น.65 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การแสดงปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะกล่าวโดยหัวข้อ ว่า "ธรรมในฐานะสิ่งที่ต้องศึกษา ทั้งอย่างมีตัวตนและอย่างไม่ มีตัวตน”. ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดี ว่า อาตมากำลังกล่าวว่า ธรรมะนั้นต้องศึกษา ; จะต้องศึกษาทั้งชนิดที่มีตัวตน และชนิดที่ไม่ มีตัวตน เป็นสองอย่างกันอยู่. ปัญหามันมีอยู่ว่า คนจำนวนมาก แม้ที่เป็นพุทธ- บริษัทกำลังสงสัยอยู่ว่า "จะเอาอย่างไรกันแน่ จะว่ามีตัวตน หรือไม่มีตัวตน ? ". ๕๕
น.66 ๕๖ นี่เป็นสิ่งที่ไขว้เขว ซ่อนเร้น หรือสับสนกันอยู่ แม้ในพระพุทธภาษิต ที่ปรากฏอยู่เป็นหลักฐาน ก็มีอยู่ทั้ง สองอย่าง เช่น ตรัสว่า "อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ" แปลว่า "ตนเป็นที่พึ่งแก่ตน" และติด ๆ กันนั้น ในคัมภีร์เดียวกันนั้น ก็ยังมีว่า "อตฺตา หิ อตฺตฺโน นตฺถิ " แปลว่า "ตนของตนนั้น ไม่มี" , "กุโต ปุตฺโต กุโต ธนํ" แล้ว "บุตรของตน ทรัพย์ ของตน จะมีมาแต่ไหน" อย่างนี้เป็นต้น, ในพระพุทธภาษิต เองก็ยังมีอยู่ทั้งสองอย่าง. เดี๋ยวนี้ เราก็ได้รับคำสั่งสอนว่า พุทธศาสนาสอน เรื่องไม่มีตัวตน เป็นความจริงเรื่องไม่มีตัวตนนักศึกษาชาว ต่างประเทศทั้งโลกก็พูดกัน เป็นที่ยอมรับเป็นเสียงเดียวกัน ว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่สอนเรื่อง อนัตตา คือไม่มีตัวตน, ผิดจากศาสนาอื่น ๆ ก็ที่ตรงนี้เอง. เป็นอันว่า โดยหลักใหญ่ยอมรับกันทั่วไปทั้งหมดว่า พุทธศาสนาสอนเรื่องไม่มีตัวตน หรือ มีอนัตตา นั่นแหละ เป็นหลักของพระพุทธศาสนา.
น.67 ๕๗ นี่ปัญหามีอยู่อย่างนี้ เราจะต้องมองดูให้เห็นข้อ เท็จจริง ข้อเท็จจริงก็ปรากฏอยู่แล้วว่า ทรงสอนทั้งชนิด ที่มีตัวตน และ ไ ม่มีตัวตน. ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น ? ในส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ หรือเหตุการณ์ครั้ง พุทธกาลนั้น ก็มีอยู่ว่า พระองค์ ได้ตรัสรู้ขึ้นมา ในหมู่ชนที่ ถือลัทธิว่ามีตัวตนกันอยู่เป็นประจำ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลัทธิอุปนิษัท ที่สอนว่า มีตัวมีตนเวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป ๆ ค่อยบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น จนกว่าจะไปเป็นอัตตาใหญ่ อัตตาถาวร ไม่เวียนว่ายอีกต่อไป. นี่ประชาชนทั้งหมดหรือแทบทั้งหมด ได้รับคำสั่งสอนอย่างนี้อยู่ เป็นพื้นฐานอันแน่นแฟ้นที่สุด. ทีนี้อีกอย่างหนึ่ง คนเรา ตามความรู้สึกโดยสัญชาต- ญาณ ก็ มีความรู้สึกว่า มีตัวตน ได้เอง และรุนแรงฝั่งเหนียว แน่นอยู่ในใจ ; สองแรงรวมกันเข้า คือ แรงที่ได้รับคำสั่ง สอน, และแรงที่เป็นไปตามสัญชาตญาณ สัตว์ทั้งหลายก็ รู้สึกว่ามีตัวตน. พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ความจริง เรื่องไม่มีตัวตน ขึ้นมา ในท่ามกลางหมู่ชนเช่นนี้ ; ท่านก็ ทรงท้อพระทัย จนคิดว่า จะไม่สั่งสอนแล้ว มันคงจะเข้าใจกันไม่ได้. แต่ทีนี้ ก็ มี
น.68 ๕๘ ความคิดแทรกแซงขึ้นมาว่า คนที่ยังพอจะเข้าใจได้ก็ยังมีอยู่ ; เพราะฉะนั้น ก็ควรจะสอน ก็ตัดสินพระทัยที่จะสอน, ก็ เป็นอันว่า ต้องสอน เรื่องไม่มีตัวตน แก่มหาชนที่ยึดถือ เรื่องตัวตน. แล้วมันจะเป็นอย่างไร ? ท่านก็จะ ต้องสอน ชนิดที่มีตัวตน ให้เป็น ประโยชน์แก่คนที่ยึดถือว่ามีตัวตน ; นี้จะเรียกว่าธรรมะ จำเป็นก็ได้. พระองค์ทรงทราบเรื่องไม่มีตัวตน, แต่จะ ต้องสอนแก่คนที่มีตัวตน ก็ต้องสอนอย่างมีตัวตน ดังนั้น จึงสอนคำสอนประเภทที่ว่ามีตัวตนด้วย. สรุป ความว่า สอนให้ทำตัวตนให้ดี ดี-ดี- ดี จนถึงที่สุด ; เมื่อ เอือมระอาต่อความดี ก็จะต้องเลิกมี ตัวตน จึงจะดับทุกข์ได้, หรือจะอยู่เหนือความดี. ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่า การสอนเรื่องมีตัวตน ก็ สอนเพื่อเป็นพื้นฐาน สำหรับจะไปไม่มีตัวตนในกาลข้าง หน้า ; ทั้งนี้เพราะเหตุว่า มันต้องรู้จักตัวตนก่อน, แล้ว ก็ทำตัวตนให้ดี. เมื่อดีเท่าไร ๆ ก็ยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะ มันจึงต้องเลิกตัวตน ; มีความรู้เรื่องทำให้ไม่มีตัวตน ก็หยุดเวียนว่ายในวัฏฏะ.
น.69 ๕๙ ตอนนี้แหละ เป็นตอนที่เป็นคำสอนโดยแท้จริงของ พระองค์ คือ เป็นตัวพุทธศาสนา; แต่เมื่อต้อง สอนเรื่อง ตัวตนไปก่อน แก่คนที่ติดแน่นในตัวตน ก็สอน เพื่อเขา จะได้อยู่ดี : เวียนว่ายดี, เวียนว่ายตายเกิดชนิดดี จนกว่า จะเอือมระอา. จึงสรุปความได้ว่า คำสอนเรื่องตัวตน ก็เป็น บุพพภาค สำหรับ จะให้รู้เรื่องไม่มีตัวตน นั่นเอง ไม่ขัด อะไรกัน, และจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น คือ สอนให้มีตัวตน ที่ดี. เมื่อเอือมระอาตัวตนที่ดี ก็สอนไปในทางที่หยุดมีตัวตน คือหลุดพ้นจากตัวตน หรือหลุดพ้นจากความทุกข์. สำหรับในประเทศไทยเรานี้ ก็มีปัญหาทำนองนั้น คือว่าลัทธิของศาสนาพราหมณ์ ได้เข้ามาสู่ประเทศไทย ก่อน พุทธศาสนา. ครูบาอาจารย์ที่เป็นพราหมณ์ ก็มาสอนเรื่อง "อัตตา" หรือ มีตัวตน เจตภูต วิญญาณ เวียนว่ายตายเกิด อย่างเดียวกับที่สอนกันอยู่ในอินเดีย ประชาชนคนไทยก็มี ลัทธิฝั่งแน่นเรื่องมีตัวตน. ทีนี้ ประกอบกับว่า สัตว์ ประชาชน พวกไหนก็ตาม ; ตามสัญชาตญาณย่อมรู้สึกว่ามีตัวตน นี้ก็บวกเข้าอีกแรงหนึ่ง
น.70 ๖๐ ก็เป็นสองแรง คือ คำสอนก็สอนว่ามีตัวตน, สัญชาตญาณก็ บอกมาในทางที่มีตัวตน. ประชาชนคนไทยก็มีความยึดมั่น ถือมั่นในเรื่องตัวตน ยากที่จะรับคำสั่งสอนเรื่องไม่มีตัวตน ; ดังที่กล่าวปรากฏอยู่ในคัมภีร์ว่า การที่พระเจ้าอโศกมหาราช ส่งพระเถระมาสอนศาสนาทางสุวรรณภูมินี้ ก็ต้องมาปราบ ยักษ์ปราบมารปราบผีอะไรต่าง ๆ ที่เป็นข้าศึกให้ราบคาบไป เสียก่อน จึงจะสอนพระพุทธศาสนาโดยถูกต้องได้. นี้ก็คือต้องมาทำความเข้าใจ กับพวกที่ยึดถือเรื่อง ตัวตนอย่างหนาแน่นอยู่ก่อน จึงจะสอนเรื่องไม่มีตัวตนได้. ขอให้เห็นข้อเท็จจริงอันนี้. ขอให้เห็นใจผู้สอน หรือให้ เห็นพระทัยของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่จำเป็นอย่างไร ที่จะมา สอนเรื่อง "อนัตตา" ไม่มีตัวตน แก่สัตว์ทั้งหลายที่ติดแน่นอยู่ ในอัตตา มันก็เหมือนกับว่ากลิ้งครกขึ้นภูเขา. ทีนี้ พวกเราลูกศิษย์สมัยนี้จะทำอย่างไร ? ก็ต้อง เรียนรู้ทั้งสองเรื่อง คือ เรื่อง "อัตตา" อันเป็นสมบัติเดิม, และเรื่อง "อนัตตา" อันเป็นสมบัติใหม่ ที่จะได้รับจากพระ- พุทธเจ้า.
น.71 ๖๑ มองดูไปยังสิ่งที่เรียกว่า “สัมมาทิฏฐิ" ในพระพุทธ- ศาสนานี้ ก็มีอยู่เป็นสองอย่าง :- สัมมาทิฏฐิ ในเบื้องต้น เรียกว่า "โลกิยสัมมาทิฏฐิ" ก็ได้. นี้ก็สอนเรื่องมีตัวตน มีสัตว์ มีบุคคล มีบิดามารดา มีโลกนี้มีโลกอื่น มีการทำบุญให้ทาน ; อย่างนี้เป็น สัมมา- ทิฏฐิชนิดที่มีตัวตน ทีนี้ สัมมาทิฏฐิ ที่สูงขึ้นไป อย่างไม่มีตัวตน จะไม่ สอนอย่างนั้น, จะไม่พูดอย่างนั้น ; จะพูดแต่เพียงว่า "นี้ ความทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับสนิทแห่งทุกข์ นี้ทาง ให้ถึงความดับทุกข์ คือ เรื่องอริยสัจจ์นั่นเอง". ที่สอนยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็คือ ไม่มีคู่สุดโต่ง มีแต่ตรง กลางที่เรียกว่า "อิทัปปัจจยตา" ไม่พูดว่ามีหรือไม่มี : มีแต่ พูดว่ามีแต่กระแสแห่งอิทัปปัจจยตา, ไม่มีสัตว์บุคคล, แล้วก็ ไม่ใช่ไม่มีอะไรเสียเลย แล้วก็ไม่พูดว่าตายแล้วเกิด หรือตาย แล้วไม่เกิด ซึ่งเป็นความเห็นผิดทั้ง ๒ อย่าง แต่พูดอยู่ ตรงกลางว่า "มันแล้วแต่เหตุปัจจัย" หรือ "อิทัปปัจจยตา" มันไม่มีคน ตัวตน ; มันมีแต่อิทัปปัจจยตา มีการเปลี่ยน แปลงไปตามกฎของอิทัปปัจจยตา.
น.72 ๖๒ เราสมมติว่ามีคน สมมติส่วนนั้นว่าเกิด, สมมติ ส่วนนี้ว่าตาย. โดยเนื้อแท้แล้ว มีแต่สิ่งที่เป็นไปตามเหตุ ตามปัจจัย ตามกฎของธรรมชาติ. สัมมาทิฏฐิอย่างมีตัวตนนั้น ทำให้เวียนว่ายไปใน วัฏฏะอย่างดี. สัมมาทิฏฐิอย่างไม่มีตัวตนนั้น ทำให้หยุดเวียนว่าย โดยประการทั้งปวง. ทีนี้ สิ่งที่เราจะต้องเข้าใจต่อไป ก็คือ ตัวตนเป็นที่ ตั้งแห่งความดีความชั่ว มันมีตัวตน มันจึงมีดีได้หรือชั่วได้ ; ก็เวียนว่ายไป ด้วยอำนาจของความชั่ว และอำนาจของความ ดี. ถ้ายังไม่เอือมระอา ก็ยังสร้างเหตุปัจจัยนี้สำหรับเวียน ว่ายต่อไป. ถ้ามองเห็นโทษของการเวียนว่าย ก็ต้องการจะ หยุดเวียนว่าย. ดังนั้น หลักพระพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า "โอวาทปาฏิโมกข์" จึงแบ่งออกเป็น ๓ ขั้นตอน คือ :- ละชั่วเสีย ขั้นตอนหนึ่ง ; ก็ทำความดีให้เต็ม นี้ขั้นตอนหนึ่ง ; แล้วก็-
น.73 ๖๓ ทำจิตให้บริสุทธิ์ อยู่เหนืออิทธิพลของความชั่ว และความดี ; ไม่ต้องมีปัญหาเรื่องความชั่วความดีอีกต่อไป. ตอนนี้ แหละเป็นตอนที่เรียกว่า สอนเรื่อง อนัตตา เพื่อจะหยุดเสียซึ่งความยึดถือ ว่าตัวตน หรือ ว่าดีว่าขั่ว . ในตอนต้นก็ต้องสอนอย่างมีตัวตน มีดีมีชั่ว ทำให้ ถึงที่สุดเสียก่อนในเรื่องของความดี จึงจะสามารถยกตนขึ้น เหนือความดี, คือยกจิตใจขึ้นอยู่เหนือตัวตน, หรือเหนือ ความดีความชั่วของตัวตน. พูดง่าย ๆ ก็ว่า ละตนชั่วเสีย แล้วก็มีตนดี. ทีนี้ ก็มาถึงเหนือตนหรือ หมดตน เหลืออยู่แต่อะไร ? ก็เหลืออยู่แต่ร่างกาย จิตใจ ที่บริสุทธิ์สะอาด เกลี้ยงเกลา จากความโง่เขลาว่า มีตัวตน, เป็นความเห็นแจ้งที่ถูกต้อง ว่า ไม่มีตัวตน ; แต่ก็มิใช่จะไม่มีอะไรเสียเลย มันก็มีกาย มีใจตามธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ ; มันบริสุทธิ์สะอาด เพราะว่า ไม่มีความหลงว่าตัวตน ซึ่งเป็น ที่ตั้งของกิเลส. อะไรคือความจริง ? มันก็จริงทั้งสองอย่าง คือ ความรู้สึกว่าตัวตน มันก็มีอยู่จริง; แต่มันเป็นความโง่.
น.74 ๖๔ โดยที่แท้ แล้ว สิ่งที่มีอยู่จริงนั้นมิใช่ตัวตน ; พุทธศาสนา จึงสอนว่า "สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา" - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้น ไม่ใช่ตน. มันก็มีอยู่จริง แต่มิใช่ตน, จะเป็นสังขารร่างกาย ชีวิต จิตใจนี้ก็มีอยู่จริง แต่เป็นกระแสอิทัปปัจจยตา ตาม กฎของธรรมชาติ ; ไม่ใช่ตัวตน, ไม่ควรจะยึดถือว่าตัวตน. ดีหรือชั่ว บุญหรือบาป ก็มีอยู่จริง แต่มิใช่เป็นตัวตน มัน เป็นสิ่งที่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย. ถ้ายังยึดติดอยู่ใน สิ่งเหล่านี้ก็ต้องเวียนว่ายต่อไป และมีความทนทรมาน, ต้อง สลัดสิ่งเหล่านี้ออกไป จิตใจจึงจะบริสุทธิ์หลุดพ้น ไปสู่พระ- นิพพาน นี้คือ ความจริง. ถ้าถามว่า "ตัวตน" คืออะไร? ก็จะต้องดูให้ดีว่า ตัวตนนี้ เป็นสมบัติเดิมที่เป็นมายาหลอกลวง ที่เรามีอยู่กัน ทุกคน, มีมาตั้งแต่เด็ก ๆ คือว่า เด็กอยู่ในท้องแม่ ไม่มี ความรู้สึกเรื่องตัวตน พอคลอดออกมาจากท้องแม่ พบของ เอร็ดอร่อยสวยงาม ก็ติดในรสของความเอร็ดอร่อยสวยงาม มีความอยากในสิ่งที่อร่อย. นี้ก็มีความอยากขึ้นมาแล้ว.
น.75 ๖๕ ขอให้สังเกตดูให้ดี ๆ ว่า ความอยากเกิดขึ้นมา เป็น ความรู้สึกที่ต้องเกิด, และเกิดตามธรรมชาติเท่านั้น ; ไม่ ต้องมีตัวตนอะไรที่ไหน มัน เ ป็นจิตใจที่รู้สึกได้, มันก็ รู้สึกไปตามการปรุงแต่งของธรรมชาติ มันจึงอยากในสิ่ง ที่ตัวชอบ ความอยาก นี้เอง ทำให้เกิดความรู้สึก ถัด ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง คือรู้สึกว่า " ฉันเป็นผู้อยาก". ความรู้สึกว่า ตัวตน หรือฉันนี่ มัน เกิดทีหลัง ความอยาก. เด็กออกมาจากท้องแม่ ไม่ต้องมีความรู้อะไร มากไปกว่ารู้ว่า อะไรอร่อย, อะไรไม่อร่อย, อะไรถูกใจ, อะไร ไม่ถูกใจ, แล้วมันก็อยากเป็นของมันเอง มันมีความอยาก ได้เอง. เมื่อมีความอยากแล้ว ความอยาก นี้ก็ จะปรุงให้ เกิด ความรู้สึกที่ถัดมาว่า " กูผู้อยาก "; นี้ตัวตนก็เกิด เมื่อเด็กรู้ประสีประสาต่อสิ่งเอร็ดอร่อยสวยงาม; ความอยาก ก็เกิด, ตัวตนก็เกิด, แล้วก็เกิดมากขึ้น ๆ จนเป็นหนุ่ม เป็นสาว. นี้เรียกว่า สมบัติเดิม ที่เราได้มา ได้รับตั้งแต่ คลอดออกมาจากท้องแม่.
น.76 ๖๖ ส่วน อนัตตา นั้น เป็นความจริง ที่ซ่อนอยู่ข้าง ใต้นั้น ว่า นั่นมันเป็นอย่างนั้น เป็นไปตามกฎอิทัป ปัจจยตา ; ไม่ใช่ตัวตนอะไรที่ไหน นี่ ตัวตนคือสมบัติเดิม ที่ติดอยู่ในจิตใจของสิ่งที่ มีชีวิต กว่าจะได้รับสมบัติใหม่ของพระพุทธเจ้า คือ เรื่อง ความจริงอันไม่มีตัวตนนี้ มันแสนยากอย่างนี้. สรุปความว่า ตนนี้ , ตัวตนนี้ มันเป็นเพียง ความรู้สึกเท่านั้น "เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น". ขอ ให้สังเกตดูให้ดี และ รู้สึกด้วยอวิชชา คือความโง่, ตัวตน ซึ่งเป็นผู้อยากนั้นคลอดออกมาจากความอยาก จงเรียนพุทธศาสนาที่นี่ อย่าเรียนจากตำรับตำรา อะไรที่ไหนเลย มันจะไม่รู้. มันต้องรู้ เมื่อเรียนจากตัวความรู้สึกในใจโดยตรง มีความอยาก มีความรู้สึกว่า "กูผู้อยาก" แล้วมันก็ เห็น แก่กู, เห็นแก่ตน, ก็ทำความชั่วได้ ตามอำนาจของ ความเห็นแก่ตน. ตนชั่วก็เห็นแก่ตน ก็เป็นอันตรายต่อ ผู้อื่น ; ถึงแม้ตนดี เมื่อยึดถือมันก็หนัก และเป็นความ ทุกข์
น.77 ๖๗ คนต้องเป็นทุกข์ เพราะความดี เพราะยึดถือความดี เพราะแบกความดี ; ฆ่าตัวตายเพราะปัญหาเรื่องความดี นี้ก็ มีอยู่มาก ; เพราะว่า ความยึดมั่นถือมั่น ว่าตัวตนนี้ละได้ แสนยาก, มันเหนียวแน่นเหลือประมาณ. อย่างว่าคนรู้ ว่าภรรยามีชู้ ไม่ซื่อสัตย์ต่อเราแล้ว ก็ยังตัดความอาลัยอาวรณ์ นั้นได้ยาก, ยากที่จะหย่าขาดกับเขาได้, หย่ากับเขาแล้วก็ยัง ไปนึกถึงด้วยความอาลัยอาวรณ์อยู่. นี้เรียกว่า ความยึดถือ มันเหนียวแน่น อย่างนี้. แม้รู้สึกว่าชั่ว ไม่น่ายึดถือ มันก็ยังละไม่ได้ ; เช่น พระโสดาบันมีความเห็นว่า ขันธ์ทั้ง ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ; แต่ความเห็นนี้ยังน้อย ยังละความยึดถือไม่ได้, ทั้งที่มีความเห็นว่า ขันธ์ ๕ เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ทิฏฐิ มองเห็น ; แต่อุปาทานยังละไม่ได้ เพราะมีความ ยึดถืออันเหนียวแน่นนั่นเอง. ขอให้สังเกตดูให้ดีว่า เรากำลังเป็นอย่างนี้กันทุก คน : สามียากที่จะตัดขาดจากภรรยา, ภรรยาก็ยากที่จะ ตัดขาดจากสามี. แม้รู้ว่าเล่นไม่ชื่อแล้วก็ยังตัดยาก เพราะ มีความยึดถือว่าตัวตน หรือของตน มันเหนียวแน่น.
น.78 ๖๘ ที่นี้ ก็มาดูพระพุทธศาสนาด้วยหลักธรรมะ ที่เป็น หัวใจของพุทธศาสนาบอกว่า มันไม่มีสิ่งที่ควรเรียกว่าตัว ตน มีแต่ธรรมชาติ ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นไปภายนอก, ภายใน คิดนึกได้ แล้วก็คิดนึกไปในทางโง่จนมีตัวตน ; เลิกโง่เมื่อไร มันก็ไม่มีตัวตน, มีแต่ธรรมชาติที่เป็นไปตาม ธรรมชาติ. ไม่มีปัญหาเรื่องตัวตน, ไม่มีปัญหาเรื่องตาย แล้วเกิด ; เพราะว่า มันไม่มีคน มันมีแต่สิ่งที่เป็นไป ตามเหตุ ตามปัจจัย ของธรรมชาติ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ ธาตุ วิญญาณ, ๖ อย่างนี้ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า "สัตว์บุคคล" แล้วก็เป็นไปตามธรรมชาติ มันอยู่ด้วยอวิชชา มัน ควบคุมอยู่ด้วยอวิชชา จึงมีตัวตน. พุทธศาสนาต้องการให้ทราบ เรื่องนี้ เลิกคิด เลิกยึดถือ เลิกโง่ ว่ามีตัวตน ให้มีอยู่แต่ธรรมชาติที่ เป็นไปตามกฎ ของ ธรรมชาติ : มีร่างกายจิตใจอันสะอาด, ควบคุมอยู่ด้วยวิชชา คือ ความรู้ตามที่เป็นจริง แล้วกิเลส ทั้งหลายก็เกิดไม่ได้. เราก็อยู่เป็นสุขด้วยกันทั้งหมดทุกๆ ฝ่าย.
น.79 ๖๙ ทีนี้ ก็มาถึง ระบบการศึกษา ในโลกนี้ไม่มีคำสอน เรื่องไม่มีตัวตน, มีแต่สอนเรื่องมีตัวตน. สอนยุให้มีตัวตน หนักขึ้นไป ๆ ; เราจึงมีแต่คนเห็นแก่ตนเต็มไปทั้งโลก, ขจัดความทุกข์ยาก ที่เกิดมาจากการเบียดเบียนไม่ได้; เพราะว่า คนมีแต่ความเห็นแก่ตัวตนกันทั้งโลก. โลก ควร จะศึกษาสัจจะของพระพุทธเจ้า เรื่องไม่มีตัวตนนี้กันเสีย ให้ถูกต้อง. ตัวตนเป็นความรู้สึกของจิตโง่. จิตที่โง่จึงจะคิด ว่ามีตัวตน จิตที่ฉลาดแล้ว มองเห็นทุกสิ่งเป็นไปตาม ธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวตน. ตัวตนนี้ เป็นของมายา เหลวคว้าง, ไม่มีวิทยาศาสตร์, ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวตน นั้นเลย; แต่ในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ในความรู้ว่าไม่มีตัวตนนี้ เป็นวิทยาศาสตร์, คือเป็นความจริงของธรรมชาติ ; ว่ามัน เป็นไปตามธรรมชาติ, เป็นธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎของ ธรรมชาติ ไม่มีตัวตน. ฉะนั้น เรื่องไม่มีตัวตน จึงเป็น วิทยาศาสตร์ หรือมีวิทยาศาสตร์; เข้าถึงธรรมชาติอันบริสุทธิ์. มีชีวิต อยู่ได้ไม่ตาย; แต่เต็มไปด้วยปัญญา ที่ทำให้ตัวเองก็ไม่
น.80 ๗๐ เป็นทุกข์, ไม่ทำให้ใครเป็นทุกข์. ลองคำนวณดูวา ถ้า ในโลกนี้ สัตว์ในโลกมีความรู้สึกถูกต้องเรื่องไม่มีตัวตน ก็คือ มีปัญญาสูงสุด ก็ไม่มีความเห็นแก่ตน แล้วก็ไม่ เบียดเบียนกัน; มีแต่ความรักผู้อื่นได้โดยอัตโนมัติ อัตโนมัติ นี้ ฟังดูให้ดีว่า มัน ไม่ต้องพยายามอะไร มาก; เพียงแต่เรารู้สึกว่าไม่มีตัวตนเท่านั้น เราก็ไม่เห็น แก่ตัว. การเบียดเบียนผู้อื่นก็มีไม่ได้ การเบียดเบียนผู้อื่น นั้น มีเพราะความเห็นแก่ตัว; พอหมดความเห็นแก่ตัว มันก็เกิดความรักผู้อื่นโดยอัตโนมัติ. ถ้า ความรู้เรื่องอนัตตา เข้ามาเป็นแสงสว่างใน จิตใจ ของคนทุกคนแล้ว; คนก็หมดความเห็นแก่ตน ทำ ไปด้วยสติปัญญา, รู้หน้าที่ที่ควรกระทำ. เขาก็ทำการ สงเคราะห์กันและกัน เพราะมีความเห็นแก่ธรรมะ คือ ความจริง, คือ เห็นว่า ร่างกายจิตใจกลุ่มไหน ก็ล้วน แต่มีปัญหาเรื่องความทุกข์. เรามาช่วยกันดับความทุกข์; ความรักผู้อื่น ก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ, เสนียดจัญไรของ โลกก็หมดไป.
น.81 ๗๑ เสนียดจัญไรของโลก ก็คือ ความเห็นแก่ตน นั่นเอง เสนียดจัญไรนี้หมดไป คนก็รักกัน โลกพระศรี- อาริยเมตไตรยก็เกิดขึ้นทันที. ศาสนาพระศรีอริยเมตไตรย คือ ศาสนาแห่ง เมตตา; รักผู้อื่นสูงสุด และอย่างดีเลิศ จึงได้เรียกว่า "ศรีอาริยะ" "เมตไตยะ" คือ ความเมตตา. ความรักผู้อื่น เป็นโดยอัตโนมัติ; เพราะธรรมะอันสูงสุด คือความไม่มี ตัวตน หรือไม่เห็นแก่ตน. สรุป ความว่า อัตตา ตัวตน นี้คือ สมบัติโง่ที่ เรามี กันอยู่ ตั้งแต่คลอดออกมาแล้วตลอดเวลา, กำลังมี อยู่ในจิตใจของทุกคน เป็นสมบัติประจำตน ; แต่มันเป็น ของเท็จของไม่จริง. ส่วน อนัตตา นั้น คือ ความจริงของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ มีอยู่เบื้องหลังของตัวตนที่เป็นความโง่ ความเท็จ ความโง่ ความเท็จ เกิดขึ้นเพราะอวิชชา; เรามีไว้เป็นสมบัติ หอบหิ้วหาบหามกันอยู่ พะรุงพะรังเต็ม ตัวด้วยกันทุกคน. แต่เบื้องหลังนั้น มีความจริงเรื่องอนัตตา
น.82 ๗๒ ว่า มันไม่ใช่ตัวตน มันเป็นอนัตตา. นี้สมบัติใหม่ที่พระ- พุทธเจ้าทรงค้นพบ และนำมาประทานให้แก่เรา, เพื่อจะ ดับเสียซึ่งความทุกข์ อันเกิดจากความเห็นแก่ตน เพราะมี ตัวตน. อนัตตา นั้น เป็นความจริงของธรรมชาติ, ควบคุมสิ่งทั้งหลายทั้งปวงทั้งหมดทั้งสิ้น ว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนั้น ก็มีอยู่ตามธรรมชาติ แล้วก็มิใช่ตัวตน. ความจริงที่ว่า มิใช่ตัวตนนี้ ควบคุมอยู่ในทุก สิ่ง ; แต่เราโง่ เราไม่เห็น. เราเอาทุกสิ่งมาเป็นตัวตน มาเป็นของตน เราต้องทำบาป ทำผิด, เราต้องรับบาป ต้องสนองบาป ด้วยความทนทุกข์ เวียนว่ายอยู่ในตัวตน หรือในสิ่งที่เนื่องด้วยตัวตน มารู้เรื่องนี้แล้ว ก็สลัดความคิดอันนี้ออกไปเสีย ; เราก็เป็นอิสระ ที่เรียกว่า "หลุดพ้น", ไม่ถูกผูกพันบีบคั้น อยู่ด้วยเรื่องของตัวตน หรือเรื่องของความดีความชั่ว ; ขึ้น เหนือความดีความชั่ว ที่เรียกว่า "เหนือโลก", เป็น "โลกุตตระ" บรรลุมรรค ผล นิพพาน.
น.83 ๗๓ เรื่อง อัตตา มีอยู่จริง เป็นสมบัติโง่ ที่เรากำลังมีอยู่. เรื่อง อนัตตา เป็นสมบัติใหม่ ที่ยังไม่ได้รับ ที่' พระพุทธเจ้าทรงมุ่งหมายจะให้ได้รับ แล้วพวกเราก็ไม่ค่อย ยอมรับ เพราะมันติดแน่นในตัวตน ยากที่จะหย่าขาดกันได้ ขอให้มีความรู้เรื่อง "มิใช่ตน" นี้ให้เพียงพอ แล้ว ก็จะหย่าขาดกันได้ จากความโง่ความหลง ว่ามีตัวตน เพราะ เหตุฉะนี้เอง เป็นการแสดงให้เห็นชัดแล้วว่า พุทธศาสนา หรือพระธรรมนี้ เป็นสิ่งที่ต้องศึกษา และต้องศึกษาทั้งสอง ชนิด คือ :- ชนิดที่มีตัวตน ให้รู้ความจริงของความมีตัวตน ซึ่งเป็นเพียงผลของอวิชชา. และ ให้รู้ความจริงเรื่องอนัตตาเป็นความจริง แท้ของธรรมชาติ ; เราก็จะหมดปัญหา อันเกี่ยวกับ ตัวตน, เกี่ยวกับชีวิตจิตใจ, เกี่ยวกับความสุขความทุกข์ ทุกอย่างทุกประการ
น.84 ๗๔ อาตมาจึงขอร้องท่านทั้งหลายว่า "ธรรมะเป็นสิ่งที่ ต้องศึกษา ทั้งอย่างชนิดที่มีตัวตน และไม่มีตัวตน" โดย ประการฉะนี้. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย นี้ไว้แต่เพียงเท่านี้ ด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะมีความรู้ ประจักษ์แจ้ง ทั้งอย่างชนิดที่มีตัวตน และไม่มีตัวตนนี้ จงทุก ประการเถิด.
Buddhadasa