Buddhadasa.org

คู่มือมนุษย์ บทที่ ๘ — การทำให้รู้แจ้งตามหลักวิชา

คู่มือมนุษย์ — ปาฐกถาธรรมชุด "คู่มือมนุษย์" ของพุทธทาสภิกขุ — หลักพระพุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มศึกษา (๙ บท)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.122 คราวนี้ จะอธิบายถึงวิธีทำความเห็นแจ้งให้เกิดขึ้น ตามหลักวิชา. ไม่อยู่ในรูปของพุทธภาษิต เพราะเป็นสิ่งที่ อาจารย์ยุคหลัง ๆ จัดขึ้น. เป็นวิธีเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติที่มี อุปนิสัยอ่อน ยังมองไม่เห็นทุกข์ภัยตามธรรมชาติด้วยตาตัวเอง. อย่างไรก็ตาม นี้ก็มิได้หมายความว่า เรื่องที่เป็นไปตามหลัก เกณฑ์ชนิดนี้ จะวิเศษไปกว่าที่จะเป็นไปตามวิธีธรรมชาติ เพราะเหตุว่าเมื่อตรวจดูพระไตรปิฎกโดยตรง จะเห็นว่ามีกล่าว แต่วิธีเป็นไปตามธรรมชาติทั้งนั้น. 239 แต่บางคนเห็นกันไปว่านั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เฉพาะ บุคคลที่มีบุญบารมี หรืออุปนิสัยได้สะสมมาไว้จนมากเพียงพอที่ จะรู้สิ่งเหล่านั้นได้เหมือนกับทำเล่นๆ. สำหรับผู้ที่ไม่มีบารมี ไม่มีอุปนิสัยจะทำอย่างไร ? ท่านเลยวางวิธีระเบียบปฏิบัติเร่งรัดไป. ๑๑๖

น.123 ๑๑๗ ตั้งแต่ต้นทีเดียว ต้องให้ทำไปตามระเบียบตามลำดับอย่าง รัดกุม. 240 ระเบียบปฏิบัติเพื่อทำให้เกิดความเห็นแจ้งนี้ เพิ่งเรียก กันในยุคอรรถกถาโดยชื่อใหม่ว่า "วิปัสสนาธุระ" ให้เป็นคู่กัน กับ "คันถธุระ" ซึ่งเป็นเรื่องการเรียนตำราโดยตรง. วิปัสสนา- ธุระ เป็นการเรียนจากภายใน คืออบรมจิตโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยว กับตำรา. คำว่า "คันถธุระ" และ "วิปัสสนาธุระ" สองคำนี้ ไม่ได้มีมาในบาลีพระไตรปิฎก จะมีปรากฏก็แต่ในหนังสือชั้น หลัง ๆ เช่น อรรถกถาธรรมบทเป็นต้น. แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม เราก็อาจใช้เป็นหลักเป็นเกณฑ์ได้ว่า วิปัสสนาธุระนั้นเป็นการ งานของพุทธบริษัทผู้ที่ตั้งอกตั้งใจจะทำความดับทุกข์ ด้วยการทำ ความเพียรในทางเพ่งพิจารณาโดยตรง. 241 คำว่า "วิปัสสนา" นี้ มีทางฟั่นเฟือนอยู่บางสิ่งบาง อย่าง คือในบางกรณีเกิดไปแยกทำทางจิต เป็นสองประเภทโดย เด็ดขาด คือทำเพื่อให้เกิดสมาธิประเภทหนึ่ง ทำให้เกิดปัญญา อีกประเภทหนึ่ง แล้วเรียกการทำสมาธินั้นว่าสมถภาวนา และ เรียกการทำปัญญาว่าวิปัสสนาภาวนา เลยทำให้วิปัสสนามีความ หมายแคบเข้ามาเหลือแต่เพียงเรื่องของปัญญา. 242

น.124 ๑๑๘ แต่โดยที่แท้แล้วคำว่าวิปัสสนาธุระต้องกินความร่วม หมดทั้งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา คือหมายถึงทั้งสมาธิและ ปัญญานั่นเอง. และยิ่งไปกว่านั้นยังรวมเอาศีลซึ่งยังไม่ใช่ตัว ภาวนาอะไรเลยเข้าไปอีกด้วย ในฐานะเป็นบริวารหรือเป็น รากฐานของสมาธิ. เพื่อจะให้เข้าใจการปฏิบัติวิปัสสนาได้เป็น อย่างดี อาจารย์แต่กาลก่อนนิยมตั้งหัวข้อไว้เป็นข้อ ๆ มาทีเดียว. หัวข้อแรกที่สุดก็ว่าอะไรเป็นฐานที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ? อะไร เป็นลักษณะเครื่องสังเกตว่าเป็นตัววิปัสสนา ? อะไรเป็นกิจที่เรียก ว่าวิปัสสนา ? และอะไรจะเป็นผลสุดท้ายของวิปัสสนา ?. 243 เมื่อตั้งปัญหาว่าอะไรเป็น ที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา ก็ ตอบว่าศีลกับสมาธิเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิปัสสนา เพราะวิปัสสนา หมายถึงการรู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อบุคคลมีจิต ใจปีติปราโมทย์ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องเศร้าหมองใจ. . ข้อนี้ศีล ช่วยได้ถึงที่สุด : เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ก็มีปีติปราโมทย์ ฉะนั้นจึง ต้องมีศีลเสียก่อน. คำกล่าวนี้มีหลักที่อ้างอิงในพระบาลีโดยตรง, เช่นในบาลีมัชฌิมนิกาย ก็ได้มีการกล่าวถึงความบริสุทธิ์สะอาด ของการปฏิบัติเป็นขั้น ๆ ไปตามลำดับ จนครบ ๗ อย่าง ถึงที่สุด คือการบรรลุมรรคผล. . 244

น.125 ๑๑๙ ในขั้นแห่งความบริสุทธิ์ ๗ อย่างนั้นท่านก็ยกเอาศีล เป็นข้อแรกเรียกว่า ศีลวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความประพฤติ. ศีลวิสุทธิก็ส่งให้เกิด จิตตวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งจิต ; ความ หมดจดแห่งจิต ก็ส่งให้เกิด ทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความ เห็น ; ความหมดจดแห่งทิฏฐิ ก็ส่งให้เกิด กังขาวิตรณวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ที่จะข้ามความสงสัยเสียได้. ต่อไป ความหมดจดแห่งความรู้เป็นเครื่องข้ามความสงสัย ก็ส่งให้เกิด มัคสามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็น แจ้งว่าอะไรเป็นหนทางอะไรไม่ใช่หนทาง ; ความหมดจดในความ รู้ว่าอะไรเป็นทาง อะไรไม่ใช่ทาง นี้ก็ส่งให้เกิด ปฏิปทาญาณ- ทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวการปฏิบัติ นั้น ๆ. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินี้ก็ส่งให้เกิด ญาณทัสสนวิสุทธิ อันเป็นขั้นสุดท้าย คืออริยมรรคซึ่งเป็นคู่กับอริยผล. ผลเป็น สิ่งที่เกิดจากมรรคเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว ไว้เพียงแค่อริยมรรคในฐานะเป็นขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติ. 245 ศีล หมายถึงประพฤติปราศจากโทษทางกายและวาจา. ถ้ายังมีความไม่ปกติทางกายทางวาจาอยู่แล้ว ยังเรียกว่าไม่มีศีลที่ ถูกต้องสมบูรณ์ตามความหมายของศีล. เมื่อมีความปกติคือ

น.126 ๑๒๐ ความสงบทางกาย วาจา ก็ย่อมจะเกิดความสงบในทางจิตใจ เหมาะ ที่จะปฏิบัติงานทางด้านจิตต่อไป คือ ทิฏฐิวิสุทธิ กังขาวิตรณ- วิสุทธิ มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ. และญาณทัสสนวิสุทธินั้นเป็นตัววิปัสสนาที่แท้. ศีลวิสุทธิกับ จิตตวิสุทธิจัดเป็นปากทางของวิปัสสนา. 246 ตัววิปัสสนาที่ ๑ ความหมดจดของทิฏฐิหมายถึง การหมดความเห็นผิดที่คนเห็นกันอยู่มาแต่เดิมหรือตามสิ่ง แวดล้อม นับตั้งแต่ความเชื่องมงายไร้เหตุผลในเรื่อง ของไสยศาสตร์ ขึ้นมาถึงเรื่องความเข้าใจผิดในธรรมชาติ เช่นเห็นว่าร่างกายและจิตใจเหล่านี้เป็นของเที่ยง เป็นสุข หรือเป็นตัวตน เป็นสัตว์ เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็นพรหม เป็นผี เป็นอะไร ๆ ในทางขลัง ๆ ศักดิ์สิทธิ์ไป ทั้งนั้น ไม่สามารถจะเห็นว่ามันเป็นแต่เพียงธาตุสี่ หรือ เป็นเพียงนามและรูป กายกับใจ แต่ไปเห็นเป็นตัวเป็น ตน มีเจตภูตหรือวิญญาณที่เข้า ๆ ออก ๆ อยู่กับร่างกาย มองไม่เห็นว่าเป็นขันธ์ คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เห็นว่าเป็นเพียงการสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้เป็นต้น ความคิดผิดจึงโน้มเอียงไป

น.127 ๑๒๑ ยึดถือความขลัง ยึดถือความศักดิ์สิทธิ์จนทำให้เกิดความ หวาดกลัว เลยต้องทำพิธีรีตองต่างๆ เพื่อจะแก้ความ หวาดกลัว ในที่สุดก็ติดมั่นแน่นแฟ้นอยู่ในพิธีรีตองต่าง ๆ ตามความเชื่อความเห็นอันผิดเหล่านั้น. นี่เรียกว่าความ เห็นยังไม่สะอาดหมดจด จะต้องเริ่มละความเห็นเหลว ไหลอย่างผิด ๆ ในขั้นหยาบ ๆ ทำนองนั้นให้หมดเสียก่อน จึงจะเป็นวิปัสสนาตัวที่ ๑ ที่เรียกว่าทิฏฐิวิสุทธิ. 247 ตัววิปัสสนาที่ ๒ กังขาวิตรณวิสุทธิ ก็คือการพิจารณา ลงไปถึงเหตุดั้งเดิม. ทิฏฐิวิสุทธิทำให้เห็นคน ๆ หนึ่งเป็นเพียง กายกับใจ กังขาวิตรณวิสุทธินี้ มีหน้าที่จะแยกดูว่ากายกับใจแต่ ละอย่าง ๆ นี้ มีเหตุมีมูลสร้างสรรค์ร่วมกันมาอย่างไร ฉะนั้น จึง มองเห็นลึกลงไปอีกว่า ความรู้ ความอยาก ความยึดติด กรรม อาหาร ฯลฯ มันสร้างสรรค์ปรุงแต่งกันมาอย่างละเอียดประณีตจน กระทั่งเกิดสิ่งที่เราเรียกว่า กายกับใจ ; กังขาวิตรณวิสุทธิกล่าว คือความหมดจดแห่งความรู้ที่จะให้ข้ามสงสัยเสียได้นี้ จึงหมาย ถึงการเห็นแจ้งในพวกเหตุพวกปัจจัยของสิ่งทั้งปวงนั่นเอง. 248 ในระเบียบของวิปัสสนานั้น ท่านจำแนกความสงสัย เหล่านี้ออกไปราว ๒๙-๓๐ อย่าง แต่สรุปแล้วก็คือเป็นความ

น.128 ๑๒๒ สงสัยเกี่ยวกับตัวเรามีอยู่หรือไม่ ? ตัวเรามีแล้วหรือไม่ ? ตัวเรา จะมีต่อไปหรือไม่ ? ในลักษณะอย่างไร ? เป็นต้น. การจะ ข้ามความสงสัยเสียได้ก็ต้องอาศัยเหตุที่ได้ทราบว่ามัน ไม่มีตัวเรา มีแต่ธาตุขันธ์อายตนะ พร้อมทั้งเหตุปัจจัยต่าง ๆ เช่นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน กรรม อาหาร ฯลฯ ซึ่งปรุงแต่งสิ่งเหล่านี้ โดยมันไม่มีตัวเราจริงๆ แล้วเริ่มเลิกความเข้าใจเขลา ๆ ว่าเรามี อยู่ เรามีมาแล้ว เราจะมีต่อไปนั้นเสีย. 249 เมื่อความสงสัยชนิดนี้ระงับไปสิ้นเชิงแล้วก็เรียกว่าเป็น ตัววิปัสสนาที่ ๒ แต่มิได้หมายความว่าเป็นการถอนอุปาทานว่ามี ตัวเราโดยสิ้นเชิง เพราะส่วนที่ละเอียดกว่านั้นยังมีอยู่อีก ความ สงสัยเหล่านี้ได้ระงับไป เพราะเรามีความรู้เรื่องการปรุงแต่งของ เหตุปัจจัยต่าง ๆ จนเพิกถอนความเชื่อว่ามี "ตัวเรา" ชั้นหยาบ ๆ นี้เสียได้. 250 ตัววิปัสสนาที่ ๓. เมื่อข้ามความสงสัยเช่นนี้ได้แล้ว ก็ สามารถทำให้เกิดมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความรู้อัน สะอาดหมดจด เห็นว่าอะไรเป็นทางที่จะก้าวต่อไปอย่างถูกต้อง และอะไรไม่เป็นทางที่จะก้าวต่อไปได้. อุปสรรคที่ทำให้ก้าว ไปไม่ได้อันนี้ก็มีอยู่หลายอย่างที่มักเกิดในขณะทำวิปัสสนาก็คือ

น.129 ๑๒๓ ในตอนที่จิตเป็นสมาธินั้น มักจะเกิดสิ่งต่าง ๆ ชนิดแปลก ประหลาดและจับอกจับใจแก่ผู้ทำมากเหลือเกิน เช่นเห็นแสง สว่างรุ่งเรืองน่าอัศจรรย์ปรากฏอยู่ที่ตาในโดยไม่ต้องลืมตา. ถ้า ยิ่งไปโน้มจิตเพื่อให้เห็นนั้นเห็นนี่เข้าด้วยก็ยิ่งไปกันใหญ่. 251 ถ้าใครเข้าใจผิดว่า "นี่แล้วเป็นผลของวิปัสสนา" หรือ ยินดีว่า "นี่เป็นของวิเศษพอแล้วสำหรับเรา" ดังนี้ก็ตาม มัน ย่อมกีดกั้นหนทางความเห็นแจ้งในมรรคผล ท่านจึงถือว่าเป็น เรื่องผิดทาง. ตัวอย่างอีกเรื่องหนึ่งเช่นเกิดปีติอิ่มอกอิ่มใจ ขึ้นมาท่วมท้นจิตใจเสียเรื่อยตลอดเวลา จนไม่อาจพิจารณาอะไร ได้อีกต่อไป หรือเกิดเข้าใจว่านี่แล้วเป็นนิพพานในปัจจุบันทันตา เห็น ดังนี้เป็นต้น ก็ติดตันไม่ก้าวไปได้ นี่ก็เป็นอุปสรรคของ วิปัสสนา. ท่านยังกล่าวว่า แม้ความเห็นแจ้งในรูปในนาม บาง ขณะบางครู่ได้ทำความพอใจให้หลงคิดไปว่า ตนเป็นผู้รู้เห็น ธรรมอย่างวิเศษ แล้วทะนงตัวฟุ้งซ่านอยู่ด้วยความเห็นผิดต่าง ๆ ในเรื่องเหล่านั้น นี่ก็นับว่าเป็นอุปสรรคของวิปัสสนา. 252 ในบางกรณีผู้ทำสมาธิใช้อำนาจจิตตนเอง บังคับ ให้ร่างกายรำงับจนแข็งทื่อ ไม่มีสติที่จะพิจารณาธรรมะ หรือจะน้อมไปเพื่อความเพียรอันสูงขึ้น นี่ก็นับว่าเป็น

น.130 ๑๒๔ อุปสรรคอย่างยิ่งในทางที่จะก้าวหน้าต่อไป. แล้วคนก็ ชอบนิยมถือว่าเป็นคุณวิเศษเป็นมรรคผล. ผู้ที่พอใจ หลงใหลแต่ในทางสมาบัตินั่งตัวแข็งทื่อไม่รู้สึกตัว จึงไม่ อาจก้าวไปในทางปัญญาได้เลย เป็นที่ น่าสงสาร อย่างยิ่ง. 253 ยังมีอีกซึ่งอาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด เช่นเกิดความรู้สึกปีติ เป็นสุขใจชนิดที่ไม่เคยพบมาแต่ก่อนเลย เกิดแล้วก็ประหลาดใจ เหลือที่จะอธิบายได้ ทำคน ๆ นั้นให้เกิดความพอใจเหลือที่จะ ประมาณ. เพราะว่าในขณะนั้นใจกับกายเป็นสุขแสนที่จะสุข ปัญหา ต่าง ๆ หมดเกลี้ยงไปจากใจ : ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยรักก็ไม่รัก ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยเกลียดก็ไม่เกลียด ระลึกนึกถึงเรื่องที่เคยกลัว เคยหวาดเสียวเคยวิตกกังวล ห่วงใยต่าง ๆ ก็ไม่เกิดความรู้สึกทำ นองนั้นอีก ; เขาจึงหลงเข้าใจผิดไปว่าบัดนี้ตนเป็นผู้หลุด พ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวงเพราะจิตใจของเขามีลักษณะหรือ อาการราวกับบุคคลผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสจริง ๆ. ตลอด เวลาที่เขาเป็นอย่างนั้นอยู่ ถ้าเขาเกิดความพอใจในความเป็นอยู่ เพียงแค่นั้นแล้ว ก็เป็นการตัดหนทางการก้าวหน้าของวิปัสสนา และไม่เท่าไรอาการเช่นนั้นก็จะค่อยๆ เสื่อมหายไป สิ่งที่เคยกลัว

น.131 ๑๒๕ ก็จะกลับกลัวอย่างเดิม สิ่งที่ตนเคยรักก็จะรักอย่างเดิม อะไร ๆ ก็จะกลับสู่สภาพเดิม หรืออาจมากไปกว่าเดิม ๆ. 254 อีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องความเชื่อ. ความเชื่อที่ไม่ เคยแน่นแฟ้นมาแต่ก่อนก็ปรากฏว่าแน่นแฟ้น เช่นเชื่อในพระ รัตนตรัยหรือในสิ่งที่ตัวนึกจะเชื่อ แม้ที่สุดเช่นความพอใจใน ธรรมะก็มีอาการรุนแรง. ลักษณะของความเฉยต่อสิ่งทั้งปวง ก็มีอาการชัดแจ้ง ล้วนแต่เป็นอาการจูงจิตให้หลงผิด คิดว่าตน ได้บรรลุมรรคผลนิพพานแล้ว. 255 เป็นการยากมากที่คนแรกพบแรกถึงสิ่งเหล่านั้น จะเข้า ใจได้ว่ามันเป็นอุปสรรคและเป็นเครื่องกีดขวางทางวิปัสสนา ; มี แต่จะกลับเห็นไปเสียว่านี้เป็นยอดสุดของวิปัสสนาทีเดียว. ต่อ เมื่อใดเกิดความรู้แจ้งจริง ๆ ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งกีดขวางทาง วิปัสสนาขั้นที่จะทำการตัดกิเลสละเอียดเสียได้ เมื่อนั้นจึงจะถือได้ ว่าเป็นตัววิปัสสนาที่ ๓ คือความบริสุทธิ์หมดจดของความรู้ความ เห็นที่ว่าอะไรเป็นทางถูกอะไรเป็นทางผิด. เขาจะต้องศึกษา อบรมดำรงตัวให้เดินไปในทางที่ถูกไว้เรื่อย ๆ ไป จนเกิดความรู้ แจ้งชัดในหนทางของการวิปัสสนาที่ถูกที่แท้ โดยประการ ทั้งปวง. 256

น.132 ๑๒๖ ตัววิปัสสนาที่ ๔ เมื่อมีความเข้าใจในเรื่องทางผิดทาง ถูกโดยสมบูรณ์เช่นนั้นแล้ว ความรู้ในอันดับต่อไปก็จะต้องดำเนิน ถูกทางเป็นธรรมดาและจะก้าวหน้าไปตามลำดับ นับตั้งแต่เห็น ความจริงในสังขารทั้งปวงชัดแจ้งถึงที่สุด จนกระทั่งวางใจเฉยใน สิ่งทั้งปวง มีจิตพร้อมที่จะบรรลุถึงการรู้อริยสัจจ์ที่เป็นคุณชั้น วิเศษสืบไป เรียกว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ ซึ่งแปลว่า ความ หมดจดแห่งความรู้ความเห็นในตัวทางแห่งการปฏิบัติ นับเป็น วิปัสสนาตัวที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับที่ ๖. 257 เนื่องจากไม่มีคำอธิบายอันละเอียดของญาณนี้ในพระ ไตรปิฎกโดยตรง อาจารย์ในชั้นหลัง ๆ จึงจำแนกลำดับความรู้ใน ตัวทางแห่งการปฏิบัติเป็น ๙ ลำดับด้วยกัน และเรียกว่า วิปัสสนา ญาณ ๙ คือ :- 258 ๑. เมื่อวิปัสสนาดำเนินไปถูกทาง และการพิจารณา ความ เกิด แก่ เจ็บ ตายของสังขารถึงที่สุดแล้ว ก็เพ่งพิจารณา แน่วแน่แต่ในภาวะความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไปของ สังขารเหล่านั้นจนแจ่มแจ้งที่สุด คือมองเห็นภาวะทั้งหลายเต็มไป ด้วยการเกิดและดับเหมือนท้องทะเลระยิบระยับ เต็มไปด้วยการ เกิดและการดับของฟองน้ำที่เกิดจากลูกคลื่น ฉันใดก็ฉันนั้น

น.133 ๑๒๗ ความรู้ที่ได้ในขณะนี้เรียกว่า อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ แปลว่า ความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมสลายไป หรือมักเรียกกันสั้น ๆ ว่าอุทยัพพยญาณ. การเห็นเหล่านี้เกิด จากการเพ่งพิจารณาให้ชัดและให้นานพอ จนกว่าความรู้นั้นจะ แน่นแฟ้นเหมือนกับย้อมติดอยู่ในใจ เพื่อให้มีกำลังแรงมากพอ ที่จะเบื่อหน่ายถ่ายถอนความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ เสียได้. นี้เป็น วิปัสสนาญาณอันดับที่ ๑. 259 ๒. การเพ่งพิจารณาความเกิดขึ้น และความเสื่อม สลายไปถึงสองประการในคราวเดียวกันนั้น ยังหยาบอยู่ ยังพร่า กว่าที่จะเพ่งเพียงอย่างเดียว ในขั้นนี้ท่านจึงให้ทิ้งเสียอย่างหนึ่ง คือไม่เพ่งดูฝ่ายเกิด เพ่งดูแต่ฝ่ายความดับ เพื่อให้เห็นความสลาย หรือความดับลึกซึ้งรุนแรงถึงที่สุด จนกระทั่งรู้สึกว่าในโลกทั้ง ปวงไม่มีอะไรนอกจากความพังทลายหรือความแตกดับทั่วไปหมด เหมือนกับห่าฝนตกลงมาทั่วไปทุกหนทุกแห่ง. จิตที่อยู่ใน ความรู้สึกเช่นนี้ เรียกว่าประกอบอยู่ด้วย ภังคานุปัสสนาญาณ แปลว่าความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นความพังทลายหรือความดับ. เรียกสั้น ๆ ว่าภังคญาณ. นี้เป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๒. 260 ๓. เมื่อความเห็นแจ้งในความแตกเสื่อมสลาย มีมาก เพียงพอแล้ว ก็จะทำให้เกิดความรู้แจ้งต่อไปเป็นลำดับที่ ๓ ว่า

น.134 ๑๒๘ ภาวะคือความมีความเป็นทั้งหลายนี้ เป็นสิ่งที่น่ากลัว. ความ น่ากลัวปรากฏเต็มไปในภาวะทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกามภพ รูปภพ หรืออรูปภพก็ตาม. ภพทั้งปวงเต็มไปด้วยภาวะที่น่ากลัว เพราะ มีความแตกทำลายของสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะจิต จึงเกิดเป็น ความหวาดกลัวสะดุ้งถึงที่สุดจริง ๆ ขึ้นในใจของผู้เห็นแจ้ง. และ ความกลัวอันถูกต้องนั้นจะประจำอยู่ในใจ เป็นความเห็นแจ้งชนิด หนึ่ง ว่ามีแต่ความน่ากลัวเปรียบประดุจยาพิษ อาวุธ หรือโจร อันโหดร้ายเท่านั้น ที่บรรจุอยู่ในภพทั้ง ๓ เต็มไปหมดไม่มีอะไร นอกไปจากนั้น. ความรู้สึกเช่นนี้ท่านเรียกว่า ภยตุปัฏฐานญาณ แปลว่าความรู้แจ้ง เห็นภาวะทั้งหลายว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัว. เรียกสั้น ๆ ว่า ภยญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๓. 261 ๔. เมื่อรู้สึกว่าเต็มไปด้วยความน่ากลัวในภาวะทั้งปวง มากพอ ต่อไปก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาว่าสภาพของสิ่งทั้งปวง ประกอบอยู่ด้วยโทษอันร้ายกาจโดยส่วนเดียว ไม่มีความปลอดภัย ในการที่จะไปหลงเกี่ยวข้องกับสิ่งของเหล่านั้น. เปรียบเหมือน ป่าที่เต็มไปด้วยสัตว์ร้าย ไม่เป็นที่น่าอภิรมย์แก่ผู้ต้องการความ เพลิดเพลินจากป่า ฉันใดก็ฉันนั้น. ความรู้สึกเห็นสภาพทั้งปวง เต็มไปด้วยโทษต่าง ๆ เช่นนี้ เรียกว่า อาทีนวานุปัสสนาญาณ

น.135 ๑๒๙ แปลว่า ความรู้เป็นเครื่องชี้ให้เห็นโทษของสังขารทั้งปวง. เรียก สั้น ๆ ว่าอาทีนวญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๔. 262 ๕. เมื่อพิจารณามองเห็นว่า สิ่งทั้งหลายย่อมเต็มไปด้วย โทษทุก ๆ กระเบียดนิ้วเช่นนั้นแล้ว ก็เกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายใน ภาวะทั้งปวง เห็นเป็นเหมือนกับบ้านเรือนที่ถูกไฟไหม้เหลือแต่ คุ้นถ่าน ; ดูเป็นรูปโครงของบ้านเรือนถูกไฟไหม้ ไม่น่าเสน่หา แต่ประการใด. ความรู้สึกเบื่อหน่ายต่อการที่ต้องระคนอยู่กับ สิ่งปรุงแต่งทั้งปวงนี้ เรียกว่า นิพพิทานุปัสสนาญาณ แปลว่า ความรู้ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย. เรียกสั้น ๆ ว่า นิพพิทาญาณ. นับเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๕. 263 ๖. เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายที่แท้จริงเช่นนั้น ก็เกิด ความรู้สึกที่อยากจะพ้นจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นจริง ๆ ซึ่งไม่เหมือน กับความรู้สึกอยากพ้นตามธรรมดาของพวกเรา ซึ่งไม่มีกำลังของ สมาธิ หรือกำลังของความเห็นแจ้งช่วยอยู่ มันจึงไม่อยากพ้นจริง เหมือนอย่างความเห็นที่เกิดตามลำดับแห่งวิปัสสนาญาณ. เพราะ ความเบื่อหน่ายก็เกิดขึ้นโดยอำนาจวิปัสสนาญาณนั้น จิตใจมันเป็น ไปด้วยทั้งหมด : รู้สึกกลัวเท่าไรก็รู้สึกอยากพ้นเท่านั้น ; เพราะ ฉะนั้นจึงเป็นการอยากพ้นจริง ๆ. ท่านมีอุปมาว่ามีความอยากพ้น

น.136 ๑๓๐ มากขนาดเท่า ๆ กับความอยากพ้นของสัตว์ เช่นเขียดซึ่งกำลังดิ้น อยู่ในปากของงู มันอยากพ้นเท่าไรก็ลองคิดดูเอาเถิด. เดี๋ยวนี้คน ที่มีนิพพิทาญาณแล้วก็อยากพ้นจากภาวะทั้งปวงมากเท่านั้น. หรือ เปรียบอย่างเนื้อหรือนกที่ติดบ่วงดิ้นเร่า ๆ อยู่ มันอยากพ้นจาก บ่วงนั้นเท่าไร เขาก็อยากพ้นจากสังสารทุกข์มากเท่านั้น. ความ รู้สึกอยากจะพ้นจริง ๆ ทำนองนี้ เรียกว่า มุญจิตุกัมยตาญาณ ซึ่ง แปลว่า ความรู้เป็นเหตุให้เกิดความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์. นับ เป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๖. 264 ๗. ทีนี้ เมื่อความอยากพ้นอย่างรุนแรงมีมากพอ จึง เกิดความรู้สึกดิ้นหาหนทางอย่างรุนแรงเช่นกัน ท่านเรียกชื่อของ ความรู้สึกนี้เป็นภาษาบาลีว่า ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ แปลว่า ความรู้เพื่อกำหนดพิจารณาหาทางหลุดรอด. กล่าวง่ายๆ ก็คือ การมองสอดส่องไปเรื่อย ๆ ว่า เมื่อภาวะทั้งหลายเป็นไปอย่างนี้ ทั้งเราก็อยากจะพ้นมัน พิจารณาไปก็มองเห็นอุปาทาน มอง เห็นกิเลสซึ่งเป็นเหตุผูกพันจิตให้ติดอยู่กับภาวะนั้น ๆ ว่ามันมี อยู่อย่างเหนียวแน่น จึงหาหนทางต่อไปในอันที่จะทำให้กิเลสนั้น อ่อนกำลังลงเสียก่อน. เมื่อเห็นความอ่อนกำลังของกิเลสนั้น แล้วจึงทำลายมันเสีย. 265

น.137 ๑๓๑ ท่านเปรียบอุปมาการทำกิเลสให้อ่อนกำลังนี้ไว้ว่าเหมือน กับคนคนหนึ่งไปสุ่มหาปลา ; ได้งูคิดว่าปลาก็เอามาถือไว้ ; ใคร บอกว่างูก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้อาจารย์ซึ่งมีสติปัญญาเมตตากรุณา มาก มาพร่ำชี้แจงจนรู้ว่ามันเป็นงูไม่ใช่ปลา จึงเกิดกลัวขึ้นมา อยากจะพ้นจากงูด้วยการหาวิธีฆ่างูนั้นเสีย. เขาได้จับคองูชูขึ้น เหนือศีรษะ แล้วแกว่งเป็นวงกลมจนกระทั่งงูเพลีย และปล่อย ให้งูกระเด็นไปตกนอนตาย ; ถ้าไม่ตายก็ตามไปฆ่าเสียให้ตาย. อุปมานี้ท่านหมายถึงการเห็นแจ้ง ว่าสิ่งที่ผูกพันคนให้ติดอยู่กับ ภาวะต่าง ๆ อย่างน่ากลัวน่าสังเวชที่สุดนั้น คือกิเลส. ถ้าไม่มี อุบายทำให้กิเลสถอยกำลังลงทุก ๆ วันแล้ว การฆ่ากิเลสย่อมเป็น ไปไม่ได้ เพราะกิเลสมีกำลังมากเหลือเกิน เหลือกำลังของปัญญา ที่ยังน้อยจะไปฆ่ามันได้ จึงต้องบ่มปัญญาให้เกิดมากขึ้น และ พร้อมกันนั้นก็ทรมานกิเลสให้มันถอยกำลัง. 266 การพิจารณาเห็นสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่น่าเอาไม่น่าเป็นอยู่เสมอและยิ่งขึ้น ๆ นั้นแหละ เป็นการตัด อาหารของกิเลส ทำกิเลสให้ถอยกำลังอยู่เป็นประจำวันเสมอไป ; และเราจะต้องทำเพิ่มให้มากขึ้นให้แยบคายยิ่งขึ้นไปอีก. นี่เป็น ช่องทางที่เราจะเอาชนะกิเลสซึ่งใหญ่เท่าภูเขา ด้วยตัวเราเล็กนิด

น.138 ๑๓๒ เดี๋ยวนี้ได้. ท่านเปรียบว่าเราต้องมีความกล้าให้มากพอ เท่ากับว่า ตัวเราเป็นหนูตัวนิดเดียวก็กล้าฆ่าเสือโคร่ง ๒ -๓ ตัวเป็นต้น. เราต้องมีความตั้งใจจริงสอดส่องหาหนทางตามประสาหนูตัวเล็ก ๆ ถ้าสู้ซึ่งหน้าไม่ได้ต้องใช้อุบายด้วยวิธีต่าง ๆ ทำให้มันอ่อนกำลังลง ทุก ๆ วัน แล้วก็ไม่ลดละติดตามฆ่าอยู่เสมอ. อุบายอย่างนี้ท่าน เรียกว่าปฏิสังขานุปัสสนาญาณ. จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับ ที่ ๗. 267 ๘. การทำให้กิเลสอ่อนกำลังนั้น เป็นเหตุทำให้เรา วางเฉยในสิ่งทั้งปวงได้ยิ่งขึ้นทุกที ฉะนั้น โอกาสต่อไปนี้ จึงเป็น ลำดับแห่ง สังขารุเปกขาญาณ ซึ่งแปลว่า ความรู้อันเป็นเหตุให้ วางเฉยในสังขารทั้งปวง. ญาณนี้อาศัยการพิจารณาเห็นความ ว่างแห่งสังขารทั้งหลาย ว่าว่างจากแก่นสาร ว่างจากความเป็น สัตว์เป็นบุคคล ว่างจากสาระคือความเที่ยงแท้ถาวร ว่างจากความ สุข เพราะเต็มไปด้วยทุกข์ ว่างจากความงามเพราะดูแล้วล้วนแต่ น่าระอา ดังนี้เป็นต้น. ในที่สุดก็เกิดความวางเฉยในสิ่งทั้งปวง ในทุก ๆ ภาวะ ; เห็นสิ่งที่เคยรักใคร่หลงใหลเป็นก้อนอิฐก้อน หินก้อนดินไป. 268 ท่านเปรียบความข้อนี้ว่า เหมือนกับคนที่เคยรักกันมา แต่ก่อน บัดนี้ปรากฏว่าเป็นกบฏก็หมดรัก ; เช่นในกรณีที่เมีย

น.139 ๑๓๓ มีชู้เลยหมดความรัก. ครั้นหย่าขาดจากกันแล้ว เขาจะไปทำ อะไรต่อไปก็ได้ ใจเราเฉยได้. ภาวะต่าง ๆ ที่แต่ก่อนนี้เคยเป็นที่ เอร็ดอร่อยนานาประการของตน เมื่อจิตสูงขึ้นมาถึงญาณอันดับ ที่ ๘ นี้แล้ว ก็ทราบว่ามันว่างจากสาระใด ๆ จึงวางเฉยเสียได้ ในภาวะทั้งปวง เหมือนบุรุษที่วางเฉยกับภรรยาที่หย่าขาดกันแล้ว เป็นต้น. สังขารุเปกขาญาณนี้ จัดเป็นวิปัสสนาญาณอันดับที่ ๘ เรียกสั้น ๆ ว่า อุเบกขาญาณ. 269 ๙. เมื่อวางเฉยในภาวะทั้งปวงได้อย่างนี้ ใจก็พร้อม แล้วที่จะรู้อริยสัจจ์ ๔ ชนิดที่จะทำให้บรรลุถึงทางที่นำไปสู่ความ เป็นพระอริยเจ้า. จิตที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ท่านเรียกว่า สัจจานุ- โลมิกญาณ แปลว่า ความเห็นที่พร้อมถึงที่สุดแล้ว ที่จะรู้อริย- สัจจ์ชนิดที่เป็นขั้นทำลายกิเลสเครื่องผูกพันคนให้ติดโลก ให้หมด ไปได้ เป็นพระอริยบุคคลชั้นใดชั้นหนึ่ง. นับเป็นวิปัสสนาญาณ อันดับที่ ๙. เรียกสั้น ๆ ว่า อนุโลมญาณ. 270 วิปัสสนา ๙ ลำดับนับตั้งแต่อุทย์พยานุปัสสนาญาณ ไป จนถึงสัจจานโลมิกญาณเป็นที่สุดนี้ เมื่อเป็นไปอย่างสมบูรณ์เต็ม ที่แล้ว เรียกว่าปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เป็นวิปัสสนาญาณตัว ที่ ๔ หรือนับเป็นวิสุทธิอันดับที่ ๖ กล่าวคือความบริสุทธิ์หมด

น.140 ๑๓๔ จดสะอาดดีแห่งปัญญา ซึ่งเป็นเครื่องมือทำให้เห็นทางดำเนินไป ของการพิจารณา จนเกิดปัญญาที่รู้แจ้งและตัดกิเลสได้. 271 ตัววิปัสสนาที่ ๕ ต่อจากนั้น ก็ถึงวิสุทธิอันดับ ๗ ที่ เรียกว่าญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งความเห็นที่ถูกต้อง ซึ่งได้แก่อริยมรรคญาณนั่นเอง. นี้เป็นสุดท้ายของวิปัสสนาหรือ ผลของวิปัสสนา ได้แก่อริยมรรคญาณทั้ง ๔ นับเป็นวิปัสสนาตัว ที่ ๕. 272 ในลำดับระหว่างสัจจานโลมิกญาณ กับญาณทัสสน- วิสุทธินี้มีโคตรภูญาณแทรกอยู่ ในฐานะที่เป็นเครื่องหมายคั่น ระหว่างคนธรรมดาที่มีกิเลส กับ พระอริยบุคคล. แต่โดยที่ โคตรภูญาณมีขณะแวบเดียวแล้วก็ดับไป จึงควรสงเคราะห์เข้าไว้ เสียในฝ่ายปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ เพราะยังอยู่ในฐานะที่เป็นฝ่าย บุญกุศล ซึ่งยังข้องแวะอยู่กับราคะ หรือเรื่องน่ายึดถือ. 273 โดยสรุป เราจะเห็นได้ว่าหลักแห่งการศึกษาวิปัสสนานั้น มีรากฐานที่ตั้ง คือศีลและสมาธิ. พิจารณาอะไร ? ขอตอบว่า พิจารณาสิ่งทั้งปวง จะเรียกว่าโลกหรือภาวะหรือสังขารหรือ ขันธ์ห้าก็ได้ ; เพราะว่าในภาวะทั้งหลายก็ไม่มีอะไรมากไปกว่า ขันธ์ห้า. พิจารณาให้เห็นอะไร ? ตอบว่าให้เห็นความไม่เที่ยง

น.141 ๑๓๕ เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีเต็มไปในภาวะทั้งหลายในโลก เช่น เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปๆ จนเห็นว่าเต็มไปด้วยความ น่ากลัว น่าเบื่อหน่าย ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น. อาการเหล่านี้ คือลักษณะที่จะต้องปรากฏในวิปัสสนา. 274 อะไรเป็นกิจของวิปัสสนา ? กิจโดยตรงของวิปัสสนา ก็คือการกำจัดความโง่ เพราะวิปัสสนาแปลว่า ความเห็นแจ้ง. ผลของวิปัสสนาคืออะไร ? ผลก็คือเกิดความแจ่มแจ้ง เกิดความ รู้แจ้งแทงตลอดในสิ่งทั้งปวง กำจัดกิเลสให้สูญสิ้นไป เป็นความ สะอาดสว่างสงบ ไม่มีอะไรผูกพันจิตนี้ให้ติดอยู่กับภาวะทั้งหลาย ในโลก จึงเกิดลักษณะที่เรียกว่า หลุดพ้นออกจากโลก อันเป็น ที่อยู่ของหมู่คนผู้ติดกาม. จิตไม่มีความทุกข์เพราะไม่มีตัณหา หรือความอยากแต่ประการใดอีกต่อไป. ท่านเรียกอาการเช่นนี้ ว่าถึงที่สุดแห่งความทุกข์ทั้งปวง เป็นการบรรลุมรรคผลนิพพาน ถึงที่สุดแห่งกิจที่จะต้องกระทำในพระพุทธศาสนา ได้ด้วยการ กระทำอย่างนี้. 275 ทั้งนี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่า แนวแห่งปัญญาของเราจะ เดินไปอย่างนี้ คือมีลำดับแห่งความบริสุทธิ์สะอาด ๗ ลำดับ ซึ่ง จะต้องสัมพันธ์กันอย่างนี้ ; และลักษณะการดำเนินของปัญญาที่

น.142 ๑๓๖ จะเจาะแทงโลกทั้งหลายอีก ๙ ลำดับ ; รวมเรียกว่าเรื่องวิปัสสนา. ท่านจัดไว้ในลักษณะเป็นระเบียบหรือหลักวิชาการ 276 ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆ นั้น อาจหาอ่านได้จาก หนังสือจากครูบาอาจารย์สืบไป. แต่โดยแนวใหญ่ ๆ แล้ว ขอให้ เข้าใจไว้อย่างนี้สำหรับป้องกันมิให้เกิดความเข้าใจผิด ใน การปฏิบัติธรรมอันเป็นขั้นยอดสูงสุด ของพุทธศาสนา. ปรากฏว่าในขณะนี้ยังมีคนที่หลงผิดอยู่เป็นจำนวนมาก ที่ ได้เข้าไปยึดเอาสิ่งที่ไม่ใช่วิปัสสนามาเป็นวิปัสสนา ; เลย ทำให้เกิดเป็นวิปัสสนาการค้าหาเงิน วิปัสสนาชวนเชื่อ เพื่อได้พรรคพวก แล้วแต่งตั้งให้เป็นพระอริยเจ้าแบบ ใหม่ๆ อันอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาอย่างยิ่ง. 277

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต