น.46 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัว ข้อว่า ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งโดยภาษาคน และภาษา ธรรม. ในปัจจุบันนี้ ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องกลับมา. โลกอยู่ในฐานะที่ ใกล้ความวินาศ เพราะปราศจากธรรมะ; ธรรมะจะต้องกลับมา เพื่อช่วยโลก. การที่จะทำให้ธรรมะกลับมา เราจะต้องรู้จัก ธรรมะกันให้เป็นอย่างดี. ข้อนี้เราจะต้องศึกษาให้รู้ธรรมะ อย่าง ถูกต้องและสมบูรณ์ ; นั่นคือรู้ธรรมะ อย่างถูกต้อง ทั้งโดยภาษา ธรรม และภาษาคน. ๓๖
น.47 ๓๗ คำว่า ภาษาคน ภาษาธรรม นี้ บางคนก็เคยได้ฟัง มาแล้ว มีความเข้าใจอยู่บ้างแล้ว ; แต่บางคนก็ยังไม่เคย ฟัง จึงขอจำกัดความของคำว่า "ภาษาธรรม-ภาษาคน" ตาม ที่สมควร. ธรรมะที่พูดไปตามที่ตาเห็น คือตาเนื้อมองเห็น ของบุคคลที่ยังไม่รู้ธรรมะ นี้เรียกว่า ธรรมะในภาษาคน ; เพ่งเล็งไปยังวัตถุไปยังบุคคล หรือไปยังปรากฏการณ์. ส่วน ธรรมะในภาษาธรรมนั้น คือธรรมะที่กล่าว หรือ พูดตาม ที่ดวงตาปัญญา หรือดวงตาธรรมะมองเห็น ; เพ่งความ หมายไปในทางธรรม ในลักษณะที่ลึกซึ้ง, เป็นสันทิฏฐิโก คือ บุคคลนั้นจะเห็นได้ด้วยตนเอง, เป็น อกาลิโก- เห็นว่า ธรรมะนั้น ไม่ขึ้นอยู่กับเวลา เป็นอิสระแก่เวลา : ทำเมื่อไร ได้รับผลเมื่อนั้น, มีลักษณะเป็น ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ คือ แม้ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน รู้แทนกันไม่ได้, หรือจะบอกกล่าว กันก็ยังจะไม่ได้ ต้องให้ไปมีธรรมะเอง แล้วก็รู้เห็นของ ตนเอง. ธรรมะในภาษาคนนี้ เคยเรียกกันว่าบุคคลาธิษฐาน, ธรรมะในภาษาธรรม นั้น เคยเรียกกันมาว่า ธรรมาธิษฐาน.
น.48 ๓๘ ภาษาคนก็พูดไปตามวิชาฝ่ายฟิสิคส์ ในฝ่ายภาษาธรรมก็พูด ไปตามวิชาฝ่าย เมตาฟิสิคส์ มีลักษณะตรงกันข้าม หรือ คนละแง่คนละมุม. เราจะต้องรู้จักธรรมะ ทั้งโดยภาษา คน และโดยภาษาธรรม จึงจะสามารถทำให้ธรรมะ กลับมา. อาตมามีความเห็นว่า จะอธิบายเรื่องนี้พร้อมกัน ไปกับตัวอย่าง ยกมาเป็นอย่าง ๆ พร้อมกันไปจะดีกว่า คือจะ เข้าใจง่าย และเป็นการประหยัดเวลา. ธรรมะข้อแรก หรือ คำแรก ที่จะยกมากล่าวในที่นี้ ก็คือคำว่า พุทธะ หรือ พระพุทธเจ้า ; เมื่อกล่าว โดยภาษา คน พระพุทธเจ้าก็เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ , นิพพาน แล้ว, ถวายพระเพลิงแล้ว ตั้งสองพันกว่าปีมาแล้ว คือไม่มี อยู่แล้วในบัดนี้ โดยภาษาคน. แต่ถ้ากล่าว โดยภาษาธรรม แล้ว พ ระพุทธเจ้ายัง อยู่, ยังอยู่ตลอดกาล, ยังอยู่กับเราได้. เราสามารถน้อม นำเข้ามาไว้ในใจ ตลอดเวลาได้ ; อย่างที่ พระพุทธองค์ ตรัสว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้น เห็นธรรม. ธรรม ในที่นี้ ประสงค์เอาเรื่องความทุกข์
