น.82 คำว่า "โลก" ในทางพระพุทธ- ศาสนามีความหมายกว้างกว่าความหมายตามธรรมดา คือหมายถึง สิ่งทั้งปวงทั้งสิ้นกันทีเดียว ไม่ว่าจะเกี่ยวกับมนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก ปีศาจ เปรต อสุรกาย อะไรก็สุดแท้ แต่ที่จะมี รวมแล้วก็เรียกว่าโลก. 162 การรู้จักโลก มีความอยากอยู่ตรงที่ว่ามันมีความลึกลับ เป็นชั้น ๆ. เรารู้จักกันแต่ชั้นนอก ๆ ที่เรียกว่า "ชั้นสมมติ”. นี้ หมายถึงตามสติปัญญาของคนทั่วๆ ไป. พระพุทธศาสนา จึงมีการสอนให้ดูโลกกันหลาย ๆ ชั้น. ท่านมีวิธีแนะให้ดูการ จำแนกโลกออกเป็นฝ่ายวัตถุ ซึ่งเรียกกันว่า รูปธรรม อย่างหนึ่ง ; ๗๖
น.83 ๗๗ ฝ่ายจิตใจเรียกว่า นามธรรม อีกฝ่ายหนึ่ง. ยิ่งกว่านั้นท่านได้ แบ่งส่วนที่เป็นนามธรรมหรือจิตใจนี้ ออกเป็น ๔ ส่วน เมื่อ เอารูปธรรม ๑ ส่วนมารวมเข้ากับนามธรรม ก็ได้เป็น ๕ ส่วน ท่านเลยเรียกว่า เบญจขันธ์หรือขันธ์ห้า แปลว่าส่วน ๕ ส่วน ประกอบกันขึ้นเป็นโลก คือเป็นสัตว์เป็นคนเรานี่เอง. 163 การดูโลก ก็หมายถึงการดูสัตว์โลก ซึ่งโดยเฉพาะ อย่างยิ่งก็คือคน เพราะปัญหาอยู่ที่เรื่องของคน. แล้วเผอิญส่วน ๕ ส่วนนี้ก็มีพร้อมอยู่ในคน. ร่างกายเป็นวัตถุที่เรียกว่า รูป หรือ รูปขันธ์ (ส่วนที่เป็นรูป) ; ส่วนที่เป็นจิตใจอีก ๔ ส่วน นั้น จำแนกออกไปได้ คือ : - 164 ส่วนที่ ๑ เรียกว่า "เวทนา” หมายถึงความรู้สึก ๓ ประการ คือสุขหรือพอใจอย่างหนึ่ง, ทุกข์หรือไม่พอใจ อย่างหนึ่ง, อีกอย่างหนึ่งอยู่ในลักษณะที่ไม่อาจจะเรียกได้ว่าสุข หรือทุกข์ คือเป็นเรื่องที่ยังเฉย ๆ อยู่ แต่ก็เป็นความรู้สึกเหมือน กัน. ความรู้สึกนี้มีประจำอยู่ในเราเป็นปกติ: วันหนึ่ง ๆ ย่อมเต็มไปด้วยความรู้สึก ; ท่านจึงถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ประกอบ กันเป็นคน และเรียกส่วนนี้ว่า เวทนา หรือ เวทนาขันธ์. 165 ส่วนที่ ๒ เรียกว่า "สัญญา" แปลว่ารู้ตัว เป็น ความรู้สึกตัวอยู่เหมือนอย่างว่าเรากำลังตื่นอยู่ คือไม่หลับ ไม่
น.84 ๗๘ สลบไม่ตาย หรือเรียกว่ามีสติสมปฤดี. โดยทั่ว ๆ ไปมักจะ อธิบายกันว่าเป็นความจำได้หมายรู้ ก็ถูกเหมือนกัน เพราะว่าเรา ยังไม่เมาไม่สลบไม่หลับไม่ตาย ดังที่กล่าวแล้ว เมื่อกระทบอะไร ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็รู้สึกหรือจำได้ว่าเป็นอะไร เช่นรู้ว่า เขียว แดง สั้น ยาว คน สัตว์ ฯลฯ ตามแต่จะจำได้ นั่นแหละ เป็นความรู้สึกของสมปฤดี หรือ "สัญญา" ในที่นี้. 166 ส่วนที่ ๓ เรียกว่า "สังขาร" มีความหมายมากจน มันปนเปกันยุ่งไปหมด, เราพูดถึงสังขารที่เป็นส่วนของนาม ธรรมนี้กันก่อน แปลว่า "ปรุง" คือกิริยาอาการของสิ่งที่เป็นอยู่ ในคนหนึ่ง ๆ ได้แก่การคิดหรือความคิด เช่นคิดจะทำ คิดจะ พูด คิดอย่างนั้นอย่างนี้ คิดดีคิดเลว คิดในทางไหนก็จัดเป็น ความคิดทั้งนั้น. ความรู้สึกที่เป็นความคิดพลุ่งขึ้นมาจากการ ปรุงแต่งภายในใจนี้เรียกว่าสังขาร. คำว่า สังขาร ในที่อื่นนั้น หมายถึงบุญกุศลที่ปรุงแต่งคนให้เกิดก็มี หมายถึงร่างกาย หรือโครงร่างที่มีจิตใจครองดังนี้ก็มี มีความหมายหลายทาง แต่ ตรงกันโดยเหตุที่มันมีความหมายไปในทาง การปรุงแต่งประกอบ กันขึ้นมา. 167 ส่วนที่ ๔ เรียกว่า "วิญญาณ" หมายถึงตัวจิตที่ทำ หน้าที่รู้สึกที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น และที่กายทั่วๆ ไป ตลอด
น.85 ๗๙ ถึงที่ใจของตนเองด้วย (ไม่ใช่เจตภูตอย่างที่คนส่วนมากเข้าใจ กัน). 168 ขันธ์ห้านี้แหละ เป็นที่เกาะยึดของอุปาทานทั้ง ๔ ที่ได้ อธิบายแล้ว ขอให้ย้อนไปอ่านแล้วนำมาคิดให้เข้าใจกันให้ดี ให้รู้ ว่าความยึดนั้นเกาะจับอยู่กับส่วน ๕ ส่วนนี้ อาจยึดเอาแต่ละส่วน ว่าเป็นตัวตนก็ได้ แล้วแต่ความโง่ของคน. เหมือนอย่างเด็ก เล็ก ๆ ที่เดินเซไปโดนประตูเจ็บ ต้องตีประตูเสียทีหนึ่งจึงจะหาย โกรธ และหายเจ็บอย่างนี้หมายความว่ายึดเอารูปล้วน ๆ คือประตู ซึ่งเป็นไม้แท้ ๆ ว่าเป็นตัวตน นั้นเป็นอุปาทานในขั้นต่ำที่สุด. 169 สำหรับคนโต ๆ ที่โกรธร่างกายถึงกับทุบตีร่างกาย หรือ โขกศีรษะตัวเอง ก็ยึดถืออย่างเดียวกันกับเด็ก คือไปยึดถือเอาที่ ร่างเป็นตัวตน. ถ้าหากว่าฉลาดขึ้นไปกว่านั้นก็จะถือเอาเวทนา หรือสัญญาหรือสังขาร หรือวิญญาณ ส่วนใดส่วนหนึ่งว่าเป็น ตัวตน. ถ้าหากไม่อาจจะแยกออกได้ก็ยึดทั้งกลุ่มว่าเป็นตัวตน คือเอาทั้ง ๕ ส่วนรวมกลุ่มกันเป็นตัวตน อย่างนี้ก็ได้. 170 ถัดมาจากรูปก็คือ เวทนา กล่าวคือความรู้สึกว่าสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ มีทางที่จะยึดเป็นตัวเป็นตนได้มากที่สุด. เราจงมองดูตัวอย่างในเรื่องที่เราหลงใหลในกามสุข โดยเฉพาะ
น.86 ๘๐ ก็คือ ความเอร็ดอร่อย ความถูกอกถูกใจใน รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัสต่าง ๆ ที่ได้รับอยู่. ตัวเวทนาในที่นี้ก็คือความรู้สึก เอร็ดอร่อยซึ่งเป็นความสุข แล้วก็ไปติดความสุขนั้นหรือความ อร่อยนั้นเอง. คนยึดถือเวทนาเป็นตัวเป็นตนกันอยู่มาก หรือ ว่าแทบทั้งหมด เพราะว่าไม่มีใครที่จะไม่ชอบความเอร็ดอร่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็การสัมผัสทางผิวหนัง. ความไม่รู้หรือความ หลงผิดทำให้มองไม่เห็นสิ่งอื่นใด มองเห็นแต่ความเอร็ดอร่อย แล้วก็ยึดถือเป็นตัวเป็นตน และจะเอาสิ่งนั้นมาเป็นของตน. 171 ความรู้สึกทางพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม ย่อมจะเรียก ได้ว่าเป็นที่ตั้งของความทุกข์ได้ทั้งนั้น. ความรู้สึกชอบกับชังนี้ ตามความหมายของทางธรรมะแล้ว ย่อมถือว่าเป็นความทุกข์เท่า กัน เพราะมันทำให้เกิดการทรมานใจเท่ากัน , ความชอบทำให้ ฟูใจ ความไม่ชอบก็ทำให้แฟบใจ การดีใจกับการเสียใจ ก็เป็น การทำให้จิตเหน็ดเหนื่อยเท่ากัน ทำให้เกิดการหวั่นไหวทางจิต เท่ากันทั้งหมด นั้นเรียกว่ายึดเอาเวทนาเป็นตัวตน. 172 ขอให้ทุกคนพิจารณาการยึดถือเวทนาเป็นตัวตนของตน เอง ให้เข้าใจอย่างถูกต้องจริงๆ จะเป็นหนทางทำจิตให้เป็น อิสระจากเวทนา. เวทนาเป็นสิ่งที่มีอำนาจเหนือใจ แล้วดึงเรา
น.87 ๘๑ ไปสู่สภาพที่จะต้องเสียใจในภายหลัง. ในทางปฏิบัติเพื่อบรรลุ พระอรหันต์ ท่านสอนให้พิจารณาเรื่องเวทนาโดยเฉพาะก็มีอยู่ มาก. มีผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะกำหนดเวทนาเป็น วัตถุสำหรับการพิจารณาเพื่อความหลุดพ้นทุกข์ อย่างนี้ก็มาก. 173 เวทนานี้ เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือได้ง่ายกว่าสิ่งใด ๆ ทั้งหมด เพราะมันเป็นที่มุ่งหมายสูงสุดของสิ่งที่เราพากเพียร ทำกัน : เราอุตส่าห์ศึกษาเล่าเรียนอุตส่าห์ประกอบการงานอาชีพ ต่าง ๆ ก็เพื่อให้ได้เงิน แล้วก็ไปซื้อหาสิ่งต่าง ๆ เช่น ของใช้ เครื่องกิน เครื่องบำรุงบำเรอ ตลอดจนถึงรสวิเศษจากเพศตรง กันข้าม แล้วก็บริโภคของเหล่านั้น เพื่อหวังอย่างเดียวคือสุข- เวทนา กล่าวคือความเอร็ดอร่อย ทางตา หู จมูก ลิ้น และทาง กาย. 174 เราลงทุนด้วยกำลังทรัพย์กำลังกายกำลังใจทั้งหมดก็เพื่อ หวังสุขเวทนาอันเดียวเท่านั้น ก็รู้อยู่แก่ใจกันดีทุกคน ถ้าไม่ เพราะอำนาจของสุขเวทนานี้แล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะไม่ลงทุน เรียน ลงทุนทำการงานลงเรี่ยวลงแรงหาเงิน ฉะนั้น จะเห็นได้ ว่าเรื่องสุขเวทนานั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเสียแล้ว ถ้ามีความรู้ความ เข้าใจแล้ว ก็จะสามารถควบคุมมันได้ จะทำให้เรามีจิตใจสูงอยู่
น.88 ๘๒ เหนือความรู้สึกชนิดนั้น จะทำให้เราสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดี กว่าที่เราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมดา. แม้ความยุ่งยากต่าง ๆ ในสังคมก็มีมูลมาจากสุขเวทนานี้เหมือนกัน. 175 การกระทบกระทั่งระหว่างประเทศ หรือระหว่างครึ่ง โลกกับครึ่งโลกที่จะต้องรบกัน เมื่อไล่เบี้ยไปถึงที่สุดแล้ว จะไป พบความจริงที่ว่า ทุกฝ่ายตกเป็นทาสของสุขเวทนาอย่างที่กล่าว มาแล้ว การทำสงครามกันนั้น ไม่ใช่เพราะมีมูลมาจากความยึด ถือเกี่ยวกับลัทธิ หรือเกี่ยวกับอุดมคติอะไรก็หามิได้ ที่แท้แล้ว มันก็เนื่องมาจากประโยชน์สุข ต่างฝ่ายจะมุ่งแต่ได้ประโยชน์มาก จะกอบโกยเอาประโยชน์ส่วนตัว ลัทธินั้นเป็นเครื่องบังหน้า หรือเหตุประกอบรอง ๆ ลงไปเท่านั้นเอง ส่วนลึกที่สุดอยู่ที่การ ตกเป็นทาสของสุขเวทนา ฉะนั้น การรู้จักเวทนา ก็หมายถึงการ รู้จักมูลเหตุอันสำคัญ ที่ทำให้เราตกเป็นทาสของกิเลสหรือความ ชั่ว จนได้รับความทุกข์ในทุกระดับ. 176 เมื่อมนุษย์เป็นอย่างไร เทวดาก็เป็นอย่างนั้น คือตกอยู่ ภายใต้อำนาจสุขเวทนาอย่างเดียวกับมนุษย์และยิ่งกว่ามนุษย์ เพียง แต่เขาสมมติให้เป็นเรื่องที่ดีกว่าประณีตกว่า ได้อย่างอกอย่างใจ
น.89 ๘๓ กว่าเท่านั้น แต่ก็ยังไม่พ้นไปจากเรื่องตัณหาอุปาทานหลงติดอยู่ ในรสอร่อยทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และทางใจ อยู่นั่นเอง. 177 ถ้าสูงขึ้นไปถึงชั้นพรหม ต้องยกความอร่อยในทาง กามารมณ์ออกเสีย แต่ก็ไม่พ้นจากความอร่อยทางจิตอีกชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่าฌาน. เมื่ออยู่ในฌานหรืออยู่ในสมาธิ เกิดความสุขใจ เป็นรสอร่อยขึ้น ก็ติดใจในรสอร่อยนั้นเหมือนกัน. แม้ไม่เกี่ยว กับกามารมณ์ก็เป็นสุขเวทนาอยู่นั่นเอง. 178 ยิ่งสัตว์ที่ต่ำลงไปกว่ามนุษย์ด้วยแล้ว มันย่อมตกอยู่ ภายใต้อำนาจของสุขเวทนาอย่างไม่เป็นระเบียบ ยิ่งกว่ามนุษย์เรา มากมายนัก ฉะนั้น การรู้เรื่องของเวทนาว่าเป็นอย่างไร โดยเฉพาะ รู้เรื่องเวทนาว่าไม่เป็นตัวของเราเลย ไม่ควรจะยึดถือ จึงเป็นสิ่ง ที่มีประโยชน์แก่ชีวิตของคนเราจริง ๆ. 179 ถัดไปก็คือเรื่อง สัญญา หรือที่เรียกว่า สมปฤดี นั่น เอง. นี้มีทางที่จะยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตนของเราได้ง่ายเหมือน กัน อย่างที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปมักชอบพูดกันว่า ถ้านอนหลับจะมี อะไรบางอย่างออกไปจากตัวเราที่เรียกว่า เจตภูต หรือที่เรียก อะไรก็สุดแท้ ในขณะนั้นเราก็เหมือนท่อนไม้ ไม่มีความรู้สึก ทางตาหูจมูกลิ้นและกาย พอสิ่งนั้นกลับสู่ร่างกายนั้นอีก จึงรู้สึก
น.90 ๘๔ สมปฤดีตามเดิม มีสติสตังขึ้นมาตามเดิม คนเขาหลงเชื่อกันอย่าง นั้นมาก เลยยิ่งมีทางที่จะยึดสัญญาหรือสมปฤดีนี้ว่าเป็นตัวตนมาก ขึ้น ๆ. 180 แต่ถ้าว่าตามทางพุทธศาสนาแล้วสัญญาไม่ใช่เป็นตัวตน อย่างนั้น สัญญาเป็นเพียงความรู้สึกจำได้หมายรู้ที่ยังคงดีอยู่ เพราะว่ายังมีการปรุงการแต่งที่เป็นระเบียบในร่างกายดีอยู่. พอ เกิดการไม่เป็นระเบียบในการปรุงแต่งเท่านั้น สิ่งที่เราเรียกว่า สัญญา หรือ สมปฤดี ก็จะกลายเป็นใช้ไม่ได้ไปทันที พุทธศาสนาไม่ยอมรับว่าสัญญาเป็นตัวตนก็เพราะเหตุนี้ ; แต่คน ทั่วไปก็ชอบเดาหรือสันนิษฐานไปในทางที่ยึดถือว่าเป็นตัวตน. การศึกษาพุทธศาสนากลับได้ความรู้ที่ตรงกันข้ามว่านั่น ไม่ใช่ตัว ของใคร. นั่นเป็นเพียงผลของการปรุงแต่งตามธรรมชาติใน คน ๆ หนึ่งเท่านั้นเอง. 181 ขันธ์ที่ถัดต่อไปนี้คือ สังขาร ได้แก่ความ นึกคิด ความรู้สึกจะทำนั่นทำนี่ จะได้นั่นจะได้นี่ เป็นความคิดดีก็ตามชั่ว ก็ตาม แสดงความเป็นตัวเป็นตนหนักขึ้นไปอีก. ใคร ๆ ก็รู้สึกว่า ถ้าจะเป็นตัวตนกันบ้างละก็ ตัวผู้นึกคิดนี่แหละน่าจะเป็นตัวตน มากกว่าอย่างอื่น. อย่างนักปรัชญาคนหนึ่งของยุคปัจจุบัน เขามี ปรัชญาส่วนของเขาง่าย ๆ ว่า "ข้าพเจ้าคิดได้ ข้าพเจ้าจึงมีอยู่"
น.91 ๘๕ แม้นักปรัชญาในสมัยวิทยาศาสตร์อย่างนี้ ก็ยังยึดถือ ตัวตนอย่างเดียวกับในสมัยเมื่อสองสามพันปีมาแล้ว โดยถือเอาตัว ความคิดนั้นว่าเป็นตัวตน ยึดเอาสิ่งที่ตนเข้าใจว่าเป็น "ผู้คิด" ว่าเป็นตัวตน. 182 พุทธศาสนาได้ปฏิเสธเวทนา และสัญญา ว่าไม่ใช่ ตัวตนมาแล้ว ยังปฏิเสธความคิด หรือตัวจิตที่คิด ว่าไม่ใช่ตัวตน เหมือนกัน. เพราะอาการที่คิดขึ้นมาได้นั้นเป็นเรื่องของธรรมชาติ เป็นผลของการปรุงของของหลาย ๆ สิ่ง สำเร็จรูปเป็นความคิด ขึ้นมาได้อยู่ในกลุ่มของส่วนประกอบต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นคน โดยไม่ต้องมีตัว "ข้าพเจ้า" ที่เป็นตัวเป็นตนอย่างว่า ; สังขาร หรือความคิดนี้จึงถูกยืนยันว่าเป็นอนัตตา กล่าวคือไม่มีตัวไม่มีตน อย่างเดียวกันกับขันธ์อื่น ๆ ที่กล่าวมาแล้ว. 183 คำในพุทธศาสนาก็ระบุชัดอยู่แล้วว่า "สังขาร ๆ" แปล ว่าของปรุงแต่ง คือของหลาย ๆ อย่างมาปรุงกันเข้า จึงยิ่งไม่ใช่ ตัวตน. ความลำบากเข้าใจยากอยู่ตรงที่ว่า พวกเราไม่มีความ เข้าใจในเรื่องของนามธรรมหรือจิตใจอย่างเพียงพอ เรารู้จักกัน แต่เรื่องรูปธาตุที่เป็นวัตถุ. แต่ธาตุอีกประเภทหนึ่งที่เป็นนาม ธรรมไม่ใช่วัตถุ เราแทบจะไม่เข้าใจกันเสียเลย เราจึงเข้าใจยาก ในเรื่องการปรุงของนามธาตุ. 184
น.92 ๘๖ ในที่นี้บอกได้เพียงตามหลักพุทธศาสนาว่า เป็นการ ปรุงของธาตุหลาย ๆ ธาตุ รวมทั้งวัตถุธาตุและนามธาตุ สิ่งที่เรียก ว่าความคิด หรือ "สังขาร" จึงเกิดขึ้นในใจของตัวเราเอง เลย ทำให้เข้าใจไปว่ามีผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้คิด เชื่อไปในทำนองว่าเป็น เจตภูต เป็นวิญญาณ เป็นตัวเจ้าของร่างหรืออะไรทำนองนี้. พุทธศาสนาปฏิเสธสิ่งเหล่านี้อย่างสิ้นเชิง : เมื่อได้แยกออกเป็น ส่วน ๆ ไม่มีอะไรเหลือแล้ว ก็พิสูจน์แต่ละส่วน ๆ ว่าไม่มีสิ่ง ไหนที่เป็นตัวตน ตลอดถึงส่วนที่เป็นความคิด ก็ไม่ใช่ตัวตน อย่างที่คนทั่วไปเข้าใจกันเลย. 185 ถัดไปเป็นส่วนสุดท้ายเรียกว่า "วิญญาณ" ทำหน้าที่ รู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มันก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนของเรา เหมือนกัน เพราะเหตุว่าอวัยวะนั้น ๆ ล้วนมีความสามารถรับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส อยู่ตลอดเวลา. เมื่อตากับรูปถึง กันเข้า วิญญาณก็เกิดขึ้น เป็น ๓ ฝ่ายด้วยกัน. เช่นตาก็มี ความรู้แจ้งเกิดขึ้นว่ารูปนั้นมีสัณฐานอย่างไร เป็นรูปคนหรือ สัตว์ สั้นหรือยาว ขาวหรือดำ อย่างนี้เป็นต้น. 186 ความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นทำนองนี้เหมือนกับกลไกอันหนึ่ง ซึ่งเป็นไปเองตามธรรมชาติ อย่างอัตโนมัติ ; แต่มีคนบาง
น.93 ๘๗ พวกถือว่านั้นเป็นตัวเจตภูต หรือเป็นตัววิญญาณ ที่แล่นเข้า แล่นออกจากใจมารับความสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย อย่างนี้ก็มี แล้วยึดถือเอาเป็นตัวตน. ตามหลักพุทธ- ศาสนาถือว่า มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น ถ้ารูปและตาพร้อม ทั้งประสาทตาได้มีการกระทบกัน ก็จะมีการเห็นเกิดขึ้น สำเร็จ เป็นการรู้ด้วยตา เรียกว่า จักขุวิญญาณ ตามชื่อของประสาท ที่ตั้งแห่งการสัมผัส โดยไม่ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหนอีก วิญญาณ ในศาสนาพุทธจึงไม่เหมือนวิญญาณในศาสนาอื่น ๆ. 187 เมื่อได้แยกดูทีละส่วน ๆ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นมีส่วนไหนที่เป็นตัวตนของตนดังนี้แล้ว ก็จะ ถอนความเข้าใจผิดเรื่องตัวตนเสียได้ว่าไม่ใช่เป็นตัวตนของใครเลย. ถ้าไม่เกิดความอยาก ไม่เกิดความรักหรือเกลียดในสิ่งทั้งหลาย จึงจะเรียกว่าเห็นแจ้งในสิ่งทั้งปวงว่าไม่ใช่ตัวตน. การนึกคิดตาม เหตุผลก็พอจะทำให้เชื่อว่าไม่ใช่ตัวตนได้ แต่มันก็เป็นเพียงความ เชื่อ ไม่เป็นการรู้แจ้งชนิดที่จะตัดความยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน ได้อย่างเด็ดขาด. เหตุนี้เองจึงต้องศึกษาพิจารณากันตามหลัก แห่งสิกขา ๓ ประการ จึงจะถึงขนาดที่จะถอนการยึดถือเรื่อง นี้ได้. 188
น.94 ๘๘ หน้าที่อันจะพึงปฏิบัติในเรื่องเบญจขันธ์ นี้คือ ต้อง ทำให้ความรู้แจ้งเกิดขึ้นเพื่อขจัดความโง่เสีย แล้วก็จะเห็นเองว่า ไม่มีส่วนไหนที่เป็นตัวเป็นตนอันน่ายึดถือ เมื่อนั้นการยึดถือก็ แตกสลายลง. แม้ยึดมาแล้วแต่กำเนิดก็ตาม มันต้องหมดไป ; ฉะนั้น เราจำเป็นต้องศึกษาเรื่องเบญจขันธ์ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความ หลงว่าเป็นตัวตนนี้ให้ละเอียด. พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องนี้ มากกว่าเรื่องทั้งหลาย มีใจความสรุปได้สั้นๆ ว่า "เบญจขันธ์ เป็นอนัตตา" และถือว่าเป็นคำสอนที่เป็นตัวพระพุทธศาสนาแท้ เป็นใจความสำคัญของพระพุทธศาสนา ซึ่งจะมองกันในแง่ปรัชญา หรือวิทยาศาสตร์ หรือในฐานะเป็นศาสนาก็ตาม. ถ้าเรารู้ตาม ที่เป็นจริง ความยึดถือด้วยการเข้าใจผิดก็จะหายไป ความอยาก ทุกชนิดจะไม่มีทางเกิด และความทุกข์ก็จะไม่มี. 189 ทำไมคนเราตามปกติ จึงมองส่วน ๕ ส่วนนี้ไม่ออกตาม ที่เป็นจริง ? เมื่อเราเกิดมาจากท้องมารดา เราไม่มีปัญญาของเรา เอง : เราได้รับความรู้มาตามที่เขาสอนให้ เขาสอนเราไปใน ทางที่ให้เข้าใจว่าทุกสิ่งเป็นตัวตนไปทั้งนั้น. อำนาจสัญชาตญาณ ดั้งเดิมเกี่ยวกับการยึดถือว่าเป็นตัวตน (อัตตวาทุปาทาน) ซึ่งมี ติดมาตั้งแต่เราเกิด ก็พอกพูนหนายิ่งขึ้นทุกวัน. ในการพูดจา ก็ใช้คำว่า ฉัน ท่าน ผู้นั้น ผู้นี้ ซึ่งล้วนแต่ย้ำการมีตัวตนให้แน่น
น.95 ๘๙ แฟ้นยิ่งขึ้น. คนนั้นชื่อนั้น คนนี้ชื่อนี้ เป็นลูกคนนั้นเป็น หลานคนนี้ เป็นสามีคนนั้น เป็นภรรยาคนนี้ ล้วนแต่ระบุไป ในทางเป็นตัวตนทั้งนั้น เราจึงพากันไม่รู้สึกตัวในการที่เรายึดถือ ความเป็นตัวเป็นตน เพิ่มขึ้นทุกวัน. 190 เมื่อยึดว่าเป็นตัวเป็นตน ก็เกิดการเห็นแก่ตัว แล้วก็ ประกอบการงานไปตามความเห็นแก่ตัวหรือพวกของตัว จนได้ ประโยชน์มาบำรุงความใคร่ของตัวและพวกของตัว. ถ้าหากว่า เราเกิดความฉลาดจนมองเห็นว่านี่เป็นของหลอก ๆ เราจะหมด ความยึดถือว่านั่นเป็นนาย ก. นาย ข. เป็นขุน หลวง พระ พระยา เป็นสัตว์ หรือมนุษย์ โดยเห็นว่าเป็นเพียงเรื่องที่คนเขาสมมติ ขึ้นพูดกันในทางสังคมเท่านั้นเอง. ถ้าเราเข้าใจได้อย่างนี้แล้ว ก็นับว่าเป็นการเพิกถอนสิ่งที่หลอกลวงของสังคมได้ชั้นหนึ่ง. 191 เมื่อพิจารณาดูร่างกายทั้งหมดของนาย ก. ก็จะพบว่า นาย ก. นั้น เท่ากับรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ สัมพันธ์ กัน. การเห็นอย่างนี้ก็ฉลาดขึ้นมาอีกหน่อย เรียกได้ว่าไม่หลงติด ในการสมมติของทางโลก ๆ. 192 จะแยกให้ละเอียดออกไปอีก ก็มีทางทำได้ เช่นรูป ร่างกายนี้ แยกออกเป็นธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือไม่แยกอย่าง
น.96 ๙๐ ทางวัด ๆ เขาแยกกัน จะแยกอย่างวิทยาศาสตร์ เป็นคาร์บอน อ๊อกซิเจน ไฮโดรเจน ฯลฯ ก็ได้เหมือนกัน. อย่างนี้เรียกว่า เห็นลึกเข้ามาอีก คือมันหลอกเราได้น้อยเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง กลาย เป็นเห็นว่าคนไม่มี มีอยู่แต่ธาตุต่าง ๆ. ร่างกายเป็นรูปธาตุ ; จิตเป็นนามธาตุ แยกออกเป็นส่วนย่อย ๆ ทำหน้าที่ต่าง ๆ กัน เช่นรู้สึกนึกคิด และรู้ทางประสาททั้งหลาย. เมื่อเป็นดังนี้ ความรู้สึกว่าคนก็หายไป ความรู้สึกว่านาย ก. นาย ข. ขุน หลวง พระ พระยา ก็หายไป ความรู้สึกว่าลูกของเรา ผัวของเรา เมีย ของเรา อย่างนี้ก็พลอยหายไป. 193 แต่เมื่อ ดูกันในแง่ปรมัตถ์ จะปรากฏว่า แม้ธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุอ๊อกซิเจน ไฮโดรเจน หรืออะไรก็ตาม จะเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตาม ดูให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะพบ ลักษณะอันหนึ่ง ซึ่งเหมือนกันหมดคือ "ความว่าง" ว่างจาก สิ่งที่เราเรียกกันว่า ตัวตนของมันเอง. ดิน น้ำ ลม ไฟ ดูตรง ไหน ๆ มันก็ไม่มีตัวตน พบแต่ความว่างจากตัวตน อย่างภาษา พุทธศาสนาเรียกว่า "สุญญตา". 194 ท่านผู้ใดเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นของว่างได้ดังนี้แล้ว ความยึดถือหรืออุปาทาน ย่อมไม่มีทางที่จะเกิดได้ ที่เกิดแล้วก็
น.97 ๙๑ ไม่มีทางที่จะเหลืออยู่ได้. มันจะสูญหายละลายไปหมดจน ปราศจากการติดยึดโดยสิ้นเชิง มันจึงไม่มีสัตว์ไม่มีคนไม่มีธาตุ ไม่มีขันธ์ไม่มีอะไรทั้งหมด ; เป็น "ความว่าง" จากการมีตัว มีตนของมันเอง. เมื่อไม่ยึดติด ความทุกข์ก็ไม่มีทางเกิดขึ้น. ใครจะเรียกเขาว่าคนดี คนชั่ว คนสุข คนทุกข์ หรืออะไรก็ตาม ไม่เป็นของแปลกสำหรับเขา. ทั้งหมดนี้เป็นผลเกิดมาจากการมี ความรู้ความเข้าใจ และมีความเห็นแจ้งในความจริงของเรื่อง เบญจขันธ์จนถอนความยึดติดที่ผิด ๆทั้ง ๔ ประการนั้นเสียได้. 195 สรุปความว่า สิ่งทั้งปวงในโลกนี้รวมอยู่ในคำว่า "เบญจ- ขันธ์" คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แต่ละส่วนเป็น มายาไร้ตัวตน แต่ก็มีอำนาจล่อให้เกิดการยึดถือ จนคนทั่วไป อยากมี อยากเป็น อยากไม่ให้มี อยากไม่ให้เป็น ซึ่งล้วนแต่ทำ ให้เกิดทุกข์ ไม่อย่างเปิดเผยก็อย่างเร้นลับ. ทุกคนจะต้องอาศัย ข้อปฏิบัติที่เรียกว่าไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ถอนความหลง ติดในเบญจขันธ์เสียให้สิ้นเชิง จึงจะไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของขันธ์ ทั้งห้าแล้วจะไม่มีความทุกข์. โลกจะอยู่ในลักษณะที่อำนวยความ ผาสุกใจให้แก่ผู้นั้น ไม่ต้องร้อนใจเพราะสิ่งใดๆ เป็นผู้มีจิตใจ อยู่เหนือสิ่งทั้งปวงไปจนตลอดชีวิต. นี้เป็นผลของการรู้แจ้ง แทงตลอดในเรื่องเบญจขันธ์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า. 196
น.98 ๙๒ "แนวการทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติ" [แผนภูมิประกอบคำบรรยายครั้งที่ ๗] ปีติและปราโมทย์ : (ความอิ่มใจในธรรม) ปัสสัทธิ : (ความรำงับ) สมาธิ : (จิตสงบ) ยถาภูตญาณทัสสนะ : (ความรู้ที่เป็นจริงต่อโลก) นิพพิทา : (ความเบื่อหน่าย) วิราคะ : (ความคลายออก) วิมุตติ : (ความหลุดออก) วิสุทธิ : (ความบริสุทธิ์ไม่เศร้าหมอง) สันติ : (ความสงบเย็น) นิพพาน : ( ภาวะที่ปราศจากความทุกข์)
Buddhadasa