น.58 เราจะปลีกตัวถอนตัวออกเสียจากสิ่งทั้งหลาย ที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ได้อย่างไร ? คำตอบก็คือจะต้องศึกษา ว่าอะไรเป็นเหตุให้เราอยากจะเข้าไปติดยึดในสิ่งเหล่านั้น ! เมื่อรู้ ต้นเหตุเราอาจจะตัดการยึดติดเสียได้. กิเลสซึ่งเป็นความยึดถือ ในสิ่งทั้งปวงนั้น ในพุทธศาสนาเรียกว่า "อุปาทาน" แปลว่า ความยึดติด จำแนกเป็น ๔ ประการด้วยกัน. 108 ๑. กามุปาทาน (ยึดมั่นโดยความเป็นกามหรือของรัก ของใคร่ทั่วไป) เห็นได้จากการที่คนเราตามธรรมดา มีความ ติดพันในสิ่งที่รักที่พอใจ ไม่ว่าจะเป็น รูป เสียง กลิ่น รส และ สัมผัส. สัญชาตญาณของคนเรา ย่อมรู้สึกสนุกสนานเพลิด เพลิน หรือเอร็ดอร่อยในกามารมณ์ ๕ อย่างนี้. ตามหลักธรรม ๕๒
น.59 ๕๓ ในพุทธศาสนาขยายออกไปเป็น ๖ คือมี "ธรรมารมณ์" เพิ่ม ขึ้นอีกอย่างหนึ่ง หมายถึงสิ่งที่ผุดขึ้นในใจ จะเป็นอดีตปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้ เกี่ยวกับวัตถุภายนอกหรือภายในก็ได้ เป็น เพียงคิดฝั่นก็ได้ แต่ทำให้เกิดความเอร็ดอร่อยเพลิดเพลินทาง จิตใจในขณะที่รู้สึก. 109 พอคนเกิดมาได้รู้รสของกามารมณ์ทั้ง ๖ นี้ ก็ยึดติดใน อารมณ์นั้น และยึดยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ อย่างแน่นแฟ้น เหลือวิสัย ที่คนธรรมดาจะถอนได้ ฉะนั้น จึงเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องมี ความรู้ความเข้าใจให้ถูกต้อง และประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องต่อสิ่ง เหล่านั้น ; มิฉะนั้น ความยึดติดนี่แหละจะนำไปสู่ความพินาศ ฉิบหาย. ขอให้เราพิจารณาดูความพินาศฉิบหายของคนทั่ว ๆ ไป ตามปกติจะเห็นว่ามีมูลมาจากความยึดถือมั่นในสิ่งที่น่ารักอย่างใด อย่างหนึ่งดังกล่าวแล้ว. ทุกอย่างที่มนุษย์ปุถุชนทำกันอยู่ ไม่ ว่าอะไร ล้วนแต่มีมูลมาจากกามารมณ์ทั้งนั้น : คนเราจะรักกัน โกรธกัน เกลียดกัน อิจฉาริษยาฆ่าพันกัน หรือฆ่าตัวเองตาย ก็ตาม ก็จะต้องมีมูลมาจากกามารมณ์. 110 การที่มนุษย์ต้องทำงานขวนขวายหรือทำอะไรก็ตาม เราอาจจะสืบสาวเรื่องราวไป แล้วจะพบว่าเขามีความอยาก ใคร่ จะได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เขาอุตส่าห์เล่าเรียนหรือประกอบอาชีพ
น.60 ๕๔ ก็เพื่อให้ได้ผลมาจากอาชีพ แล้วไปจัดหาความสบายในทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มาบำรุงบำเรอตน. แม้แต่เรื่องทำบุญ อธิษฐานให้ไปสวรรค์ก็มีมูลมาจากความหวังในทาง กามารมณ์ ทั้งนั้น. รวมความแล้ว ความยุ่งยากปั่นป่วนของโลกทั้งสิ้น มีมูลมาจากกามารมณ์นั่นเอง. 111 กามารมณ์มีอำนาจร้ายกาจ ถึงเพียงนี้ ก็เพราะอำนาจ ของกามุปาทาน คือความยึดมั่นติดมั่นอย่างเหนียวแน่นในกาม ตัวนี้เองพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้เป็นอุปาทานข้อต้น เป็นปัญหา เกี่ยวกับโลกโดยตรง โลกจะวินาศฉิบหายหรือจะเป็นอะไรก็ตาม ย่อมมีมูลมาจากกามุปาทานนี้โดยเฉพาะ. เราควรจะพิจารณาตัว เราเองว่าเรามีความติดในกามอย่างไร เหนียวแน่นเพียงไร จะ เหลือวิสัยที่เราจะละได้จริง ๆ หรือไม่. 112 ถ้าว่ากันทางคดีโลก แล้วการติดกามกลับจะเป็น ประโยชน์อย่างใหญ่หลวง เพราะจะทำให้รักครอบครัว ทั้งยัง ทำให้ขยันขันแข็งในการแสวงหาทรัพย์และชื่อเสียง ฯลฯ แต่ถ้า มองกันในแง่ของธรรมะ จะรู้สึกว่าเป็นทางมาแห่งความทุกข์ ทรมานอันเร้นลับ ; เพราะฉะนั้น ในทางธรรมะ ความติดกาม จึงเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม และถึงกับเป็นสิ่งที่จะต้องละกันให้หมด สิ้นในที่สุด จึงจะหมดความทุกข์ทั้งปวงได้. 113
น.61 ๕๕ ๒. ทิฏฐุปาทาน (ยึดติดเป็นทิฏฐิหรือความคิดเห็น ที่ตนมีอยู่เดิม ๆ) เป็นสิ่งที่พอจะมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ยาก : พอ เราเกิดมาในโลก เราก็ได้รับการศึกษาอบรมให้เกิดเป็นความคิด เห็นชนิดที่มีไว้สำหรับยึดมั่นไม่ยอมใครง่ายๆ นี้เรียกว่าทิฏฐิ. ลักษณะที่ยึดความคิดความเห็นของตนนี้ เป็นไปตามธรรมชาติ เราไม่ติเตียนกันนัก และเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ แต่เป็นโทษภัยที่ ร้ายกาจไม่น้อยไปกว่าการยึดติดในของรักของใคร่. ถ้ายึดติด ในความคิดความเห็นเดิม ๆ ของตัวอย่างดื้อดึงแล้ว ก็อาจถึง กับจะต้องได้รับความวินาศ ; เราจึงจำเป็นจะต้องปรับปรุง ทิฏฐิของเราให้ถูกให้ดีให้สูงยิ่งขึ้น คือจากความเห็นผิดให้กลาย มาเป็นความเห็นถูกต้อง และยิ่งขึ้น ๆ จนถึงที่สุด ชนิดที่รู้ อริยสัจจ์ดังที่ได้บรรยายมาแล้ว. 114 ทิฏฐิที่เป็นความคือถือรั้นนั้น มีมูลมาจากหลายทาง แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้ว มักจะเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี หรือลัทธิศาสนาเป็นส่วนใหญ่. ทิฏฐิดื้อรั้นเป็นของส่วนตัวเอง ล้วน ๆ นั้นยังไม่เท่าไร เพราะไม่มากมายเหมือนที่มาจากขนบ ธรรมเนียมประเพณีที่คนถือกันมา ที่ค่อย ๆ อบรมสะสมกัน มากขึ้น ๆ. 115
น.62 ๕๖ ทิฏฐิต่าง ๆ นี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้ (อวิชชา). เมื่อ ไม่รู้ก็มีความเข้าใจเอาเองตามความโง่เดิม ๆ ของตน เช่นว่าสิ่งนี้ น่ารักน่ายึดถือ สิ่งนี้เที่ยงแท้ถาวรเป็นความสุข เป็นตัวเป็นตน แทนที่จะเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงมายาหลอกลวงตา เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้เป็นต้น อะไร ๆ ที่ตนเข้าใจมา แล้วละก็ ต้องไม่ยอมรับว่าผิด ทั้ง ๆ ที่บางทีตัวก็เห็นอยู่ว่าผิด แต่ก็ไม่ยอม. 116 ความเป็นผู้ดื้อดึงซึ่งหน้าอย่างนี้ นับว่าเป็น อุปสรรค หรือศัตรูของเราอย่างยิ่ง. มันทำให้เราไม่ สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น หรือไม่สามารถ เปลี่ยนความเห็นผิด ในลัทธิศาสนา หรือความเชื่ออื่น ๆ ที่เคยหลงเชื่อมาแล้วแต่เดิม. 117 ปัญหานี้ย่อมจะเกิดแก่บุคคลผู้ถือลัทธิศาสนาที่ยังต่ำ ๆ อยู่ ทั้ง ๆ ที่ตนเห็นว่าต่ำหรือผิด ก็เปลี่ยนไม่ได้ เพราะเขามัก ถือเสียว่าบิดามารดา ปู่ย่า ตายาย เคยถือกันมา. หรือถ้าไม่มี เหตุผลอะไรสำหรับแก้ตัวขึ้นมาจริงๆ ก็ว่าเป็นสิ่งที่เคยถือกันมา นานนมแล้ว เป็นต้น. เพราะเหตุนี้เองพุทธศาสนาจึงถือว่า ทิฏฐินั้น เป็นกิเลสตัวร้ายกาจ เป็นสิ่งที่น่าอันตรายที่สุดอย่าง
น.63 ๕๗ หนึ่ง ซึ่งจะต้องพยายามทำอย่างยิ่ง ให้หมดไป มิฉะนั้น ตนก็ จะไม่ได้อะไรที่ดีขึ้นเลย. 118. ๓. สีลัพพัตตุปาทาน (ยึดติดเป็นวัตรปฏิบัติที่มุ่ง หมายผิดทาง) หมายถึงความถือมั่นในการประพฤติการกระทำที่ ปรัมปราสืบกันมาอย่างงมงายไร้เหตุผล หรือที่คนนิยมเรียกกันว่า ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ คิดกันว่าเป็นสิ่งที่เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ และจะ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง. 119 คนไทยเราทั่วไปก็มีสิ่งนี้กันไม่น้อยกว่าชนชาติอื่น มี การถือเครื่องรางของขลังลัทธิเคล็ดลับต่าง ๆ เช่นตื่นนอนขึ้นมา จะต้องเสกน้ำล้างหน้า จะถ่ายอุจจาระก็ต้องผินหน้าทิศนั้นทิศนี้ จะบริโภคอาหารหรือจะนอน. ก็ต้องมีเคล็ดมีพิธี เชื่อผีสางเทวดา ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นต้น เป็นการปฏิบัติที่ไร้เหตุผล อย่างยิ่ง. ไม่คำนึงถึงเหตุผล คงมีแต่ความยึดถือมั่นตามตำรา บ้าง เคยทำมาแล้วไม่ยอมเปลี่ยนแปลงบ้าง. แม้ที่อ้างตนเอง ว่าเป็นพุทธบริษัท อุบาสกอุบาสิกา ก็ยังยึดมั่นถือกันไว้คนละ อย่างสองอย่าง. หรือ แม้ที่เรียกตัวเองว่าเป็นพระภิกษุสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ก็ยังมีการยึดถือในทำนองนี้ด้วยอุปาทาน. ยิ่งเป็นลัทธิศาสนาที่ถือพระเป็นเจ้า ถือเทวดาถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย แล้วจะมีการถือชนิดนั้นมากทีเดียว. 120
น.64 ๕๘ สำหรับชาวพุทธเราไม่น่าจะมีอย่างนั้นเลย 121 ข้อนี้เป็นเพราะเมื่อประพฤติธรรมข้อใดข้อหนึ่งแล้ว ไม่ทราบความมุ่งหมายเดิม ไม่คำนึงถึงเหตุผล ได้แต่เหมา สันนิษฐานเชื่อเอาเสียว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ; ฉะนั้น คนเหล่านี้จึง สมาทานศีลหรือประพฤติธรรมแต่เพียงตามแบบฉบับตามประเพณี ตามตัวอย่างที่ปรัมปราสืบกันมาเท่านั้น ไม่ทราบเหตุผลของสิ่ง นั้น ๆ เพราะประพฤติมาจนชิน การยึดถือจึงเหนียวแน่นเป็น การติดชนิดที่แก้ไขยาก อันนี้เรียกว่าการยึดติดในการปฏิบัติที่ เคยกระทำสืบกันมาอย่างผิด ๆ หรืออย่างงมงายไร้เหตุผลอย่างแท้ จริง. 122 แม้วิปัสสนากรรมฐาน หรือสมถกรรมฐาน อย่างที่ กำลังประพฤติปฏิบัติกันอยู่ในเวลานี้ก็ตาม ถ้าทำไปด้วยความไม่ รู้เหตุผลต้นปลาย ไม่รู้ความมุ่งหมายอันแท้จริงแล้ว ก็ต้องเป็น ไปด้วยอำนาจของการยึดถือโดยมุ่งหมายผิด เป็นความโง่เขลา ชนิดหนึ่ง โดยไม่ต้องสงสัย. 123 แม้ที่สุดจะรับศีลห้า ศีลแปด ศีลสิบ หรือศีลเท่าใด ก็ตาม ถ้ารักษาโดยคิดว่าจะเป็นผู้ขลัง เป็นผู้วิเศษศักดิ์สิทธิ์จะมี อำนาจฤทธิ์เดชอะไรขึ้นมาแล้ว ก็กลายเป็นกิจวัตรที่มุ่งผิดทาง
น.65 ๕๙ ทำไปโดยอำนาจสีลัพพัตตุปาทานนี้ทั้งนั้น ไม่ต้องกล่าวถึงการ ประพฤติแปลก ๆ ของพวกภายนอกพุทธศาสนาก็ได้ ฉะนั้น จึง จำเป็นต้องระมัดระวังให้มาก ๆ. 124 การประพฤติปฏิบัติตามหลักของธรรมะในพระพุทธ- ศาสนานั้น จะต้องให้ถูกไปตั้งแต่เริ่มมีความคิด ความเห็น ความพอใจในผลของการทำลายกิเลสไปตั้งแต่ต้นทีเดียว ความ ประพฤติปฏิบัตินั้นจึงจะไม่เป็นความงมงายที่นอกลู่นอกทางไร้ เหตุผล และเสียเวลาปฏิบัติ. 125 ๔. อัตตวาทุปาทาน (ยึดมั่นโดยความเป็นตัวเป็น ตน) ความยึดมั่นว่าตัวว่าตนนี้เป็นสิ่งสำคัญ และเป็นสิ่งเร้น ลับอย่างยิ่ง. สิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดย่อมจะรู้สึกว่ามันเป็นตัวตนของ มันอยู่ดังนี้เสมอไปอย่างช่วยไม่ได้ เพราะมันเป็นสัญชาตญาณ ชั้นต้นที่สุดของสิ่งที่มีชีวิต และเป็นมูลฐานของสัญชาตญาณอื่น ๆ เช่นสัญชาตญาณหาอาหารการกิน สัญชาตญาณต่อสู้อันตราย หลบ หนีอันตราย สัญชาตญาณสืบพันธุ์ และอื่น ๆ อีกมาก ซึ่งล้วนแต่ อาศัยสัญชาตญาณแห่งการรู้สึกยึดถือว่าเป็นตัวมันทั้งนั้น มันต้อง ยึดมั่นว่ามีตัวเราเสียก่อนจึงจะไม่อยากตาย มันจึงอยากหาอาหาร มาเลี้ยงร่างกาย อยากต่อสู้เอาตัวรอดหรืออยากจะสืบพันธุ์ของ มันไว้. 126
น.66 ๖๐ ความยึดถือว่ามีตัวตนนี้มีประจำอยู่ในสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจะมีชีวิตรอดมาไม่ได้ ; แต่พร้อมกันนั้น มันก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ในการแสวงหาอาหาร ในการ ต่อสู้ ในการสืบพันธุ์ หรือในการทำอะไรทุก ๆ อย่าง ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มันเป็นมูลฐานแห่งความทุกข์ทั้งปวงด้วย. 127 ข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้เป็นใจความ โดยสรุปสั้น ที่สุดว่า "สิ่งต่าง ๆ ที่คนมีอุปาทานไปยึดอยู่นั่นแหละ เป็นตัวความทุกข์ หรือเป็นมูลเหตุแห่งความทุกข์" หรือ “ร่างกาย และจิตใจที่คนเข้าไปยึดถือด้วยอุปาทานอยู่ นั่นแหละเป็นความทุกข์". 128 อุปาทานข้อนี้เป็นต้นกำเนิดของชีวิตและเป็นต้นกำเนิด ของความทุกข์ต่าง ๆ. คำที่ว่า "ชีวิตคือความทุกข์-ความทุกข์คือ ชีวิต" ท่านก็หมายความถึงข้อนี้เอง. การที่เรารู้จักมูลกำเนิด ของชีวิตและของความทุกข์ น่าจะถือว่าเป็น การรู้ในสิ่งที่ลึกซึ้ง ที่สุดและรู้ถึงที่สุด เพราะว่าเป็นทางทำให้เราสามารถกำจัดความ ทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด. ข้อนี้อยากจะอวดด้วยว่าเป็นวิชาความรู้ เฉพาะของพุทธศาสนาเท่านั้น ไม่อาจพบได้ในศาสนาอื่น ๆ ที่มี อยู่ในโลกนี้เลย. 129
น.67 ๖๑ เกี่ยวกับอุปาทาน, วิธีปฏิบัติที่ให้ประโยชน์มากที่สุด เท่าที่จะทำได้นั้น จะต้องอาศัยการรู้จักตัวความยึดติด โดยเฉพาะ อัตตวาทุปาทานให้มากเป็นอย่างยิ่ง ; เพราะว่ามันเป็นมูลฐาน ของชีวิต เป็นสิ่งที่มีขึ้นเอง เป็นเอง ประจำอยู่เสร็จแล้วในตัว โดยไม่ต้องมีใครมาสอนอะไรกันอีก. 130 เด็ก ๆ หรือลูกสัตว์เล็ก ๆ พอเกิดมาจากท้องแม่ ก็มี สัญชาตญาณอันนี้มาด้วยเสร็จ. เราจะเห็นได้ว่าลูกสัตว์เล็ก ๆ เช่นลูกแมว รู้จักขู่ฟู่ ๆ ในเมื่อเราเข้าไปใกล้มัน มันมีอะไรที่เป็น ตัวเป็นตนประจำอยู่ในใจ ฉะนั้น จึงช่วยไม่ได้ที่จะไม่ให้อุปาทาน ข้อนี้แสดงอิทธิพลออกมา. ทางที่ทำได้อย่างเดียวก็คือควบคุม กันไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนกว่าจะเจริญด้วยวิชาความรู้ ในทางธรรมะ อย่างที่เรียกได้ว่า ตัดให้ขาดลงไปด้วยหลักที่ พุทธศาสนาสอนไว้ จนเราชนะสัญชาตญาณข้อนี้. 131 ถ้ายังเป็นคนธรรมดา คือเป็นปุถุชนอยู่แล้ว ย่อมไม่มี ทางที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้เลย มีแต่พระอริยเจ้าอันดับ สุดท้าย คือ พระอรหันต์เท่านั้นที่จะเอาชนะสัญชาตญาณข้อนี้ได้. เราต้องเข้าใจว่าไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อยเลย เพราะเป็นปัญหา สำคัญของสิ่งที่มีชีวิตทั่ว ๆ ไปทั้งสิ้น. ถ้าเราต้องการจะเป็น
น.68 ๖๒ พุทธบริษัทเต็มตัว กล่าวคือให้ได้รับประโยชน์จากพระพุทธ- ศาสนาโดยครบถ้วนแล้ว ก็จำต้องศึกษาเรื่องนี้ และเอาชนะ ความเข้าใจผิดในข้อนี้ให้ได้มากที่สุด เราจึงจะมีความทุกข์ลดน้อย ลงตามลำดับ ๆ. 132 การที่เรารู้ความจริง ของสิ่งที่เป็นเรื่องประจำวันของ เรานั้นนับว่าเป็นมหากุศลหรือความฉลาดที่สุดอย่างหนึ่ง จึงใคร่ ขอรบเร้าท่านทั้งหลายให้สนใจในเรื่องอุปาทานทั้งสี่ อันเป็น เรื่องแสดงให้เห็นว่า ทั้ง ๆ ที่สิ่งทั้งปวงเป็นสิ่งที่ไม่น่ายึดถือไม่น่า เอาไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เราทั้งหลายก็ยังตกเป็นบ่าวเป็น ทาสของมันอย่างเหนียวแน่น เพราะอำนาจของอุปาทานทั้งสี่นี้ เอง ฉะนั้นเราจะต้องศึกษาให้รู้จักสิ่งที่เป็นอันตรายเป็นพิษร้าย นี้ให้มากที่สุด. สิ่งนี้มิได้แสดงตัวเป็นพิษเป็นอันตรายอย่างการ ลุกโพลง ๆ ของไฟ หรือรู้จักได้ง่าย ๆ เช่นอาวุธหรือยาพิษ แต่ มันเร้นลับแนบเนียนอยู่ในลักษณะเป็นของหวานเอร็ดอร่อยหอม หวนยวนใจ เป็นของสวยงาม เป็นของไพเราะทั้งนั้น. 133 เมื่อมันมาในลักษณะเช่นนี้ย่อมเป็นการยากที่เราจะรู้สึก ตัวหรือควบคุมมันได้ จึงต้องอาศัยสติปัญญาความรู้ของ พระพุทธเจ้า และจะต้องศึกษาปฏิบัติ ควบคุมความยึดมั่นที่
น.69 ๖๓ ผิด ๆ เหล่านี้ให้อยู่ในอำนาจของปัญญา แล้วก็จะ สามารถดำรงชีวิตนี้ไม่ให้เป็นทุกข์ทรมาน หรือทุกข์แต่ น้อยที่สุด จนสามารถปฏิบัติหน้าที่การงานหรือมีชีวิตอยู่ ในโลกนี้ ในลักษณะที่เยือกเย็น มีความสะอาด สว่าง สงบ. 134 ขอสรุปความว่า อุปาทานทั้งสี่นี้เป็นปัญหาอันเดียวที่ พุทธบริษัท หรือผู้ประสงค์จะรู้จักตัวพุทธศาสนา จะต้องเข้าใจ ให้ได้ เพราะว่าวัตถุประสงค์ของการรักษาพรหมจรรย์ในพุทธ- ศาสนานี้ก็เพื่อทำจิตให้หลุดพ้นจากความยึดมั่นที่ผิด ๆ นี้. ท่าน ทั้งหลายจะได้พบคำกล่าวเช่นในท้ายบาลีทุก ๆ สูตร ที่กล่าวถึง การบรรลุธรรมของชั้นพระอรหันต์ ซึ่งในที่นั้นจะมีคำว่า "จิต หลุดพ้นจากอุปาทาน" แล้วก็จบกัน. เพราะว่าเมื่อจิตหลุดพ้น จากความยึดมั่นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะมาผูกคล้องจิตนั้นให้ตกเป็น ทาสของโลกหรือเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป เรื่องจึงจบสิ้นกัน หรือกลายเป็นโลกุตตระ คือพ้นโลก เหตุฉะนั้น การหลุดพ้น จากการยึดมั่นที่ผิด ๆ จึงเป็นใจความสำคัญที่สุดของ พุทธศาสนา. 135
Buddhadasa