น.49 ๓๙ และความดับสนิทแห่งความทุกข์ โดยรายการอันละเอียด ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท. ดังนั้นจึงมีคำตรัสว่า ผู้ใด เห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจสมุปบาท ; ผู้ใดเห็นปฏิจจ สมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา ; ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ดังนี้ การ รู้จักพระพุทธเจ้ากันแต่ในภาษาคนนั้น มี เรื่องที่เห็นว่า เป็นเรื่องน่าอับอาย ดังจะเอามาเล่าให้ฟังว่า :- ในสมัยที่ มิชชันนารี่คริสเตียน เข้ามาสู่ประเทศไทย ใหม่ ๆ คณะมิชชันนารีเขาถามพุทธบริษัทไทย ว่า เดี๋ยวนี้ พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน ? พุทธบริษัทคนนั้นก็ตอบอย่างพา ชื่อว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว. พวกมิชชันนารีจึงถาม ว่า ท่านทั้งหลาย ต้องการจะมีที่พึ่งพิงในบุคคลที่ตายแล้ว หรือในบุคคลที่ยังอยู่ 2 จิต พระเจ้าของเรายังอยู่ตลอดกาล, ยังอยู่กับเรา อยู่กับเราได้เสมอไป ท่านจะพึ่งคนตายแล้ว หรือพึ่งคนที่ยังอยู่ ? พุทธบริษัทผู้นั้นก็ถึงกับงง และรู้ ความที่ตนเองมีปมด้อย อย่างน่าละอาย อย่างนี้. ขอให้เราทุกคน จงรู้จักพระพุทธเจ้าทั้งโดยภาษา คนและภาษาธรรม. เราต้องการพระพุทธเจ้า ที่ยังอยู่
น.50 ๔๐ กับเราได้ตลอดไป. นี่คือคำอธิบาย เกี่ยวกับภาษาคนและ ภาษาธรรม ในเรื่องของพระพุทธเจ้า ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๒. พระธรรม. พระธรรม ใน ภาษาคน ก็เล็งถึงวัตถุ คัมภีร์ เสียงที่แสดงธรรม. ลูก เด็ก ๆ ของเราได้รับคำสั่งสอนว่า พระธรรม คือคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า. นี้เป็นเรื่องภายนอก เป็นภาษาคน. ถ้า เป็น ภาษาธรรม คำว่า พระธรรม หมายถึง ค วามถูกต้อง แห่งความรู้ และ การปฏิบัติของมนุษย์ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของเขา; เป็นธรรมะที่ไม่อยู่ในตู้ หรือ อยู่ที่เสียงของผู้พูด. แต่เป็นธรรมะที่สามารถน้อมนำเข้า มาสู่จิตใจ, ประดิษฐานไว้ในใจ ในลักษณะที่รู้สึกได้ด้วยใจ, เป็นสันทิฏฐิโก เป็นต้น ตรงกับพระพุทธภาษิตที่ว่า : เห็น ธรรมะคือเห็นตถาคต, เห็นตถาคตคือเห็นธรรมะ. หรือถ้าจะกล่าวโดยหลักวิชา ให้กว้างออกไป ก็ กล่าวได้ว่า ธรรมะนั้นมีอยู่ ๔ ความหมาย คือ ตัวธรรม- ชาติ อย่างหนึ่ง, ตัวกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ตัว หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, และ ผลที่ได้รับ จากการปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติ หรือตามหน้าที่อย่าง
น.51 ๔๑ หนึ่ง เป็นสี่ความหมายด้วยกันอย่างนี้. นี้ก็ เป็นธรรมะใน ภาษาธรรมคือละเอียดอยู่มาก ; จะต้องเห็นด้วยตาปัญญา หรือตาธรรม, ธรรมจักษุ ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๓ . ว่า พระสงฆ์. พระสงฆ์ใน ภาษาคน หมายถึง บุคคลที่บวชมาเป็นบรรพชิต, หรือหมู่ คณะของบุคคลเช่นนั้น เรียกว่าพระสงฆ์. ส่วน พระสงฆ์ ในภาษาธรรม นั้น หมายถึง คุณธรรม ที่มีอยู่ในจิตใจ ของผู้ประพฤติธรรม บรรลุมรรค ผล ตามลำดับไป จน กระทั่งมรรค ๔ ผล ๔. เป็นคุณธรรมอยู่ในจิตใจ ที่ใคร ๆ ก็สามารถจะน้อมนำเข้ามา ใส่ไว้ในจิตใจของตน ๆได้, มี ลักษณะเป็นนามธรรมอย่างนี้ ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๔, ว่า ศาสนา เมื่อกล่าว โดย ภาษาคน ตามที่คนทั่วไปรู้สึกกันอยู่ แม้แต่ลูกเด็กๆ คำว่า ศาสนา ก็เล็งไปถึงวัตถุศักดิ์สิทธิ์, ปฏิมากรรมศักดิ์สิทธิ์, โบสถ์ วิหาร พระเจดีย์ ผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เหลืองอร่ามไป หมด, นี้เขาเรียกว่าศาสนา. ที่จะดูศาสนาเจริญหรือเสื่อม ก็ดูกันที่นี่.
น.52 ๔ ๒ แต่ว่า โดยภาษาธรรม แล้ว ศาสนา นั้น ได้แก่สิ่ง ที่สามารถเป็นที่พึ่งแก่มนุษย์ได้จริง, ระบบปฏิบัติที่เอา มาใช้เป็นที่พึ่งได้จริง, นี้คือตัวศาสนา. เรียกอีกอย่างหนึ่ง ก็เรียกว่า พรหมจรรย์ คือการประพฤติอันประเสริฐ มีความ งามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย. ศาสนามิได้อยู่ที่โบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม ; ศาสนา ในภาษาธรรมนั้น อยู่ในใจของคน ไม่มีใครทำลายได้ รักษาไว้ได้; แม้ว่าศาสนาภายนอก คือโบสถ์ วิหาร เป็นต้น จะถูกเผาผลาญหมดสิ้นไป: "ศาสนาจริงในภายใน ก็ยังอยู่ในจิตใจของบุคคล. ฉะนั้นเราจึงเห็นว่า ศาสนาที่แท้จริง นั้น ไม่มี ใครทำลายได้ อย่างที่เรากลัวว่า คอมมูนิสต์มา เผาวัดวา อารามหมด มันก็หมดไปแต่เปลือกของศาสนา ; ส่วนตัว ศาสนาจริง ๆ อยู่ในหัวใจคน. คอมมูนิสต์ก็ทำอะไรไม่ได้ ขอ ให้รู้จักศาสนาชนิดที่แท้จริง และคงกระพันชาตรีอย่างยิ่ง กันในลักษณะนี้เถิด ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๕. ว่า พระเจ้า หรือ พระเป็น เจ้า. พระเจ้าในภาษาคน นั้น เขาสอนกันว่า เป็นรูปร่าง
น.53 ๔๓ อย่างคน, มีอารมณ์รัก มีอารมณ์โกรธ เหมือนคน, อะไร ๆ ก็เหมือนคน ; กับ อย่างนี้นักวิทยาศาสตร์ยอมรับไม่ได้ กลืน ไม่ลง, แล้วก็น่าหัวที่ว่า เดี๋ยวนี้มีคนพูดว่า พระเจ้าตายแล้ว, พระเจ้าตายแล้ว ไม่มีใครนับถือพระเจ้าแล้ว นั่นเป็น พระเจ้าในภาษาคน. ครั้นมาถึง พระเจ้าในภาษาธรรม, คำว่า พระเจ้า นี้หมายถึง กฎแห่งวิวัฒนาการของธรรมชาติ. ท่านจง จำไว้ให้มั่นคงว่า กฎแห่งวิวัฒนาการของธรรมชาติ อันนี้แหละ ไม่รู้จักตาย มีสมรรถภาพ ทำหน้าที่ ตามที่กล่าวไว้ ว่า เป็น คุณสมบัติของพระเจ้าได้. นักวิทยาศาสตร์ยินดีรับ ใน ฐานะเป็นสิ่งสูงสุด. สูงสุดก็คือ สามารถสร้างสิ่งทั้งปวง, ควบคุมสิ่งทั้งปวง, ทำลายสิ่งทั้งปวงได้จริง. ยุติธรรมที่ สุดอย่างยิ่ง มีอยู่ก่อนสิ่งทั้งปวง เป็นพระเจ้าที่เราต้องรู้จัก แล้วต้องประพฤติให้ตรงตามความประสงค์ คือถูกต้องตาม กฎแห่งวิวัฒนาการของธรรมชาติ นั่นเอง. คนทุกคน มีพระเจ้าของตน ๆ อยู่โดยสัญชาต- ญาณ ; ไม่มีใครที่เว้น ว่าไม่มีพระเจ้า. เขาต้องมีพระเจ้า เพราะเขารู้สึกว่า ต้องมีสิ่งสูงสุดที่จะช่วยเขา ; ถ้าเขาไม่รู้จัก
น.54 ๔๔ พระเจ้าโดยแท้จริง เขาก็เอาสิ่งที่เขาคิดว่า จะช่วยเขาได นั่นแหละเป็นพระเจ้า. ดังนั้น จึงมีคนบางคนเอาเงินเป็น พระเจ้า : พระเจ้าเงิน พระเจ้าเงินตรา ช่วยเขาได้สารพัด อย่าง. เขาหารู้ไม่ว่า เงิน นั้นใน ภาษาโลก ๆ ก็เป็นของ สารพัดนึก ช่วยได้จริง ; แต่ใ นภาษาธรรมะ แล้ว เงินนั้น เป็นสารพัดพิษ คือมีพิษอันร้ายกาจ ในทุกแง่ทุกมุม ทำให้ โลกหาความสงบสุขไม่ได้ คนที่ถือเงินเป็นพระเจ้า ก็จะ ต้องประสบปัญหาอย่างนี้. ขอให้รู้จักพระเจ้าจริง, พระเจ้า ไม่จริง, โดยภาษาคน หรือโดยภาษาธรรมกันเสียให้ถูกต้อง. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๖. ว่า โ บสถ์ วิหาร พระเจดีย์ ต้นโพธิ์ ซึ่ง เป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์. โบสถ์ วิหาร ก็คือโบสถ์ วิหาร ที่เราเห็นอยู่ พระเจดีย์ก็คือยอดแหลม ๆ สล้างไปหมด ที่เราเห็นอยู่. ต้นโพธิ์คือ ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่ปลูกประจำวัด นี้กล่าว ตามภาษาคน. ถ้ากล่าวโดย ภาษาธรรม แล้ว โบสถ์ วิหาร นั้น จะได้แก่ร่างกายของเรา นี่แหละ. เราจะต้อง ปรับปรุง ร่างกายของเราให้เหมาะสม ที่จะเป็นที่ประทับอยู่ ของ
น.55 ๔๕ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือของพระเจ้า ก็ได้ ถ้าถือพระเจ้าก็ให้ร่างกายนี้ดีพอ ที่จะเป็นที่อยู่ของพระเจ้า ; ถ้ามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็ต้องทำให้ร่างกายนี้ เหมาะสม ที่จะเป็นที่ประดิษฐานอยู่ของพระพุทธ พระ- ธรรม และพระสงฆ์ ตามวิธีปฏิบัติของตน ๆ. โบสถ์ วิหาร ในภาษาคน ก็เป็นเรื่องวัตถุไป โบสถ์ วิหาร ในภาษาธรรม ก็กลายเป็นร่างกาย ที่ประพฤติอย่าง บริสุทธิ์สะอาด ถูกต้อง เหมาะสม สำหรับจะเป็นที่สิงสถิต แห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั่นเอง พระเจดีย์ที่ยอดสล้างไสวไปหมดนั้น เป็นภาษาคน เป็นอิฐเป็นปูน. พระเจดีย์ที่แท้จริง ในภาษาธรรมคือ ความจำไว้อย่างมั่นคง ถึงคุณงามความดีของบุคคล ของ พระธรรม หรือสิ่งที่ควรจดจำอันสูงสุด. พระเจดีย์จึง ได้แก่ จิตใจที่มีความทรงจำ ในสิ่งที่ประเสริฐสูงสุด. นี้ เรียกว่าพระเจดีย์ในภาษาธรรม เมื่อพูดถึง ต้นโพธิ์ ภ าษาคนก็คือต้นโพธิ์ที่ปลูก อยู่ตามวัด ต้องรดน้ำกันบ่อย ๆ ; แต่ ต้นโพธิ์ในภาษา ธรรม นั้น ก็คือ โครงสร้างแห่งโพธิปัญญา นับตั้งแต่
น.56 ๔๖ ศีล สมาธิ ปัญญา ขึ้นไปถึงมรรค ผล นิพพาน. นี้ เป็นโพธิพฤกษา. ความเจริญงอกงามแห่งโพธิ เป็น ต้นไม้ปลูกอยู่ในจิตใจ ไม่ต้องรดน้ำ อย่างที่รดกันตาม ธรรมดา ; แต่ต้อง รดด้วยน้ำพิเศษ เช่นความเสียสละ ความขยันหมั่นเพียร เป็นต้น. ทีนี้ มาถึง คำที่ ๗. ว่า อบายภูมิ หรือ สบายภูมิ อบายภูมิ ในภาษาคน หมายถึงนรก เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย มีลักษณะอย่างที่บอกเล่าต่อ ๆ กันมา หรือเขียนอยู่ตามผนัง โบสถ์ : นรกก็มีการทรมาน ถึงต่อตายแล้ว, เดรัจฉานก็ อยู่ตามทุ่งนา, เปรตก็อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ แต่เชื่อว่ามี ผอม ท้อง เท่าภูเขา ปากเท่ารูเข็ม, อสุรกายก็เป็นผีชนิดหนึ่ง นี้พูด ตามภาษาคน. ถ้าพูดโดย ภาษาธรรม แล้ว นรกคือความร้อนใจ เหมือนกับไฟลุกอยู่ในใจ, เดรัจฉานคือความโง่ อย่างที่ไม่ ควรจะโง่, เปรตก็คือ ความหิวระหายด้วยอำนาจของ กิเลส, อสุรกาย ก็คือ ความขี้ขลาดอย่างไม่มีเหตุผล. นี่ภาษาธรรมก็กล่าวกันอย่างนี้.
น.57 ๔๗ ทีนี้ สบายภูมิ สุคติ มีสวรรค์ หรือ มนุษย์ที่ดี หรือ สวรรค์ตามภาษาคนก็อยู่ที่โลกมนุษย์. หรือ อยู่ในสวรรค์ ที่จะถึงต่อตายแล้ว. ถ้าเป็น ภาษาธรรมก็ อยู่ในจิตใจ เมื่อจิตใจปรกติยินดี ตัวเองนับถือตัวเอง ไหว้ตัวเองได้ มันก็เป็นสวรรค์. ถ้ามีกามารมณ์เป็นที่มุ่งหมาย ก็เป็น สวรรค์กามาวจร, ถ้าสงบสุข อยู่ในรูปฌาน ก็เป็น พรหมโลกชนิดที่มีรูป, ถ้าไม่มีรูป ก็เรียกว่า พรหมโลก ชนิดที่เป็นอรูป. นรก สวรรค์ อยู่ในใจของคน. พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ตรง ๆ ว่า นรกทางอายตนะ เราเห็นแล้ว, สวรรค์ทางอายตนะเราเห็นแล้ว ; หมายความ ว่ามีอยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฎสัพพะ ธัมมารมณ์ เข้ามากระทบแล้ว ประพฤติผิด ก็เป็นนรกที่นั่น, ประพฤติถูกก็เป็นสวรรค์ที่นั่น. ขอให้รู้จักอบายภูมิ และสบายภูมิ โดยทั้งสองภาษา อย่างนี้เถิด. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๘. ความเกิด ความเกิดเป็น นั่นเป็นนี่ ชนิดที่จริงนั้น เป็นความเกิดในภาษาธรรม เป็นสันทิฏฐิโก : เ กิดเป็นสัตว์นรกเมื่อมีจิตใจเร่าร้อน,
น.58 ๔๘ เกิดเป็นมนุษย์ก็อย่างที่มีจิตใจเหมือนมนุษย์ธรรมดา, เกิด เป็นเทวดา ก็เมื่อสมบูรณ์ด้วยกามารมณ์, เกิดเป็นพระ- อรหันต์ ก็เมื่อหมดกิเลส, เกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เมื่อตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ; ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อนแล้ว จึงเกิด, เกิดใหม่ได้โดยที่ร่างกายไม่ต้องตาย. นี้เป็นการเกิด ในภาษาธรรม. ภาษาคนเกิดจากท้องแม่; ใคร ๆ ก็เห็น อยู่แล้วไม่ต้องอธิบาย ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๙. ว่า นิพพาน นิพพานใน ภาษาคน ก็ เห มือนที่ลูกเด็ก ๆ ได้รับคำสั่งสอนในโรงเรียน ว่า คือความตายของพระพุทธเจ้า, หรือของพระอรหันต์ หมาย ถึงความตาย. ลูกเด็ก ๆ เขาเข้าใจกันอย่างนี้. คนทั่วไป ที่ได้รับคำสั่งสอนตามภาษาคน ก็ว่า นิพพานนั้น เราจะมีตัว มีตน เข้าไปสู่เมืองแก้ว อันกล่าวแล้วคือพระนิพพาน, แล้ว ก็ต่อตายแล้ว ไม่รู้จักอีกกี่ร้อยชาติ กี่พันชาติ จึงจะไปถึง นี้คือนิพพานในภาษาคน. ส่วน นิพพานในภาษาธรรมนั้น ต้องว่างจาก ตัวตน, หมดกิเลส ไม่มีตัวมีตน ความดับไปแห่งตัวตน หรือกิเลสนั่นแหละ เรียกว่าพระนิพพาน ถึงได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้,
น.59 ๔๙ เย็นถึงที่สุด กันที่นี่ เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว. ความ ทุกข์มีที่ไหนก็ดับทุกข์กันที่นั่น. วัฏฏสงสารมีที่ไหน ก็ดับ วัฏฏสงสารเสีย ก็มีนิพพานที่นั่น. ความดับแห่งกองทุกข์, ความสั้นสุดแห่งวัฏฏสงสาร, นั่นแหละคือนิพพาน ใน ภาษาธรรม. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๐. ว่า ความสุข ถ้า ความสุข ภาษาคน ก็คือ เป็นทาสของกิเลส ได้เหยื่อของกิเลส เอา เหยื่อมาบำรุงกิเลส. นี้เรียกว่า ความสุขในภาษาคน คือเป็น ทาสของกิเลส. ส่วน ภาษาธรรมนั้น ความสุขเกิดมา จากการทำลายกิเลสหมดสิ้น, ไม่ต้องหาเหยื่อมาเลี้ยงกิเลส อีกต่อไป, เป็นผู้อยู่เหนือกิเลส เป็นนายของกิเลส, มัน ตรงกันข้ามอยู่อย่างนี้. ขอให้รู้จักความสุขทั้งโดยภาษาคน และภาษาธรรมเถิด จะแก้ปัญหาเรื่องความสุขได้เป็นอย่างดี. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๑. ว่า บุญกุศล. ภาษาคน บุญกุศลก็เป็นเครื่องฟูใจ , ทำใจให้สบาย ก็หลงใหลกันใหญ่ และเมาได้. บุญกุศลในภาษาธรรม นั้นตรงกันข้าม คือ เป็นเครื่องล้างบาป เป็นพาหนะข้ามวัฏฏะ. บุญภาษา
น.60 ๕๐ คน ทำให้จมอยู่ในวัฏฏะ ; บุญภาษาธรรมทำให้ข้าม จากวัฏฏะ. คำที่ ๑๒. ว่า ทาน ในภาษาคน เป็นการลงทุนค้า เอาผลกำไร มากเกินไป. คำว่า ทาน ในภาษาธรรม หมายถึง การกระทำด้วยเมตตาบริสุทธิ์ ไม่หวังผลตอบ แทนอะไร ; มันต่างกันอย่างนี้. ทีนี้ ก็มาถึง คำที่ ๑๓. ว่า สิ่งเสพติด คนเล็งถึง สิ่งเสพติดทางวัตถุ เช่น เฮโรอีนเป็นต้น ; แต่ ในภาษา ธรรม นั้น สิ่งเสพติดคือความเอร็ดอร่อยทางกิเลส. คน ติดความเอร็ดอร่อยทางกิเลส มีโทษร้ายกาจยิ่งกว่าสิ่งเสพ ติดในทางวัตถุเป็นไหน ๆ ; แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าบุญก็เถอะ ถ้าถึงขนาดเมาและติดแล้ว ก็เป็นสิ่งเสพติดยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ มีผลร้ายทำลายเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก. ขอให้ รู้จักสิ่งเสพติด ที่น่ากลัวกว่า ที่เรากำลังกลัวกันอยู่. ในภาษาธรรมนั้น การร้องเพลงคือการร้องไห้, การเต้นรำนั้นคืออาการของคนบ้า, การหัวเราะนั้นเป็น อาการของเด็ก, พึงรู้กันไว้อย่างนี้.
น.61 ๕๑ ทีนี้ก็มาถึง คำที่ ๑๔. ว่า วรรณะ ๔ : วรรณะ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร. ภาษาคนถือว่าต่างกัน, ต่างกันมากจนไม่คบค้าสมาคมกัน. หน้าที่การงานต่างกัน เขาบัญญัติว่า อาวุธเป็นทรัพย์สมบัติของวรรณะกษัตริย์ การ รับไทยทานเป็นทรัพย์สมบัติ ของพวกวรรณะพราหมณ์. การทำมาหากินเป็นทรัพย์สมบัติ ของวรรณะแพศย์. ไม้คาน กับเดียวเป็นทรัพย์สมบัติของพวกวรรณะศูทร. แต่ พระ- พุทธเจ้าตรัสว่า เราบัญญัติโลกุตตรธรรมเป็นทรัพย์ สมบัติของวรรณะทั้งสี่. นี้กลายเป็นว่า โดยภาษาธรรมแล้ว วรรณะทั้งสี่ ไม่แตกต่างอะไรกันเลย ตามกฎแห่งกรรม : ทำดี-ดี, ทำชั่ว-ชั่ว ด้วยกันทั้งนั้น, มีโอกาสที่จะได้รับโลกุตตร- ธรรม เป็นทรัพย์สมบัติด้วยกันทั้งนั้น, มันจึงไม่ต่างกัน. มันต่างกันแต่ในภาษาคน ที่บัญญัติไปตามความรู้สึกของคน ; ไม่ต่างกันโดยภาษาธรรม ที่บัญญัติตามกฎของธรรมชาติอัน แท้จริง. ทีนี้ มาถึง คำที่ ๑๕. คำสุดท้ายของการบรรยายใน วันนี้ ก็คือคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็น
น.62 ๕๒ สถาบันทั้งสามที่สูงสุด เมื่อกล่าวโดย ภาษาคน ก็หมายถึง ประเทศ, หมายถึง วัตถุในศาสนา, หมายถึง พระมหากษัตริย์ ที่เป็นบุคคล ตามที่รู้สึกกัน ที่สอนลูกเด็ก ๆ ให้รู้จักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ; อย่างนี้รู้กันแต่ในฐานะเป็นวัตถุ หรือเป็นบุคคล, อย่างนี้เป็นสถาบันในภาษาคน. ถ้า ภาษาธรรม ชาติ หมายถึง คุณสมบัติอันสูงสุด ของความมีชาติ หรือความจำเป็นที่จะต้องมีชาติ ศาสนา หมายถึง คุณค่า และความจำเป็นแห่งศาสนาที่เราจะต้อง มี. พระมหากษัตริย์ คือ คุณค่า หรือความจำเป็นที่จะ ต้องมีพระมหากษัตริย์. ชาติเปรียบเหมือนร่างกาย, ศาสนาเปรียบ เหมือนจิตใจ, พระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนระบบประ- สาท ที่ทำความผูกพันระหว่างร่างกายกับจิตใจ, ทำให้ ร่างกายและจิตใจมีอยู่ได้ หรือมีคุณค่าขึ้นมา เพราะฉะนั้น จึง เป็นสิ่งที่ต้องมีอยู่พร้อมกัน เป็น ชาติ ศาสนา พระ- มหากษัตริย์ ; ขาดไปเสียอย่างแล้ว ก็จะไม่มีอะไรเหลือ อยู่ได้.
น.63 ๕๓ เมื่อกล่าวโดย ภาษาคน ก็หมายถึงตัวบุคคล หรือ ตัวแผ่นดิน หรือ ตัวโบสถ์ วิหาร วัดวาอาราม. แต่ถ้า กล่าวโดย ภาษาธรรม หมายถึงคุณค่าอันสูงสุด และ ความ จำเป็นอันสูงสุด ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในจิตใจ ; ฝั่ง อยู่ในจิตใจ : ชาติก็ฝังอยู่ในจิตใจ ศาสนาก็ฝังอยู่ในจิตใจ พระมหากษัตริย์ก็ฝั่งอยู่ในจิตใจ ; ไม่ใช่อยู่ในภายนอก ในรูปแบบของวัตถุ หรือบุคคลที่เป็นรูปธรรม. เราไม่ได้สั่งสอนลูกเด็ก ๆ ของเรา ให้รู้จัก สถาบันทั้งสามนี้อย่างถูกต้อง. เราสอนให้เขาท่องเขาบ่น ก็แต่เรื่องทางวัตถุ, ปฏิญาณก็เอาวัตถุเป็นหลัก. ลูกเด็ก ๆ ของเราจึงไม่มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์โดยแท้จริงอยู่ ในภายใน ; เพราะว่าการศึกษาไม่สมบูรณ์. ถ้าการศึกษา สมบูรณ์ ลูกเด็ก ๆ ของเราก็จะฝังชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อยู่ในจิตใจ เป็นสถาบันอันแท้จริง เมื่อลูกเด็ก ๆ เขา ไม่รู้จัก ชาติ ศาสนา พระมหา- กษัตริย์ โดยภาษาธรรม ก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้โดยถูกต้องได้. เขาจึงไม่สามารถจะประพฤติตน ให้ได้รับประโยชน์ผล ตามที่ควรจะได้รับ จึงมีลูกเด็ก ๆ หรือว่ายุวชน ที่หลีก
น.64 ๕๔ เข้าป่า ปฏิเสธชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วก่อ ปัญหาขึ้นมาอย่างยืดยาว ; ก็ลองคิดดูเถิดว่า เพราะว่าเขา ไม่รู้จัก สิ่งที่เรียกว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ โดยภาษา ธรรม รู้แต่โดยภาษาคน เท่านั้น. เวลาก็หมดแล้ว ขอสรุปความว่า ภาษาคน คือพูด ไปตามที่ตาเนื้อมองเห็น, เพ่งเล็งไปยังวัตถุและบุคคล เป็นบุคคลาธิษฐาน. ส่วน ภาษาธรรมนั้น พูดไปตามที่ ปัญญาจักษุมองเห็น หรือธรรมจักษุมองเห็น, เป็น นามธรรมอันลึกซึ้ง, พูดกันได้แต่ผู้รู้ธรรม ในลักษณะ เป็นธรรมาธิษฐานอันลึกซึ้ง. ภาษาคนนั้น สำหรับคน ไม่รู้ธรรมะพูด ; ภาษาธรรมเป็นภาษาสำหรับคนรู้ธรรมะ พูด ; ต่างกันอยู่อย่างนี้. เราต้องรู้ธรรมะโดยสองความหมาย จึงจะ สามารถจัดการให้ธรรมะกลับมา ทันเวลา ที่โลกต้องการ ธรรมะอย่างยิ่ง. เวลาสำหรับการบรรยายหมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย ปาฐกถาธรรมในวันนี้ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa