น.85 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องมี มิใช่เพียงแต่เรียนรู้. นี้ หมายความว่า เรากำลังมีปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ ในข้อที่ว่า เราเรียน ธรรมะ รู้ธรรมะ แต่ไม่มีธรรมะ สันติสุขในโลกจึงไม่มี ทั้งส่วน ตนและส่วนสังคม. พวกเรากำลังเป็นกันเช่นนี้ทั้งเมือง ทั้งประเทศ ทั้งโลก และเป็นกันทุก ๆ ลัทธิศาสนา ในโลกปัจจุบัน. คนรู้ธรรมะ มากกว่ามีธรรมะ. ๗๕
น.86 ๗๖ ขอให้ช่วยฟังดูให้ดี ๆ ว่า เรารู้ธรรมะมาก แต่ว่า ธรรมะที่มีจริง ๆ นั้นน้อย, หรือบางคนไม่มีธรรมะเลย ทั้งที่รู้ธรรมะมาก. ขอให้เข้าใจปัญหานี้ก่อน. การรู้แต่ธรรมะ แล้วไม่มีธรรมะนั้นเป็นได้อย่างไร ? ก็ขอให้ดูที่ตัวจริง ที่ปัญหาจริง ๆ ในโลกเรียนรู้ธรรมะ รู้เรื่องศาสนา รู้เรื่องศีลธรรม ปรัชญาของศีลธรรม มีความรู้ แทบจะล้นฟ้า ท่วมหัวท่วมหู. แต่ ธรรมะตัวจริง ศีล- ธรรมตัวจริง หรือ การปฏิบัติศาสนาโดยแท้จริงนั้น หายาก; และที่น่าเป็นห่วงที่สุด ก็คือว่า ยุวชนหรือเด็ก ๆ ของเรา ก็กำลังเป็นอย่างนี้ และจะเป็นอย่างนี้มากขึ้นทุกที. เขาเรียนรู้ธรรมะในฐานะวิชา หรือวิชาบังคับชนิดหนึ่ง ; แต่ไม่มีการอบรมให้เขามีธรรมะ ตามที่เรียนรู้. ยุวชนถือว่า ธรรมะคือคำสั่งสอน เขาก็จำคำ สั่งสอนไว้; เพราะว่าธรรมะเป็นเพียงคำสั่งสอน ; ไม่ได้ รู้สึกว่า ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติ ให้อยู่กับเนื้อกับตัว. ยุวชนของเราจึงยังไม่กลัวบาป ทั้งที่รู้ธรรมะ, ไม่กลัว บาป ทั้งที่รู้ว่าบาปเป็นอย่างไร นี่เพราะว่ามีแต่เรียนก็พอ แล้ว.
น.87 ๗๗ เด็ก ๆ ยังจับพ่อแม่ใส่นรกของตนอยู่; นี้คือว่า ทำให้พ่อแม่ร้อนใจ น้ำตาไหล, และเด็ก ๆ ของเรายังมี ธรรมะน้อย อาจจะฆ่าพ่อแม่ก็ได้ ถ้าหากว่า พ่อแม่ขัดขวาง สิ่งที่เขาต้องประสงค์ ตามความเจริญแห่งสมัยใหม่. ฟังแล้ว ก็ไม่น่าเชื่อ; เพราะว่ายุวชนของเรารู้ธรรมะ แต่ไม่มี ธรรมะนั่นเอง. ขอให้เราหวังกันอย่างยิ่งเถอะ ว่าเด็ก ๆ ของเราควร จะเป็นอย่างไร. อาตมามองเห็นว่า เด็ก ๆ ของเรา ควร จะประกอบไปด้วยองค์คุณ ๗ ประการ เหล่านี้ :- ๑. รัก ซื่อสัตย์ กตัญญู ต่อบิดามารดา แม้เสีย สละชีวิตเพื่อบิดามารดา ก็ยังได้. ๒. เคารพเชื่อฟัง ครูบาอาจารย์ ตลอดถึงพระเจ้า พระสงฆ์. ๓. รักเพื่อน อย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มี ความเห็นแก่ตัว เพราะมีความรักเช่นนั้น. ๔. กล้าบุญ กลัวบาป เกลียดบาป ขยะแขยง ต่ออบายมุข. ๕. บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ ที่เป็นกิเลสได้ และ ถนอมความรู้สึกฝ่ายสูง ไว้ได้อย่างบริบูรณ์.
น.88 ๗๘ ๖. ถือว่า การทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้อง ครบถ้วน นั่นแหละคือการปฏิบัติธรรม ที่เขาเริ่มจะสนใจ กันขึ้นมา. ๗. เข้าถึงหัวใจ ของสิ่งที่เรียกว่าชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนฝั่งแน่นอยู่ในจิตในวิญญาณ เจ็ดประการเหล่านี้ เป็นอุดมคติ หรือเป็นสิ่ง ที่พึงประสงค์ สำหรับเด็ก ๆ ของเรา แต่ถ้ายังมีแต่การ เรียนรู้ธรรมะ ก็ยังไม่มีธรรมะเหล่านี้ : เราควรจะถือว่า เป็นปัญหาอย่างยิ่งแห่งยุคปัจจุบัน ต้องรู้จักคำว่า รู้ธรรม กับ มีธรรมให้ถูกต้อง . ทีนี้ก็จะได้กล่าวต่อไปถึงคำว่า รู้ธรรมะ และคำว่า มีธรรมะ ว่านี่มันเป็นอย่างไรกัน ? โดยที่แท้แล้ว ต่างกัน เป็นคนละอย่าง. คำว่า รู้ หรือเรียนรู้ นั้น เรียนเก่ง พูดเก่ง สอบไล่ได้ ; แต่ดูแล้วไม่มีธรรมะอยู่ที่เนื้อที่ตัว. อย่างที่ มีธรรมะ ก็มีธรรมะท่องจำ, เรียนรู้ คิดนึก โดยเหตุผล ชั่วครู่ชั่วขณะ อย่างนี้เรียกว่ารู้ หรือเรียนรู้วิธีนทุกคนสมก
น.89 ๗๙ ส่วนคำว่า "มี" คือ มีธรรมะนั้น ต้องมีสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะ อยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่ชีวิต ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ. ในบางกรณีมีธรรมะได้โดยไม่ต้องเรียน อย่างที่กำลังเรียนกัน อยู่ในโรงเรียน, คือ มีธรรมะเกิดขึ้น ด้วยการมีสิ่งแวด ล้อมที่ดี. สำหรับ ผู้ที่เกิดขึ้นมาในตระกูลที่ดี เป็นตระกูล มีธรรมะ มีวัฒนธรรมสูง ทุกคนในบ้านนั้น ประพฤติ ธรรมะอยู่เป็นนิสัย ; เด็กทารกเติบโตขึ้นมา ท่ามกลาง สิ่งแวดล้อมเช่นนี้ ก็ค่อย ๆ มีธรรมะขึ้นมาได้ โดยไม่ต้องมี การเรียน การสอน ทางปาก ทางหนังสือหนังหา, นับว่า เป็นธรรมะพื้นฐาน ฝั่งอยู่ในนิสัยสันดาน ; เป็นสิ่งที่มีค่า ยิ่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่ง. ทีนี้ก็อยากจะพูดถึงคำว่า มีธรรมะชนิดที่สมบูรณ์ ; มีธรรมะคือมีอยู่ที่เนื้อที่ตัว ที่ชีวิต ที่กาย ที่วาจา ที่ใจ อย่างที่กล่าวมาแล้ว. ที่มีอย่างสมบูรณ์ นั้น ก็คือ กำลัง ปฏิบัติธรรมะนั้นอยู่อย่างพอใจ อย่างเป็นสุขสนุกสนาน ในการปฏิบัติธรรมะนั่นเอง, หรือว่ากำลังเสวยผลของ การปฏิบัติอยู่, หรือว่ากำลังชักชวนช่วยเหลือผู้อื่น ให้มีธรรมะอยู่, หรือว่า กำลังมีความกล้าหาญ ร่าเริง
น.90 ๘๐ ในทางธรรม ต่อสู้เพื่อให้มนุษย์เรามีธรรมะ อยู่อย่าง เข้มแข็ง. เหล่านี้เรียกว่า มีธรรมะชนิดที่สมบูรณ์. เหตุที่รู้ธรรมแต่ไม่มีธรรม . ทีนี้ก็จะได้พิจารณากันต่อไป ถึงข้อที่ว่า ทำไมรู้ ธรรมะ แต่ไม่มีธรรมะ ? นี่ก็เพราะว่าขาดสิ่งสำคัญ คือ การบังคับตนเอง, ขาดความละอายต่อบาป, ขาดความ กลัวต่อบาป. ภาษาบาลี ก็เรียกว่า ขาดทมะ คือการบังคับ ตัวเอง, ขาดหิริ คือความละอายต่อบาป, ขาดโอตตัปปะ คือความกลัวต่อบาป. นี่แหละเรารู้ธรรมะกันได้มากมาย ; แต่ถ้าขาด ทมะ หิริ โอตตัปปะ แล้ว ก็เป็นอันว่า ไม่มี ธรรมะ. เดี๋ยวนี้เรามียุวชน เรียนจบมัธยมศึกษา หรือ ม.ศ. ๕ ปีละสองแสนคนเศษ, เศษของสองแสนก็อาจจะ ได้เรียนต่อไป ในการศึกษาระดับสูง อีกสองแสนคนนั้น ไม่มีทางไป ก็ต้องจบการศึกษา การศึกษาที่จบมาเพียงรู้ ธรรมะ และไม่มีธรรมะนี่แหละจะเป็นปัญหา.
น.91 ๘๑ เขารู้ธรรมะ แล้ว ไม่มีธรรมะ เมื่อเกิดความขัด ข้องขึ้นมา เขาจะหาทางออกกันอย่างไร ? เขาก็หาทาง ออก ชนิดที่เป็นวิธีการของคนที่ไม่มีธรรมะ. ถ้าคนจำนวน เหล่านี้เกิดเป็นอันธพาลขึ้นมา จะเป็นปัญหาอย่างยิ่ง ; เพราะว่าเขามีความรู้มากแต่ในทางที่จะไม่มีธรรมะ, ทำไป อย่างไม่มีธรรมะ ภายใน ๑๐ ปี เราก็จะมีปัญหา เป็นจำนวน คนตั้งสองล้านคน ; ปีละสองแสนคน สิบปีก็สองล้านคน แล้ว ปัญหาจะมีสักเท่าไร ? ก็ลองคิดดู. การมีธรรมะแท้จริง แม้ไม่ต้องเรียน ก็มีได้. เอาละ, ทีนี้เราพิจารณากันต่อไปจะดีกว่า คืออาตมา อยากจะเสนอว่า มีธรรมะชนิดที่ง่ายกว่าเรียนรู้ธรรมะ. ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ, บางคนจะไม่เชื่อ; การเรียนจะเรียน กันอย่างนกแก้วนกขุนทอง มันก็ไม่ยาก แต่ถ้าเรียนให้ รู้จริง มันก็ยังต้องยากหรือลำบากลงทุนมาก. ส่วนการมี ธรรมะนั้น ง่ายกว่านั้น ; ฟังแล้วไม่น่าเชื่อ การมีธรรมะที่แท้จริงนั้น คือทุกๆ คนทำ หน้าที่ของตน ๆ อย่างถูกต้องและสมบูรณ์. ทำหน้าที่ของ
น.92 ๘๒ ตน ๆ ตามที่ตนมีหน้าที่อย่างไร ? ขอให้ทำความเข้าใจกัน ด้วยเรื่องจริง ๆ คนในโลกมีหน้าที่อย่างไร ? ชาวนา ชาวสวน ลูกจ้าง กรรมกร พ่อค้า นักธนาคาร ข้าราชการ ทหาร เป็นต้น, หรือว่าจะดูกันถึงกิริยาอาการที่ทำ ว่าคน กวาดถนน บุรุษไปรษณีย์ คนแจวเรือจ้าง สูงขึ้นไปถึง ข้าราชการ กระทั่งเป็นรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็น ประธานาธิบดี เป็นต้น, แต่ละคน แต่ละท่าน มีหน้าที่ อย่างไร ? ขอเพียงแต่ ทำหน้าที่ของตนอย่างถูกต้อง บริสุทธิ์ผุดผ่อง ครบถ้วนเท่านั้น. นั่นแหละคือการ ปฏิบัติธรรมะ, หรือการมีธรรมะอย่างแท้จริง ซึ่งอาตมา กล่าวว่า มีธรรมะนี้ยังง่ายกว่าการเรียนธรรมะ ซึ่งมันมีมาก ; มีธรรมะก็เพียงแต่ปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้ครบถ้วน และสมบูรณ์. ขอ ทบทวน คำว่า ธรรมะ ๔ ความหมาย อีกสักนิด หนึ่งเถอะ ว่า ธรรมะนั้นคือ ปรากฏการณ์ธรรมชาติทั่วไป หนึ่ง, ธรรมะนั้นคือ กฎของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในสิ่งทุกสิ่ง หนึ่ง, ธรรมะนั้นคือ หน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ นั้น ๆ หนึ่ง, และ ธ รรมะคือ ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติ หน้าที่นั้น หนึ่ง รวมเป็น ๔ ความหมาย.
น.93 ๘๓ คำว่า หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ ที่สิ่งที่มี ชีวิตจะต้องทำ นั่นแหละคือธรรมะที่สำคัญที่สุด ประเสริฐที่สุด ในบรรดาความหมายของคำว่า ธรรมะ เมื่อทุกคนทำหน้าที่ของตนถูกต้อง ตามกฎของ ธรรมชาติแล้ว ก็เรียกว่า มีธรรมะ. คำว่า "หน้าที่" นี้จะแยกออกเป็น หน้าที่ส่วน ตน, หน้าที่ส่วนรวม. เมื่อเรามีความสุขและเพื่อน มนุษย์ของเราก็มีความสุข นี่เรียกว่า หน้าที่นั้นสมบูรณ์. หน้าที่นั้นมีอยู่สองชั้น คือว่า หน้าที่เพียงให้ รอดชีวิตอยู่ได้ นี้เป็นธรรมชาติแท้ ๆ ต้องหากิน ต้อง บริหารกาย กระทั่งทำให้รอดชีวิตอยู่ได้ นี้เป็นหน้าที่อันหนึ่ง ชั้นหนึ่ง ระดับหนึ่ง. และหน้าที่ ระดับที่ ๒ ก็คือ ทำ ให้ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจะได้รับ จนกระทั่งถึง บรรลุ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งจะต้องถือว่า เป็นหน้าที่ของ มนุษย์ด้วยเหมือนกัน ; มิฉะนั้นก็จะเสียที ที่เกิดมาเป็น มนุษย์ แล้วได้พบพระพุทธศาสนา หน้าที่เพื่อรอดก็ขึ้นอยู่กับอาชีพ, หน้าที่ที่ให้ได้ รับสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์ ก็เป็นเรื่องทางจิตใจ. แต่
น.94 ๘๔ ถ้าว่าเราจะทำหน้าที่โดยแท้จริง ตามธรรมชาติของตนแล้ว จิตใจก็จะรอด คือว่าจะประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ชนิดที่ไม่ เห็นแก่ตัว เรื่อย ๆ ไปจนหมดความเห็นแก่ตัว. จิตที่หมด ความเห็นแก่ตัวย่อมรอดจากความบีบคั้นของกิเลส, เป็นการบรรลุมรรค ผล นิพพาน โดยความหมาย กว้าง ๆ. อาตมาขออภัยที่จะพูดว่า เดี๋ยวนี้ทุกคนกำลังขี้เกียจ ในการทำหน้าที่ของตน, ฝืนทำงานอย่างจำใจ. ทุกคนทำงาน เห็นได้ว่าทุกคนทำงาน แต่ดูให้ดีว่าทำงานทำไม ? ทำด้วย ความจำใจ เพราะว่าต้องการเงิน หรือต้องการประโยชน์ อย่างใดอย่างหนึ่ง; โดยเนื้อแท้แล้ว ไม่ได้รักที่จะทำงาน ไม่ได้สนุกในการที่จะทำงาน. พอเห็นงานก็เบื่อ ก็บ่น ไม่มีใครสูดปากด้วยความ ดีใจ เมื่อเห็นว่ามีงานมาให้ทำ ; เป็นงานมาก เป็นงานยาก เป็นงานหนัก ไม่มีใครสูดปากเมื่อเห็นงาน. เพราะว่า โดย เนื้อแท้นั้น ไม่มีใครอยากจะทำงาน เพราะไม่มีธรรมะ ในข้อที่ว่า การทำงานนั่นแหละคือ การปฏิบัติธรรม.
น.95 ๘๕ คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ทำหน้าที่การงาน อย่างปฏิบัติธรรม. คุณค่าสูงสุดของมนุษย์ ก็คือ การทำหน้าที่ อย่างมนุษย์อย่างถูกต้อง. เรามีหน้าที่จะต้องทำอย่างไร ในโลกนี้ ก็ทำด้วยความพอใจ ด้วยความสนุก, ยิ่งเห็น งานมาก งานยาก ก็สูดปาก เหมือนกับจะได้กินของที่ เอร็ดอร่อย. ถ้าเรารู้ว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม เรา ก็จะรู้ต่อไปว่า การทำงานนั่นแหละคือ บุญกุศลที่แท้ จริง และถึงที่สุด. การทำหน้าที่ถึงที่สุดนั้น คือการ ทำบุญกุศลที่แท้จริง : มีหน้าที่กวาดถนน ก็กวาดถนน, มีหน้าที่แจวเรือจ้าง ก็แจวเรือจ้าง, มีหน้าที่ถีบสามล้อ ก็ ถีบสามล้อ, อย่างนี้เรื่อยไป ทุกอาชีพ ทุกชนิดของการงาน ปฏิบัติหน้าที่ของตนในโลกนี้ ให้มันมีครบถ้วน, ช่วยกัน สร้างโลกให้ครบถ้วนไปด้วยหน้าที่การงาน ซึ่งอำนวย ความสะดวกสบาย แก่ทุกคนที่มีอยู่ในโลก. นี้แหละเรียกว่าบุญกุศล ไม่ต้องเกี่ยวกับวัดวาอาราม ก็ได้. คำพูดนี้ดูจะหยาบคายไปสักหน่อย ; แต่ขอให้พวก
น.96 ๘๖ เรามามองดูกันเสียใหม่ ให้เห็นว่า คำว่า วัด - วัด นี่อยู่ที่วัด ก็ได้ แต่อาตมาเห็นว่า อยู่ที่ที่ทำงาน หรือที่ออฟฟิศที่ ทำงานก็ได้. ขอให้ทำงานในหน้าที่ของตน อย่างถูก ต้อง และสมบูรณ์เถิด ที่ออฟฟิศทำงานก็กลายเป็นวัด คือ เป็นที่ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง. ทำให้เกิดบุญกุศลขึ้นมา อย่างแท้จริง นี้เรียกว่า วัดอยู่ที่ที่ทำงาน. ถ้าดีไปกว่านั้นอีก สิ่งที่เรียกว่า วัด นั้นอยู่ที่เนื้อ ที่ตัวของเราเอง เนื้อตัวที่ยาวประมาณสักวาหนึ่ง หนาสัก คืบหนึ่ง ตามที่เขาพูดกัน. นี้จะเป็นวัดขึ้นมา ถ้าว่าได้ ประพฤติให้มีความถูกต้อง ทางกาย ทางวาจา และทางใจ. ตัวเรานั่นแหละจะกลายเป็นวัดขึ้นมา, เป็นที่อยู่อาศัยของ พระเจ้า ของพระพุทธ ของพระธรรม ของพระสงฆ์ อยู่ ที่เนื้อที่ตัว. นี่วัดวาอารามที่แท้จริงนั้น อยู่ที่ที่ทำงาน, ถ้า ทำนาก็อยู่ที่นา, ถ้าทำสวนก็อยู่ที่สวน, ทำอะไรก็อยู่ที่นั่น, ในเมื่อมีการประพฤติหน้าที่ของตนอย่างแท้จริง; นี้ เรียกว่า วัดวาอารามที่แท้จริง. วัดวาอารามชนิดนี้ ไม่ต้อง ประกอบพิธีรีตองอะไร ไม่ให้โอกาสแก่การที่จะไปเรือล่มจม
น.97 ๘๗ น้ำตาย หรือขว้างระเบิดใส่กันเมื่อกำลังประชุมกัน ยิงฟัน กัน เมามายแล้วทำร้ายกัน. นี้คือ วัดที่แท้จริง อยู่ตรงที่ที่ตั้งหน้าตั้งตาทำ งาน อันเป็นหน้าที่ของตน, เกิดบุญ เกิดกุศลที่แท้จริง. บุญกุศลที่แท้จริงนั้น เมาไม่ได้; ถ้าเมาได้ยังไม่ใช่บุญ กุศลที่แท้จริง. ขอย้ำอีกทีว่า บุญชนิดที่เมาได้นั้น ไม่ใช่ บุญที่แท้จริง. บุญที่แท้จริงเมาไม่ได้. ใครกำลังเมาบุญ ก็ลองคิดดูเถิด ที่ไหนมีการเมาบุญที่นั้นจะเสียเศรษฐกิจของ ประเทศชาติ ; เป็นที่หัวเราะเยาะเย้ย ของพวกอื่นหรือ ลัทธิอื่น. บุญที่แท้จริงเมาไม่ได้ นี่ขอโปรดช่วยจำกันไว้ด้วย บุญที่แท้จริงคือ การทำหน้าที่ของตนให้ครบถ้วน ตาม ที่มีสิทธิที่จะอยู่ในโลกอย่างไร, ด้วยอาชีพอะไร. ทุก ๆ อาชีพอาจจะทำให้เป็นบุญขึ้นมา นับตั้งแต่อาชีพกวาด ถนน แจวเรือจ้าง ถีบสามล้อ ขึ้นไปถึงอาชีพประธานาธิบดี ; ถ้าทำหน้าที่ของตนดี ก็เรียกว่าเป็นการปฏิบัติธรรม. ขอให้ท่านทั้งหลาย ชักชวนกัน ทำงานเอาบุญ : ทำราชการเอาบุญ ทำนาเอาบุญ เป็นผู้ใหญ่บ้าน เป็นกำนัน
น.98 ๘๘ เป็นนายอำเภอ เป็นผู้ว่าราชการ เป็นอธิบดี เป็นรัฐมนตรี เพื่อเอาบุญ. ทำอะไร ๆ ขอจงทำเพื่อเอาบุญกันเถิด ; เงินเดือนนั้นไม่ไปไหนเสีย ถือว่าเป็นเครื่องที่เขาบูชา คุณของเรา ก็แล้วกัน. งานที่ทำเพื่อเอาบุญนั้น ย่อมดีกว่างานที่ทำเพื่อ เอาเงิน : โลกทั้งโลกจะมีสันติภาพ เพียงแต่ทุกคนทำ งานเอาบุญ คือทำตามหน้าที่ของตน ๆ อย่างบริสุทธิ์ถูกต้อง. นั่นแหละคือศาสนาอันแท้จริง คือพระเจ้าอันแท้จริง ที่เรา ทำให้มีขึ้นมาได้ และอยู่กับเรา ในใจของเราโดยแท้จริง ไม่เป็นหมัน เหมือนกำลังเป็นอยู่. ขอให้นึกถึงข้อที่ว่า โลกนี้เป็นสมบัติของส่วน รวม เป็นบุญญสหกรณ์ คือทุกคนในโลกทำบุญร่วม กัน ให้เป็นโลก, เป็นธรรมสหกรณ์ คือทุกคนประพฤติ ธรรมร่วมกัน ให้โลกนี้เป็นโลกที่ประกอบไปด้วยธรรม นี้คือการทำบุญที่สูงสุด คือทำชีวิต แรงงาน ให้ เป็นประโยชน์ ถูกต้องตามหน้าที่ของตน ๆ บาปที่แรง ร้ายที่สุดนั้น คือการที่ไม่ทำหน้าที่ของตน. สัตว์ที่มี ชีวิตต้องทำหน้าที่ของตน ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
น.99 ๘๙ นั้นคือการทำบุญ. มนุษย์ก็ต้องเป็นอย่างนั้น มีหน้าที่ อย่างไร ทำลงไป เพื่อให้โลกนี้ครบถ้วนบริบูรณ์ ไปด้วย สิ่งที่ควรจะมี. ฉะนั้น อาชีพของมนุษย์จะมีกี่อย่าง กี่สิบ อย่าง กี่ร้อยอย่าง ล้วนแต่ถือว่าจำเป็นทั้งนั้น. ทุกคน ทำหน้าที่ เพื่อให้ส่วนรวมบริบูรณ์ สมบูรณ์ไปด้วยสิ่ง ที่ควรจะมี. แม้ที่สุดแต่การค้าขาย ขอยกตัวอย่างว่า ถ้าทำ ก็ทำเพื่อให้มนุษย์มีความสะดวก ไม่ใช่เพื่อความร่ำรวยแห่ง ฅน ; ตนเอาประโยชน์ตามสมควรที่จะกระทำ. แม้ที่สุด แต่นักการเงิน, นักการธนาคาร, ถ้า ทำหน้าที่ของตน อย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ก็ไม่ใช่ทำเพื่อจะเอา กำไร ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า; เ อากำไร ตามสมควร ที่ว่าการค้าควรจะมีกำไรสักเท่าไร. ผลก็เกิด ขึ้นมา เป็นความสะดวกสำหรับมนุษย์ที่อยู่กันในโลก, ไม่มีปัญหายุ่งยากลำบาก เกี่ยวกับการใช้เงิน มีเงิน หาเงิน เป็นต้น. กิจกรรมทุกอย่างที่มนุษย์กระทำ จึงกลายเป็น บุญเป็นกุศล.
น.100 ๙๐ ขอสรุปความว่า การทำหน้าที่ของตนนั้นคือ การปฏิบัติธรรม เป็นบุญเป็นกุศลอยู่ในตัว. บาปที่แรง ร้าย ร้ายแรงเลวทรามที่สุดนั้น คือการที่ไม่ทำหน้าที่ ของตน. นี่แหละคือธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องมี คือการ ปฏิบัติหน้าที่ของตน อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง. ธรรมะต้องมี ไม่ใช่เพียงแต่จะเรียนรู้, สอน หรือเรียนกันอย่างบ้าน้ำลาย. ขอให้มีธรรมะกันจริงๆ โดยเร็วเถิด โลกนี้ก็จะหมดปัญหา ; จะมีแต่สันติสุข ส่วนบุคคล มีสันติภาพส่วนสังคม เป็นโลกที่น่าอยู่ เป็น โลกของพระเจ้า สมกับที่พระเจ้าอุตส่าห์สร้างมาสำหรับมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีใจสูง จะได้อยู่กันด้วยความผาสุก. เวลาสำหรับบรรยายก็หมดลงแล้ว อาตมาขอยุติการ บรรยายนี้ ด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลายทุกคน จะช่วยกัน ประพฤติกระทำให้มีธรรมะ แทนที่จะรู้ธรรมะเฉยๆ แล้ว ปัญหาทุกอย่างในโลกก็จะหมดไป เพียงแต่ว่าทุกคนทำ หน้าที่ของตน ๆ เท่านั้น. ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa