น.70 บทนี้ จะบรรยายให้ทราบถึงวิธีที่จะตัดอุปาทาน. หลักพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับกรณีนี้ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา. ข้อ ปฏิบัติหมวดนี้เรียกว่า ไตรสิกขา. 136 สิกขาขั้นแรกที่สุด เราเรียกว่า "ศีล" ซึ่งหมายถึงการ ประพฤติดี ประพฤติถูกตามหลักทั่ว ๆ ไป ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือด ร้อน และไม่ทำตนเองให้เดือดร้อน มีจำแนกไว้เป็น ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ หรืออื่น ๆ อีก เป็นการปฏิบัติเพื่อความ สงบเรียบร้อยปราศจากโทษชั้นต้น ๆ ทางกายและทางวาจาของ ตนและที่เกี่ยวกับสังคมและส่วนรวม หรือเกี่ยวกับสิ่งของต่าง ๆ ที่จำเป็นแก่การเป็นอยู่. 137 สิกขาขั้นที่ ๒ เรียกว่า "สมาธิ". ข้อนี้ได้แก่การ บังคับจิตใจของตัวเองไว้ให้อยู่ในสภาพที่จะใช้ทำประโยชน์ให้มาก ๖๔
น.71 ๖๕ ที่สุดตามที่ตนต้องการ ขอให้ตั้งข้อสังเกตความหมายของคำว่า "สมาธิ" ไว้ให้ถูกต้อง. โดยมากท่านทั้งหลายย่อมจะได้ฟังมา ว่าสมาธินั้น คือใจมั่นแน่วแน่นิ่งเหมือนท่อนไม้ หรือมักว่า เป็นจิตที่สงบ เป็นจิตที่บริสุทธิ์ แต่ลักษณะเพียง ๒ อย่างนั้นยัง ไม่ใช่ความหมายอันแท้จริงของสมาธิ. การกล่าวเช่นนี้มีหลัก ในพุทธวจนะนั่นเอง : พระองค์ทรงแสดงลักษณะของจิตด้วย คำอีกคำหนึ่ง ซึ่งสำคัญที่สุด คือคำว่า "กมฺมนีโย" แปลว่า สมควรแก่การทำการงาน และคำนี้เป็นคำสุดท้าย ที่ทรงแสดง ลักษณะของจิตที่เป็นสมาธิ. 138 สิกขาขั้นที่ ๓ นั้นเรียกว่า "ปัญญา" หมายถึงการ ฝึกฝนอบรม ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจอันถูกต้องและสมบูรณ์ ถึงที่สุดในบรรดาสิ่งทั้งปวงตามที่มันเป็นจริง. คนเราตามปกติ ไม่สามารถรู้อะไร ๆ ให้ถูกต้องตามที่เป็นจริงได้ คือ มักถูกแต่ ตามที่เราเข้าใจเอาเองหรือตามที่โลกสมมติกัน มันจึงไม่ใช่ตาม ที่เป็นจริง. ด้วยเหตุนี้พุทธศาสนาจึงมีระเบียบปฏิบัติ ที่เรียก ว่าปัญญาสิกขาขึ้นอีกส่วนหนึ่ง เป็นส่วนสุดท้ายสำหรับจะได้ฝึก ฝนอบรมให้เกิดความเข้าใจ ให้เห็นแจ้ง ในสิ่งทั้งหลายตามที่ เป็นจริงโดยสมบูรณ์. 139
น.72 ๖๖ คำว่า "ความเข้าใจ" กับคำว่า "ความเห็นแจ้ง" นั้น ในทางธรรมะแล้วไม่เป็นอันเดียวกัน. "ความเข้าใจ" นั้นอาศัยการคิดคำนึงด้วยการใช้เหตุผลบ้าง หรือการคาดคะเน เอาตามเหตุผลต่าง ๆ บ้าง. ส่วน "ความเห็นแจ้ง" ไปไกล กว่านั้น คือต้องเป็นสิ่งที่เราได้ซึมซาบมาแล้ว ด้วยการผ่านผจญ สิ่งนั้น ๆ มาด้วยตนเอง หรือด้วยการมีจิตใจจดจ่อเนื่องอยู่กับสิ่ง นั้น ๆ โดยอาศัยการเฝ้าเพ่งดูอย่างพินิจพิจารณา จนเกิดมีความ รู้สึกเบื่อหน่ายไม่หลงใหลในสิ่งนั้น ๆ ด้วยน้ำใสใจจริง ; ไม่ใช่ ด้วยการคิดเอาตามเหตุผล. เพราะฉะนั้น ปัญญาสิกขาตามหลัก ของพุทธศาสนา จึงไม่ได้หมายถึงปัญญาที่ได้มาตามหลักของ เหตุผล เหมือนที่ใช้กันอยู่ในวงการศึกษาวิชาการสมัยปัจจุบัน แต่เป็นคนละอย่างทีเดียว. 140 ปัญญาในทางพุทธศาสนาต้องเป็นการรู้แจ้งเห็นแจ้ง ด้วยน้ำใสใจจริง ด้วยการผ่านผจญสิ่งนั้น ๆ มาแล้ว โดยวิธีใด วิธีหนึ่ง (Spiritual - Experience) จนฝังใจแน่วแน่ไม่อาจลืม เลือนได้ เพราะฉะนั้น การพิจารณาในทางปัญญาตามสิกขาข้อนี้ จึงต้องใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านมาแล้วในชีวิตของตนเองเป็นเครื่อง พินิจพิจารณา. หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นเรื่องที่มีน้ำหนักมาก
น.73 ๖๗ พอที่จะทำให้ใจของเราเกิดความรู้สึกสังเวชเบื่อหน่ายในสิ่งทั้งหลาย ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนเหล่านั้นได้จริงๆ. 141 ถ้าเราจะไปคิดตามแนวของเหตุผล ทำการวินิจฉัย ลักษณะที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตากันสักเท่าใดก็ตาม มันก็ได้แต่ความเข้าใจ ไม่มีทางให้เกิดความสลดสังเวชได้ ไม่มี ทางให้เกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งทั้งหลายในโลกได้. ขอให้ เข้าใจว่ากิริยาอาการที่จิตใจเบื่อหน่ายคลายความอยาก จากสิ่งที่ เคยหลงรักนั่นแหละ คือตัวความเห็นแจ้งในที่นี้. หลักธรรมะ ได้บัญญัติไว้ชัดเจนทีเดียวว่า ถ้าเห็นแจ้งจริงๆ ก็ต้องเบื่อหน่าย จริง ๆ จะไปหยุดอยู่เพียงแค่เห็นแจ้งนั้นไม่ได้. ความเบื่อหน่าย คลายความอยากในสิ่งนั้น จะต้องเกิดตามขึ้นมาทันควันอย่างแยก กันไม่ได้. 142 ศีลสิกขา นั้น เป็นเพียงการศึกษาปฏิบัติตระเตรียม เบื้องต้น เพื่อให้เรามีการเป็นอยู่ผาสุก อันจะช่วยให้จิตใจเป็น ปกติ. อานิสงส์ของศีลมีหลายอย่างด้วยกัน แต่ที่สำคัญที่สุดก็ คือเป็นไปเพื่อให้เกิดสมาธิ. อานิสงส์อย่างอื่น ๆ เช่นว่าให้เป็น สุข หรือให้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์นั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรง มุ่งหมายโดยตรง ; ท่านมุ่งโดยตรงถึงข้อที่จะให้เป็นที่เกิดที่เจริญ
น.74 ๖๘ ของสมาธิ. ศีลจะส่งเสริมให้เกิดสมาธิได้โดยง่าย. ถ้าเรามี เครื่องรบกวนมากจิตใจของเราจะเป็นสมาธิได้อย่างไร. 143 สมาธิสิกขา คือการสามารถควบคุมจิตหรืออาจใช้จิต ของเรานี้ให้ทำหน้าที่ของมันให้เป็นประโยชน์ถึงที่สุด. ในขั้นศีล มีการประพฤติดีทางกาย ทางวาจา. ในขั้นสมาธิมีการประพฤติดี ทางจิต คือ ไม่มีความคิดผิด ไม่เศร้าหมองไม่มีความฟุ้งซ่าน และอยู่ในสภาพที่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ของมัน. อย่างนี้เรียกว่า เป็นการอบรมจิต หรือฝึกฝนจิตได้ถึงที่สุดมีผลเกิดขึ้นเรียกว่า สมาธิ. 144 แม้ในส่วนที่เกี่ยวกับประโยชน์ทั่วๆ ไปในทางโลก สมาธิก็ยังเป็นของจำเป็นในทุกกรณี; ไม่ว่าเราจะทำอะไร ถ้า ไม่ทำด้วยใจที่เป็นสมาธิแล้ว ย่อมไม่ได้รับผลสำเร็จด้วยดี ท่าน จึงจัดสมาธินี้ไว้ในลักษณะของบุคคลที่เรียกว่า มหาบุรุษ ไม่ว่า จะเป็นมหาบุรุษทางโลกหรือทางธรรม ล้วนแต่จำเป็นจะต้องมี สมาธิเป็นคุณสมบัติประจำตัวทั้งนั้น. 145 แม้แต่เด็กนักเรียน ถ้าไม่มีจิตเป็นสมาธิแล้วจะคิดเลข ออกได้อย่างไร. สมาธิในทำนองนั้นเป็นสมาธิตามธรรมชาติ มันยังอยู่ในระดับอ่อน ; ส่วนสมาธิในทางหลักพุทธศาสนาที่
น.75 ๖๙ เรากำลังพูดถึงนี้ เป็นสมาธิที่เราได้ฝึกให้สูงยิ่งขึ้นไปกว่าที่จะเป็น ไปตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้น เมื่อฝึกกันสำเร็จแล้ว จึงกลาย เป็นจิตที่มีความสามารถ มีกำลังมีคุณสมบัติพิเศษอย่างอื่น ๆ มาก มายเหลือเกิน. 146 การที่คนเราสามารถถือเอาประโยชน์จากสมาธิได้ถึง ปานนี้ เรียกว่ามนุษย์ได้ก้าวขึ้นมาถึงการรู้ความลับของธรรมชาติ อีกขั้นหนึ่ง. ข้อนี้หมายถึงการรู้วิธีบังคับจิต ให้มีสมรรถภาพ ยิ่งไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะทำได้. ขั้นศีลยังไม่ถือว่าเป็นการ เลยระดับของมนุษย์ธรรมดา แม้จะอวดกันก็ยังไม่ถือว่าเป็นอวด อุตตริมนุสสธรรม. แต่พอมาถึง ขั้นที่เป็นสมาธิ เป็นฌาน เป็นสมาบัติ ท่านจัดเป็นอุตตริมนุสสธรรมซึ่งพระภิกษุจะ อวดไม่ได้ ขืนอวดก็ชื่อว่าไม่เป็นพระที่ดีหรือถึงกับไม่เป็น พระเลย แล้วแต่กรณี. 147 การได้มาซึ่งสมาธินี้ เราต้องลงทุนอดทนศึกษาอบรม และปฏิบัติ จนเรามีสมาธิตามสมควรที่เราจะมีได้ ในที่สุดเรา ก็จะได้ผลในการปฏิบัติหน้าที่ได้ดีมากไปกว่าที่มนุษย์ธรรมดาเขา ได้ ๆ กัน เพราะเรามีเครื่องมือที่สูงไปกว่าเขามี ; เพราะฉะนั้น จึงขอให้สนใจไว้ อย่าถือว่าเป็นของครึโง่เขลางมงายพ้นสมัย.
น.76 ๗๐ มันยังคงเป็นของสำคัญที่สุดซึ่งต้องการใช้กันอยู่เรื่อยไป และยิ่ง ในสมัยที่โลกมีอะไร ๆ หมุนเร็วแทบจะลุกเป็นไฟอย่างนี้ด้วยแล้ว ยิ่งจะต้องการสมาธิมากไปเสียกว่าครั้งพุทธกาลด้วยซ้ำไป. อย่า ไปหลงคิดว่าเป็นเรื่องในวัด หรือเรื่องสำหรับคนวัด หรือของ คนงมงายเลย. 148 ถัดไปนี้ ก็ถึงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างสมาธิสิกขา กับ ปัญญาสิกขา. พระพุทธเจ้าตรัสไว้เลยทีเดียวว่าเมื่อจิตเป็น สมาธิแล้วย่อมเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง หมายถึง อาการที่จิตประกอบด้วยสมาธิในลักษณะที่พร้อมจะปฏิบัติหน้าที่. ถ้าจิตมีลักษณะเช่นนี้แล้ว ก็จะรู้สิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง. 149 ข้อนี้มีความแปลกประหลาดอยู่หน่อยหนึ่ง คือว่าเรื่อง อะไร ๆ ที่เราอยากจะรู้หรือปัญหาที่เราอยากจะสางนั้น ตามปกติ มันฝังตัวประจำอยู่ในใจของคนเราทั้งนั้น เราอาจไม่รู้สึกก็ได้ คือมันอยู่ใต้สำนึก (Subconscious) เรื่อยไปตลอดเวลา ขณะที่ เราตั้งใจสะสางให้ออก มันก็ไม่ออก เพราะเหตุว่าจิตในขณะนั้น ยังไม่เหมาะสม ที่จะสางปัญหานั้นนั่นเอง ถ้าผู้ใดทำสมาธิที่ถูก ต้อง คือให้มีลักษณะที่เรียกว่า "กมฺมนีโย" พร้อมที่จะปฏิบัติ งานทางจิตแล้ว ปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมอยู่ใต้สำนึกนั้น มันจะมี
น.77 ๗๑ คำตอบโพล่งออกมาเฉย ๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย สืบต่อเนื่องจากขณะ ที่จิตเป็นสมาธิเช่นนั้น. 150 แต่ว่าถ้าหากมันยังไม่โพล่งออกมา เราก็ยังมีวิธีอีกอัน หนึ่ง ที่ให้น้อมจิตไปสู่การพิจารณาปัญหาที่เรากำลังมีอยู่. การ พิจารณาด้วยกำลังของสมาธิในลักษณะเช่นนี้เอง เรียกว่า ปัญญา สิกขา หรืออย่างน้อยก็สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา. ในคืนวัน ที่ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาท คือรู้อะไรเป็น อะไร ทะยอยกันไปตามลำดับ ทั้งนี้ ก็โดยมีสมาธิอย่างที่กล่าว มาแล้ว. พระองค์ได้ตรัสเล่าเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด แต่รวม ใจความแล้วก็คือว่าในขณะที่จิตเป็นสมาธิดีแล้ว ก็น้อมจิตไปเพื่อ พิจารณาปัญหานั้น ๆ. 151 ทั้งหมดนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ปั ญญากับสมาธิ นี้จะต้องเกี่ยวข้องกันเสมอไป. แต่ว่าอาการที่ปัญญาอาศัยสมาธิ นั้น บางที่เรามองไม่เห็นเลย เช่นเวลาที่เงียบสงัดเย็นสบายไม่มี อะไรรบกวนใจ จิตเป็นสมาธิสดชื่นดี เราก็คิดอะไร ๆ ที่เป็น คำตอบของปัญหาซึ่งติดค้างอยู่ได้ เป็นต้น. 152 แต่ในพุทธศาสนานั้นท่านแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง สมาธิกับปัญญายิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก คือ ต้องมีสมาธิจึงจะมี
น.78 ๗๒ ปัญญา ; ต้องมีปัญญาจึงจะมีสมาธิ. ข้อนี้เป็นเพราะ การ ที่จะให้เกิดสมาธิยิ่งไปกว่าสมาธิตามธรรมชาตินั้น มันต้องอาศัย การมีปัญญา คืออย่างน้อยก็มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะ อาการต่าง ๆ ของจิต ว่าจะบังคับมันอย่างไรจึงจะเกิดเป็นสมาธิ ขึ้นมาได้ ; ฉะนั้น คนที่มีปัญญาจึงสามารถมีสมาธิมากขึ้นได้ตาม ลำดับ. เมื่อสมาธิมากขึ้นบัญญาก็ยิ่งมีกำลังมากขึ้นตาม มัน ส่งเสริมซึ่งกันและกันไปในตัว. 153 ถ้ามีปัญญาแล้ว ก็จะต้องมีความเห็นแจ้ง และมีผลเป็น ความรู้สึกเบื่อหน่ายสลดสังเวช ถอยหลังออกมาจากสิ่งทั้งปวงที่ เคยหลงรักหลงยึดถือ. ถ้ายังรี่เข้าไปหาสิ่งทั้งปวงด้วยความหลง รักด้วยความยึดถือ ด้วยความหลงใหลแล้ว ไม่ใช่เป็นปัญญาของ พระพุทธศาสนา. ที่ว่าชะงักหรือถอยหลังนี้ไม่ใช่ทางกิริยาอาการ เช่นจะต้องจับสิ่งนั้นสิ่งนี้ขว้างทิ้งหรือทุบตีให้แตกหัก หรือว่า ต้องวิ่งหนีเข้าป่าไป อย่างนี้ก็หามิได้ แต่หมายถึงชะงักถอยหลัง ด้วยจิตใจโดยเฉพาะ คือมีจิตใจถอยออกจากการที่เคยตกเป็นทาส ของสิ่งทั้งปวง มาเป็นจิตที่อิสระ. 154 ผลของความเบื่อหน่ายคลายความอยากจากสิ่งทั้งปวง มันเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่ไปฆ่าตัวตาย หรือเข้าป่าไปบวชเป็นฤๅษี
น.79 ๗๓ หรือเอาไฟจุดเผาสิ่งต่าง ๆ เสียให้หมด. ภายนอกจะเป็นอย่างไรก็ เป็นไปตามเรื่อง ยังคงเป็นไปตามเหตุผลตามความเหมาะสม แต่ ภายในจิตใจนั้นย่อมเป็นอิสระ ไม่เป็นทาสของสิ่งใดอย่างแต่ก่อน อีกต่อไป. นี่คือ อานิสงส์ของปัญญา ท่านใช้เรียกด้วยคำบาลี ว่า "วิมุตฺติ" หมายความว่าหลุดจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะทาสของสิ่งที่เรารัก. 155 แต่แม้สิ่งที่เราไม่รัก เราก็ตกเป็นทาสของมันเหมือน กัน เป็นทาสตรงที่ต้องไปเกลียดมันนั่นเอง อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ อุตส่าห์ไปเกลียดมันไปร้อนใจกับมัน มันบังคับเราได้เหมือนกับ ของที่เรารัก แต่อยู่ในลักษณะคนละอย่าง ฉะนั้น คำว่าเป็นทาส ของสิ่งทั้งปวงนั้น ย่อมหมายถึงทั้งทางที่พอใจและไม่พอใจ. ทั้งหมดนี้แสดงว่า เราหลุดออกจากการเป็นทาสของสิ่งทั้งปวง มาเป็นอิสระอยู่ได้ด้วยอาศัยปัญญา. 156 พระพุทธเจ้าท่านจึงได้วางหลักไว้สั้น ๆ ที่สุดว่า คนเรา บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา. ท่านไม่เคยตรัสว่าบริสุทธิ์ได้ด้วย ศีล ด้วยสมาธิ ; แต่บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา เพราะมัน ทำให้หลุดออกมาจากสิ่งทั้งปวง. การไม่หลุดก็มีความไม่ บริสุทธิ์ คือสกปรกมืดมัว เร่าร้อน. เมื่อหลุดก็จะมีความ
น.80 ๗๔ บริสุทธิ์สะอาดสว่างไสวแจ่มแจ้งและสงบเย็น. มันเป็นผลของ ปัญญา หรือเป็นลักษณะอาการที่แสดงว่า ปัญญาได้เข้าปฏิบัติ หน้าที่ของมันถึงที่สุดแล้ว ฉะนั้นขอท่านทั้งหลายจงได้กำหนด พิจารณาสิกขาข้อที่ ๓ คือปัญญานี้ ให้ดี ๆ ว่า มันมีอยู่อย่างไร และเป็นของสูงสุดเพียงใด. 157 ปัญญาในทางพระพุทธศาสนา ก็คือ ปัญญาที่ถอน ตนออกมาเสียจากสิ่งทั้งปวง โดยการทำลายอุปาทาน ๔ ประการเสียให้หมดสิ้น. ความติดยึดทั้ง ๔ นั้นเป็น เหมือนกับเชือกที่ผูกมัดล่ามเราไว้ ; ปัญญาก็เป็นเหมือนมีดที่ จะตัดสิ่งเหล่านั้นให้ขาดออกไป จนไม่มีอะไรเป็นเครื่องผูกมัด เราให้ติดอยู่กับสิ่งต่าง ๆ อีกต่อไป. 158 ข้อปฏิบัติทั้ง ๓ อย่างดังกล่าวนี้ จะคงทนต่อการพิสูจน์ หรือไม่ จะเป็นหลักวิชาอันแท้จริงเหมาะที่ทุกคนจะปฏิบัติหรือไม่ ขอให้พิจารณาดู. 159 เมื่อดูต่อไปอีกจะเห็นว่าหลักทั้ง ๓ ข้อนี้ ไม่ค้านกับ ศาสนาไหนเลย ถ้าศาสนานั้น ๆ ต้องการจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นความทุกข์ของมนุษย์กันจริงๆ. พุทธศาสนาย่อมไม่ เป็นปฏิปักษ์ต่อศาสนาใดๆ แต่มีอะไร ๆ มากไปกว่าที่
น.81 ๗๕ ศาสนาอื่น ๆ มี โดยเฉพาะก็คือการปฏิบัติในทางปัญญา อันเป็นสิกขาข้อสุดท้าย เพื่อตัดความยึดมั่นทั้ง ๔ ประการ ปลดเปลื้องจิตใจให้เป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง ไม่ผูกพัน เป็นทาส หรืออยู่ใต้อำนาจของสิ่งทั้งหมด เช่นพระเป็น เจ้าบนสวรรค์ หรือผีสางเทวดา. ข้อนี้แหละไม่มีศาสนา อื่นกล้าพอที่จะสอนคนให้เป็นอิสระสิ้นเชิง หรือทำคนให้ เป็นที่พึ่งของตนเองโดยสิ้นเชิง; ฉะนั้น เราจงเข้าใจหลัก ที่เป็นใจความสำคัญของพุทธศาสนาไว้ให้ดี ๆ ดังที่กล่าวมา. 160 เมื่อความจริงได้แสดงแล้วว่า พระพุทธศาสนากล้าท้า ให้พิสูจน์ มีอะไร ๆ ทุกอย่างที่ศาสนาอื่น ๆ มี ; และยังมีอะไร บางอย่างมากไปกว่าที่เขามีกัน. ฉะนั้น จะเห็นได้ทันทีว่า พุทธศาสนานี้เป็นของคนทั่วไปหรือเป็นศาสนาสากล ที่จะใช้ได้ แก่คนทุกคนทุกยุคทุกสมัย ; เพราะว่าคนมีปัญหาความทุกข์ อย่างเดียวกันหมด คือทุกข์เพราะเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์เพราะ ความอยากความยึดครอบงำย่ำยี ไม่ว่าเทวดา มนุษย์ สัตว์เดรัจฉาน ย่อมจะมีปัญหาอย่างเดียวกัน มีสิ่งต้องทำอย่างเดียวกัน คือ ต้อง ตัดกิเลสตัณหาที่เป็นตัวสำคัญ หรือตัดความยึดติดที่ผิด ๆ นี้เสีย ให้ได้. นี่แหละ คือ ความหมายของความเป็นศาสนา สากล. 161
Buddhadasa