Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ ตอนที่ ๒ — ๑๔. ธรรมะเป็นสิ่งที่มีวิธีทำให้กลับมา

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.29 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่มีวิธีทำให้กลับมา. ในครั้งที่แล้วมา ได้พูดกันโดยละเอียด ในข้อที่ว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องกลับมาสู่ โลกนี้ ในสถานการณ์เช่นทุกวันนี้. ส่วน ในครั้งนี้จะได้กล่าวถึง วิธีที่จะทำให้กลับมา; แม้มิใช่กลับมาอย่างสัตว์เลี้ยงที่หายไป; แต่ก็มีใจความคล้ายกัน เหมือนอย่างว่า สุนัขหายไป แมวหายไป ไปตามตัวกลับมา มันก็มีผลที่ว่า เราได้มีกันใหม่. ส่วนธรรมะนั้น เรามีวิธีกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่หายไปนั้น จะได้กลับมา. ๑๙

น.30 ๒๐ การกลับมาแห่งศีลธรรม มีได้ด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ. การกระทำให้กลับมา นี้ อยากจะ สรุปเป็นหัวข้อ สั้น ๆ ว่า กลับมาด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐิ. พุทธ- บริษัทยึดถือสิ่งที่เรียกว่า "สัมมาทิฏฐิ" เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดัง พระพุทธเจ้าท่านก็ได้ตรัสว่า สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพํ ทุกฺขํ อุปจฺจคุํ - คนเราล่วงพ้นความทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะ สมาทานสัมมาทิฏฐิ; หมายความว่า เมื่อมีสัมมาทิฏฐิ เป็นหลัก ยึดแล้ว ก็ก้าวล่วงความทุกข์ทั้งปวงได้ คือ ก้าว ล่วงปัญหาทั้งปวงได้ ทุกอย่างทุกประการ สัมมาทิฏฐินั้น ตรัสเรียกว่า เป็นรุ่งอรุณ คือ เป็น แสงสว่างในเบื้องต้น ที่จะสว่างยิ่งขึ้นเป็นลำดับ ๆ จนถึง ที่สุด. ถ้าไม่มีรุ่งอรุณ ก็ไม่มีอะไรเป็นจุดตั้งต้น สำหรับ แสงสว่าง คือความรู้ความเข้าใจ ที่ถูกต้องยิ่ง ๆ ขึ้นไป. อีกประการหนึ่งนั้น สัมมาทิฏฐิ มีความสำคัญตรงที่ ว่า กระทำให้เกิดสัมมาสังกัปโป คือ ความต้องการที่ถูกต้อง. สัมมาทิฏฐิ มีความเห็นที่ถูกต้อง, แล้วก็ทำให้เกิดความ-

น.31 ๒๑ ต้องการที่ถูกต้อง, แล้วก็จะได้ทำให้ได้รับผลที่ควรจะ ได้รับ. เดี๋ยวนี้ โลกนี้กำลังขาดอยู่ทั้งสองอย่าง คือ ขาด สัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปโป. คำว่า "สัมมาทิฏฐิ" นั้น ขอให้ถือเอาความหมาย ให้สมบูรณ์. สัมมาทิฏฐิ แปลว่า ความเห็นที่ถูกต้อง ความ เข้าใจที่ถูกต้อง ความรู้ที่ถูกต้อง ความเชื่อที่ถูกต้อง. เรา จะต้องใช้สัมมาทิฏฐิ ในกรณีที่จะทำให้ธรรมะกลับมา และสัมมาทิฏฐินี้ เราแยกออกไปได้หลายแขนง ดังที่จะได้ แยกแยะให้เห็น. สัมมาทิฏฐิข้อแรก เพื่อการกลับมาแห่งธรรมะนั้น จะสรุปเป็นถ้อยคำว่า ขึ้นทางไหนให้ลงทางนั้น. คำนี้ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราก็ได้พูดไว้ อย่างตรงกับพระพุทธวจนะ. "ขึ้นทางไหน ลงทางนั้น" เป็นคำพูดธรรมดา ๆ; อย่าง กับว่า ขึ้นไปบนต้นไม้ แล้วไม่ลงกลับมาทางที่ขึ้นไป มันก็ มีแต่กระโจนจากยอดไม้ลงมาตาย เท่านั้นเอง. พระพุทธองค์ตรัสการเกิดขึ้นแห่งความทุกข์ โดย นัยแห่งปฏิจจสมุปบาท; แล้วก็ตรัสการดับลงแห่งความทุกข์ ในลักษณะที่ถอยหลังลงมา. นี้เรียกว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ของ

น.32 ๒๒ เรา ก็พูดเหมือนกับที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส ว่าขึ้นทางไหน ให้ลงทางนั้น. เดี๋ยวนี้เราไม่ทำอย่างนั้น ปัญหาของศีลธรรม แท้ๆ เราไม่ได้แก้ปัญหาด้วยศีลธรรม; แต่ไปแก้ด้วย วิธีเศรษฐกิจบ้าง การเมืองบ้าง การทหารบ้าง. มันไม่เป็น การแก้ที่ถูกจุด หรือถูกต้นเหตุ ต้นเงื่อนของปัญหา เราจึง แก้ไม่ได้. ฉะนั้นเรา จะต้องใช้ศีลธรรม เป็นเครื่อง แก้ปัญหาทางศีลธรรม ให้มันถูกฝาถูกตัว และถูกเรื่อยไป ตามลำดับ. เราจะต้องพิจารณาดูถึงข้อที่ว่า วัฒนธรรมมัน เปลี่ยนไป เป็นวัตถุนิยม จนไม่มีศีลธรรม. เราไม่มี วัฒนธรรมอย่างบริสุทธิ์ ที่จะทำให้มนุษย์มีความสะอาด สว่าง สงบ. เราชวนกันเปลี่ยนไปเป็นวัตถุนิยม ถือวัตถุ เป็นหลัก มุ่งผลทางวัตถุ; อย่างนี้เรื่องมันก็สับสนกันหมด. รับโทษของวัตถุนิยม แล้วก็ไม่รู้ว่าจะแก้กันอย่างไร. เรามีค่านิยมที่เปลี่ยนไปโดยไม่รู้สึกตัว. เดี๋ยวนี้ เราบริโภคสิ่งต่าง ๆ ด้วยอำนาจของกิเลส ที่ตั้งรากฐาน อยู่บนวัตถุนิยม. เรากินอะไรกันอย่างกินเหยื่อ ไม่ใช่กิน

น.33 ๒๓ อย่างกินอาหาร ; กินอย่างกินเหยื่อ มันก็กินเพื่อความ เอร็ดอร่อย. ถ้ากินอย่างกินอาหาร มันก็เพื่อประโยชน์แก่ ร่างกายอย่างถูกต้อง. เมื่อกินอย่างกินเหยื่อ ไม่ได้กินอย่าง อาหาร มันก็เกิดอาการที่เรียกว่า อาหารไม่พอที่จะกินกัน. เราควรจะเปลี่ยนเป็นกินอย่างกินอาหาร. อย่ากิน อะไรใน โลกนี้กันอย่างกินเหยื่อต่อไปอีกเลย ; แล้วอาหารมันก็พอ ที่จะกินกัน. เราเข้าใจต้นเหตุแห่งปัญหา แล้วเราก็สามารถ ที่จะแก้ปัญหานั้นได้ ในลักษณะที่เรียกว่า ขึ้นทางไหนก็ลง ทางนั้น นี้เป็นสัมมาทิฏฐิในแง่หนึ่ง ซึ่งจะต้องมองให้เห็น และนำมาใช้. สัมมาทิฏฐิใน ข้อที่ ๒ ต่อไป คือ จะต้องมองให้ เห็นว่า การศึกษาในโลกนี้ไม่สมบูรณ์; สอนให้รู้กัน แต่หนังสือกับอาชีพ แล้วก็ ขาดวิชาที่จะเป็นมนุษย์ หรือ เป็นคนกันให้ถูกต้อง คือวิชาธรรมะ, หรือศีลธรรมนั่นเอง เรารู้กันแต่หนังสือ รู้แต่วิชาชีพ ไม่รู้ว่าจะเป็นคนกัน อย่างไร ? เกิดมาทำไม ? ควรจะได้อะไร ? เราก็ไม่รู้. นี้ เรียกว่า การศึกษานั้นขาดส่วนที่จำเป็น, คือขาดส่วนที่ เรียกว่าธรรมะ หรือศีลธรรม.

น.34 ๒๔ ถ้าเหลือวิสัย ที่กระทรวงศึกษาธิการ หรือ เจ้าหน้าที่จัดการศึกษาจะทำได้ ก็ควรจะแบ่งเบาภาระไปให้ วัดวาอาราม ช่วยจัดในส่วนที่ยังขาดอยู่นี้ เหมือนอย่างแต่ ก่อน ที่เคยใช้วัดเป็นแหล่งอบรมศีลธรรม ก็คงจะสมบูรณ์ ได้. เรา ต้องจัดให้ลูกเด็ก ๆ ของเรา อย่างน้อยที่สุดก็คือ กลัวบาป และ กล้าบุญ อาตมาอยากจะพูดว่า เพียงเท่านี้ก็พอ ; ไม่ต้อง เอากันให้มากมาย เหมือนที่กะแผนการ วางหลักสูตรยืดยาว สำหรับพูดเก่ง สำหรับรู้เก่ง; แต่แล้วก็ไม่มีน้ำใจ ที่ว่า กลัวบาป หรือกล้าบุญ. เรื่องกลัวบาปนี้ ไม่อาจจะทำ ได้ด้วยการสอนให้เรียน ให้ท่อง ให้จดไว้ ในสมุด เหมือนที่กำลังคิดว่าจะทำกัน. เราจะต้องคิดดูให้ดีว่า เด็ก ๆ ของเรา กลัวผี กลัว จิ้งจก กลัวกิ้งกือ ชนิดที่โตแล้วก็ถอนไม่ออก ยังคงกลัวอยู่ นั่น นั่นมัน เกิดมาจากอะไร ? เกิดมาจากการที่ผู้ใหญ่ได้ทำ อะไร โดยไม่รู้สึกตัวตาม ๆ กันมา จนเด็กเกิดกลัวผี กลัว จิ้งจก กลัวกิ้งกือ เหล่านี้เป็นต้น.

น.35 ๒๕ เดี๋ยวนี้เราจะเปลี่ยนเป็นว่า เราจะทำให้เขากลัว บาปในลักษณะอย่างนั้นเท่านั้น ฝังแน่นลงไปใน สันดาน จึงจะแก้ปัญหาข้อนี้ได้, คือมีความถูกต้องทาง ศีลธรรม เป็นปึกแผ่นแน่นหนา อยู่ในยุวชนของเรา. ลองเปรียบเทียบกันดู เด็กสมัยก่อนกับเด็กสมัยนี้ ในเรื่องบาป - บุญ เด็กสมัยก่อนกลัวบาป พอได้ยินว่า บาปก็สะดุ้ง ; เด็กสมัยนี้ถ้าใครไปทักว่าบาป ก็แลบลิ้น หลอก. คำว่าบุญ สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรู้จักกันก็จริง แต่ทุกคนปรารถนา เด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ ก็อยากจะมีบุญ, อยาก จะทำบุญ. สำหรับ เด็กสมัยนี้ บุญไม่มีความหมายอะไร. ได้ต่างหาก, ได้อะไรตามที่เราต้องการต่างหาก จึงจะ เรียกว่าดี. ความรู้สึกต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ก็แตกต่าง กันอย่างลิบลับ สมัยก่อนเคารพนับถือบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ราวกับว่าเป็นบุคคลพิเศษ อยู่เหนือศีรษะ อยู่เหนือเกล้าเหนือหัว. เด็กสมัยนี้ไม่มีความรู้สึกอย่างนั้น : เพราะว่าการศึกษาอบรมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, ไม่ได้ทำ ให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น

น.36 ๒๖ อาตมาเห็นว่า ไม่รู้หนังสือก็ได้ ขอให้มีศีลธรรม ก็แล้วกัน. ท่านลองเปรียบเทียบกันดูว่า อย่างไหนจะ ปลอดภัย ? คนไม่รู้หนังสือแต่มีศีลธรรม, กับคนรู้หนังสือ แต่ไม่มีศีลธรรม, อันไหนจะเป็นที่น่าปรารถนากว่า ? สมัยโบราณไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่รู้หนังสือ แต่อยู่กันได้ดี อย่างมีศีลธรรม มีความสงบสุขในสังคม. นี้เรา ควรจะถือ เป็นหลักว่า มนุษย์เราจะรอดได้เพราะศีลธรรม; ไม่ใช่ รอดได้เพราะรู้หนังสือ หรือแม้แต่วิชาชีพ นี้ก็เรียกว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ที่จะต้องนำมาใช้ให้ถูก ต้อง ต้องมีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ต่อสิ่งเหล่านี้ แล้วก็ จัดให้เป็นไป คือให้มีความรู้สึกในทางจิตสูง โดยหลักว่า กลัวบาปและกล้าบุญ. อย่าไปมัวกลัวกันอยู่แต่ว่า "คอม- มูนิสต์มา ศาสนาหมด" ; ควรจะกลัวไปถึงว่า "คอมมูนิสต์ ไม่ทันมา ศาสนาก็หมดเสียแล้ว". พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ธรรมะหรือศาสนาจะหมด ไป ก็เพราะพวกพุทธบริษัททั้งสี่นี้เอง. พวกที่อยู่ข้างนอก วงนี้ ไม่มาทำให้ศาสนาหมดได้, ฉะนั้นเราควรจะระวัง

น.37 ๒๗ ในการที่จะไม่ทำให้ศาสนาหมดไป ด้วยความไม่รู้เท่าถึงการณ์ ของเราเอง. เราต้องมีศาสนาที่ถูกต้องมั่นคง สำหรับรับ หน้าคอมมูนิสต์. ถ้าเรามีศาสนามั่นคง เราสามารถที่จะ รับหน้าคอมมูนิสต์, มีธรรมะรับหน้าคอมมูนิสต์. เราไม่ รู้จักใช้ศาสนา กลับไปทำให้ศาสนาอ่อนแอ ไม่สามารถจะ ต้านทานอะไรได้เลย. ขอให้ใคร่ครวญดูอีกทีหนึ่ง อย่างที่อาตมาก็เคย กล่าวมาแล้ว ในคราวก่อน ๆ ว่า คอมมูนิสต์เกิดขึ้นมาใน โลกนี้ได้ เพราะศาสนาหมด มันว่างอยู่ ในที่แห่งหนึ่ง ในยุคหนึ่ง ; ที่นั่นไม่มีศาสนา คนเห็นแก่ตัว เกิดนายทุน กระดาษซับ ขูดรีด มันจึงเกิดลัทธิคอมมูนิสต์ขึ้นมาในโลก ถ้าไม่มีระบบนายทุนกระดาษซับ คอมมูนิสต์ก็ไม่มีทางที่จะ เกิดขึ้นมาในโลกได้ เพราะศาสนาหมด เกิดความเห็นแก่ตัว ขนาดเป็น นายทุนกระดาษซับ ก็นายทุนกระดาษซับนั่นเอง สร้าง คอมมูนิสต์ขึ้นมาในโลก เพราะว่าไม่มีศาสนา หรือศาสนา มันหมด. ถ้าศาสนามีอยู่อย่างเข้มแข็ง นายทุนกระดาษ

น.38 ๒๘ ซับก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นในโลกนี้ได้เหมือนกัน ; คอมมูนิสต์ ย่อมไม่มีโอกาสที่จะเกิดขึ้น. ขอให้ใคร่ครวญให้ดี ๆ นี้ก็เป็นสัมมาทิฏฐิ ที่จะ ต้องหาให้พบ คือความเข้าใจอย่างถูกต้อง ว่ามันมีมูลเหตุ อย่างไร ? เราไป กลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัว แล้ว ไม่กลัวใน สิ่งที่ควรกลัว ทีนี้ ข้อที่ ๓. ก็จะดูต่อไป ว่า โลกปัจจุบันมี อารยธรรมที่ทำลายวัฒนธรรม ความดีงามทางจิตใจถูก ทำลายหมดไป โดยอารยธรรมเนื้อหนัง เดี๋ยวนี้บูชา อารยธรรมเนื้อหนัง วัฒนธรรมส่วนจิตใจก็หมดไป; เรา กำลังหลงอารยธรรมเนื้อหนัง. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา มี อารยธรรมที่ส่งเสริมศีลธรรม. เรา บัดนี้มีอารยธรรมเนื้อ หนัง ที่ทำลายศีลธรรม ; เราไม่ทำตามรอยบรรพบุรุษของ เราเลย. เดี๋ยวนี้เราไม่รู้จัก ยาเสพติด ที่ร้ายกว่ายาเสพติด ที่เรากำลังกลัวกันอยู่ : นั่นคือสิ่งมอมเมา ที่เราเผยแพร่ กันไปในสื่อมวลชนทุกชนิด ให้ยุวชนของเราเป็นทาส กามารมณ์. อันนี้เป็นยาเสพติด ยิ่งกว่ายาเสพติด ที่กำลัง

น.39 ๒๙ กลัวกันอยู่เป็นไหน ๆ. จงรู้จักยาเสพติด ที่ร้ายกว่ายา เสพติด ที่เรากำลังกลัวกันอยู่. ยุวชนถูกมอมเมา ไปในทางอารยธรรมเนื้อ หนัง อย่างนี้ มันเป็นความเสียหายแก่ความเป็นมนุษย์ของ เขา. สิ่งที่เขานึกถึงทุกลมหายใจเข้าออก ทั้งวันทั้งคืน ก็ คือสถานกามารมณ์นั่นเอง, หรือเขาระลึกถึงวันล็อตเตอรี่ จะออก แทนที่เขาจะนึกถึงบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก หรือทั้งวัน ทั้งคืน .. เดี๋ยวนี้สิ่งที่คนเขาชูขึ้น เหนือเกล้า เหนือเศียร เหนือหัว ทุกคราวที่ประกอบกิจสำคัญนั้น คือแก้วเหล้า ; แทนที่จะเป็นพระรัตนตรัย หรือเป็นพระเจ้า มันเป็นแก้ว เหล้า. ขอให้คิดดูเถิดว่า มันเปลี่ยนไปอย่างไร ? แล้วมัน จะไปสู่ทิศทางไหน ? ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่าง ของสิ่งที่ จะ ต้องมีสัมมาทิฏฐิเข้ามาแก้ไข ให้รู้โดยถูกต้อง แล้วก็ ขจัดความผิดพลาดให้หมดไป ทีนี้ ข้อที่ ๔. อาตมาอยากจะชวนให้ท่านทั้งหลาย เหลียวไปทางอีกทางหนึ่ง คือเหลียวไปทางยุวชน ให้มีการ

น.40 ๓๐ ปรับปรุงยุวชนของเราให้ถูกต้อง , ให้เกิดเด็กที่ดีอย่าง ที่เราต้องการ ว่าเด็กดีคืออนาคตของชาติ, เด็กสมัยก่อน สะดุ้งกลัวต่อบาป แม้ว่าเขาจะโง่กว่าเด็กสมัยนี้, โง่ขนาด กลัวผีหลอกมากกว่าเด็กสมัยนี้. เด็กสมัยนี้สามารถจะแลบลิ้น หลอกบาป ; เขาฉลาดกว่า รู้หนังสือมากกว่า. เด็กสมัยนี้ กลัวคำว่า ซวย มากกว่าที่จะกลัวคำว่าบาป. เขาไม่รู้จักบาป เขารู้จักคำว่า ซวย คือมักจะไม่ได้อะไร ตามที่เขาต้องการ. เรา จะต้องรีบจัดการศึกษา ให้เด็กๆ ของเรา กลัวบาปกล้าบุญ เท่านี้ก็พอ; สอนวิชาหนังสือหนังหา อาชีพกันเท่าไร เด็กก็ไม่กลัวบาป; แม้จะสอนธรรมะ อย่างที่ตั้งใจว่าจะสอนกัน เป็นหลักสูตรใหญ่โต ก็ยังไม่แน่ นอนว่า เด็กจะกลัวบาป. เราสอนในแง่ของจริยธรรม มากกว่าในแง่ของศีลธรรม. จริยธรรมใ นที่นี้คือ หลักวิชาที่เป็นรูปของปรัชญา อันเกี่ยวกับศีลธรรม; ส่วน ศีลธรรมนั้นคือ ระบบการ ประพฤติปฏิบัติลงไปตรง ๆ . จริยธรรมคือ philosophy of morality ศีลธรรมนั้นคือตัว morality นั่นเอง. เรา สอนกันแต่จริยธรรมเพ้อเจ้อ มันก็ไม่มีศีลธรรมได้. ไป

น.41 ๓๑ คิดดูให้ดี ๆ : มีแต่คนพูดได้ ; ไม่ประพฤติปฏิบัติ, ไม่มี ศีลธรรมแล้ว ก็จะมีนักธรรมอยู่ในคุกในตะราง, จะมีคน เก่งขนาดพระวิษณุกรรม อยู่ในคุกในตะราง เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีธรรมาสน์สานด้วยหวายอย่าง ประณีต อย่างไม่น่าคิดว่าคนจะทำได้ส่งมาที่วัด ชาวบ้าน มาเห็นเข้าแล้วก็ว่า นี่คนทำหรือพระวิษณุกรรมทำ ก็บอกว่า ถูกแล้ววิษณุกรรมทำ. เดี๋ยวนี้วิษณุกรรมอยู่ที่ไหน ? ก็ ตอบเขาว่า อยู่ในตะราง ในคุกลหุโทษที่กรุงเทพฯ นี่มัน หมายความว่า เขามีความรู้ในทางอาชีพ สามารถขนาดนี้. ศิลปกรรมที่ทำด้วยหวาย ก็ดี, ทำด้วยไม้ดำประดับมุก ก็ดี, ด้วยลงรักลายทอง แกะสลัก ก็ดี, ทำได้ในคุกในตะราง ; เพราะว่า คนมีอาชีพถึงขนาดนั้นแล้ว แต่ ไ ม่มีศีลธรรม ก็ต้องเข้าไปอยู่ในคุกในตะราง. ขอให้เข้าใจว่า ถ้าเรามัวสอนกัน แต่เรื่องหนังสือ และอาชีพ ไ ม่สอนศีลธรรมแล้ว ไม่เท่าไรพระวิษณุกรรม ก็จะไปรวมกันอยู่ในคุกในตะราง; แม้คนที่มีปริญญา ยาวเป็นหาง ก็มีโอกาสที่จะไปอยู่ในคุกในตะราง ถ้าเขาละ เลิกศีลธรรมเสียเมื่อใด.

น.42 ๓๒ ผู้พิพากษาไม่กินสินบน ก็เพราะว่าเขามีศีล ธรรม; ไม่ใช่เพราะเขารู้กฎหมาย ว่าสินบนกินไม่ได้ กฎหมายห้าม ; แต่แล้วก็มีผู้พิพากษากินสินบน. ผู้พิพากษา ที่ไม่กินสินบนนั้น เพราะมีศีลธรรม ลองไม่มีศีลธรรม เขา ก็กินสินบน. ขอให้เรานึกถึง วิชาที่จะทำให้มนุษย์มีความเป็น มนุษย์ ตามความหมายสูงสุด อาตมาเคยระลึกได้ว่า สมัย เป็นเด็ก ๆ ได้ยินคำพูดคำหนึ่ง ที่ยังติดใจอยู่กระทั่งบัดนี้ คือ คำว่า "อัธยาตมวิทยา" ในหนังสือแบบเรียนเล่มไหน ก็ลืม เสียแล้ว ; แต่พูดถึงอัธยาตมวิทยา คือเป็นวิชานอกไป จากหนังสือและอาชีพ ถ้าถือตามตัวหนังสือ คำนี้ก็แปลว่า วิทยาอันจะสร้างสรรค์ซึ่งอาตมาอันยิ่ง ; อัธ-ยา-ต-ม คือ อธิ กับ อาตม อาตมะอันยิ่ง, ตัวตนอันยิ่ง วิทยาที่จะทำให้เกิด ตัวตนอันยิ่ง ก็คือวิชาศีลธรรม นั่นเอง. เดี๋ยวนี้หายไป แล้ว ไม่ได้ยินคำ ๆ นี้. ขอให้เราดึงกลับมาใหม่ ว่ามีวิทยาที่จะสร้างคนที่ยิ่ง กว่าธรรมดา, ให้มีค่านิยมทางมารยาท ทางศีลธรรมกันเสีย ใหม่. สมัย ปู่ ย่า ตา ยาย หญิงสาววัยรุ่นคนไหนหัวร่อคิก ๆ

น.43 ๓๓ เนื้อตัวสั่นรัวเหมือนกับกระจ้อนตัวเล็กๆ ซึ่งเมืองไชยานี้เรียก กันว่า นะแหล. เด็กหญิงชนิดนี้จะถูกถือว่า เป็นตัวกาลกิณี ไม่มีใครอยากจะรับมาเป็นสะใภ้เลย. เดี๋ยวนี้เห็นหัวเราะเช่น นั้น ริก ๆ รัว ๆ เช่นนั้นเป็นของน่ารัก คนเหล่านี้นิยม เต้นรำเร่าร้อน ก็ขอให้คิดดูเถอะว่า มีจิตใจต่างกันอย่างไร ? ขอให้เด็ก ๆ ของเรา รู้จักคำว่าบุญว่าบาปอย่าง ถูกต้อง, ให้รู้จักพระพุทธเจ้า, รู้จักนรก รู้จักสวรรค์ รู้จัก นิพพาน คือ รู้จักพระพุทธเจ้าในภาษาธรรม ว่าพระพุทธ- เจ้ายังอยู่กับเรา ไม่ได้นิพพานไปแล้ว เหมือนอย่างที่เขาว่า. นรก นั้นคือ ความร้อนใจ, สวรรค์ คือ ความสะดวก ใจสบายใจ, นิพพาน คือ จิตไม่มีอะไรรบกวน . รู้นรกอย่างนี้ แล้ว ตายไปก็ไม่ตกนรกชนิดไหน, ได้สวรรค์อย่างนี้แล้ว ตายไปก็ได้สวรรค์ทุกอย่างที่ควรจะได้ นิพพานนี้ควรจะตั้งต้นที่นี่ ไม่ใช่รอไว้อีกหลาย สิบ หลายร้อย หลายพัน หลายหมื่นชาติ แล้วจึงจะถึงนิพพาน ถ้าเรา รู้จักนรก สวรรค์ นิพพาน ในลักษณะนี้ ก็จะเกิด การกลัวบาปและกล้าบุญ.

น.44 ๓๔ เด็ก ๆ เขา จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ในการ เคารพตัวเอง ว่าเราเกิดมาเป็นคน ต้องทำอย่างคน. เขา ต้องเชื่อถือตัวเองว่า เมื่อคนอื่นทำได้, เราก็ต้องทำได้. เขา ต้องบังคับตัวเอง ให้ทำตามที่ควรจะทำได้ จึงจะได้ชื่อว่า ได้มี ความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง สำหรับจะช่วยกันสร้างโลกนี้ ให้งดงาม ไม่มีปัญหาที่เป็นวิกฤติการณ์แต่อย่างไร. ขอให้ปรับปรุง เกี่ยวกับสัมมาทิฏฐิให้ถูกต้อง, ให้มีการปรับปรุง เกี่ยวกับยุวชนอย่างถูกต้อง แล้วศีล- ธรรมก็จะกลับมา; จะกลับมาเหมือนกับว่า ของที่หายไป กลับมา, สัตว์ที่หายไปกลับมา, ลูกเล็กเด็กแดงที่หายไปกลับ มา, ญาติทั้งหลายที่หายไปแล้วกลับมา, ทุกอย่างที่พึงปรารถนา หายไปแล้ว ได้กลับมา. ทั้งหมดนี้ ขอให้วงการที่ทรงอำนาจ เช่นรัฐบาล เป็นต้น ดำเนินการเพื่อให้ศีลธรรมกลับมา. อย่าเห็นว่า มันจะเป็นเรื่องที่นานเกินรอ ; รอไม่ไหวก็ไม่อยากจะทำ, และอย่าเห็นว่าเป็นเรื่องถอยหลังเข้าคลองเลย. เหมือนกับว่า เรือออกไปถึงปากน้ำ เห็นพายุพัดมาอย่างอันตรายแล้ว ก็ ถอยหลังเข้าคลอง เพื่อความปลอดภัย. อย่างนี้การถอยหลัง

น.45 ๓๕ เข้าคลองไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด หรือน่าละอายแต่ประการใด , เป็นการถอยเข้าไปหาความถูกต้อง แล้วศีลธรรมก็จะกลับมา. ธรรมะเป็นสิ่งที่มีวิธีทำให้กลับมา โดยลักษณะ ย่อ ๆ ดังกล่าวมาแล้วนี้. เวลาสำหรับการบรรยายนี้ก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย ในครั้งนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต