น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรีบกลับมาสู่โลกปัจจุบัน. ข้อนี้ย่อมหมายความว่า อาตมากำลังยืนยันอยู่ว่า โลก ปัจจุบันกำลังขาดธรรมะ, มีความวินาศเพราะขาดธรรมะ, มีความ วินาศในทางจิตใจ เพราะจิตใจขาดธรรมะ. เมื่อมีความวินาศ ในทางจิตใจมาเรื่อย ๆ ก็จะมาถึงความวินาศในทางร่างกาย หรือทางวัตถุ คือตัวโลกนั่นเอง ; หมายความว่า เมื่อมนุษย์ไม่มี
น.12 ๒ ธรรมะแล้ว ก็ทำอะไรตามกิเลส ก็จะประหัตประหารกัน อย่างไม่มี ขอบเขต อย่างที่เรียกกันว่ามิคสัญญี. เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็ทำลายโลก แม้ส่วนที่เป็นวัตถุ คือทำลายตัวมนุษย์ ทำลายตัวโลก นี่คือโทษที่ เกิดจากการขาดธรรมะ. เราต้องรีบทำให้ธรรมะกลับมา. ในวันนี้จะพูดกันถึงเหตุผลที่ว่า ธรรมะต้องกลับ มา ; แต่จะให้กลับมาอย่างไรนั้น มีรายละเอียดมาก จะไว้ พูดกันคราวอื่น. ในวันนี้จะพูดถึงเหตุผลที่ต้องกลับมา ; แต่ก่อนที่จะพูดถึง เหตุผลที่กลับมานั้น ก็อยาก จะพูดถึง เหตุที่ทำให้ธรรมะหายไปแต่โดยย่อ. เหตุที่ธรรมะหายไปจากโลก. เราดูกันแต่โดยย่อ พอเป็นเครื่องสังเกตหรือเข้าใจ ว่า ธรรมะหายไปจากโลกก็เพราะว่า :- ข้อที่ ๑. โลกมีความก้าวหน้าทางวัตถุ อย่างที่ เราเห็น ๆ กันอยู่ เกือบจะไม่ต้องอธิบาย, ก้าวหน้าในการ ประดิษฐ์สิ่งยั่วยวน, และการประดิษฐ์สิ่งยั่วยวนนั้น ถึง ขนาดเป็นอุตสาหกรรม. โลกมีอุตสาหกรรมผลิตสิ่งที่จะทำลายมนุษย์ คือการยั่วยวนให้หลงผิดไปในความเอร็ดอร่อยสนุกสนานทาง
น.13 ๓ เนื้อหนัง ซึ่งพอกพูนความเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง ; มีความ เห็นแก่ตัวอย่างยิ่งแล้ว ก็มีกิเลส ที่จะช่วยกันทำลายโลก เมื่อไรก็ได้. นี่เรา มีสิ่งยั่วยวน หรือสิ่งที่เกินความจำเป็นที่ จะต้องมี ทำให้มีความเสื่อมเสียทางเศรษฐกิจ, มีความ เสื่อมเสียทางจิตใจ อย่างนี้เต็มไปหมดทั้งโลก นี้เป็น เหตุให้ธรรมะหายไป เพราะมาเป็นทาสของสิ่งที่ยั่วยวน. ทีนี้ ข้อที่ ๒. ต่อไปอีก ที่ต้องมอง ก็คือว่า พล- โลกเพิ่ม เพิ่มมากจนเกินการควบคุมทางศีลธรรม ทาง ศีลธรรมมีน้อยอยู่แล้ว ; เพราะไม่มีการสั่งสอนอบรมทาง ศีลธรรม ซึ่งก็มีน้อยอยู่แล้ว แล้วพอคนในโลกมากขึ้น มันก็ยิ่งควบคุมไม่ไหว ; แล้วก็ ไม่มีใครที่จะทน หรือ อดทนอยู่อย่างมีศีลธรรมได้ มัน ก็ต้องละทิ้งศีลธรรม ไปยึดเอาตามประโยชน์ของตน โดยไม่ต้องคำนึงถึง ศีลธรรม. นี้เรียกว่า คนยิ่งมาก ก็ยิ่ง เกิดอุปัทวะได้โดย ง่าย. ข้อนี้ พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัส เหมือนกัน ว่าเมื่อ คณะสงฆ์ยังมีจำนวนน้อย ยังไม่มีอุปัทวะ ; เมื่อคณะสงฆ์
น.14 ๔ มากเป็นปึกแผ่นขึ้น ก็เริ่มมีอุปัทวะ. อุปัทวะ นั้น ถ้าพูด เป็นไทย ๆ ธรรมดา ก็คือคำที่เราพูดกันว่า อุบาทว์ หรือ เสนียด หรือ จัญไร นั่นเอง. เมื่อคนยังน้อยมันก็ไม่มี หรือ มียาก พอคนมีมากมันก็มีคนเห็นแก่ตัวมาก ควบคุมกัน ไม่ไหว อุบัทวะก็เกิดขึ้น. อุบัทวะนี้ได้เกิดขึ้นในหมู่สงฆ์ เมื่อมีจำนวนมาก หนาแน่นขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเองอย่างนี้. เรา ก็ถือเป็นหลักได้เลยว่า การที่พลโลกมีเพิ่มขึ้นนั่นแหละ ทำให้ขาดศีลธรรม เพราะควบคุมกันไม่ไหว. ทีนี้ ข้อที่ ๓. ดูไปอีกทางหนึ่ง ก็อาจจะกล่าวได้ว่า สื่อมวลชนทุกชนิดในโลกนี้ เป็นสื่อที่ส่งเสริมกิเลส ; ไม่ได้ส่งเสริมความมีศีลธรรม. แต่เป็นสื่อที่ส่งเสริมกิเลส ยิ่งขึ้น ๆ ยิ่งกว่าสมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา อย่างที่จะ เปรียบเทียบกันไม่ได้. สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ไม่มี สื่อที่ส่งเสริมกิเลสมากมายอย่างนี้. ขอให้มองกันอย่างนี้ ทีนี้ ข้ อที่ ๔. ก็มาเพ่งดูไปยังระบบการศึกษาใน โลก ซึ่งอาตมาได้กล่าวมา ในการบรรยายครั้งก่อน ๆ เป็น ที่ประจักษ์แล้วว่า การศึกษาในโลกยังขาด, เป็นระบบ
น.15 ๕ สุนัขหางขาด. ถ้าพูดว่า หมาหางด้วนมันหยาบคาย คน เขาโกรธ ก็พูดว่า สุนัขหางขาด ก็ยังมีคนโกรธ ; จน เดี๋ยวนี้อาตมาต้องพูดว่า สุนัขหางหาย. มันมีระบบเหมือน กับสุนัขหางหาย ก็หมายความว่า การศึกษาของเรา ไม่มี การศึกษาที่เป็นศีลธรรมรวมอยู่ด้วย : ให้เรียนแต่หนังสือ, ให้เรียนแต่อาชีพ. คนก็เก่งสำหรับจะรวย, ยิ่งรวยก็ยิ่ง เห็นแก่ตัวไม่มีธรรมะ นี่การศึกษามันหันไปรับใช้เศรษฐกิจ, การศึกษา มันหันไปรับใช้กิเลสของมนุษย์. โดยเฉพาะฝ่ายการเมือง : การศึกษาไปเป็นทาสช่วงใช้ รับใช้เศรษฐกิจ การเมือง, หรือ รับใช้กิเลส ไม่รับใช้ธรรมะ, ไม่รับใช้ศีลธรรม ไม่รับ ใช้มนุษยธรรม อย่างที่เคยมีมาแต่ก่อน. การศึกษาไม่ได้ ทำให้คนมีการบังคับตัวเอง เพื่อความมีศีลธรรม; ฉะนั้น จิตใจของคนเหล่านี้จึงวินาศ คือ ปราศจากศีล- ธรรม ; เรียกว่าเป็นความวินาศทางจิต วินาศทางวิญญาณ. เมื่อมันวินาศทางจิต ทางวิญญาณ มาถึงขนาดนี้ แล้ว ไม่เท่าไร ไม่ต้องกลัว จะเกิดความวินาศทางวัตถุ ทางกาย ทางแผ่นดินโลก นี่แหละ. เมื่อจิตของมนุษย์
น.16 ๖ ไม่มีธรรมะแล้ว ความวินาศนั้น จะเกิดขึ้นแก่แผ่นดิน โลก. มนุษย์ที่ไร้ศีลธรรมนี้ จะทำลายแผ่นดินโลก ให้วินาศไปอย่างไม่มีเหลือ. นี้สรุปความว่า มันมีเหตุที่ทำให้ธรรมะหายไป อย่างนี้ ศีลธรรมหายไปอย่างนี้. ในโลกมีความวินาศทางจิต หรือทางวิญญาณเพิ่มขึ้น เป็นสิ่งที่น่ากลัว, น่าเป็นห่วง อย่างยิ่ง, ว่า เรา จะต้องช่วยกันทำให้ธรรมะกลับมา, รีบช่วยกันทำให้ธรรมะกลับมา. นี้คือความมุ่งหมายของการ บรรยายในวันนี้ เรียกว่า ธรรมะ ในฐานะสิ่งที่ต้องรีบกลับ มาสู่โลกปัจจุบัน พูดให้ชัดแล้วว่า สำหรับโลกปัจจุบัน และ สิ่งที่ต้องรีบกลับมานั้น คือธรรมะ. ธรรมะหายไป แล้วเกิดโทษอย่างไรแก่โลก. ขอให้ดูเถอะว่า มันกำลังมีความเลวร้ายอย่างไร, มีอุปัทวะ เสนียดจัญไรในโลกนี้อย่างไร ; คือวิกฤติการณ์ ที่นำมาซึ่งความเดือดร้อน ระส่ำระสาย หาความสงบสุขไม่ได้. บุคคลหาสันติสุขไม่ได้ สังคมก็หาสันติภาพไม่ได้. ดู กันเป็นอย่าง ๆ ไปว่า มัน มีโทษอย่างไร ในการที่ขาด ธรรมะ ?
น.17 ๗ ข้อที่ ๑. อาตมาอยากจะเรียกว่า โลกเรานี้อยู่ใน ศตวรรษแห่งความเครียด, โลกกำลังมีความเครียดครัด อยู่ในจิตในใจของคนทุกคน. ถ้าพูดอย่างพุทธศักราช ก็ เป็นศตวรรษที่ ๒๖, พูดอย่างคริสตศักราช ก็เป็นศตวรรษ ที่ ๒๐. นี่หมายความว่า มันมีความเครียดมา ๗๐ กว่าปี แล้ว จนถึงวันนี้มันก็เครียดที่สุดแล้ว, หรือจะพูดว่า ๒๒ ปี - ๒๓ ปีมาแล้ว มันก็เครียดมากถึงขนาดนี้แล้ว มัน เป็นศตวรรษแห่งความเครียด. มนุษย์อยู่ด้วยความเครียด : เครียดด้วยความ อยาก, ด้วยความหิว ความกระหาย ความทะเยอทะยาน ความหวาดกลัว ความวิตกกังวล. มันเป็นจิตใจที่เครียด มัน มีความกลัวอยู่เป็นส่วนใหญ่, รู้สึกในความไม่ปลอดภัย ทุกแห่งเต็มไปด้วยอาชญากรรม, อยู่ด้วยความหวาดเสียว, เศรษฐกิจก็บีบคั้น. ผลสะท้อนจากสงครามก็มีมาก ; แม้วันนี้ก็ เครียดกันอยู่ด้วยความกลัวสกายแล็บ เห็นไหม? นี่มนุษย์ เครียดกัน จนจะไม่เป็นมนุษย์กันอยู่อย่างนี้แล้ว. นี่โทษ ของการที่ขาดธรรมะ.
น.18 ๘ ประชาชนก็เครียดตามแบบของประชาชน, ประเทศ ชาติหรือรัฐบาล ซึ่งรับผิดชอบ ก็เครียดไปตามแบบของ ประเทศชาติ ของรัฐบาล : เครียดด้วยเศรษฐกิจ เครียด ด้วยการเมือง เครียดด้วยสงคราม. รัฐบาลพูดกันไม่รู้เรื่อง กับราษฎร นี้มันเครียดสักเท่าไร ; มีการตั้งใจจะโค่นรัฐบาล ปัจจุบันลงมา เพื่อพวกนั้นจะได้เป็นรัฐบาลเสียเอง. นี้ เครียดทั้งฝ่ายผู้คิดโค่น, และเครียดทั้งฝ่ายที่จะต้องต่อต้าน หรือรักษาไว้. มันเป็นความเครียดอย่างนี้ ยังมีปัญหาดิน ฟ้าอากาศตามธรรมชาติ มาประสมโรงเข้าอีก มันก็ยิ่งมี ความเครียด. ทีนี้ ข้อที่ ๒. ต่อไป ก็อยากจะว่า มัน เป็น ศตวรรษแห่งโรคประสาทหรือโรคจิต ; ตามรายงานของ แพทย์ก็แสดงชัดอยู่แล้วว่า โรคจิตโรคประสาททวีขึ้นอย่าง ไม่น่าเชื่อ ; เมื่อเทียบส่วนกันแล้ว มันทวีอย่างไม่น่าเชื่อ ; บางคนจะต้องกินยาระงับประสาททุกชั่วโมงอยู่แล้ว ซึ่งปู่ ย่า ตา ยาย ของเราไม่เคยเป็นอย่างนี้. ปัญหาทางศีลธรรมเกิดขึ้น แต่เขาเห็นเป็น ปัญหาทางเศรษฐกิจไป หมด ; แก้ไม่ตก มันก็เป็นโรค
น.19 ๙ จิตโรคประสาทกันมากขึ้น พูดว่าเศรษฐกิจบีบคั้น จน เป็นโรคเส้นประสาท ; ที่จริงไม่ใช่ มันขาดศีลธรรม. ถ้า มีศีลธรรม ก็ทนได้, ไม่ต้องเป็นโรคประสาทเลย. เขา เข้าใจคำว่า "ธรรมะ" ผิดหมด แต่ไปเข้าใจคำว่า เศรษฐกิจ นั้นถูกมากเกินไป จะดีหรือบ้า ก็ลองคิดดู. นี่ธรรมะหายไป ๆ เพราะเหตุอย่างนี้ จนจะพูด ได้ว่า จะหาธรรมะมาทำยาหยอดตา ก็แทบจะไม่ได้เสียแล้ว ยาหยอดตานี้มันต้องการนิดหน่อย เล็กน้อยเหลือเกิน แล้ว ก็ยังหาไม่ได้เสียแล้ว. นี้เรียกว่า เป็นโทษของการที่ไม่มี ธรรมะ, กลายเป็นศตวรรษแห่งโรคประสาทหรือโรคจิต โลกนี้ก็กลายเป็นโลกแห่งโรคประสาท หรือโรคจิต ทีนี้ ข้อที่ ๓. อยากจะให้มองว่า ยิ่งก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี่เท่าไร โลกยิ่งต้องการธรรมะมากเท่านั้น นี่ไปขยับขยายเทคโนโลยี่มาก จนไม่มีธรรมะ, หรือธรรมะ ตามไม่ทัน, หรือจะเรียกว่าไม่มีธรรมะเสียมากกว่า, ก็ไม่มี อะไรที่จะควบคุมความก้าวหน้าของเทคโนโลยี. มนุษย์ก็เป็น ทาสของวัตถุ ที่ผลิตขึ้นมาโดยวิชาเทคโนโลยี สิ่งยั่วยวน มีมากเท่าไร คนก็เห็นแก่ตัวมากยิ่งขึ้น, ยิ่งมีปัญหาทาง เศรษฐกิจเพิ่มขึ้น.
น.20 ๑๐ เดี๋ยวนี้พวกชาวไร่ชาวนา เป็นหนี้ผ่อนส่งค่าวิทยุ โทรทัศน์ กันทุกหัวระแหง ที่ไฟฟ้าไปถึง. เมื่อก่อนไม่มี ไฟฟ้า ชาวนาไม่มีโอกาสจะมีโทรทัศน์ : พอให้มีไฟฟ้าไป ถึง ก็มีผลเกิดขึ้นมาว่า ชาวนาเหล่านั้นเป็นหนี้ ทางผ่อนส่ง เอาเครื่องโทรทัศน์มาดู ; แล้วมัน ได้ผลอะไรเกิดขึ้น นอก จากจะทำให้จิตใจรวนเร ฟุ้งซ่าน ไม่เป็นจิตที่ประกอบด้วย ธรรมะ, ไม่มีความหนักแน่นในการทำมาหากิน, มันรวนเร ไป ตามแบบของผู้ที่หลงใหล ในเรื่องความสุขสนุกสนาน ทางวัตถุ. นี้ดูเอาเถอะ ว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นี้ อย่างมีไฟฟ้าทั่วทุกหมู่บ้านอย่างนี้ ก็คือ ทำให้เป็นหนี้ ค่า ผ่อนส่งโทรทัศน์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับไฟฟ้า. เดี๋ยวนี้แม้แต่ ชาวนา ก็จะหุงข้าวด้วยหม้อข้าวไฟฟ้าแล้วนะ ลองคิดดู แล้วมันจะสมดุลย์กันได้อย่างไร ในทางเศรษฐกิจ. ที่นี้ดู กิจกรรมทางอวกาศ ไปอวกาศ ไปนอกอวกาศ มันให้ผลในทางสันติภาพอะไรบ้าง ? กิจกรรมปรมาณู กิจกรรมอวกาศนี้ มัน ให้ผลเป็นสันติภาพอย่างไรบ้าง ? มองไม่เห็นเลย ยังมองไม่เห็นเลย เสียเงินมากมาย เอาเงิน
น.21 ๑๑ เหล่านั้นมาแก้ปัญหาคนยากจน คนมีความทุกข์ในโลกกัน เสียดีกว่า. ความก้าวหน้าในกิจกรรมประเภทนี้ มันเพิ่มความ วิกฤต คือ ความยุ่งยาก ลำบาก เดือดร้อน ระส่ำระสาย จึง พูดว่า ยิ่งก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่าไร ก็ยิ่งต้องเอา ธรรมะมาควบคุม ให้มากเท่านั้น, ควบคุมพิษสงของ เทคโนโลยี่. เทคโนโลยีกำลังสร้างพิษสงขึ้นมาอย่างนี้ ต้อง มีธรรมะมากพอ สำหรับมาควบคุมเทคโนโลยี ขอให้สังเกต ดูให้ดี. ทีนี้ ข้อที่ ๔. โทษต่อไป ก็คือว่า พลเมืองเพิ่ม มาก ควบคุมกันไม่ไหว ยิ่งมาก ยิ่งมีอุปทวะ อย่างที่กล่าว มาแล้ว ก็ไม่มีการคุมกำเนิดโดยอาศัยธรรมะ, ไปควบคุม ด้วยสิ่งที่ส่งเสริมความไม่มีศีลธรรม. เครื่องมือคุมกำเนิด ถูกใช้ไปในทางที่ส่งเสริมความไม่มีศีลธรรม. เด็กวัยรุ่น หนุ่มสาวนี่ ในกระเป๋าก็มีเครื่องคุมกำเนิด ; นี่ไม่ได้มีใช้ ในทางตรงตามวัตถุประสงค์. แต่ได้ใช้ไปในทางที่ไม่ ส่งเสริมศีลธรรม หรือทำลายศีลธรรม ; มันก็ไม่มีศีลธรรม ยิ่งขึ้น กำเนิดก็คุมไม่ได้
น.22 ๑๒ ทีนี้ ดูต่อไป ข้อที่ ๕. ยิ่งจัดการศึกษาแบบที่ไร้ ศีลธรรม ก็ยิ่งเพิ่มอันธพาล ; ให้การศึกษาที่ไม่ประกอบ ไปด้วยศีลธรรม ก็ยิ่งสร้างอันธพาลที่ปราบยาก. เรา ดูผู้ก่อการร้าย หรือโจรขโมยอะไรก็ตาม ที่มันมีการศึกษา ทำให้ฉลาด แล้วไม่มีศีลธรรมควบคุม มันก็เป็นผู้ก่อการร้าย หรือขโมย ที่ปราบยาก ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเป็นคนป่า ไม่เคยเรียน หนังสือ : แต่กลับอยู่กันเป็นผาสุก. ส่วนเราเรียนหนังสือ มาก ยิ่งมีปัญหามาก, ยิ่งเดือดร้อนมาก ยิ่งกว่าคนป่า บรรพบุรุษสมัยโน้น. นี่เราเรียนหนังสือมากกว่าคนบ่าสมัย โน้น ; แต่เรากลับลำบากยุ่งยาก หรือเรียกว่าแย่มากเลวมาก ในทางศีลธรรมกว่าคนป่า สมัยที่ไม่ได้เรียนหนังสือ เราไม่ต้องจัดให้ทุกคนได้เรียนมหาวิทยาลัย, มัน ไม่จำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น. ถ้าเราไม่มีธรรมะพอ, ไม่จัด ให้มีธรรมะพอ แล้วการศึกษาระบบมหาวิทยาลัยนั่นแหละ จะสร้างปัญหา หรือจะทำลายโลก ได้แยบคาย ประณีต ยิ่งกว่า เมื่อไม่เกี่ยวกับการศึกษาระดับนี้. ฉะนั้น การ ศึกษาแบบที่ไม่มีธรรมะนี้ จะไม่ทำให้เกิดประชาธิปไตย
น.23 ๑๓ อันแท้จริงขึ้นมาได้ ; มีแต่จะเกิดประชาธิปไตยกอบโกย ไม่มีประชาธิปไตย ที่ประกอบไปด้วยธรรม หรือมีจิตเป็น ธรรม. เมื่อในโลกมีแต่ประชาธิปไตยกอบโกย ใครมือยาว สาวเอา แล้วมันจะเป็นโลกที่มีสันติสุขหรือสันติภาพได้ อย่างไรกัน ? ขอให้ลองคิดดู. ทีนี้ ข้อที่ ๖. จะมาดูเจาะจงลงไปในข้อที่ว่า ถ้า ไม่มีธรรมะแล้ว เราทำอะไรไม่ได้ ; ถ้าพลเมืองไม่มีธรรมะ แล้ว รัฐบาลจะดีอย่างไร ? ก็ปกครองไม่ได้. ถ้าพลเมือง ไม่มีศีลธรรมแล้ว รัฐบาลจะวิเศษอย่างไร ก็นำไปตาม ความต้องการของรัฐบาลไม่ได้ ; ก็จะเป็นคู่ทะเลาะวิวาท กับรัฐบาล. สมมติว่า หัวหน้าดีคนเดียว ประธานาธิบดีคน เดียวดี นายกรัฐมนตรีคนเดียวดี ; แต่คณะรัฐมนตรีไม่มี ธรรมะ แล้วจะทำไปได้อย่างไร, จะทำสิ่งที่ต้องการจะทำ ได้อย่างไร ; หรือว่าดีทั้งคณะ รัฐมนตรีดี มีธรรมะทั้งคณะ แต่คนที่รองลงมาไม่มีธรรมะเลย อย่างนี้จะปฏิบัติ หน้าที่ ที่มอบหมายให้นั้น สำเร็จลุล่วงไปได้อย่างไร? หรือว่าดีลงมาจนถึงระดับอธิบดี ทุกคนก็ดี แต่ต่ำกว่านั้น
น.24 ๑๔ ไม่ดี จะทำไปได้อย่างไร ? หรือแม้แต่ว่า ดีลงมาถึงผู้ว่า ราชการจังหวัด หรือนายอำเภอ ทุกคนดี แต่ประชาชนไม่มี ธรรมะ มีแต่ความเห็นแก่ตัวแล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ให้ตรง ตามวัตถุประสงค์ได้อย่างไร ? นี่แหละคือ พื้นฐานโดยแท้จริง จะต้องมีธรรมะ ; พลเมืองต้องมีธรรมะ จึงจะจัดประเทศให้มีสันติสุขได้. สมัยนี้ถือเอาแต่ได้ ไม่รู้จักบุญ-บาป. ทีนี้ อาตมาก็อยากจะพูดเสียเลยว่า มีคนเขาแย้ง เขาค้านว่า สมัยก่อน ๆ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เขาก็ ไม่ต้องพูด ถึงธรรมะกัน เขาก็ยังอยู่กันได้, หรือในเมื่อหลายสิบปี มานี้ ก็ไม่ได้พูดถึงธรรมะเลย เขาก็อยู่กันได้ นี้จริงที่สุด เลย. เมื่อหลาย ๆ ปี หลายสิบปีล่วงมาแล้ว ไม่ได้พูดกัน ถึงเรื่องธรรมะเลย แต่บ้านเมืองก็อยู่ได้ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า มันมีธรรมะอยู่ในสายเลือดของประชาชน, ในขนบธรรมเนียมประเพณีมันมีธรรมะ. คนมีธรรมะเหมือนกับเงาตามตัว : เขาเกิดมา ในตระกูลที่มีธรรมะ พ่อแม่ตั้งครรภ์ลูก โดยเป็นคนมี
น.25 ๑๕ ธรรมะ, คล้าย ๆ กับว่า ลูกจะมีธรรมะมาตั้งแต่ในท้อง โตขึ้นมาก็ได้เห็นตัวอย่างที่ดี รู้จักกลัวบาป รู้จักกล้าบุญ. ยุวชนสมัยนี้ไม่มีคำว่าบุญ ไม่มีคำว่าบาป, เขาไม่ถือบุญ ถือบาป ; เขาถือแต่ได้ก็แล้วกัน. ยุวชนสมัยก่อน พอ ทักขึ้นว่าบาปนี้มันสะดุ้ง แล้วมันหยุด. ยุวชนสมัยนี้ พอ ทักว่าบาป มันก็แลบลิ้นหลอก ; มันไม่มีธรรมะในสายเลือด อย่างนี้แหละ. ฉะนั้นใน สมัยก่อน นั้น ไม่ต้องพูดถึงธรรมะ คนต่างก็มีธรรมะ ประชาชนมีธรรมะรองรับความ ประสงค์ของรัฐบาล ก็ทำไปได้โดยที่ไม่ต้องตะโกนถึงเรื่อง ธรรมะ. เดี๋ยวนี้มันไม่มีธรรมะ แล้วมันก็กลับตรงกันข้าม เดี๋ยวนี้เขาพูดกันว่า ลูกนั้นมีคุณแก่พ่อแม่ ใครยัง ไม่รู้ ก็รู้เสียเถอะ เป็นเรื่องจริง : ลูกสาวไปเรียนมาจาก เมืองนอก มีเกียรติยศสูง : พอกลับมาถึงบ้าน ก็จัดให้ลูก คือตัวเองนั่นแหละ มีบุญคุณแก่พ่อแม่. พ่อแม่บ่นว่าอะไร ไม่ได้ เขาจะตวาดพ่อแม่ว่า พ่อแม่ช่างไม่รู้จักคุณของฉัน เสียเลย ฉันมีบุญคุณแก่พ่อแม่. นี่ศีลธรรมมันกลับหัวลง อย่างนี้
น.26 ๑๖ ถ้าเป็น สมัยโน้น คนมีธรรมะมีศีลธรรมอยู่ใน สายเลือด ในการประพฤติกระทำประจำวัน มาถึงสมัยนี้ มันไม่มี แล้วมันยังกลับเอาหัวลงเสียอย่างนี้อีก. นี่เรียกว่าสมัยนี้ ต้องพูดกันมาก ต้องถึงกับ ตะโกน กันทีเดียวว่า "ธรรมะจงกลับมา, ธรรมะจงกลับ มา" เป็นพื้นฐาน เป็นรากฐาน อยู่ในหัวใจของ ประชาชน สำหรับเราจะรักใคร่กันทั้งประเทศ, แล้วก็จะ ช่วยให้ประเทศนี้ตั้งอยู่ได้ โดยความสงบสุข นี่คือโทษของการที่ไม่มีธรรมะ : มันเป็นศตวรรษ แห่งความเครียด มันเป็นศตวรรษ แห่งโรคประสาทหรือโรค จิต, มันเป็นศตวรรษที่ เทคโนโลยีกำลังทำลายมนุษย์, ทำลายศีลธรรมของมนุษย์, มัน เป็นศตวรรษแห่งการศึกษา ที่ไร้ธรรมะ, ยิ่งเรียนยิ่งเป็นอันธพาล ที่เฉลียวฉลาด ; เพราะ ว่าเรียนหนังสือมากก็ฉลาดมาก จึงเป็นอันธพาลที่ฉลาด ผู้ที่จะบังคับบัญชาคนที่ไม่มีธรรมะนั้น มันเป็นไปไม่ได้. นี่คือโทษอันร้ายกาจ. เพราะฉะนั้นขอให้ยอมรับเสียเถอะว่า เรามาถึงยุค ถึงสมัย ที่ ต้องช่วยกันทำให้ธรรมะกลับมาโดยด่วน.
น.27 ๑๗ โลกในปัจจุบันนี้อยู่ในฐานะ ที่จะต้องมีธรรมะกลับมา โดยด่วน, มาช่วยโลกนี้ให้พ้นภัย. โลกนี้วินาศทางจิตใจ เข้าไปตั้งครึ่งตั้งค่อนแล้ว ; แล้วมันก็จะออกมาเป็นความ วินาศทางวัตถุ หรือทางร่างกาย ยุคมิคสัญญีก็จะเกิดขึ้น ใน ระยะอันใกล้นี้เอง. ฉะนั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลาย ทำจิตใจให้เที่ยงตรง ให้เป็นธรรม ไม่เข้าข้างตัว. มองดูเถอะว่า มันมีข้อเท็จจริง อย่างนี้หรือไม่ ? มีปัญหาเฉพาะหน้าอย่างนี้หรือไม่ ? ถ้าเห็น ด้วยแล้ว ก็มาช่วยกัน, ช่วยกัน ๆ ทำให้ธรรมะรีบกลับ มา สู่โลกแห่งยุคปัจจุบัน ทั้งโลกเลย. ในฐานะที่เป็นคนไทย เป็นพุทธบริษัท มี ประเทศไทยเป็นที่ตั้งที่อาศัย ก็ ควรจะทำได้ดีกว่าประเทศ อื่น. เรามีพุทธศาสนาประจำชาติ มีบรรพบุรุษที่เคย หนักแน่นด้วยธรรมะ, สร้างประชาชนให้เป็น ประชาชน ที่มีธรรมะ ถึงกับ มีรอยยิ้มเป็นสัญญลักษณ์ของคนไทย. เพราะว่าได้เคยมีธรรมะมาเป็นศตวรรษ ๆ, หายใจเป็นความ เมตตา กรุณา, รักผู้อื่น ว่าสัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น.
น.28 ๑๘ จงสร้างจิตใจที่มีเมตตากรุณา จนกระทั่งแสดง ออกมาทางหน้า ทางตา ทางกิริยา กาย วาจา อ่อนช้อย นิ่มนวล ; เราเรียกว่าคนไทย มีลักษณะอาการเหมือนกับ ช้าง แช่มช้า นิ่มนวล. พวกที่ไม่มีธรรมะ มีอาการเหมือน กับลิงเมาเหล้า. ดนตรีไทยมีลักษณะเหมือนช้างที่เดินอย่าง นิ่มนวล , ดนตรีต่างประเทศมีลักษณะเหมือนลิงเมาเหล้า นี่คือความแตกต่างกัน ระหว่างมีความเป็นไทย กับมิใช่ ความเป็นไทย. ความเป็นไทยต้องมีธรรมะ ลักษณะ ของความเป็นไทยอยู่ที่มีธรรมะ. ขอให้ธรรมะรีบกลับมาสู่ประเทศไทย มาสู่ ประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นประเทศพุทธบริษัท ให้ทัน แก่เวลา ให้พ้นจากความวินาศ ทั้งทางกาย ทั้งทางจิต คือ พ้นทั้งทางวิญญาณและทางวัตถุ ; ก็จะไม่เสียทีที่ว่า เราได้ เป็นพุทธบริษัท ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ และได้พบพระพุทธ- ศาสนา. ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะอยู่ในฐานะที่ต้อง รีบกลับมาสู่โลกปัจจุบัน ส่วนจะกลับมาโดยวิธีใดนั้น จะ พูดกันในคราวหลัง ถ้ามีโอกาส. ในวันนี้เวลาก็หมดแล้ว ขอยุติการบรรยายในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa