรสอร่อย คนเราก็กินอาหารได้ พระอรหันต์ หรือพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่มีกิเลสตัณหาเลย ก็ยังทำ อะไร ๆ ได้ เป็นอะไร ๆ ก็ได้ ยังทำงานมากกว่าพวกเราซึ่งมี กิเลสตัณหา ท่านทำด้วยอำนาจของอะไร ? เหมือนกับพวกเราที่ ทำด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาอยากเป็นนั่นเป็นนี่หรือ ? 93 คำตอบก็คือท่านทำด้วยอำนาจของปัญญา คือความรู้ที่ แจ่มแจ้งถึงที่สุดว่าอะไรเป็นอะไร ผิดแปลกแตกต่างจากพวกเรา ซึ่งทำอะไร ๆ ด้วยตัณหา ผลที่เกิดขึ้นนั้นคือพวกเราก็เป็นทุกข์กัน ตลอดเวลา แต่ส่วนท่านไม่มีความทุกข์เลย ท่านไม่อยากได้อะไร
น.52 ๔๖ ไม่อยากเอาอะไร ผลก็ไปได้แก่คนทั้งหลายเหล่าอื่น ด้วยความ เมตตาของท่านนั่นเอง ท่านมีปัญญาเป็นเครื่องบอกว่านี้ควรจะทำ แทนที่จะอยู่เฉย ๆ ฉะนั้น ท่านจึงทำการสืบอายุพระศาสนามาจน ถึงพวกเราได้ และทั้งทำประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย. 94 ร่างกายและจิตใจซึ่งปราศจากกิเลสตัณหา ก็ แสวงหาและบริโภคอาหารได้ด้วยปัญญา ไม่แสวงและบริโภค ด้วยกิเลสตัณหาเหมือนแต่ก่อน. เมื่อเราหวังจะเป็นผู้พ้นทุกข์ ตามรอยทางของพระพุทธเจ้าหรือของพระอรหันต์ทั้งหลาย เราก็ ควรฝึกฝนตัวในการที่จะทำอะไรลงไปด้วยปัญญา อย่าทำไปด้วย อำนาจกิเลสตัณหา. ถ้าเป็นคนศึกษาเล่าเรียนก็ศึกษาไปด้วย ความรู้ผิดชอบชั่วดี ว่ามันเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษา. ถ้าประกอบการงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ทำไปด้วยความรู้สึกผิด ชอบชั่วดี ว่าเป็นสิ่งที่ทุกคนควรกระทำและทำให้ดีที่สุด ด้วย ความเยือกเย็นเท่าที่สติปัญญาจะอำนวยให้. 95 ถ้าทำไปด้วยตัณหามันร้อนใจเมื่อกำลังทำ และร้อนใจ เมื่อทำเสร็จแล้ว ; แต่ถ้าทำด้วยอำนาจของปัญญาควบคุมอยู่ จะไม่ร้อนใจเลย. ผลแตกต่างกันอย่างนี้; ฉะนั้น เราจำเป็น ต้องรู้อยู่เสมอว่า สิ่งทั้งหลายโดยที่แท้แล้วเป็น อนิจจัง ทุกขัง
น.53 ๔๗ อนัตตา ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น จะเข้าไปเกี่ยวข้องก็เข้าไปด้วยปัญญา ; การกระทำของเราก็จักไม่ตกหล่มของกิเลสตัณหา. 96 การทำด้วยสติปัญญาจะไม่มีความทุกข์ตั้งแต่เบื้องต้นจน ปลาย จิตใจไม่มีความหลงยึดถืออย่างหลับหูหลับตา ว่าเป็นของ น่าเอาน่าเป็น ทำไปด้วยจิตว่าง ปล่อยให้เป็นไปตามขนบ ธรรมเนียมประเพณีหรือตามกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น เรามีที่ดิน เป็นทรัพย์สมบัติอยู่ เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้สึกที่เป็นตัณหาไป ยึดถือในสิ่งนั้น จนถึงกับหนักอกหนักใจแผดเผาหัวใจ กฎหมาย ยังคงคุ้มครองที่ดินผืนนั้น ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเราอยู่นั่นเอง เราไม่ต้องทุกข์ร้อนวิตกกังวล มันไม่หลุดมือหายไปไหน. 97 แม้ว่าจะมีใครมาแย่งชิงก็ยังคงทำการต้านทานป้องกัน ได้ด้วยสติปัญญา ไม่ต้องต้านทานด้วยกิเลสตัณหาให้เร่าร้อนด้วย ไฟคือโทสะ ยังอาศัยอำนาจกฎหมายทำการต้านทานได้โดยไม่ต้อง มีความทุกข์ เราก็ยังคงรักษาคุ้มครองเอาไว้ได้. แต่ถ้าหากว่า มันจะหลุดมือไปจริง ๆ เราจะมีกิเลสตัณหาหรือไม่มีก็ตาม มันก็ ช่วยไม่ได้ เพราะว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่เป็นนิจ ; คิดเสียดังนี้ มันก็ไม่ต้องทุกข์ร้อนอะไร. 98
น.54 ๔๘ แม้ "การเป็น" ก็เหมือนกัน ไม่ต้องไปยึดถือในการ ได้เป็นนั่นเป็นนี่ เพราะว่าโดยที่แท้แล้วไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลย ล้วนแต่นำมาซึ่งความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งนั้น. 99 อุบายง่าย ๆ ที่เราจะต้องพิจารณา ซึ่งเรียกว่าวิปัสสนา หรือเป็นการปฏิบัติธรรมโดยตรงก็คือ พิจารณาให้เห็นว่าไม่มี อะไรที่น่าเป็น หรือไม่มีการเป็นอะไรที่น่าสนุกเลย ท่านทั้งหลาย ลองตั้งปัญหาสำหรับพิจารณาในข้อนี้ดูว่าการเป็นอะไรบ้างที่น่า สนุก ? เช่นเป็นบุตร เป็นบิดา มารดา เป็นสามี เป็นภรรยา เป็นนายเขาเป็นบ่าวเขาสนุกไหม ? ตลอดถึงว่าเป็นคนเอาเปรียบ เขาหรือโกงเขาเป็นคนชนะเขาสนุกไหม ? เป็นมนุษย์สนุกไหม ? กระทั่งว่าเป็นเทวดาเป็นพรหมสนุกไหม ? 100 ถ้าท่านมีความรู้ว่าอะไรเป็นอะไรอย่างแท้จริงแล้ว ทุกอย่างล้วนแต่ไม่มีอะไรที่น่าสนุกเลย เราต้องทนทำทนเป็น ทนเอาทนอยู่โดยไม่รู้สึกตัว แล้วทำไมเราจะต้องไปมอบกาย ถวายชีวิต หลงใหลเอาหลงใหลเป็น หรือทำไปด้วยอำนาจของ กิเลสตัณหา ? เราควรจะมีความรู้ที่ถูกต้องในสิ่งเหล่านี้ แล้วมี ชีวิตอยู่ด้วยปัญญาเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้นในอาการที่จะให้ เป็นทุกข์น้อยที่สุด หรือไม่ให้เป็นทุกข์เลยยิ่งดี. 101
น.55 ๔๙ อีกประการหนึ่ง เราจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่ ร่วมกันในโลก จะเป็นมิตรสหาย แม้ที่สุดบุตรภรรยาผู้ใกล้ชิด สนิทสนม ว่าสิ่งทั้งปวงมันเป็นอย่างนี้ ให้เขามีความเข้าใจที่ ถูกต้องเหมือนกับเรา แล้วก็จะไม่มีอะไรขัดขวางกันในครอบครัว ในบ้านในเมือง ตลอดถึงในโลก ต่างคนต่างมีจิตใจที่ไม่ ยึดมั่นหลงใหลในสิ่งใด ๆ หรือในกันและกันด้วยอำนาจกิเลส ตัณหา แต่ว่าคงมีชีวิตเป็นอยู่ด้วยอำนาจของปัญญา โดยมองเห็น ชัดอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่จะยึดถือจริงจังได้. 102 ทุกคนให้มีความรู้สึกว่า สิ่งทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่มีอะไรเป็นของตนอย่างแท้จริง ไม่น่าหลงด้วยกำลังใจทั้งหมด ทั้งสิ้น ควรยับยั้งด้วยปัญญา เรียกว่าเป็นผู้อยู่ด้วยปัญญา มี ความเห็นถูกต้องตามคำสอนแห่งพระพุทธศาสนา จึงสมควรจะ เรียกว่าเป็นพุทธบริษัทโดยแท้จริง. 103 แม้จะไม่เคยบวชไม่เคยรับศีล แต่ก็เป็นบุคคลที่เข้าถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแท้จริง เขามีจิตใจอย่าง เดียวกับ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือความสะอาดสว่าง สงบในใจ เพราะเหตุที่ไม่ยึดถือในสิ่งใด ว่าน่าเอาหรือน่าเป็น นั่นเอง เขาจึงเป็นพุทธบริษัทขึ้นมาได้โดยสมบูรณ์อย่างง่ายดาย
น.56 ๕๐ และโดยแท้จริง ด้วยอาศัยอุบายวิธีที่ถูกต้อง ที่พิจารณามองเห็น ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน ของตัว ของตน จนเกิดความรู้สึกว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นสักอย่าง เดียว. 104 ความชั่วที่เป็นชั้นทรามที่สุด ก็มาจากความอยากเอา อยากเป็น ด้วยอำนาจกิเลสตัณหา. ความชั่วที่เบาขึ้นมาก็ทำกัน ด้วยอำนาจของความรู้สึกที่เบาด้วยกิเลสตัณหา ความดีทั้งปวงก็ ทำกันด้วยตัณหาชนิดที่ดีที่ประณีตละเอียดสูงขึ้นไป เป็นความ อยากเอาอยากเป็นในชั้นดี. แม้ความดีถึงที่สุดก็ทำด้วยตัณหาที่ ประณีตละเอียดที่สุดจนคนไม่ถือว่าเป็นความชั่วเลย แต่แล้วก็ ยังไม่พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ ; เพราะฉะนั้น ผู้ที่พ้นทุกข์ ถึงที่สุดกล่าวคือพระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่หมดจากการกระทำด้วย อำนาจของตัณหา และกลายเป็นบุคคลที่ทำชั่วก็ไม่ได้ ทำได้แต่ สิ่งที่เหนือไปกว่าความชั่วและความดี คือมีใจอิสระอยู่เหนือ ความครอบงำของค่าของความชั่วและความดี จึงจะไม่มีความทุกข์ เลย. 105 หลักของพุทธศาสนามีอยู่อย่างนี้. เราจะทำได้หรือ ไม่ได้ก็ตาม ปรารถนาหรือไม่ปรารถนาก็ตาม แนวของความ
น.57 ๕๑ พ้นทุกข์ย่อมมีอยู่ดังนี้. วันนี้ยังไม่ปรารถนา วันหน้าก็จะต้อง ปรารถนา เพราะว่าเมื่อได้ละความชั่วเสร็จแล้ว ความดีก็ได้ทำ เต็มเปี่ยมดีแล้ว จิตยังหม่นหมองด้วยตัณหาชั้นประณีตบางประการ อยู่และก็ไม่รู้จักจะดับด้วยวิธีใด นอกจากพยายามอยู่เหนืออำนาจ ตัณหา คืออยู่เหนือการที่จะไปอยากได้อยากเป็นทั้งในสิ่งที่ชั่ว หรือที่ดีก็ตาม. ต้องไม่มีความอยากโดยสิ้นเชิง จึงจะ พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ (นิพพาน). 106 สรุปความว่า การรู้อะไรว่าเป็นอะไรถึงที่สุดนั้น คือ รู้ว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวของตน. เมื่อรู้โดยแท้ จริงแล้ว ก็จะเกิดความรู้ชนิดที่จิตใจจะไม่อยากได้อะไร ไม่อยาก เป็นอะไรด้วยความยึดถือ ; แต่ถ้าต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งใด ๆ ที่เรียกกันว่า "ความมี - ความเป็น" บ้าง ก็เข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยสติสัมปชัญญะ โดยอำนาจของปัญญา ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย อำนาจของตัณหา เพราะฉะนั้น จึงไม่มีความทุกข์. 107
Buddhadasa