น.143 วิปัสสนา เป็นการปฏิบัติทางจิต เพื่อยกจิตให้ขึ้นสูง ขนาดที่ความทุกข์ใจครอบงำไม่ได้ พ้นทุกข์ด้วยอำนาจของการที่ รู้แจ้งว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ แล้วสิ่งต่างๆ ในโลกก็จะไม่มีอิทธิพล นำใจเราให้หลงรักหรือหลงชังต่อไป เรียกว่าจิตอยู่เหนือวิสัยของ ชาวโลก ขึ้นถึงฐานะอันใหม่ ที่ท่านเรียกว่า "โลกุตตรภูมิ". การที่จะเข้าใจโลกุตตรภูมิได้ชัดเจน เราจำเป็นต้องรู้เรื่องที่ตรง กันข้าม กล่าวคือ "โลกิยภูมิ" ด้วยเหมือนกัน. 278 โลกิยภูมิ ก็คือระดับของจิตที่สิ่งต่าง ๆ ในโลกมีอิทธิพล เหนือจิต. แบ่งโดยสรุปที่สุดออกเป็น ๓ พวก กล่าวคือ กามาวจรภูมิ หมายถึงระดับของจิตที่ยังพอใจอยู่ในกามทั้ง ปวง. ถัดไปคือ รูปาวจรภูมิ ได้แก่ฐานะของจิตที่ไม่ต่ำ จนถึงกับพอใจในกามคุณ แต่ว่ายังพอใจในความสุขซึ่งเกิดจาก สมาบัติที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์ อันไม่เกี่ยวกับกาม. ภูมิที่ถัดไป ๑๓๗
น.144 ๑๓๘ อีกคือ อรูปาวจรภูมิ นี้คือสถานะของจิตที่ยังพอใจในความสุข สงบที่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกชั้นหนึ่ง เกิดจากความสงบโดยยึดสิ่งซึ่ง ไม่มีรูปเป็นอารมณ์. 279 ถ้าจะจัดให้เป็นคู่ ๆ ระหว่างภูมิกับภพ ก็มีทางที่จะทำ ได้ : "ภูมิ" หมายถึงสถานะหรือระดับแห่งจิตใจของผู้นั้น ๆ ส่วน "ภพ” หมายถึงภาวะเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับผู้ที่มีภูมิแห่งจิตใจ เช่นนั้น ๆ ฉะนั้นผู้ที่มีกามาวจรภูมิจึงอยู่ในกามาวจรภพ ; รูปาว- จรภูมิก็คู่กับ รูปาวจรภพ ; และอรูปาวจรภูมิคู่กับอรูปาวจรภพ. คำว่าภูมินั้นหมายถึงสถานะทางจิตใจ คำว่าภพหมายถึงภาวะเป็น ที่อยู่ที่อาศัยของผู้ซึ่งมีจิตใจต่าง ๆ กัน. จึงแบ่งได้เป็น ๓ ภูมิ ๓ ภพ. 280 โลกิยภูมิ คือสถานะทางใจของสัตว์สามัญทั่ว ๆ ไป. แม้จะสมมติเรียกชื่อต่างกัน เป็นมนุษย์ เทวดา พรหม สัตว์ เดรัจฉาน หรือเป็นสัตว์นรกก็ตาม ก็รวมอยู่ใน ๓ ภูมินั้น. คนหนึ่งๆ ในโลกนี้อาจจะมีจิตใจอยู่ภูมิใดภูมิหนึ่ง ในเวลา ใดเวลาหนึ่งได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เป็นการเหลือวิสัย. แต่ ว่าส่วนมากจะต้องตกอยู่ในกามาวจรภูมิเป็นธรรมดา คือจิตของ มนุษย์เราโดยปกตินั้นตกอยู่ใต้อิทธิพลของความเอร็ดอร่อยทางรูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส. 281
น.145 ๑๓๙ แต่ในบางคราวบางโอกาส อาจจะออกมาได้จากอิทธิพล ของสิ่งยั่วยวนเหล่านี้ได้ เพราะอาศัยการทำจิตให้ไปจดจ่ออยู่ ที่ความสงบสุขอันเกิดจากการเพ่งที่รูปธรรม หรืออรูปธรรมเป็น อารมณ์แล้วแต่การเพ่ง ฉะนั้น ในบางคราว จิตของมนุษย์เรา จึงอยู่ในลักษณะที่เป็นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรก็มี. สำหรับ ในอินเดีย ครั้งสมัยพุทธกาลนั้นนับว่ามีมาก เพราะว่าผู้ที่ ออกแสวงหาความสงบสุขชั้นรูปาวจรภูมิ หรืออรูปาวจรภูมินั้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีอยู่ทั่ว ๆ ไปในป่า. สำหรับบัดนี้มีน้อย แต่ ถึงอย่างนั้นก็กล่าวได้ว่า เป็นฐานะที่คนทั่วๆ ไปจะเข้าถึงได้อยู่ นั่นเอง. 282 ทั้งยังกล่าวได้อีกว่า เมื่อใดจิตของผู้ใดตั้งอยู่ในภูมิใด เมื่อนั้นภาวะที่เขากำลังอาศัยอยู่นั้น ก็จะกลายเป็นภพที่มีชื่อนั้น ไปทันที. เช่นใครคนหนึ่งในโลกนี้ กำลังเป็นสุขอยู่ด้วย รูปาวจรสมาบัติ โลกนี้ก็กลายเป็นรูปาวจรภพสำหรับเขาไป เพราะ เขาไม่รู้สึกในสิ่งอื่นใดนอกจากรูปาวจรธรรม. โลกนี้ในขณะ นั้นและสำหรับเขาผู้นั้น ก็มีค่าเท่ากับรูปาวจรภพ ไปจนกว่า ฐานะแห่งจิตใจของเขาจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไป. 283 ผู้ที่อยู่ในภูมิทั้ง ๓ นี้ ถึงแม้ว่าจะได้รับความสุขความ สงบชนิดที่เหมือนกับว่าเป็นก้อนหินก้อนดินหรือท่อนไม้ไปแล้ว
น.146 ๑๔๐ ก็ยังมีความยึดถือตัวตน ยังอาศัยตัณหาต่าง ๆ ชนิด ตลอดถึงตัณหา ชนิดที่ละเอียดที่สุด เช่นไม่ชอบภาวะที่ตนอยู่ตนเป็น จนทำให้ ต้องแสวงภาวะใหม่ มีการประกอบกรรมต่าง ๆ ด้วยอำนาจของ ความอยากนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่าอยู่เหนือวิสัยโลก ไม่ใช่ โลกุตตรภูมิ จึงจัดไว้เป็นโลกิยภูมิ. 284 ส่วนโลกุตตรภูมินั้น มีจิตอยู่เหนือวิสัยชาวโลก มอง เห็นสภาพของโลกเป็นของไม่มีสาระตัวตนแก่นสาร ใจไม่ต้องการ สิ่งใด ๆ ในโลก. พวกที่ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมินี้ ยังแบ่งออกเป็น ชั้น ๆ ตามหลักของพุทธศาสนา เป็นมรรค เป็นผล ๔ ชั้น ด้วยกันคือชั้นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และ พระอรหันต์. ความเป็นพระอริยบุคคล ๔ จำพวกนี้ หมายถึง โลกุตตรภูมิ. 285 คำว่า "โลกุตตร" แปลว่า "อยู่เหนือโลก" หรือ "ยิ่งไปกว่าโลก" หมายถึงจิตใจ มิได้หมายถึงร่างกาย. ร่างกาย นั้นจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นภาวะที่พอพักอาศัยของผู้ที่มีจิตใจ อันตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิก็แล้วกัน. ส่วนโลกที่ต่ำไปกว่านั้นเช่น นรก อบาย หรือที่ทนทุกข์ทรมานเช่น คุก ตะราง จึงไม่เป็นภพที่ สมควรแก่พระอริยบุคคล. 286
น.147 ๑๔๑ โลกุตตรภูมิแบ่งออกเป็น ๔ ชั้น และสิ่งที่ทำให้เกิด ความแตกต่างเป็น ๔ ชั้นก็คือกิเลสต่างๆ ที่จะพึงละให้ขาดไป. กิเลสในหมวดนี้ท่านจำแนกไว้เป็น ๑๐ อย่าง เรียกว่า สังโยชน์ แปลว่า เครื่องผูกพันอย่างพร้อมพรั่ง. เครื่องผูกพันทั้ง ๑๐ นี้ ผูกพันคนหรือสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในโลก คนจึงตกอยู่ในวิสัยนี้ และเป็นโลกิยภูมิ. ฉะนั้นถ้าตัดเครื่องผูกพันเหล่านั้นออกเสียได้ จิตก็จะค่อย ๆ หลุดออกไป จากภาวะวิสัยของชาวโลกตามลำดับ. เมื่อตัดได้หมดก็ถือว่า จิตหลุดออกไปสู่ความอยู่เหนือโลก เป็น โลกุตตรภูมิโดยสมบูรณ์. 287 ในกิเลสชั้นละเอียดที่ผูกพันเรา ๑๐ ประการนี้ ประการ แรกเรียกว่า สักกายทิฏฐิ แปลว่าความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของ ตนได้แก่ความเข้าใจผิด หรือสำคัญผิดด้วยอุปาทาน เช่นคิดว่า "ตัวเรา" มีอยู่. นั่นแหละคือความสำคัญผิดในที่นี้ โดยที่คนเรา ทั่ว ๆ ไป ไม่รู้จักอะไรมากไปกว่าร่างกาย และจิตที่เนื่องอยู่กับ ร่างกาย จึงเหมาเอาของ ๒ อย่างนี้เป็นตัวตนโดยมีความเข้าใจว่า กายพร้อมทั้งจิตนี้เป็นตัวตนเป็นข้าพเจ้า. สัญชาตญาณว่ามีตัวเรานี้ เอง เป็นไปหนักแน่นมากถึงกับใคร ๆ ก็ย่อมคิดว่ามีตัวของตนอยู่ ทั้งนั้น เพราะเป็นมูลฐานที่ทำให้ชีวิตทรงอยู่ได้ ทำให้รู้จัก ป้องกันตัว ทำให้แสวงหาอาหารหรือสืบพันธุ์เป็นต้น. แต่ที่
น.148 ๑๔๒ เรียกกันว่าสักกายทิฏฐิในที่นี้ ประสงค์เอาเพียงชั้นหยาบ ๆ ที่เป็น เหตุให้ เห็นแก่ตัวจัด ถือเป็นกิเลสตัวแรกที่จะต้องละให้ได้เสีย ก่อนตัวอื่น ๆ. 288 สังโยชน์ข้อที่ ๒ เรียกว่า วิจิกิจฉา หมายถึงความสงสัย เป็นเหตุให้ลังเลไม่แน่ใจ. ส่วนใหญ่ที่สุดประสงค์เอาความสงสัย ในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์. ลังเลเพราะไม่รู้จริง เช่น สงสัยว่าเรื่องนี้มันอย่างไรกันแน่. การปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์มัน เป็นของที่เหมาะสมแก่ตนหรือไม่ ? ทำได้หรือไม่ ? มันดีกว่าสิ่งอื่น จริงหรือไม่ ? ทำได้จริงๆ หรือเปล่า ? พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ ตรัสรู้ถูกต้องจริงหรือ ? เป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากความทุกข์จริง หรือ ? คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือการปฏิบัติตามคำสั่งสอน ของพระองค์นั้น จะนำไปสู่ความดับทุกข์จริงหรือ ? พระอริยสงฆ์ ปฏิบัติพ้นทุกข์ได้จริงหรือ ? 289 มูลเหตุของความลังเลก็คือความไม่รู้ (อวิชชา) เหมือน กับปลาที่เคยอาศัยอยู่แต่ในน้ำถ้าใครเล่าให้ฟังถึงเรื่องบนบกมันคง ไม่เชื่อ. ถ้าเชื่อก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนเราที่จมอยู่ในกามารมณ์ ก็เหมือนกัน เคยชินกับกามเหมือนปลาอยู่ในน้ำ เมื่อพูดถึงเรื่อง อยู่เหนือกาม เหนือโลก ก็เข้าใจไม่ได้. ที่เข้าใจได้บ้างก็ยัง
น.149 ๑๔๓ ลังเล. ความรู้สึกฝ่ายต่ำมีอยู่เป็นสันดาน ส่วนความรู้สึกฝ่ายสูงนั้น เพิ่งจะก่อรูปขึ้นใหม่. การโต้แย้งกันระหว่างความรู้สึกฝ่ายสูงกับ ฝ่ายต่ำนั้นแหละ คือการลังเล. ถ้ากำลังใจไม่เพียงพอ ความ รู้สึกฝ่ายต่ำมักชนะ. วิจิกิจฉาหรือความลังเลในความดี เป็นของ มีประจำอยู่ในคนทุกคนมาตั้งแต่เกิด. คนที่ได้รับการอบรมมา ผิด ๆ อาจจะมีมากขึ้น. จะต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความลังเล ใจซึ่งมีอยู่ในการงาน มีอยู่ในชีวิตประจำวัน จนเป็นผู้ไม่อาจมั่น ใจในความดี ความถูกต้อง หรือความพ้นทุกข์เป็นต้น. 290 ทีนี้ถึงสังโยชน์ข้อที่ ๓ เรียกว่า สีลัพพัตตปรามาส แปลว่า การจับฉวยศีลและวัตรผิดความมุ่งหมายที่ถูกต้อง. โดย ใจความ ก็คือการติดแน่นยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเคยประพฤติปฏิบัติมา ด้วยความเข้าใจผิด. ส่วนมากเกี่ยวกับลัทธิประเพณี ตัวอย่างเช่น การเชื่อพิธีไสยศาสตร์ และการปฏิบัติทางไสยศาสตร์ ต่าง ๆ อันเป็นสีลัพพัตตปรามาสโดยไม่ต้องสงสัย. 291 แม้ในเรื่องของพระพุทธศาสนา ถ้าปฏิบัติไป ด้วยความเข้าใจผิดว่าจะเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ เกิด ฤทธิ์อำนาจมาคุ้มครองเราได้ อย่างนี้ก็เป็นการปฏิบัติโดย หวังผลผิดทาง และไร้เหตุผลอยู่นั่นเอง. ตัวอย่างเช่นการ
น.150 ๑๔๔ สมาทานศีลหรือประพฤติพรหมจรรย์ ซึ่งที่แท้ก็เพื่อจะกำจัดกิเลส แต่ถ้าไปเข้าใจว่าจะทำให้เกิดอำนาจศักดิ์สิทธิ์ แล้วใช้ความขลัง นั้นตัดกิเลสได้ อย่างนี้ก็เป็นความยึดถือซึ่งผิดความมุ่งหมายเดิม. การปฏิบัติอย่างเดียวกันแท้ๆ แต่ถ้าเข้าใจผิด โดยยึดมั่นถือ มั่นในทำนองไร้เหตุผล หรือเห็นเป็นของขลัง ของศักดิ์สิทธิ์ไป แล้ว ก็เป็นสีลัพพัตตปรามาสไปทั้งสิ้น. 292 แม้ที่สุดสมาทานศีลปฏิบัติสิกขาบท ด้วยความคิดว่าตน จะได้ไปเกิดเป็นเทวดาในสวรรค์ อย่างนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลย ย่อม เป็นการจับฉวยศีลและวัตร ผิดความมุ่งหมายของพุทธศาสนาไป ทำให้การรักษาศีลและพรหมจรรย์ของตนเศร้าหมอง ; เพราะว่า ความมุ่งหมายของพระวินัยนั้น ก็เพื่อกำจัดกิเลสในส่วนหยาบ ๆ ทางกายและวาจาเพื่อให้เป็นรากฐานของสมาธิ และต่อไปถึง ปัญญาเป็นลำดับ ๆ ไป หาใช่มุ่งหมายเพื่อให้ไปเกิดในสวรรค์ไม่. นี้ได้ชื่อว่า ทำศีลของตนให้สกปรกเศร้าหมองไปด้วยความยึดถือ ที่ผิด ด้วยอำนาจของความคิดที่ผิด. เรื่องให้ทานก็ดี เรื่องรักษา ศีลก็ดี เรื่องเจริญสมาธิภาวนาก็ดี ซึ่งถ้าทำไปด้วยความสำคัญ ผิดต่อความมุ่งหมายที่แท้จริงของการกระทำเหล่านั้น จะต้องเป็น การกระทำนอกลู่นอกทาง ของพุทธศาสนาทั้งนั้น. 293
น.151 ๑๔๕ ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่า แม้การปฏิบัติในวงของพุทธ บริษัทเรา ถ้าทำไปด้วยความสำคัญผิดเพราะกิเลสตัณหาเข้าครอบ งำ เช่นมีความหวังในทางขลังทางศักดิ์สิทธิ์เมื่อใดแล้ว ก็จะกลาย เป็นสีลัพพัตตปรามาสไป. แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชาวบ้านเรา ชอบทำกันอยู่ทั่ว ๆ ไป เช่นในการสวดมนต์ทำบุญบ้านหรืออะไร ก็ตาม จะต้องเอาข้าวสุกและสำรับคาวหวานชุดหนึ่ง มาตั้งไว้ หน้าพระพุทธรูป เป็นทำนองเซ่นวิญญาณพระพุทธเจ้า หรือเป็น การถวายข้าวพระ เชื่อกันว่าวิญญาณของพระพุทธเจ้าจะได้ฉัน ข้าวที่จัดนำมาถวาย. ถ้าทำด้วยความรู้สึกหรือเข้าใจเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมเป็นการปฏิบัติผิดความมุ่งหมายเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์โดยไม่ ต้องสงสัย. 294 เรื่องของการประพฤติผิดความประสงค์ที่ถูกต้องนั้นนับ ว่ามีดาษดื่นอยู่ทั่ว ๆ ไปในวงพุทธบริษัท เป็นการทำไปอย่าง งมงายไร้เหตุผล ทำให้ข้อปฏิบัติหรือระเบียบที่ดีงามอยู่ก่อน ต้อง สกปรกไปด้วยความโง่เขลา และความหลงผิดของคนเหล่านั้นเอง. นี่คือความหมายของคำว่า "สีลัพพัตตปรามาส." 295 เราจะเห็นได้ว่ากิเลสข้อนี้มีมูลมาจากโมหะ คือความเขลา เข้าใจผิด คนเราเคยถือของขลังถือของศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม
น.152 ๑๔๖ เพราะได้รับการสอนกันมาผิด ๆ อบรมกันมาผิด ๆ จึงเป็นสิ่ง ที่มีกันอยู่เกือบทุก ๆ คน. อย่าต้องระบุรายละเอียดให้มากไปเลย มันจะเป็นเรื่องกระทบกระเทือนใจกัน แต่ว่าขอให้ท่านทั้งหลาย จงเอาหลักเกณฑ์อันนี้ ไปสอบสวนตัวเองดูก็แล้วกัน. 296 กิเลส ๓ อย่างในพวกแรก คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพัตตปรามาสนี้ ถ้าละได้ขาดไปจริง ๆ ก็เรียกว่าได้ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิอันดับที่หนึ่ง คือเป็น พระโสดาบัน ไปแล้ว. 297 การละกิเลส ๓ ประการนี้ได้เด็ดขาดไม่ควรดูเป็นของยาก เลย เพราะกิเลสทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นของป่าเถื่อนที่คนป่าเถื่อนเขา ถือกัน เป็นของสำหรับคนป่าเถื่อนที่ยังไร้ความเจริญ. คนที่เรียก ว่ามีการศึกษาดีหรือเจริญแล้ว ไม่ควรจะมีของ ๓ อย่างนี้. ถ้ายังมีอยู่ก็ต้องถือว่าจิตใจของคนนั้นยังป่าเถื่อนอยู่. ผู้ใดละ กิเลส ๓ ประการนี้ได้จึงจะเป็นอริยชนได้. ถ้ายังละไม่ได้ก็ยัง เป็นคนโง่เขลา เป็นคนหลงหรือเรียกอย่างดีที่สุดว่า ปุถุชน แปลว่าคนที่มีฝ้าปิดบังลูกตาหนาทึบ. ปุถุ แปลว่าหนา ; ปุถุชน จึงแปลว่าคนหนาคือหนาด้วยเครื่องปิดบังลูกตาแห่ง ปัญญา. 298
น.153 ๑๔๗ เมื่อบุคคลใดละกิเลส ๓ ประการนี้ได้แล้ว ย่อมจะมี จิตใจที่เริ่มอยู่เหนือความผูกพันของโลก เพราะกิเลสทั้ง ๓ นี้เป็น เครื่องผูกพันจิตให้ติดอยู่กับโลก เป็นความโง่เขลาที่ปิดบังความ จริง และผูกพันจิตใจให้คนติดอยู่กับโลก ครั้นเมื่อละได้ ๓ ชั้นก็ เหมือนกับเพิกถอนสิ่งที่ผูกพันหรือปิดบังเสียได้ ๓ อย่าง จึงหลุด ลอยขึ้นอยู่เหนือโลกในระดับที่หนึ่งแล้ว เรียกว่าพระอริยเจ้าใน อันดับแรก จัดไว้เป็นโลกุตตรภูมิอันดับแรก เรียกบุคคลนั้นว่า เป็น พระโสดาบัน คือผู้แรกถึงกระแสแห่งพระนิพพาน คือ จะได้นิพพานในอนาคตแน่ ๆ. 299 โลกุตตรภูมิอันดับที่ ๒ นั้น ท่านหมายความถึงการละ เครื่องผูกพัน ๓ อย่างที่กล่าวสิ้นไปแล้ว และยังสามารถทำ โลภะ โทสะ โมหะบางส่วน ให้จางไปได้อีกจนถึงกับมีจิตใจสูง มี ความผูกพันอาลัยอยู่ในกามภพแต่เพียงเล็กน้อยที่สุด ถือกันว่าจะ เวียนมาสู่โลกนี้เพียงอีกครั้งเดียว จึงได้ชื่อว่า พระสกิทา- คามี. 300 ตอนนี้ควรทำความเข้าใจคำว่า พระโสดาบัน เสีย ก่อน จะช่วยให้เข้าใจคำว่า สกิทาคามี ง่ายขึ้น. คำว่า "โสดาบัน" แปลว่าผู้ถึงกระแส. ถ้าถามว่ากระแสแห่งอะไร ?
น.154 ๑๔๘ ก็ตอบว่ากระแสแห่งนิพพานนั่นเอง. พระโสดาบันเป็นผู้ถึงเพียง กระแสของนิพพาน ยังไม่ถึงตัวนิพพาน. กระแสนี้คือเกลียว ที่ไหลไปสู่นิพพาน. กระแสของนิพพานย่อมมีความลาดเอียง ไปทางนิพพาน เหมือนอย่างลำแม่น้ำที่มีความลาดเอียงไปสู่ทะเล ถ้าจิตตกไปในกระแสนี้แล้ว แน่นอนย่อมไปถึงนิพพาน. 301 การถึงกระแสนี้หมายถึงการบรรลุนิพพานแน่ ๆ ใน อนาคต แต่อาจยังอีกหลายเวลา เอาแต่ความแน่ว่าจะต้องถึง นิพพานเป็นใหญ่. ส่วนพวกที่ ๒ ที่เรียกว่าสกิทาคามีนั้นใกล้ชิด นิพพานยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก จนถึงกับมีอาลัยเหลืออยู่น้อยในความ เป็นอยู่ของโลกนี้. ถ้าจะกลับมาสู่อารมณ์แบบมนุษย์อีกก็เพียง หนเดียว เพราะโลภะ โทสะ โมหะ เบาบางมาก แต่ยังไม่ หมดโดยสิ้นเชิง. 302 อันดับที่ ๓ เรียกว่า พระอนาคามี พระอริยบุคคล ชั้นนี้ นอกจากจะละกิเลสชั้นต้นได้อย่างพระสกิทาคามีแล้วยังละ สังโยชน์ข้อที่ ๔ ที่ ๕ ได้อีกด้วย. สังโยชน์ข้อที่ ๔ เรียกว่า กามราคะ ข้อที่ ๕ เรียกว่า ปฏิมะ. กามราคะนั้นหมายถึง ของรักของใคร่ ที่พระโสดาบันและพระสกิทาคามีละไม่หมด ยัง มีความพอใจในของรักของใคร่เหลืออยู่ ทั้ง ๆ ที่ท่านละสักกาย-
น.155 ๑๔๙ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาสได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถละความ ติดในกามราคะได้ทั้งหมด ยังเหลืออยู่เป็นบางส่วน. แต่พอมาถึง อันดับที่ ๓ คือพระอนาคามีนี้ท่านย่อมละออกหมดได้ไม่มีเหลือ ส่วนกิเลสที่เรียกว่า ปฏิฆะ (ความรู้สึกโกรธหรือความขัดแค้นใจ) พระสกิทาคามีล้างออกได้เป็นส่วนมาก เหลืออยู่เป็นเพียงความ หงุดหงิดความขัดข้องใจอยู่ภายใน ส่วนพระอนาคามีนั้นเอาออก ได้หมด จึงเรียกว่า ผู้ละกามราคะและปฏิฆะได้. 303 ที่เรียกว่า กามราคะ หรือการติดความพอใจในกามนั้น ได้อธิบายไว้อย่างมากแล้วในเรื่องของกามุปาทาน. กิเลสนี้เป็นสิ่ง ประจำอยู่ในใจอย่างเหนียวแน่น ราวกะว่ามันแน่นสนิทเป็นเนื้อ เดียวกัน ยากที่จะเข้าใจได้ ยากที่จะล้างออกได้สำหรับคนธรรมดา. สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่ เช่นจะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ชั้นไหนประเภทไหนลักษณะอย่างไรก็ตาม ก็เรียกว่ากามทั้งนั้น. ความที่จิตยังติดอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งที่รักใคร่เช่นนั้น เรียกว่า กามราคะ ได้ทุกวิถีทาง. 304 ที่เรียกว่า ปฏิฆะ นั้น เป็นความกระทบกระทั่งแห่งจิตที่ รู้สึกไม่พอใจ. ถ้าพอใจก็จัดเป็นกามราคะ ไม่พอใจจึงเป็นปฏิฆะ. ความรู้สึกส่วนมากของคนมีอยู่อย่างนี้. ปฏิฆะอาจจะเกิดได้แม้
น.156 ๑๕๐ ต่อสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ. และถ้ามากไปกว่านั้น ก็ไม่พอใจแม้แต่สิ่ง ที่ตัวทำเองหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเอง. ส่วนที่มีอาการโกรธเกลียด พยาบาทคนอื่นนั้นเป็นปฏิฆะที่รุนแรงเกินไป ซึ่งพระอริยบุคคล ขั้นต้น ๆ กว่านี้ ก็พอจะละได้ตามสมควร. ที่เหลืออยู่สำหรับให้ พระอริยเจ้าชั้นที่ ๓ ละนี้ หมายถึงความกระทบกระทั่งแห่งจิต ชั้นละเอียดจนบางทีก็ไม่ปรากฏอะไรออกมา เป็นความขุ่นอยู่ข้าง ใน ดูสีหน้าไม่รู้ว่าโกรธ แต่ก็มีความไม่พอใจอยู่ข้างใน เป็นต้น เช่นความหงุดหงิดรำคาญ ขัดใจในคนหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไป ตามปรารถนา. ถ้าผู้ใดละปฏิฆะทุกชนิดให้สิ้นเชิง ท่านทั้งหลาย ลองคิดดูว่าจะอยู่ในฐานะที่น่าบูชาสักเพียงไรหรือเป็นบุคคลพิเศษ สักเพียงไร. 305 กิเลสทั้ง ๕ ข้อที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านจัดไว้ว่าเป็นภาคต่ำ นับตั้งแต่สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส กามราคะจน ถึงปฏิฆะ. พระอริยบุคคลประเภทที่ ๓ ละได้หมด. เพราะไม่มี ถามราคะเหลืออยู่เลย พระอริยเจ้าประเภทนี้จึงไม่เวียนมาสู่ กามภพอีกต่อไป เป็นเหตุให้ได้นามว่า อนาคามี แปลว่าผู้ไม่มี การกลับมาอีก มีแต่จะรุดหน้าสูงขึ้นไปเป็นพระอรหันต์และ นิพพานในภาวะอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกาม คือภพของรูปพรหมอันดับ
น.157 ๑๕๑ ปลาย ๆ. ส่วนกิเลสที่ยังเหลืออีก ๕ อย่างข้างปลายนั้น พระอริย- บุคคลประเภทที่ ๔ คือพระอรหันต์ จึงจะละได้ทั้งหมด ทั้งสิ้น. 306 กิเลสที่ถัดไปอีก คือ รูปราคะ อันเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๖ นั้นหมายถึงความรักใคร่ ความพอใจในความสุข ที่เกิดมาจาก รูปสมาบัติ เหมือนที่เป็นแก่พวกโยคีที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์. พระ อริยเจ้า ๓ ชั้นแรก ยังไม่สามารถละความสุขความพอใจที่เกิดแก่ รูปฌานได้ แต่จะถอนได้ในเมื่อเลื่อนมาถึงพระอริยเจ้าชั้นท้าย คือ พระอรหันต์. ทั้งนี้ก็เพราะความสงบสุขเยือกเย็นอันเกิดมาแต่รูป บริสุทธิ์ ก็มีรสชาติที่จับอกจับใจ จนถึงกับพอจะเรียกได้ว่าเป็น พระนิพพานชิมลองดูก่อน เป็นพระนิพพานล่วงหน้า และมีรส อย่างเดียวกันหรือทำนองเดียวกับรสของนิพพานที่แท้จริง หาก แต่ว่าเป็นเรื่องชั่วคราว เป็นเรื่องที่เป็นไปในระหว่างที่กิเลสสงบ ระงับเพราะอำนาจของฌาน ไม่ใช่กิเลสสูญหายเหือดแห้งไปจริง. เมื่อหมดกำลังของฌานกิเลสก็กลับมาปรากฏอีก. ขณะที่กิเลสสงบ ระงับอยู่ด้วยอำนาจของฌาน จิตนี้ก็ว่างโปร่งเป็นอิสระ มีรสชาติ คล้ายกับรสของนิพพานแท้จริงเหมือนกัน ฉะนั้น จึงเป็นสาเหตุ ให้หลงติดได้เหมือนกัน. บางยุคเคยบัญญัติว่านิพพานกันมา แล้ว. 307
น.158 ๑๕๒ กิเลสอันละเอียดข้อที่ ๗ ที่เรียกว่า อรูปราคะ นั้น หมายถึงความพอใจติดใจในความสุขที่เกิดมาแต่อรูปสมาบัติ เป็น เรื่องคล้ายกับข้อที่ ๖ ผิดกันแต่ว่าชั้นนี้ละเอียดประณีตขึ้นไปอีก ขั้นหนึ่ง. การเจริญฌานโดยมีสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์สำหรับเพ่งนั้น ย่อมได้ความสงบที่เนื่องอยู่กับรูปนั้น ๆ เพราะฉะนั้นจึงหยาบกว่า การเจริญฌานอันกำหนดเพ่งสิ่งที่ไม่มีรูป เช่นเอาอากาศหรือความ ว่างเปล่ามาเป็นอารมณ์ ได้ผลเป็นความสงบเงียบสุขุม ลึกซึ้งกว่า ความสงบที่เป็นรูปฌาน ท่านจึงจัดไว้ในลำดับหลังจากรูปฌาน และเรียกว่า อรูปฌาน. ความพอใจติดใจในความสุขสงบชนิดนี้ เรียกว่า อรูปราคะ ฉะนั้น สำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ จะ หลงใหลในสุขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย ไม่ว่าสุขเวทนา นั้นจะเกิดมาจากไหน. 308 เพราะตามธรรมดาของพระอรหันต์ จะมองเห็นความ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของความรู้สึกทุกชนิด จึงไม่อาจจะมี ความติดใจในความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงละ รูปราคะและอรูปราคะได้. โยคีฤๅษีอื่น ๆ ที่บำเพ็ญรูปฌานหรือ อรูปฌานตามป่านั้น มองไม่เห็นความลี้ลับของสุขเวทนา จึงติด แน่นอยู่ในรสของฌาน หรือสมาบัติอย่างหลงใหล เช่นเดียวกับ
น.159 ๑๕๓ คนหนุ่มคนสาวตามธรรมดา ๆ ที่มีจิตติดแน่นหลงใหลอยู่ในรส ของกามคุณ ท่านจึงใช้คำว่า "ราคะ" อย่างเดียวกันหมด. ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาให้เข้าใจในเรื่องนี้จริง ๆ ก็จะพอใจหรือ จะเลื่อมใสบูชา ในบุคคลที่เรียกว่าเป็นพระอริยเจ้านั้น อย่าง ยิ่ง. 309 เครื่องผูกคนให้ติดอยู่ในโลกข้อที่ ๘ เรียกว่า มานะ ได้แก่ความรู้สึกสำคัญตัวว่าเป็นนั้นเป็นนี่ เป็นชั้นเป็นเชิงว่าเรา เลวกว่าเขา เราเสมอเขา เราดีหรือสูงกว่าเขา. ถ้ารู้สึกว่าตน เลวกว่าก็น้อยใจ, รู้สึกว่าตนดีกว่าก็ทะนงใจ, รู้สึกว่าเสมอ ๆ กัน ก็นึกไปในทางที่จะแข่งขัน หรือทำตนให้ก้าวหน้ากว่าเขา ทำนอง นี้เป็นต้น. ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงมานะทิฏฐิด้วยความเย่อหยิ่งจอง- หองตามธรรมดา. ย่อมเป็นการยากมากที่จะไม่ให้ใคร ๆ ตาม ปกติรู้สึกว่าตัวดีกว่าเขาเลวกว่าเขาในทำนองนี้. กิเลสเรื่องนี้มาอยู่ ในอันดับที่ ๘ เกือบสุดท้ายเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ามันละยาก จึงมาอยู่แทบจะรั้งสุดท้าย ซึ่งพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดเท่านั้นที่จะ ละได้. ชั้นเรา ๆ ตามธรรมดาจึงละไม่ได้. 310 ความรู้สึกถือตัวถือตนว่าตนดีกว่าหรือเสมอกันหรือ ตน เลวกว่าเขานี้ ย่อมมาจากความยึดติดชนิดหนึ่งนั่นเอง แต่ท่าน
น.160 ๑๕๔ ไม่ใช้ชื่อว่าอุปาทาน ใช้ชื่อว่ามานะ. แต่ถ้าจิตใจอยู่เหนือความดี ความชั่วเสียแล้วความรู้สึกต่าง ๆ เช่นนี้จะมีอยู่ไม่ได้. แต่เพราะ จิตใจของเรายังแพ้ต่อค่าของความดีความชั่ว ฉะนั้นเราจึงมีความ รู้สึกว่าใครดีใครชั่ว หรือใครเสมอกัน เป็นเหตุให้ใจหวั่นไหว ไปบ้าง เพราะเหตุที่รู้สึกเช่นนั้นอยู่ จึงยังไม่เป็นความสงบสุข จริง ๆ. 311 สังโยชน์ข้อที่ ๙ เรียกว่า อุทธัจจะ แปลว่า ความ กระเพื่อม ความฟุ้ง หรือความไม่สงบนิ่ง เช่นความรู้สึกที่ กระพือขึ้นในเมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่น่าสนใจผ่านมา. คนเรามีความ ต้องการอะไร ๆ อยู่ประจำใจ โดยเฉพาะก็คือความอยากได้ อยาก เป็น อยากไม่เอา อยากไม่ให้เป็น. เมื่อมีสิ่งใดผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย มาในลักษณะที่ตรงกับความต้องการชนิดใดชนิด หนึ่งของตนเข้าแล้ว ความกระพือขึ้นของใจย่อมจะมีได้ อย่างที่ เราเรียกกันว่า "ความทึ่ง": ทึ่งในแง่ดีก็ได้ ทึ่งในแง่ร้ายก็ได้. ถ้าดูแปลกประหลาดแล้ว เป็นต้องเกิดความสงสัยทึ่งขึ้นมาทีเดียว เพราะเรายังมีสิ่งที่เราต้องการ ยังมีสิ่งที่เราหวาดกลัววิตกกังวล ระแวงอยู่ ฉะนั้น ใจจึงทนไม่ได้ ต้องทึ่งต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่าน เข้ามา คนธรรมดาเป็นอย่างนี้ ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกกับตัณหาแล้ว ก็ยากที่จะระงับได้ ย่อมสนใจจนเนื้อเต้น ดีใจจนลืมตัว ถ้า
น.161 ๑๕๕ เป็นเรื่องเศร้า ก็ทำให้ใจแฟบเหี่ยวจนหมดความสนุก นี่คือ ลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า อุทธัจจะ. 312 พระอริยเจ้า ๓ ประเภทข้างต้น ก็ยังมีความทึ่งและมี ความสนใจในบางสิ่งบางอย่าง แต่พระอรหันต์ไม่มีความทึ่ง ไม่ มีความสนใจในสิ่งใดเลย เพราะจิตใจของท่านหมดความกระหาย ในสิ่งทั้งปวง หมดความกลัว หมดความเกลียด หมดความวิตก กังวล หมดความระแวงสงสัยอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่าง ๆ. ท่าน มีจิตใจเป็นอิสระ ไม่มีอะไรมาล่อหรือยั่วให้เกิดความทึ่งหรือความ สนใจ เพราะหมดความต้องการนั่นเอง จึงหมดความสนใจหรือ ข้อสงสัยทั้งปวง. ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า ความสงสัยในปัญหา ต่าง ๆ นั้น มันมีอยู่หรือมันเกิดขึ้นก็เพราะความอยากอย่างใดอย่าง หนึ่ง นับตั้งแต่อยากรู้ไปทีเดียว. 313 ครั้นหมดความอยากเพราะเห็นสิ่งทั้งปวงเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็น จึงไม่มีความทึ่งในสิ่ง ใด ๆ. ฟ้าผ่าลงมาข้าง ๆ ท่านก็ไม่มีความทึ่ง เพราะไม่มีความ รู้สึกกลัวตายหรืออยากอยู่หรืออะไรทำนองนั้น. แม้จะมีอะไรที่ ร้ายแรงชนิดไหน หรือว่าเกิดมีความรู้ความคิดใหม่ ๆ ในโลก ท่าน ก็ไม่มีความทึ่งความสนใจ เพราะมันไม่มีความหมายอะไรเลย
น.162 ๑๕๖ สำหรับท่าน. ท่านไม่ต้องการทราบถึงสิ่งใดในลักษณะที่ว่ามัน จะอำนวยอะไรให้ท่านได้บ้าง เพราะท่านไม่ต้องการอะไร ; ฉะนั้น จึงไม่มีความทึ่งในลักษณะใดๆหมด จิตของท่านจึงบริสุทธิ์ หรือสงบ อย่างที่คนเราธรรมดาคาดไม่ถึงเอาทีเดียว. 314 กิเลสข้อ ๑๐ อันเป็นข้อสุดท้ายนั้น ท่านเรียกว่า อวิชชา เป็นที่รวมหมดของบรรดากิเลสทั้งหลาย ที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้เป็น อย่างอื่น. คำว่า อวิชชา แปลว่า ภาวะที่ปราศจากความรู้. ความรู้ในที่นี้หมายถึงความรู้จริง ความรู้ถูกต้อง. ตามธรรมดา สัตว์ทั้งหลายจะอยู่โดยไม่มีความรู้อะไรเลยนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้า ความรู้นั้นเป็นความรู้ผิด ก็มีค่าเท่ากับไม่รู้ คนจึงมีอวิชชาหรือ รู้ผิดอยู่เป็นประจำ จึงมืดมนท์. ปัญหาสำคัญที่สุดของมนุษย์ก็ คือปัญหาที่ว่าอะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริง ฯ อะไรเป็นต้นเหตุที่ แท้จริงที่ทำให้เกิดทุกข์ ? อะไรเป็นความไม่มีทุกข์แท้จริง ? และ อะไรเป็นหนทางอันแท้จริงซึ่งจะให้ได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้นๆ ? ถ้าใครมีความรู้จริง ๆ แล้ว เรียกว่าคนนั้นไม่มีอวิชชา จัดเป็น ผู้มีวิชชาในที่นี้. 315 บรรดาความรู้ทั้งหลายมีมากเหลือที่จะกล่าวได้ แต่พระ พุทธเจ้าท่านจัดไว้ในพวกที่ไม่จำเป็นต้องรู้. ความตรัสรู้ของ
น.163 ๑๕๗ พระพุทธเจ้าเอง ก็มีขอบเขตอยู่แต่ในวงเรื่องที่ควรรู้ ในบรรดา สิ่งที่ควรรู้แล้วพระองค์ทรงรู้ทั้งหมด. คำว่า "สัพพัญญู" (รู้ทั้งหมด) ก็คือการรู้แต่ในขอบเขตที่ควรรู้ ไม่ใช่ว่าจะครอบ คลุมไปถึงสิ่งไม่จำเป็นต้องรู้สำหรับการดับทุกข์. 316 อวิชชาทำให้คนสำคัญผิด ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นความสุข จนถึงกับพอใจวนเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์. และสำคัญผิดในเหตุ ของความทุกข์ จนไปคว้าเอาสิ่งที่ผิดไว้ หรือเกิดความโง่เขลา ใหม่ ๆ ขึ้นมา เช่น การโทษผีสางเทวดา โทษอะไรต่าง ๆ ว่าเป็นเหตุให้เกิดเจ็บไข้ หรือเคราะห์ร้าย แทนที่จะรักษา หรือแก้ไขโดยวิธีที่ถูกต้อง ก็ไปนั่งบนบานผีสางเทวดาอยู่ อย่างนี้. นี่เรียกว่าเป็นอวิชชาในต้นเหตุของความทุกข์ ชั้นต่ำ ๆ ที่สุด นี้เป็นตัวอย่าง. 317 สำหรับอวิชชาในเรื่องความดับสนิทของทุกข์นั้น คือ ไม่รู้เรื่องการดับกิเลสดับตัณหา ซึ่งเป็นต้นเหตุของทุกข์โดยตรง ไปหลงเอาความสงบสุขหรือความไม่รู้สึกตัวชนิดที่เกิดมาจากสมาธิ หรือฌานสมาบัติว่าเป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง ซึ่งมีอยู่ดกดื่นในสมัย พุทธกาล และยังคงส่งเสริมทำกันจนถึงบัดนี้. บางครั้งยังอาจ ถึงกับยึดเอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์ อย่างที่บางคนได้ยึด
น.164 ๑๕๘ เป็นหลักไว้ว่า กามารมณ์เป็นของจำเป็นมาก หรือเป็นอาหาร สำคัญชนิดหนึ่งของชีวิต แทนที่จะมีปัจจัยเพียง ๔ อย่าง คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็เพิ่มเอา กามารมณ์เข้าไปอีกอย่างหนึ่ง รวมเป็นปัจจัย ๕ อย่าง อย่างนี้ก็มี. บางลัทธินิกายได้เอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์ต่าง ๆ จึงเกิด เป็นลัทธินิกายที่มีการกระทำอันน่าบัดสีลามกอนาจาร ขึ้นที่วิหาร ของเขานั้นเอง. 318 สำหรับอวิชชาความไม่รู้ในหนทางที่จะให้ได้มา ซึ่งความดับทุกข์นั้น คนที่ไม่รู้ก็ย่อมทำไปตามความเขลา หรืออำนาจกิเลสตัณหาตามความต้องการของตน เช่นหลง เชื่อในสิ่งภายนอก คอยแต่พึ่งผีพึ่งเทวดาไปตามประสา ของคนที่ไม่มีศาสนา. แม้เป็นพุทธบริษัทโดยกำเนิดอยู่ แล้วก็ยังหลงไปได้ถึงขนาดนั้น. เพราะอำนาจของอวิชชา นั่นเอง ทำให้ไม่เข้าใจหรือยินดีในการดับทุกข์โดยอริย- มรรคมีองค์ ๘ แต่ไปดับทุกข์ของตน โดยการจุดธูปเทียน นั่งบนบานสิ่งที่ตนเชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์ . ตามปกติคนต้อง การมีความรู้ แต่ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ผิด เมื่อยิ่งรู้มากก็ผิด มาก เลยกลายเป็นความรู้ชนิดที่บังลูกตา. 319
น.165 ๑๕๙ คำว่า แสงสว่าง ๆ นี้ก็จะต้องระวัง อาจจะเป็น แสงสว่างของอวิชชาก็ได้ คือแสงที่ทำให้ตามืดบอดหลงผิดและ ให้เกิดความประมาท โดยไม่อาจสำนึกได้ด้วยว่าตนกำลังถูกแสง ของอวิชชานี้บังลูกตาอยู่ จึงไม่สามารถจะเอาชนะความทุกข์ได้ มัวแต่หลงในสิ่งเล็กน้อยไม่เป็นสาระอย่างเทิดทูนบูชา หลงใหล ในกามารมณ์ต่าง ๆ ว่าเป็นอุดมธรรมจำเป็นของมนุษย์ ซึ่งทุกคน ควรจะได้รับเสียก่อนที่จะตาย แล้วจะแก้ตัวว่าทำเพื่ออุดมคติอัน อื่นอย่างไรได้. การหวังไปเกิดในสวรรค์ก็หมายเอากามารมณ์ เป็นที่ตั้ง อะไร ๆ ก็ไปติดอยู่แค่กามารมณ์ทั้งนั้น นี้เพราะอวิชชา ได้ห่อจิตใจไว้อย่างนี้ไม่ให้ใครทะลุรอดไปได้. 320 ในพระบาลีบางแห่ง ได้อุปมาอวิชชาว่า เหมือนกับ เปลือกหนาที่หุ้มโลกทั้งหมด ไม่ให้คนได้เห็นแสงสว่างที่แท้จริง. ท่านจัดอวิชชาไว้เป็นกิเลสข้อสุดท้าย เป็นอันว่าเมื่อเป็นพระ อรหันต์จึงตัดกิเลสห้าอย่างข้างท้ายได้หมด คือตัด รูปราคะ อรูป- ราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชา ซึ่งเป็นการตัดสังโยชน์หมด ได้ทั้ง ๑๐ อย่าง แล้วก็กลายเป็น พระอรหันต์ คือเป็นพระ อริยเจ้าชั้นสูงสุดในพุทธศาสนา. 321 พระอริยเจ้าทั้ง ๔ ประเภท กล่าวคือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์นี้ จัดเป็นผู้อยู่ใน โลกุต-
น.166 ๑๖๐ ตรภูมิ. ตัวธรรมที่ท่านได้บรรลุเรียกว่า "โลกุตตรธรรม" แยก ออกเป็น ๙ อย่าง คือภาวะของพระโสดาบันในขณะที่กำลังตัด กิเลสนั้นเรียกว่า โสดาปัตติมรรค อย่างหนึ่ง, เมื่อตัดกิเลส ได้แล้วเรียกว่า โสดาปัตติผล อีกอย่างหนึ่ง, จึงเป็นคู่ ๆ คือ โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล, สกิทาคามิมรรค-สกิทา- คามิผล, อนาคามิมรรค - อนาคามีผล, อรหัตตมรรค - อรหัตตผล เป็น ๔ คู่ เติมนิพพานเข้าอีกหนึ่งจึงเป็น ๙ เรียกว่า โลกุตตรธรรม. 322 บุคคลในโลกุตตรภูมิ เป็นผู้มีความทุกข์น้อยลงตามสัด ส่วน จนกระทั่งไม่มีทุกข์เลย. เมื่อมีการกระทำให้รู้แจ้งชนิด ที่ถูกต้อง เห็นสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง จนระงับความอยากทั้ง ปวงได้จริง ๆ แล้วก็จะเกิดผลเป็นโลกุตตรภูมิขึ้นมา ทำให้จิต ใจของผู้นั้นอยู่เหนือวิสัยชาวโลก. หลังจากนี้ สิ่งต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่ ตั้งของความพอใจหรือไม่พอใจในโลก ก็ไม่สามารถจะครอบ งำจิตใจ หรือมีอิทธิพลเหนือจิตของท่านได้อีกต่อไป เพราะ ท่านละกิเลสทุกชนิดได้จนสิ้นเชิง. 323 ส่วนสิ่งที่เรียกว่า "นิพพาน" นั้น ถ้าเป็นเรื่องโลกุตตร- ธรรม ก็หมายถึงสภาพอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนกับสิ่งใด ๆ หมด
น.167 ๑๖๑ คือไม่เหมือนกับทางโลก ผิดจากสิ่งทุกสิ่งในโลก. เมื่อทาง โลกหรือสิ่งทั้งหลายมีภาวะเป็นอย่างไรกัน ถ้ายกเลิกภาวะและ วิสัยเหล่านั้นทั้งหมดเสียได้ ก็จะเหลือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน กล่าว คือสภาพตรงกันข้ามจากโลกโดยประการทั้งปวง เป็นธรรมชาติ ชนิดหนึ่งไม่ต้องอาศัยสิ่งใดปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่งสิ่งใด เป็นที่ ดับของการปรุงแต่งทั้งปวง. แต่ถ้าจะกล่าวทางผล นิพพานก็ หมายถึงภาวะที่ปราศจากการถูกเผาลน ปราศจากการถูกตบตี ทิ่มแทง ร้อยรัด ครอบงำ ผูกพันอะไรทั้งหมดเหล่านี้. เพราะ ว่า กิเลสทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุทำให้ร้อนอกร้อนใจต่าง ๆ นานา ได้ถูกทำลายให้หมดไปก่อนถึงภาวะที่เรียกว่านิพพาน. 324 นิพพานเป็น ธรรมชาติอันหนึ่ง ไม่มีขอบเขต ไม่ต้อง อาศัยการกินเนื้อที่ ไม่ขึ้นอยู่กับการล่วงไปของเวลา หรือไม่เกี่ยว ข้องกับกาลเวลาแต่อยู่ในลักษณะเป็นตัวของตัวเองชนิดหนึ่ง ไม่ เหมือนอะไร ๆ ในโลก แต่เป็นที่ดับของภาวะโลก ๆ. พูดใน ในฐานะเป็นอุปมาท่านให้นามว่าเป็นแดนที่ดับของสิ่งปรุงแต่งทั้ง ปวง จึงเป็นธรรมชาติอิสระที่ปราศจากเครื่องผูกมัด ไม่มีการ ถูกทรมานกระทบกระแทกทิ่มแทงโดยอะไร ๆ ทั้งสิ้น. นี่ก็เป็น ลักษณะของโลกุตตรธรรมข้อสุดท้าย เป็นสิ่งที่มุ่งหมายปลายทาง ของพระพุทธศาสนา เป็นเรื่องสุดท้ายของการปฏิบัติทางพุทธ- ศาสนา. 325
น.168 สรุปความ ดังได้บรรยายหลักแห่งพระพุทธศาสนา มาโดยลำดับ ๆ ว่าพุทธศาสนาคือวิชาและระเบียบปฏิบัติ เพื่อให้รู้สิ่งทั้งปวง ถูกต้องตามที่เป็นจริงว่าอะไรเป็นอะไร. สิ่งทั้งปวงมีสภาพตาม ที่เป็นจริง คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวหรือของตัว ; แต่ สัตว์ทั้งหลายยังหลงรักหลงยึดติดสิ่งทั้งปวง เพราะอำนาจของ การยึดมั่นที่ผิด. ในพุทธศาสนามีวิธีปฏิบัติเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อใช้เป็นเครื่องมือตัดการติดการยึดมั่นนั้นเสีย. อุปาทาน การยึดมั่นนั้นมีสิ่งที่ลงเกาะหรือจับยึดคือขันธ์ทั้งห้า คือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. 326 เมื่อรู้จักขันธ์ทั้งห้าตามที่เป็นจริง ก็จะสามารถเข้าใจ สิ่งทั้งปวงจนถึงกับเบื่อหน่ายคลายความอยาก ไม่ยึดอะไร ติด อะไร. และเราควรจะมีชีวิตอยู่อย่างที่เรียกว่า "เป็นอยู่ชอบ" คือให้วันคืนเต็มไปด้วยความปีติปราโมทย์ อันเกิดมาจากการ กระทำที่ดีที่งามที่ถูกต้องอยู่เป็นประจำ แล้วระงับความฟุ้งซ่าน เกิดสมาธิ เกิดความเห็นแจ้งได้เรื่อย ๆ ไป จนกระทั่งเกิดความ ๑๖๒
น.169 ๑๖๓ เบื่อหน่าย ความคลายออก ความหลุดพ้น และนิพพาน ได้ตาม ความเหมาะสมของสิ่งแวดล้อม. 327 ถ้าเราจะรีบเร่งทำให้ได้ผลเร็วขึ้น ก็มีแนวปฏิบัติที่เรียก ว่า วิปัสสนาธุระ. เริ่มตั้งแต่มีความประพฤติบริสุทธิ์ มีใจบริสุทธิ์ มีความเห็นบริสุทธิ์ เรื่อยขึ้นไปจนถึงมีปัญญา คือความเห็นแจ้ง บริสุทธิ์ ในที่สุดก็จะตัดกิเลสที่ผูกมัดคนให้ติดอยู่กับวิสัยโลกออก เสียได้ เรียกว่าการบรรลุมรรคผล. 328 ทั้งหมดนี้นับว่าเป็นการแสดงให้เห็นแนวสังเขปทั้งหมด ของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ต้นจนปลาย ให้เห็นว่าหลักพุทธ- ศาสนามีอยู่อย่างไร พร้อมกับแสดงหลักปฏิบัติไปในตัว. 329 ทั้งหมดนี้ นับว่าเราได้ติดตามเรื่องมาตั้งแต่ต้นจนถึง ผลสุดท้ายของพระพุทธศาสนา. เรื่องทั้งหมดก็ไปจบสิ้นสุดลง ที่นิพพาน ดังหลักพุทธภาษิตที่ว่า "พระพุทธเจ้าทุกๆ องค์ ย่อมถือว่านิพพานเป็นอุดมธรรม". ฉะนั้นเราจักต้องศึกษา ให้รู้ให้เข้าใจ และให้ลุถึงได้ตามสมควร จึงจะได้ชื่อว่าเป็น พุทธบริษัท คือเห็นแจ้งหรือเข้าถึงตัวพุทธศาสนาจริง ๆ มิฉะนั้น แล้วจะเป็นแต่ผู้รู้ หรือผู้เข้าใจในพุทธศาสนาเท่านั้น หาได้เป็น ผู้เห็นแจ้งไม่. 330
น.170 ๑๖๔ ฉะนั้น ทุกคนจะต้องไปพิจารณาดูกิเลสของตัวเองให้ เข้าใจ และพยายามไถ่ถอนมันออกไปเสียให้ได้ แม้ได้แต่ครึ่ง หนึ่ง ก็จะเกิดความรู้แจ้งขึ้นมาบ้าง. เมื่อกิเลสครึ่งหนึ่งมันหมด ไปแล้วจริง ๆ มีผลก็คือเกิดความสะอาดปราศจากความชั่ว เกิด ความสว่างจากความหลงผิด แล้วความสงบทางจิตใจก็เกิดขึ้น แทน. จึงขอแนะนำพร้อมทั้งวิงวอน ให้ท่านทั้งหลายศึกษาพระ พุทธศาสนากันในอาการเช่นนี้ เพื่อจะได้เข้าถึงพระพุทธศาสนา อย่างแท้จริง ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพุทธศาสนา หรือ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้ความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์. 331 -จบ-
Buddhadasa