น.99 บทนี้ จะบอกให้ทราบต่อไปว่า สมาธิอาจจะมีได้ โดยทางตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง และจากการปฏิบัติตามหลักวิชา โดยเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง ; มีผลอย่างเดียวกัน คือเมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้ว ก็นำไปใช้เพ่งพิจารณา (วิปัสสนา). 197 แต่มีข้อควรสังเกตอย่างหนึ่งว่า สมาธิที่เกิดขึ้นตาม ธรรมชาตินั้น มันมักจะพอเหมาะพอสมแก่กำลังของ ปัญญา ที่จะใช้ทำการพิจารณา ; ส่วนสมาธิที่เกิดจาก การฝึกตามหลักวิชาการนั้น มันมักจะเป็นสมาธิที่มากเกิน ไป หรือเหลือใช้ และยังเป็นเหตุให้คนหลงผิด พอใจเพียงแค่ สมาธินั้นก็ได้ เพราะว่าในขณะที่จิตเป็นสมาธิเต็มที่นั้น ย่อมเป็น ความสุขความสบายชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดความพอใจจนถึงกับ ๙๓
น.100 ๙๔ หลงติดหรือหลงคิดว่าเป็นมรรคเป็นผล. โดยเหตุนี้ สมาธิที่ เป็นไปตามทางธรรมชาติ ที่พอเหมาะพอสมกับการใช้พิจารณานั้น จึงไม่เสียหลาย ไม่เสียเปรียบสมาธิตามแบบที่ฝึกตามแนววิธีเทคนิค นัก. ขอแต่เพียงให้รู้จักประคับประคองทำให้สมาธิเกิด และ ให้เป็นไปด้วยดีก็แล้วกัน. 198 ข้อความต่างๆ ในพระไตรปิฎก ก็มีเล่าถึงแต่เรื่องการ บรรลุมรรคผลทุกชั้นตามวิธีธรรมชาติ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเอง หรือต่อหน้าผู้สั่งสอนคนอื่น ๆ โดยไม่ได้ ไปสู่ป่านั่งทำความเพียรอย่างมีพิธีรีตอง กำหนดเพ่งอะไรต่าง ๆ ตามอย่างในคัมภีร์ที่แต่งกันใหม่ ๆ ในชั้นหลัง ๆ โดยเฉพาะใน กรณีแห่งการบรรลุอรหัตผลของภิกษุปัญจวัคคีย์ หรือฤๅษี ๑,๐๐๐ รูป ด้วยการนั่งฟังอนัตตลักขณสูตร และอาทิตตปริยาย สูตรด้วยแล้ว จะยิ่งเห็นว่าไม่มีการพยายามตามหลักวิชาใด ๆ เลย แต่เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอดตามวิธีของธรรมชาติแท้ ๆ. 199 นี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ดีว่า สมาธิตาม ธรรมชาตินั้น ย่อมเกิดขึ้นเอง ในระหว่างที่ทำความพยายามเพื่อ จะเข้าใจเรื่องราวให้แจ่มแจ้ง ; และต้องมีอยู่มากในขณะที่มี ความเห็นอันแจ่มแจ้งติดแนบแน่นอยู่ในตัว อย่างไม่แยกจากกัน
น.101 ๙๕ ได้. ทั้งยังเป็นไปได้เองตามธรรมชาติ ในทำนองเดียวกันกับ ตัวอย่างที่ว่าพอเราตั้งใจคิดเลขลงไปเท่านั้น จิตก็มักเป็นสมาธิ ขึ้นเอง ; พอเราจะยิงปืน จิตก็เป็นสมาธิบังคับให้แน่วแน่ขึ้น มาเองในเวลาเล็ง. 200 นี้แหละเป็นลักษณะของสมาธิที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ ซึ่งตามปกติถูกมองข้ามไปเสีย เพราะมีลักษณะดูมันไม่ค่อยจะขลัง จะศักดิ์สิทธิ์ ไม่ค่อยจะเป็นปาฏิหาริย์เป็นที่น่าอัศจรรย์. แต่ โดยที่แท้แล้วคนเรารอดตัวมาได้เป็นส่วนใหญ่ ก็โดยอำนาจ ของสมาธิตามธรรมชาตินี้เอง. แม้การบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นพระอรหันต์ ก็อาศัยสมาธิตามธรรมชาติ ทำนองนี้ เป็นส่วนมาก. 201 ฉะนั้น ขอท่านทั้งหลายอย่าได้มองข้ามเรื่องของสมาธิ ที่เป็นไปตามธรรมชาติ. มันเป็นเรื่องที่เราอาจทำได้ก่อน หรือได้อยู่แล้วเป็นส่วนมาก. ควรจะประคับประคองมันให้ ถูกวิธี ให้มันเป็นไปด้วยดีถึงที่สุด ก็จะมีผลเท่ากัน เหมือนกับ ผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ไปแล้วเป็นส่วนมาก ซึ่งไม่เคยรู้จัก นั่งทำสมาธิแบบใหม่ ๆ อย่างที่กำลังตื่น ๆ กันอยู่ในขณะนี้เลย. 202
น.102 ๙๖ ทีนี้ เราก็มาถึง ความลับของธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับเรื่อง ลำดับแห่งความรู้สึกต่าง ๆ ภายในใจ จนกระทั่งเกิดการเห็นแจ่ม แจ้งตามที่เป็นจริงต่อโลกหรือต่อขันธ์ห้า. ลำดับแรกได้แก่ปีติ และปราโมทย์ หมายถึงความชุ่มชื่นใจหรือความอิ่มใจในทาง ธรรม. การที่เราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้การให้ทาน ซึ่งถือกันว่าเป็นบุญชั้นต้น ๆ ก็เป็นการทำให้เกิดปีติและปราโมทย์ ได้. ถ้าไปถึงขั้นศีล คือมีความประพฤติทางกายวาจาไม่ต่าง พร้อย จนถึงกับนับถือเคารพตัวเองได้ ปีติปราโมทย์ก็มากขึ้น. ถ้าหากไปถึงขั้นสมาธิ จะเห็นได้ว่าในองค์ของสมาธิอันดับแรกที่ เรียกว่าปฐมฌานนั้น ก็มีปีติอยู่องค์หนึ่งด้วยโดยไม่ต้องสงสัย. 203 ปีติปราโมทย์ นี้ มีอำนาจอยู่ในตัวมันเองอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความสงบระงับ (ปัสสัทธิ) ตามปกติจิตของคน เราไม่ค่อยจะระงับ เพราะว่าจิตตกเป็นทาสของความคิดความนึก ของสิ่งยั่วยวนภายนอก ของความรู้สึกและอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอด เวลา เป็นความพฟุ้งอยู่ภายในไม่เป็นความสงบ แต่ถ้าหากมีปีติ ปราโมทย์ตามธรรมะมาประจำใจอยู่ และมากพอสมควรแล้ว ความสงบระงับนั้นจะต้องมีขึ้น. จะมีมากหรือน้อยตามอำนาจ ของปีติปราโมทย์ที่มีมากหรือน้อย. 204
น.103 ๙๗ เมื่อมีความระงับแล้วก็ย่อมเกิดอาการที่เรียกว่า "สมาธิ" คือใจสงบนิ่ง และอยู่ในสภาพที่คล่องสะดวกเบาสบาย พร้อมที่ จะไหวไปตามความต้องการ โดยเฉพาะก็เพื่อตัดกิเลส. ไม่ใช่ ทำจิตใจให้เงียบตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน อะไรทำนองนั้นก็หา ไม่ ร่างกายจะต้องให้มีความรู้สึกอยู่อย่างปกติ แต่ว่าจิตสงบเป็น พิเศษเหมาะสมที่จะใช้นึกคิดพิจารณา มีความผ่องใสที่สุดเยือก เย็นที่สุด สงบรำงับที่สุด เรียกว่า "กมมนีโย" คือพร้อมที่ จะรู้ นี่คือลักษณะสมาธิที่เราต้องการ ไม่ใช่อยู่ในฌานสมาบัติ แข็งทื่อเหมือนตุ๊กตาหินไม่รู้สึกตัวเลย. 205 การอยู่ในฌานทำนองนั้นจะพิจารณาอะไรไม่ได้เลย. จิต ที่ติดฌานจะพิจารณาธรรมไม่ได้ มีแต่จะตกลงสู่ภวังค์เสียตลอด ไป ไม่สามารถนำมาใช้ในการพิจารณา จัดว่าเป็นอุปสรรค ของการวิปัสสนาโดยตรงทีเดียว ผู้จะพิจารณาธรรมได้ จะ ต้องออกจากฌาน แล้วจึงพิจารณาโดยใช้อำนาจการที่จิตมีสมาธิ ขนาดได้ฌานมาแล้วนั่นเองเป็นเครื่องมือ. 206 ในการทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาตินี้ เราไม่ต้อง เข้าฌานชนิดที่ทำตัวเองให้แข็งทื่อ แต่ว่าต้องการจิตที่สงบเป็น สมาธิ ที่มีคุณสมบัติเป็น "กมฺมนิโย" ครบถ้วนพร้อมที่จะรู้
น.104 ๙๘ แจ้ง จนเกิดความรู้ตามที่เป็นจริงต่อโลกทั้งหมด (ยถาภูตญาณ- ทัสสนะ) โดยอาการตามธรรมชาติ ทำนองเดียวกันกับผู้รู้แจ้ง ขณะที่นั่งฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรม หรือนำไปคิดพิจารณา ในที่เหมาะสมจนรู้ ไม่มีพิธีรีตองหรือปาฏิหาริย์ อันเป็นเรื่อง ความเห็นผิดเป็นชอบหรือหลงใหลต่าง ๆ แต่อย่างใด. 207 แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเกิดการเห็นแจ้งอย่างถูก ต้องรวดเร็ว เป็นพระอรหันต์ไปทันทีก็หามิได้. ในบางกรณี อาจจะเกิดความรู้ขั้นต้น ๆ ก็ได้ แล้วแต่กำลังของสมาธิอีกเหมือน กัน. ในบางกรณีอาจจะไม่เกิดเป็นความรู้ความเห็นตรงตามที่เป็น จริงก็ได้ เพราะว่าตนได้ศึกษามาอย่างผิด ๆ หรือถูกแวดล้อม อยู่ด้วยความเห็นที่ผิด ๆ มากเกินไป. แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ ความแจ่มแจ้งที่เกิดนั้นจะต้องเป็นพิเศษกว่าธรรมดา เช่นว่า ใสแจ๋วลึกซึ้ง. หากความรู้นั้นเป็นไปถูกต้องตามความเป็นจริง คือเป็นไปตามทางของธรรมะแล้ว ก็ย่อมจะก้าวหน้าไปจนกระทั่ง เป็นความรู้ความเห็นในสังขารทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง. ถ้า เกิดขึ้นเพียงน้อย ๆ ก็ทำให้เป็นอริยบุคคลชั้นต้นได้ หรือถ้าน้อย ลงไปอีกก็เพียงแต่เป็นกัลยาณชน คือคนธรรมดาที่เป็นชั้นดี คนหนึ่ง. 208
น.105 ๙๙ ถ้าหากว่ามีสิ่งแวดล้อมเหมาะสมและความดีต่างๆ ได้เคย สร้างสมมาเต็มที่ อาจเป็นพระอรหันต์เลยก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่ เหตุการณ์. แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในขณะที่จิตเป็นสมาธิ ตามธรรมชาติ สิ่งที่เรียกว่า "ญาณทัสสนะ" จะต้องเกิด และ จะต้องตรงตามที่เป็นจริงไม่มากก็น้อย เพราะเหตุว่าพุทธบริษัท เรา ย่อมเคยได้ยินได้ฟัง ได้เคยคิดเคยศึกษาเรื่อง โลก ขันธ์ สังขารทั้งหลาย ด้วยความอยากจะเข้าใจตามที่เป็นจริงมาแล้ว เพราะฉะนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธินั้น จึงไม่มี ทางเสียหายเลย ย่อมจะได้ประโยชน์เสมอโดยแน่นอน. 209 คำว่า "ยถาภูตญาณทัสสนะ" ในที่นี้ หมายถึงการรู้ การเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง คือเห็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; เห็นว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น". ไม่ว่าอะไร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดถือว่า เป็นตัวเป็นตน ว่าของตัวของตน ว่าดี ว่าชั่ว น่ารักหรือน่าชัง อย่างนี้เป็นต้น. ถ้ามีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไป ในทางพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตาม แม้เพียงแต่รู้สึกคิดนึก หรือระลึกถึงเท่านั้น ก็ยังถือว่า เป็นการยึดถือในที่นี้. ที่ว่าไม่ น่าเอาไม่น่าเป็น ก็มาจากหลักที่ว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือนั่นเอง. 210
น.106 ๑๐๐ ตัวอย่างในเรื่อง "เอา" ก็คือการปักใจในทรัพย์สมบัติ เงินทอง สัตว์สิ่งของอันเป็นที่พอใจต่าง ๆ. การ "เป็น" ก็ คือการถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นสามีภรรยา เป็นคนมั่งมี คน เข็ญใจ เป็นคนแพ้ คนชนะ กระทั่งเป็นมนุษย์ หรือเป็นตัวเอง. ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้ง แม้ความเป็นคนนี้ก็ไม่น่าสนุก น่าเอือม ระอาเพราะเป็นที่ตั้งของความทุกข์. ถ้าไม่ยึดถือว่าเป็นคนเสียได้ ก็จะไม่เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าเห็นความไม่น่าเป็น ซึ่งมีใจความ สำคัญอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ต้องมีความทุกข์ตามแบบ ของความเป็นชนิดนั้น ๆ เพราะว่าความเป็นอะไร ๆ นี้ มันต้อง ทนเป็น ทนดำรงอยู่ ต้องมีการต่อสู้เพื่อให้ได้เป็น หรือเป็น อยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็คือการต่อสู้ทางใจในการที่จะยึดถือเอา ความเป็นอะไร ๆ ของตนไว้ให้ได้. 211 เมื่อมีตน ก็จะต้องมีอะไร ๆ เป็นของตน ภายนอก ตนออกไปอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีลูกของตน เมียของตน อะไร ๆ ของตนอีกหลายอย่าง กระทั่งมีหน้าที่แห่งความเป็นผัว เป็นเมีย ความเป็นนายเป็นบ่าว ความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของ ตนขึ้นมา. ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า ไม่มี ความเป็นชนิดไหนที่จะไม่ต้องอาศัยความดิ้นรน ต่อสู้เพื่อดำรง
น.107 ๑๐๑ ความเป็นนั้นไว้ ความลำบากดิ้นรนต่อสู้นั้น ก็คือผลของการ หลงใหลยึดถือสิ่งต่าง ๆ ด้วยความไม่รู้นั่นเอง. 212 ถ้าไม่ให้เอาไม่ให้เป็นกันแล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ? นี่คงจะเป็นที่สงสัยอย่างใหญ่หลวงของผู้ที่ไม่เคยคิด ไม่เคยนึก ในเรื่องนี้. คำว่า "เอา" และคำว่า "เป็น" ในที่นี้ หมาย ถึงการเอาหรือการเป็น ด้วยกิเลส ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ความยึดมั่นว่าน่าเอาน่าเป็น และใจก็เอาจริงเอาจัง เป็นจริง เป็นจัง เพราะฉะนั้น มันก็ต้องหนักใจ ร้อนใจ เจ็บใจ ช้ำใจ หรืออย่างน้อยก็เป็นภาวะหนักทางใจ นับตั้งแต่แรกไปและตลอด เวลาทีเดียว. เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้แล้ว ก็จะมีสติสัมปชัญญะ คุ้มครองจิตใจ ไม่ให้ตกไปเป็นทาสของความมีความเป็น ด้วย อำนาจการยึดติด ; มีสติปัญญาอยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ. 213 เมื่อเรารู้สึกอยู่ว่าโดยที่แท้มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอาไม่น่าเป็น หากแต่เรายังไม่สามารถถอนตัวออกไปเสียจากความมีความเป็น นั้นได้ เราก็จำต้องมีสติรู้ตัวให้พอเหมาะสม ถ้าจะเข้าไปเอาไป เป็น ; เราก็จะไม่เดือดร้อน เหมือนคนที่หลับหูหลับตาเข้าไป เอาหรือเข้าไปเป็น อย่างโง่เขลางมงาย ซึ่งผลสุดท้ายก็ตกหลุม ตกบ่อความโง่เขลาและอุปาทานของตัวเอง จนถึงกับต้องฆ่าตัว
น.108 ๑๐๒ ตาย. สมมติตัวอย่างว่า เสือหรืองูร้ายเป็นสิ่งที่ขายได้แพง ในเมื่อเราไม่มีวิธีอื่นจะประกอบอาชีพ เราจะเข้าไปจับเสือมาขาย อย่างนี้ มันก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่เราจะต้องเข้าไปจับเสือให้ถูก วิธี เราจึงจะได้เสือมาขายและได้เงินมาเลี้ยงชีวิต ; ถ้าผิดวิธี เราก็จะต้องตายเพราะเสือ. 214 โลกหรือสิ่งทั้งปวงมีลักษณะไม่เที่ยง เป็นทุกข์และไม่ เป็นของใคร. มันจะเล่นงานบุคคลผู้ที่เข้าไปยึดถือด้วยตัณหา อุปาทานนับแต่วาระแรก คือตั้งแต่เมื่ออยากได้อยากเป็น กำลัง ได้กำลังเป็น และได้แล้วเป็นแล้ว ตลอดเวลาแห่งกาลทั้งสาม. ใครเข้าไปยึดถืออย่างหลับหูหลับตาแล้ว ก็จะมีความทุกข์อย่าง เต็มที่ เหมือนอย่างที่เราเห็นปุถุชนคนเขลาทั้งหลาย เป็น ๆ กัน อยู่โดยทั่วไปในโลก. 215 แม้ที่สุด "ความดี" ที่ใคร ๆ ก็บูชากัน ถ้าหากว่า ใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับความดีในอาการที่ผิดทาง และยึดถือกัน มากเกินไป ก็จะได้รับความทุกข์จากความดีนั้นเช่นเดียวกัน. เว้นไว้แต่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน โดยความรู้ว่าธรรมชาติ ของมันเป็นอย่างนั้น. 216 อาจจะมีผู้สงสัย ต่อไปว่า "ถ้าไม่มีอะไรที่น่าเอาน่า เป็นแล้ว ก็จะไม่มีใครประกอบการงานอะไร ๆ หรือไม่สามารถ
น.109 ๑๐๓ รักษาทรัพย์สมบัติสิ่งที่ตนมีอยู่ได้". ข้อนี้ถ้ามีความเข้าใจแล้ว ก็จะรู้ว่าเราควรมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงทำ สิ่งต่าง ๆ ดีกว่าที่จะทำสิ่งต่างๆ ด้วยความมักมากอยากใหญ่ โง่ เขลางมงายไม่เข้าใจอะไรเลย. ใจความสั้น ๆ ก็คือ ให้เราเข้า ไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยสติปัญญา อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย กิเลสตัณหาอุปาทานมันจะมีผลเป็นคนละอย่าง. 217 พระอรหันต์ทั้งหลายซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานเลย ท่านก็ยังทำสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ได้มากกว่าพวกเราเสียอีก. ดูจากพุทธประวัติว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง พระพุทธเจ้าทรงทำอะไรบ้าง ก็จะพบว่าท่านมีเวลานอนพักผ่อน เพียง ๔ ชั่วโมง นอกจากนั้นทำงานตลอดหมด. พวกเรา พักเล่นเสียก็มากกว่า ๔ ชั่วโมงแล้ว. นี่ท่านทรงทำไปเพราะ อำนาจของอะไร ในเมื่อกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้อยากเป็นอยากเอาสิ่ง ต่าง ๆ ก็หมดเสียแล้ว. ท่านทำไปด้วยอำนาจของสติปัญญาบวก กับเมตตา. 218 แม้สิ่งที่เป็นไปตามความต้องการของร่างกายตาม ธรรมชาติ เช่นท่านจะต้องไปบิณฑบาตอาหารฉันเหล่านั้น ท่าน ก็ยังคงทำไปด้วยอำนาจของปัญญา ไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาว่าจะมี
น.110 ๑๐๔ ชีวิตอยู่เพื่อเป็นอย่างนั้นเพื่อเอาอย่างนี้ แต่มีปัญญาความรู้ผิดชอบ ชั่วดี เป็นกำลังส่งร่างกายออกแสวงหาอาหาร หาได้ก็ได้ ไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร. 219 ในกรณีเจ็บไข้ ก็มีปัญญารู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร ท่าน ก็แก้ไขเท่าที่ปัญญาจะมี. ถ้าเป็นมากเกินไปก็จำต้องตายเป็น ธรรมดา เพราะว่าท่านมีความขวนขวายน้อย ความอยู่หรือความ ตายไม่มีความหมายสำหรับท่านเลย หรือมันมีค่าเท่ากัน. นับ ว่านี่เป็นความคิดอันถูกต้องที่สุด สำหรับจะไม่ให้มีความทุกข์เลย ไม่ต้องมีตัวตนเป็นเจ้าของ มีแต่ปัญญานำร่างกายให้เป็นไปตาม อำนาจของธรรมชาติ. 220 นี่เราจะเห็นได้ว่าเพียงอำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ เมตตา บริสุทธิ์ เท่านั้น ก็ทำให้พระอรหันต์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกได้ และทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ได้มากกว่าคนที่ยังมีกิเลส ตัณหาเสียอีก. คนที่มีกิเลสย่อมทำแต่สิ่งที่จะได้แก่ตัวเพราะ ความเห็นแก่ตัว ส่วนท่านทำไปด้วยความไม่เห็นแก่ตัวเลย ฉะนั้น มันจึงมากกว่ากัน บริสุทธิ์กว่ากันทำนองนี้. 221 ความอยากเอาอยากเป็นนี้ เป็นความโง่อย่างยิ่งชนิดหนึ่ง เป็นความหลงผิด ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร จนกระทั่ง
น.111 ๑๐๕ ไปคว้าเอากงจักรมาเป็นดอกบัว เพราะฉะนั้น ขอให้เราทุกคน ปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยสติปัญญา ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่าไม่มีอะไร ที่น่าเอาน่าเป็น หรือน่าหลงใหลยึดถือ ดังกล่าวแล้ว. จงทำ ไปให้พอเหมาะพอสมกับที่รู้ว่าสิ่งเหล่านั้น มีความไม่น่าเอาหรือ ไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องให้ถูกวิธี และให้พอเหมาะในเมื่อเรายังต้องเกี่ยวข้องอยู่. ข้อนี้เป็นการ ทำให้ใจของเรายังสะอาด สว่างไสว แจ่มใส สงบเย็นอยู่เสมอ แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก หรือสิ่งทั้งปวงด้วยอาการที่จะไม่เป็น พิษเป็นโทษแก่ตัวเรา. 222 ความไม่น่าเอาไม่น่าเป็นนี้ ชาวโลกธรรมดาฟังดูแล้ว ชวนให้ไม่เชื่อไม่เลื่อมใส แต่ถ้าใครได้เข้าใจความหมายที่แท้จริง ของมันแล้ว กลับจะทำให้เกิดความกล้าหาญร่าเริง คือมีจิตเป็น นายเป็นอิสระต่อสิ่งทั้งปวง ทำให้สามารถเข้าไปหาสิ่งต่าง ๆ ด้วย ความมั่นใจว่าจะไม่ตกเป็นทาสของมัน คือไม่เข้าไปด้วยอำนาจ ของกิเลสตัณหาหน้ามืดจนกลายเป็นทาสของมัน. 223 คนเรากำลังเอาอะไรอยู่ก็ตาม กำลังเป็นอะไรอยู่ก็ตาม ขอให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่าเรากำลังเอาหรือเป็น ในสิ่งซึ่งที่แท้แล้ว เอาไม่ได้เป็นไม่ได้ ; เพราะไม่มีอะไรที่เอาได้จริงเป็นได้จริง
น.112 ๑๐๖ ตามต้องการของเรา. มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ของเราอยู่ ตลอดเวลา. เราเองเข้าไปยึดมันด้วยกิเลสตัณหาบ้า ๆ บอ ๆ ของเราเองต่างหาก ฉะนั้น เราจึงทำกับสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกตรง กับที่มันเป็นจริง. เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความไม่รู้ตามที่ เป็นจริงนั่นเอง จึงต้องเกิดความทุกข์ยุ่งยากขึ้นทุกอย่างทุก ประการ. 224 คนแต่ละคนไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้บริสุทธิ์ ผุดผ่องได้ ก็เพราะมันอยากเอาอะไรอยากเป็นอะไรเกินขอบ เขต เพราะอำนาจของกิเลสตัณหาของตนเองเสียเรื่อย จึงไม่ สามารถดำรงตนให้อยู่ในสภาพที่เป็นความดีความงาม ความถูก ต้องและความยุติธรรม. มูลเหตุแห่งความหายนะของทุกคน มันอยู่ที่การตกเป็นทาสของตัณหา เพราะฉะนั้น การรู้จักสิ่งทั้ง ปวงให้ถูกต้องตามที่มันเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) จึงเป็น ใจความสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา. นี้เป็นทางให้เราเอา ตัวรอดกันได้โดยมากไม่ว่าในเรื่องประโยชน์ทางโลก ๆ ซึ่งหวัง ผลเป็นทรัพย์สมบัติชื่อเสียง ; หรือว่าเพื่อหวังประโยชน์ใน โลกหน้า เช่นสวรรค์ ; หรือเรื่องที่พ้นจากชาวโลกขึ้นไป คือ เรื่องมรรคผลนิพพานก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องอาศัยความรู้ ความเห็นอันถูกต้องทำนองนี้ทั้งนั้น. โดนไฟล้มนี้. 225
น.113 ๑๐๗ เราทุกคนจะรุ่งเรืองก็ด้วยปัญญา. พระพุทธศาสนา ได้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า คนเราบริสุทธิ์ด้วยปัญญา ไม่ใช่บริสุทธิ์ ด้วยอย่างอื่น. ทางรอดของเราอยู่ที่ปัญญา เห็นแจ่มแจ้งในสิ่ง ทั้งปวงว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ คือน่าเอาน่าเป็นด้วยการมอบกาย ถวายชีวิตเลย. ที่มีอยู่แล้วที่เป็นอยู่แล้ว ก็ขอให้เป็นไปตาม สมมติของทางโลก ๆ. ที่สมมติว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่กัน ก็เพื่อจะ ให้รู้จักชื่อรู้จักเสียง รู้จักแบ่งหน้าที่การงานกัน เพื่อความสะดวก ในทางสังคม. 226 เราอย่าไปหลงยึดถือว่าตัวเราเป็นนั่นเป็นนี่ไปตามที่เขา สมมติให้เลย มันจะมีลักษณะเหมือนกับการถูกมอม ดังสัตว์เล็ก ๆ เช่นจิ้งหรีดเป็นต้นซึ่งเมื่อถูกมอมหน้า ถูกทำให้มึนให้งงแล้ว มันก็จะกัดกันเองจนตาย. คนเรานี่แหละถ้าถูกมอมหรือถูกหลอก ต่าง ๆ ก็จะมึนเมาจนทำสิ่งที่ตามปกติมนุษย์ธรรมดาสามัญทำไม่ได้ เช่นฆ่ากันเป็นต้น ; ฉะนั้น เราอย่าไปหลงติดสมมติ แต่พึงรู้สึก ตัวว่านั่นเป็นเรื่องการสมมติ ซึ่งเป็นของต้องมีในสังคม. เรา จะต้องรู้สึกโดยแท้จริงว่า กายกับใจนี่คืออะไร ธรรมชาติที่แท้ จริงของมันเป็นอย่างไร โดยเฉพาะก็คือ เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั่นเอง ส่วนเรานั้นจะต้องดำรงตนอยู่ในลักษณะที่เป็น อิสระเสมอ. 227
น.114 ๑๐๘ สำหรับ ทรัพย์สมบัติหรืออะไร ๆ ที่เราจำเป็นจะต้อง มี ก็ขอให้เห็นว่าเป็นการสมมติอีกเหมือนกัน. จงปล่อยไว้ตาม ประเพณีที่มีอยู่ว่านี่เป็นของคนนี้ นี่บ้านคนนี้ นี่นาคนนั้นเป็นต้น. กฎหมายก็คุ้มครองกรรมสิทธิ์ไว้ให้คนเรา ทั้งที่จิตใจไม่ต้องยึดถือ ว่าเป็นของเรา เพราะฉะนั้นเราก็ควรมีอะไร ๆ เพียงเพื่อความ สะดวกสบายไม่ใช่เพื่อมาเป็นนายอยู่เหนือใจเรา. เมื่อเรามีความ รู้แจ้งอย่างนี้ สิ่งต่าง ๆ ก็จะลงไปอยู่เป็นบ่าวเป็นทาสเรา และ เราก็อยู่เหนือมัน. 228 ถ้าเรารู้สึกไปในทางมีตัณหาอุปาทาน จนมีอะไรเป็น อะไรด้วยจิตใจที่ยึดถือเหนียวแน่นแล้ว มันจะขึ้นอยู่เหนือศีรษะ เรา แล้วเราก็จะกลับลงไปเป็นบ่าวเป็นทาสอยู่ใต้มัน. มันกลับ กันอยู่ดังนี้ จึงเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปในลักษณะ ที่เรายังคงเป็นอิสระอยู่เหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง. มิฉะนั้นแล้ว เราเองจะต้องตกอยู่ในสถานะที่น่าสงสารที่สุด ; เราควรสมเพช ตัวของเราเองกันไว้บ้าง. 229 เมื่อเห็นจริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นอย่างนี้แล้ว ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา) ก็เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นติดตามมาตาม ส่วนสัดของการเห็นแจ้ง. นี่หมายความว่ามีการคลอนแคลนสั่น สะเทือนเกิดขึ้นแล้วในการเข้าไปหลงยึดถือ. หรือเปรียบเหมือน
น.115 ๑๐๙ เมื่อเราต้องตกเป็นทาสเขามานาน จนมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น ก็มี ความเคลื่อนไหวไปในทางที่จะต้องเปลื้องตน ออกจากความเป็น ทาส. นี้เป็นลักษณะของนิพพิทา คือเบื่อหน่าย เกลียดความ เป็นทาสขึ้นมาแล้ว หน่ายต่อความที่ตนหลงเข้าไปยึดถือเอาสิ่ง ต่าง ๆ ด้วยความเข้าใจว่าน่าเอาน่าเป็นนั่นเอง. 230 ครั้นพอมีความเบื่อหน่ายแล้ว โดยอัตโนมัติตาม ธรรมชาตินั่นเอง ย่อมจะมี ค วามจางหรือคลายออก (วิราคะ) เหมือนกับเชือกที่ผูกมัดไว้แน่นถูกแก้ออก หรือเหมือนสีน้ำย้อม ผ้าที่ติดแน่น เอาแช่น้ำยาบางอย่างให้สีมันหลุดออก. ความยึด ถือที่คลายออก จางออกจากโลกหรือจากสิ่งทั้งปวงที่เคยยึดถือนี้ ท่านเรียกว่า "วิราคะ" . ระยะนี้ถือว่าสำคัญที่สุด แม้จะไม่ใช่ ระยะสุดท้าย แต่ก็เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของการหลุดพ้น. เพราะ ว่าเมื่อมีการคลายออกจางออกดังนี้แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งที่เรียก ว่า ความหลุดออกจากทุกข์ (วิมุตติ) จะต้องมีโดยแน่นอน. 231 เมื่อหลุดออกมาได้จากความเป็นทาส ไม่ต้องเป็นทาส ของโลกต่อไปอีก ก็จะมี อาการบริสุทธิ์ (วิสุทธิ) . ในที่นี้ หมายความว่าไม่เศร้าหมอง ก่อนนี้เศร้าหมองทุกทาง เพราะ การเข้าไปจมเป็นทาสของสิ่งทั้งหลาย เป็นการเศร้าหมองที่กาย
น.116 ๑๑๐ วาจาใจ หรือจะมองดูกันในแง่ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องเศร้าหมอง ทั้งนั้น. ต่อเมื่อหลุดพ้นออกมาจากความเป็นทาส ในรสอร่อย ๆ ของโลกแล้ว จึงจะอยู่ในลักษณะที่บริสุทธิ์ คือไม่เศร้าหมองอีก ต่อไป. 232 เมื่อมี ความบริสุทธิ์แท้จริง อย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดความ สงบสันติอันแท้จริงสืบไป เป็นความสงบเย็นจากความวุ่นวาย จากความรบกวนหรือจากการต่อสู้ดิ้นรนทรมานต่าง ๆ. เมื่อ ปราศจากอาการเบียดเบียนวุ่นวายเหล่านี้แล้ว ท่านสรุปเรียกความ เป็นอย่างนี้ว่า "สันติ" คือความสงบรำงับดับเย็นของเรื่องทั้ง ปวง. มันแทบจะเรียกได้ว่าถึงขั้นสุดหรือขั้นเดียวกันกับนิพพาน. แท้ที่จริงสันติกับนิพพานนั้น เกือบจะไม่ต้องแยกกัน ที่แยกกัน ก็เพื่อจะให้เห็นว่าเมื่อสงบแล้ว ก็นิพพาน. 233 นิพพาน แปลว่าไม่มีเครื่องทิ่มแทง อีกอย่างหนึ่งแปล ว่า ความดับสนิทไม่มีเหลือ ฉะนั้น คำว่านิพพานจึงมีความหมาย ใหญ่ ๆ เป็นสองประการ คือ ดับไม่มีเชื้อสำหรับจะเกิดมาเป็น ความทุกข์อีกต่อไปนี่อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็คือปราศจาก ความทิ่มแทง ความเผาลน ปราศจากความผูกพัน ร้อยรัดต่าง ๆ ทุกอย่างทุกประการ .. รวมความแล้วก็แสดงถึงภาวะที่ปราศจาก
น.117 ๑๑๑ ความทุกข์โดยสิ้นเชิง. นิพพานยังมีความหมายที่มุ่งใช้ต่าง ๆ กันอีกหลายอย่าง เช่นหมายถึงการดับของความทุกข์ก็มี หมายถึง การดับของกิเลสอย่างหมดสิ้นก็มี หมายถึงธรรมะหรือเครื่องมือ หรือเขตแดน หรือสภาพอันใดอันหนึ่งที่ทุกข์ทั้งปวง กิเลสทั้งปวง สังขารทั้งปวง ดับไปหมดสิ้น. 234 แม้จะมีคำว่า "นิพพาน" ใช้กันอยู่ในลัทธิศาสนา หลายๆ ลัทธิก็ตาม แต่ความหหมายไม่เหมือนกันเลย เช่นลัทธิ หนึ่งก็ถือเอาความสงบเย็น เพราะการที่ได้ฌานได้สมาบัติว่าเป็น นิพพาน ; บางลัทธิถือความมัวเมาอยู่ในกามารมณ์กันอย่าเพรียบ พร้อมว่าเป็นนิพพาน. พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธนิพพานในความ หมายเช่นนั้น. ทรงระบุความหมายของพระนิพพานเพียงใน ลักษณะที่เป็นภาวะอันปราศจากความทิ่มแทง ร้อยรัดแผดเผา ของกิเลสและความทุกข์ เพราะการได้เห็นสภาวะโลก เห็นสิ่ง ทั้งปวงตามที่เป็นจริง จนหยุดความอยากความยึดในสิ่งต่าง ๆ เสียได้ ดังนี้. 235 เพราะฉะนั้น เราจึงควรเห็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของการ เห็นสิ่งทั้งหลายให้ถูกต้องตามความเป็นจริงและควรพยายามทำให้ เกิดมีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กล่าวคือทางที่จะเป็นไปเองตาม
น.118 ๑๑๒ ธรรมชาติ โดยการประคับประคองให้ดี ทำจิตใจให้มีปีติ ปราโมทย์ มีการเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์ทุกลมหายใจทั้งกลางวันและ กลางคืนอยู่เสมอ จนกระทั่งเกิดคุณธรรมต่าง ๆ ตามลำดับที่กล่าว แล้วนี้วิธีหนึ่ง. ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นเป็นการเร่งรัดด้วยอำนาจจิต บังคับ คือไปศึกษาและปฏิบัติตามหลักวิชาของการทำสมาธิ หรือการเจริญวิปัสสนาโดยเฉพาะ. สำหรับผู้ที่อุปนิสัยเหมาะสม ก็อาจก้าวหน้าไปได้เร็วในเมื่อทำถูกวิธีและถูกกับสิ่งแวดล้อม. 236 แต่วิปัสสนาตามธรรมชาตินั้นเราทำได้ทุกโอกาสทุกขณะ เพียงระวังให้การเป็นอยู่ประจำวันของเราบริสุทธิ์ผุดผ่องจนเกิด ความอิ่มใจในทางธรรมะ ความรำงับจิต ความสงบ มีความรู้ที่ เป็นจริงต่อสิ่งทั้งหลาย ความเบื่อหน่าย ความคลายออก ความ หลุดออก ความบริสุทธิ์ไม่เศร้าหมอง ความสงบเย็น ถึงภาวะ ที่ปราศจากความทุกข์ อย่างชิมลองน้อย ๆ เรื่อย ๆ ไป ตาม ธรรมชาติทุกวันทุกเดือนทุกปี ก็จะใกล้ชิดนิพพานอย่างแท้จริง ได้มากขึ้น ๆ. 237 สรุปความว่า สมาธิและวิปัสสนาตามธรรมชาติ ที่ทำ ให้บุคคลบรรลุมรรคผลนั้น ต้องอาศัยการพิจารณาความจริงใน ข้อที่ว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น" อยู่เป็นประจำวันทุกวัน. ผู้
น.119 ๑๑๓ หวังจะได้ผลอันนี้จะต้องพยายามทำตนให้เป็นคนสะอาด มีอะไร เป็นที่พอใจในตัวจนยกมือไหว้ตนเองได้ มีปีติปราโมทย์ตามทาง ธรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาปฏิบัติหน้าที่หรือเวลาพักผ่อน. ปีติ ปราโมทย์นั่นเองทำให้เกิดความแจ่มใสสดชื่น มีใจสงบรำงับ เป็นเหตุให้จิตมีสมรรถภาพ ในการคิดค้นตามธรรมชาติอยู่อย่าง อัตโนมัติ เกิดความเห็นจริงว่า ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นอยู่ เสมอ. ขณะใดเป็นไปอย่างแรงกล้า จิตก็หน่ายคลายความอยาก จากสิ่งที่เคยยึดถือหลุดออกมาได้จากสิ่งที่เคยยึดถือว่าตัวตน หรือ ของตน ไม่มีความหลงอยากในสิ่งใดด้วยกิเลสตัณหาอีกต่อไป ความทุกข์ซึ่งไม่มีที่ตั้งอาศัยก็สิ้นสุดลง ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงที่ สุดแห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว นับว่าเป็น ของขวัญ ที่ธรรมชาติได้มีไว้ให้ สำหรับคนทุกคนโดยแท้จริง. 238
น.120 แนวการทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา [แผนภูมิประกอบคำบรรยายครั้งที่ ๘ ] ๑. สีลวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งศีล ๒. จิตตวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งจิต [๑] ๓. ทิฏฐิวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความเห็น. [๒] ๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความรู้เป็น เครื่องข้ามความสงสัย. [๓] ๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ : ความหมดจดแห่ง ความรู้ความเห็นที่ว่าเป็นทางหรือไม่ใช่ทาง. [๔] ๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ : ความหมดจดแห่ง ความรู้ความเห็นในทางปฏิบัติ :- ๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ: เห็นความเกิดและความดับสลาย ๒. ภังคานุปัสสนาญาณ : เห็นความดับสลายโดย ส่วนเดียว. ๓. ภยตุปัฏฐานญาณ : เห็นภาวะทั้งหลายเต็มไป ด้วยความน่ากลัว. ๑๑๔
น.121 ๑๑๕ ๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ : เห็นความเต็มไปด้วย โทษทุกข์ภัย. ๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ : เห็นความน่าเบื่อหน่ายในสิ่ง ทั้งหลายทั้งปวง. ๖. มุญจิตกัมยตาญาณ : ความรู้ซึ่งทำให้เกิดความ ใคร่อย่างแรงกล้าที่จะพ้นทุกข์ . ๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ : ความรู้หาทางพ้นทุกข์นั้น ๆ. ๘. สังขารุเปกขาญาณ : ความรู้เป็นเครื่องปล่อยวางเฉย. ๙. สัจจานโลมิกญาณ : ความรู้ควรแก่การรู้อริยสัจจ์ [๕] ๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ : ความหมดจดแห่งความรู้ความ เห็นที่ถูกต้อง. ก. อริยมรรค. ข. อริยผล.
Buddhadasa