Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ ตอนที่ ๖ — ๑๘. ธรรมะในฐานะสิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.101 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ธ รรมะในฐานะสิ่งให้เกิดบุญกุศลอันแท้จริง; อาจจะ มีบางคน เพียงได้ยินหัวข้อนี้แล้วก็ชักจะรวนเร ว่าเอาเรื่องอะไรมาพูด. เพราะว่า ยุคปัจจุบันนี้ คำว่าบุญเสื่อมค่า หรือเสื่อมความหมายลงไป มาก ไม่เหมือนสมัยโบราณ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปรมาณู ยุค อวกาศนี้ คำว่าบุญ เกือบจะหาที่อยู่อาศัยในโลกไม่ได้ ; ไม่เหมือน กับครั้งโบราณ ที่คำว่าบุญได้เกิดขึ้นมาในโลก; เป็นที่ยุติกันได้ว่า คำว่าบุญ นี้เก่าแก่มาก, เก่าแก่ก่อนพุทธกาลมากทีเดียว. ก่อนพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก มนุษย์ที่นั่น ได้รู้จักใช้คำว่าบุญ ในฐานะเป็นคำสูงสุดที่ปรารถนา ๙๑

น.102 ๙๒ อย่างยิ่งของมนุษย์, แล้วก็เป็นดังนี้เรื่อยมา จนกว่าจะ ถึงยุคแห่งวัตถุนิยม. คำว่าบุญ ก็เปลี่ยนความหมาย เปลี่ยน คุณค่า อย่างที่รู้สึกกันอยู่. ฉะนั้นขอให้สนใจคำว่าบุญ ดูไปก่อน ว่ามันยังจำเป็น สำหรับโลกในยุควัตถุนิยมนี้ อย่างไรบ้าง. คำว่า บุญ - บุญ นี้ เมื่อกล่าวโดยเหตุ ก็ ได้แก่ สิ่งหรือการกระทำ ที่ทำให้เกิดความสุข, และเมื่อ กล่าวโดยผล คำว่าบุญก็ เป็นชื่อของความสุข ที่ได้รับ นั่นเอง. ส่วน ความหมายเก่าแก่ ดั้งเดิมนั้น คำว่า บุญ หมายถึงสิ่งที่ล้างบาปได้, หรือ มีไว้สำหรับจะล้างบาป. ถ้า มนุษย์แห่งยุคปัจจุบันมีบาป มันก็ยังต้องการสิ่งที่เรียกว่าบุญ แม้ในยุคปัจจุบันนั้นเอง. บุญเป็นเครื่องล้างบาปเป็นเหตุให้เกิดสุข. ขอให้เรามาสนใจคำว่า "บาป" กับคำว่า "ล้าง บาป" และคำว่า "ความสุข" อันเกิดจากการหมดบาป นี้กันให้มากเป็นพิเศษ.

น.103 ๙๓ ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้นนี้สักเล็กน้อยว่า บุญที่ เป็นผล เป็นชื่อของความสุขนั้น มีความหมายเฉพาะ ด้วย เหมือนกัน ; เพราะคำว่า ความสุข นั้นมีอยู่ สองความหมาย คือ ความสุขที่เป็นทาส ของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, เป็น ขี้ข้า ทาสนี้ไม่ใช่ ธา - ตุ ; แต่ เป็นทาส บ่าว หรือ ขี้ข้า ของกิเลส . ความสุขที่เป็นทาสของกิเลส นี้ก็ อย่างหนึ่ง. ความสุขที่อยู่เหนือกิเลส มีอำนาจเหนือกิเลส นี้ก็ อีก อย่างหนึ่ง. บุญแท้จริงเป็นชื่อของความสุข ชนิดที่จะอยู่ เหนืออำนาจของกิเลส คือเรามีอำนาจเหนือกิเลส; เหมือน อย่างว่า สมัยนี้เราจะต้องมีอำนาจอยู่เหนือ สิ่งที่เรียกกันว่า ความเจริญ. ถ้าเราตกเป็นทาสของความเจริญ หรือวัตถุ เป็นที่ตั้งของความเจริญแล้ว มันจะเป็นความสุขไปไม่ได้, และมันจะเป็นบุญไปไม่ได้. ต่อเมื่อเรามีความสุข ชนิดที่ เรามีอำนาจเหนือกิเลส คือมีความสุขอย่างถูกต้อง นั่นแหละ บุญจึงจะเป็นชื่อของความสุข ที่พึงปรารถนา ของโลกแห่ง ยุคปัจจุบัน.

น.104 ๕๔ สรุปความว่า บุญเป็นเครื่องล้างบาป มันก็เป็น เหตุให้เกิดความสุข, รวมไปถึงความสุขที่เกิดมาจากการ ไม่มีบาป ไม่ทำบาป หรือว่าบาปลดลง ๆ. อะไรเป็นเหตุ ให้เกิดบุญ ? ก็คือธรรมะ; ฉะนั้นเราจะต้องสนใจสิ่งที่ เรียกว่า ธรรมะ. ทีนี้อยากจะให้เข้าใจกัน ถึงคำว่า บุญที่แท้จริง ที่ มาจากธรรมะนั้นกันเสียก่อน บุญที่แท้จริงเป็นอย่างไร พูดไปก็มากเรื่อง ; ยิ่งอ้างบาลีแล้วก็ยิ่งเวียนหัว เพราะมี คำอธิบายมากมายยืดยาว พูดกันตามภาษาชาวบ้าน จะดีกว่า. บุญที่แท้จริงนั้น ไม่เมา, ไม่อาจจะเมา ท่าน ลองสังเกตดูให้ดีว่า มันต้องเป็นบุญที่แท้จริง, และบุญที่ แท้จริงนั้น เมาไม่ได้ ไม่อาจจะเมา. ถ้ามันเมาได้ ทำให้ เกิดปัญหาเนื่องมาจากการเมาบุญ ; บุญนั้นไม่ใช่บุญอันแท้ จริง. เรามาสะสางปัญหา เรื่องบุญชนิดที่เมาได้ กันเสีย จะดีกว่า. ทีนี้ บุญนั้นล้างบาป คือ ล้างความเมานั้นได้ บาปเป็นความเมา, ความเมาเป็นบาป ; ฉะนั้นบุญจะต้อง ล้างบาป หรือล้างความเมาเสียได้ จึงจะเป็นบุญอันแท้จริง.

น.105 ๕๕ บุญอันแท้จริงนั้น ไม่ต้องเสียเงิน ไม่ต้องใช้ เงินมาก จนถึงกับ พูดได้ว่า นิพพานเป็นของให้เปล่า ๆ ไม่ คิดสตางค์. บุญที่แท้จริงไม่ต้องใช้เงินมาก ; ยิ่งใช้เงินมาก ยิ่งไม่ใช่บุญ, หรือถึงกับว่า บุญแท้จริงไม่ต้องใช้เงินเลย. บุญต่ำ ๆ อาจจะต้องใช้เงินบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับเมา หรือต้อง ใช้กันมาก. บุญที่แท้จริงนั้น จะไม่ทำให้เสียเศรษฐกิจของ ประเทศชาติ ท่านลองคิดดูเอาเองเถอะ คำนวณดูเอาเอง ว่า เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจของประเทศชาติ หรือของมนุษย์เป็น ส่วนรวมทั้งโลกนี้ ได้เสียไปเพราะการเมาบุญกันสักเท่าไหร่ ประเทศไหนมีเรื่องบุญ มีการเมาบุญมาก ประเทศนั้นจะ เสียเศรษฐกิจ เสียกำลังงานของชาติ เสียทุนรอนของชาติ ไปสักเท่าไร ; แต่บุญที่แท้จริงไม่เป็นอย่างนั้น. ท่านอย่าไปให้โทษแก่บุญ ว่าทำให้เสียเศรษฐกิจ ของชาติ. ขอให้ถือไว้เป็นหลักเถอะว่า ถ้าเสียเศรษฐกิจ ของใครก็ตามแล้ว ไม่ใช่บุญ. บุญไม่ใช่ปัญหา, ไม่ใช่ ทำให้เกิดปัญหา ในการเสียเศรษฐกิจของชาติ.

น.106 ๕๖ นี้ดูเลยไปอีกนิดหนึ่ง ก็จะพบว่า บุญที่แท้จริงนั้น ไม่ทำให้เกิดอุบัทวเหตุ เช่นไปรถคว่ำกันทั้งคัน ๆ ตาย เกลื่อน หรือไปเรือล่มกันทั้งลำ ลอยทะเล ลอยแม่น้ำ, หรือว่า บุญอันแท้จริง ไม่เป็นทางให้เกิดการวิวาท แทง ฟันกันในเขตวัด ข้างโบสถ์ ข้างศาลา นั้นเอง. นี่โปรด ได้แยกแยะบุญแท้จริง ออกไปให้เด็ดขาด จากบุญอันไม่แท้ จริง แล้วแสวงหากันแต่บุญที่แท้จริงเถิด นี้ บุญที่แท้จริงนั้น อิ่มอกอิ่มใจได้ทันที ไม่ ต้องรอเกิดใหม่ชาติหน้า อย่างที่เขาพูด ๆ กัน. บุญอัน แท้จริง จะมีความสุขเย็นอกเย็นใจ เหมือนกับว่าเราเอาน้ำ มาอาบเข้า มันก็เย็นทันที, ไม่ต้องรอไว้พรุ่งนี้มะรืนนี้จึง จะเย็น. บุญที่แท้จริง ทำให้เกิดปีติปราโมทย์ ตั้งแต่ ก่อนทำ กำลังทำ หรือทำเสร็จ, ไม่มีเหตุให้เกิดความ เดือดร้อนใจ แม้แต่ประการใด. บุญที่แท้จริงนั้น ทำให้ ยกมือไหว้ตัวเองได้, มีเหตุผลที่จะพอใจตัวเอง หรือ เคารพตัวเอง. บุญที่แท้จริงนั้น ทำให้เกิดผลเป็นความดี หรือความสุขทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายตนเองผู้กระทำ และ ทั้งฝ่ายเพื่อนมนุษย์ ที่อยู่ร่วมกันในโลก.

น.107 ๕๗ พระพุทธเจ้าท่านทรงย้ำประโยชน์ทั้งสอง คือ ตนเอง และ ผู้อื่น เป็นอย่างยิ่ง. บุญที่แท้จริง ย่อมทำให้ได้รับ ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ดังนี้. เมื่อบุญที่แท้จริงมีลักษณะอย่างนี้แล้ว ท่านลอง น้อมเข้ามาสู่ตัว วัดดูด้วยตนเองว่า ใครที่รอดชีวิตอยู่ใน เวลานี้ ไม่ต้องการบุญ. โรคการเมืองขึ้นสมอง, โรค เศรษฐกิจขึ้นสมอง, หรืออะไรอย่างนี้ต่างหาก ที่จะทำให้ คนนั้นเขาไม่ต้องการบุญ. ถ้ายังเป็นคนปกติ มองเห็น ลักษณะและประโยชน์ ของบุญอันแท้จริง อยู่แล้ว อาตมาเชื่อว่า ทุกคนจะต้องการบุญ. ธรรมะทำให้เกิดบุญอย่างถูกต้อง. ทีนี้ก็มองดูกันถึง สิ่งที่ให้เกิดบุญ กล่าวคือ ธรรมะ. สิ่งที่เรียกว่า ธรรมะนั้น ก็มีปัญหาสำหรับคน แห่งยุคปัจจุบัน ซึ่งได้ละเลยธรรมะเสียเป็นส่วนมาก, มี การศึกษาอย่างอื่น มีความมุ่งหมายแห่งการศึกษาเป็นอย่าง อื่น ไกลจากธรรมะออกไปทุกที.

น.108 ๕๘ เมื่อกล่าวโดยแท้จริง โดยบริสุทธิ์ยุติธรรมแล้ว เรา ควรจะกล่าวกันว่า ธรรมะคือความถูกต้องในการกระทำ ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการของมนุษย์เรา. ธรรมะ แปลอย่างอื่นได้ อธิบายอย่างอื่นได้ แต่ ที่ถูกที่สมบูรณ์นั้น จะต้องพูดว่า ธรรมะคือตัวธรรมชาติ, ธรรมะคือตัวกฎของ ธรรมชาติ, ธรรมะคือหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ, ธรรมะคือผลที่ได้รับจากหน้าที่ อันถูกต้องตามกฎของธรรม- ชาติ. สี่ความหมายนี้ สรุป ความสำคัญไปอยู่ที่ หน้าที่ อันถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ. เมื่อถูกต้องตามกฎของ ธรรมชาติ ก็คือ ถูกต้องในทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการ ของสิ่งที่มีชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือมนุษย์เรา. สิ่งที่มีชีวิต นับตั้งแต่ต้นไม้ขึ้นมา มันจะต้อง มี ความถูกต้อง ตามกฎแห่งวิวัฒนาการ ทุกขั้นตอน มันจึงจะ เกิดขึ้นมาได้ งอกงามเติบโตไปได้. ถ้าผิดกฎของธรรมชาติ มันก็ไม่เกิด, หรือเกิดแล้วก็จะต้องตาย, หรือว่าเป็นอยู่ อย่างไม่น่าจะพอใจ. ธรรมะคือความถูกต้อง ในการ ประพฤติและกระทำ ทุกขั้นทุกตอนแห่งวิวัฒนาการของ มนุษย์.

น.109 ๙๙ เดี๋ยวนี้มนุษย์ได้ทำอะไรอย่างถูกต้อง ดังนี้หรือ เปล่า ? ข้อนี้ก็ต้องตัดสินกัน ด้วยสิ่งที่เรียกว่า สันติภาพ หรือสันติสุข ในโลกมนุษย์นั่นเอง . สันติสุขส่วนบุคคล, สันติภาพของสังคม เป็นส่วนของสังคม, ถ้า มีทั้งสันติสุข และสันติภาพแล้ว ก็เรียกว่าเรากำลังได้รับผล จาก ธรรมะอันถูกต้อง ทุกขั้นทุกตอน แห่งวิวัฒนาการ. ฉะนั้นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่ำ ๆ เตี้ย ๆ มันก็ถูกต้อง เรื่องสูง ขึ้นไป กระทั่งเรื่องสูงสุด มันก็ถูกต้อง. นี้คือ ความหมายของคำว่า ธรรมะ คือ ความถูก ต้อง และ ทุกขั้นตอน จนกระทั่งสมบูรณ์ที่สุด. ฉะนั้น ธรรมะทำให้เกิดบุญ เนื่องมาจากความถูกต้อง นั่นเอง. จะยกตัวอย่างสำหรับบุคคล ที่เป็นนักการเมือง ว่า ถ้าลัทธิการเมืองทุกระบบประกอบด้วยธรรมะแล้ว โลกนี้จะไม่มีปัญหา. ระบบการเมืองบางระบบ ไม่คำนึง ถึงธรรมะเสียเลย แต่ถ้าธรรมะเข้ามาเจืออยู่ในระบบการเมือง แล้ว ทุกระบบการเมืองจะใช้ได้, ประชาธิปไตย ก็ใช้ได้, แม้เผด็จการ ก็ใช้ได้ ราชาธิปไตยก็ยิ่งดี ถ้ามีธรรมะ.

น.110 ๑๐๐ มีธรรมะแล้วทำให้เกิดความถูกต้องทุกขั้นตอน. ถ้าไม่มีธรรมะแล้ว ไม่มีระบบไหนที่ใช้ได้ ; ถ้า มีธรรมะแล้ว จะใช้ได้ทุกระบบ มันจะต่างกัน เพียง เครื่องมือสำหรับการปฏิบัติ : ประชาธิปไตย ยิ่งโอ้เอ้, เผด็จการที่ประกอบไปด้วยธรรม เสียยังดีกว่า ระบบประชา- ธิปไตย ที่ประกอบด้วยธรรมะนั้น ; เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ที่สูงสุด ที่จะช่วยมนุษย์ได้ ดังที่ได้เคยเป็นมาแล้วแต่หน หลัง. ฉะนั้นขอให้เห็นประโยชน์อานิสงส์ของธรรมะ ว่า ให้เกิดบุญอย่างนี้ นี่เรียกว่าธรรมะนี้ทำให้ ระบบการเมือง ทุกระบบ เป็นสิ่งที่ใช้ได้ ไม่ว่าระบบไหน ถ้ามีธรรมะ. ทีนี้ ธรรมะทำให้ บุคคลรักษาความเป็นมนุษย์ของ ตน ๆ ไว้ได้ นี้ แยกมาเป็นส่วนบุคคล ธรรมะทำให้บุคคล มีความเป็นมนุษย์, และรักษาความเป็นมนุษย์ของตน ไว้ได้, ไม่มีความเป็นสัตว์แฝงอยู่ในร่างของคน. นี้เป็น กฎเกณฑ์ที่มีไว้สำหรับธรรมะ ว่า ธรรมะทำให้คนแตกต่าง จากสัตว์. ทีนี้ ธรรมะทำให้เกิดความรักสามัคคีชั้นสูง คือ ชั้นเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย กันโดยแท้จริง ธรรมะทำ

น.111 ๑๐๑ ให้เกิดความรักขั้นพื้นฐาน โดยกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ที่ ว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ สัตว์ทั้งหลายมันก็อยู่กันเป็นพวก เป็นฝูง มีธรรมะเป็นเครื่องประสานความอยู่กันเป็น พวกเป็นฝูง. ธรรมะทำให้เกิดสังคมสงเคราะห์ที่บริสุทธิ์ โดย หลักของธรรมชาติ จึงแก้ปัญหาได้โดยแท้จริง. การ สงเคราะห์แห่งยุคปัจจุบัน แม้จะเป็นระดับชาติระดับโลก มันก็เป็นเรื่องเอาหน้า เป็นเรื่องสนุกสนานตามความพอใจ. สงเคราะห์เรียกว่า ทำบุญ แต่ทำบุญเพื่อสนองกิเลสของตน เสียมากกว่า คือการเอาหน้านั่นเอง. ฉะนั้น ขอให้มีการ ทำบุญ ชนิดที่เป็นธรรมะ, ให้มีธรรมะเป็นเครื่องให้ เกิดบุญ. บาป คือผิดธรรมชาติ การไม่สงเคราะห์กันเป็น บาป เพราะผิดธรรมชาติ. ธรรมชาติต้องการให้สิ่งมีชีวิต อยู่กันอย่างสังคม อยู่กันตัวคนเดียวไม่ได้. บาปคือความผิด ธรรมชาติ, 'ไม่สงเคราะห์กันเป็นผิดธรรมชาติ กระทั่ง เรื่องเล็กน้อย ขี้ปะติ๋วที่สุด ถ้าผิดธรรมชาติมันก็เป็นเรื่อง บาป.

น.112 ๑๐๒ เช่นว่า ร่างกายของคนเรา มันอยู่ดี ๆ ก็ไปเอา บุหรี่มาจุดควัน แล้วก็รมปอด นี้มันผิดธรรมชาติหรือถูก ธรรมชาติ. ดื่มน้ำอะไรเข้าไปก็ไม่รู้ ซึ่งทำให้ตับมันแข็งเร็ว นี้พูดตามหมอเขาพูด ที่หมอเขาพูด มันถูกธรรมชาติหรือ ผิดธรรมชาติ. จิตปรกติเป็นไปตามธรรมชาติ ; พอไป รักอะไรเข้า นี้มันผิดธรรมชาติหรือถูกธรรมชาติ, หรือ เมื่อไปโกรธอะไรเข้า อย่างนี้มันผิดธรรมชาติหรือถูก ธรรมชาติ ? ขอให้คิดดูให้ดี ๆ นี่ธรรมะทำให้เกิดบุญ คือเป็นไปอย่างถูกต้อง ตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ ผิดกฎ ของธรรมชาติแล้ว ย่อมเกิดบาปเป็นธรรมดา ปัจจุบันนี้โลกมีวิกฤตการณ์อันถาวร . ทีนี้ก็จะมาถึงปัญหา ที่กำลังมีอยู่ในโลกนี้ โลก กำลังมีวิกฤติการณ์อันถาวร คือมีความวุ่นวายระส่ำระสาย เป็นการถาวร ราวกับว่า เรากำลังรับบาปนิรันดร, ที่เป็น บาปนิรันดร ไม่ใช่ความสุขนิรันดร. บาปนิรันดร คือ วิกฤตการณ์อันถาวร.

น.113 ๑๐๓ ไม่มีธรรมะอยู่ในหมู่มนุษย์แล้ว ก็จะเกิดภาระ หนักทางสังคม . ภาระหนักนี้ก็ต้องช่วยเหลือแก้ไข ต้อง ปราบปราม : เขายากจนเราต้องช่วยเหลือ, เขาเป็น อันธพาล เราต้องช่วยกันปราบปราม ; ทำให้เกิดภาระ หนักทางสังคม อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เช่นภาระ ยาเสพติด เป็นต้น นั้นมันไม่มีธรรมะ มันจึงเกิดภาระทาง สังคม. คนยิ่งมีเงิน ยิ่งเป็นทาสของกิเลส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. คนยากคนจนก็ยิ่งเอาอย่าง ; ยิ่งเอาอย่างคนมั่งมี ยื้อแย่งคนมั่งมี จนเกิดลัทธิยื้อแย่งคนมั่งมีขึ้นมาในโลก ก็ เพื่อจะแย่งกันเป็นทาสของอายตนะ, แย่งกันเป็นทาสของ กิเลส เป็นทาสของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. เขาไม่ สนใจกับปัญหาที่เป็นต้นเหตุ ; ไปจัดการกันแต่ปลายเหตุ แล้วก็มักจะทำอย่างเอาเกียรติเอาหน้า, การกุศลระดับชาติ ก็ยังเป็นเรื่องเอาหน้า. นี่แหละศีลธรรมมันเอาหัวลง, เปลี่ยนเป็นเอา หัวลง กลับตรงกันข้าม เห็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ว่าควรทำ, เห็นสิ่งที่ควรทำ ว่าไม่ควรทำ แม้ที่สุดแต่หลักเกณฑ์ต่าง ๆ

น.114 ๑๐๔ มันก็เปลี่ยนไป เช่นว่า ลูกมีบุญคุณต่อพ่อแม่ สมัยก่อน พ่อแม่มีบุญคุณต่อลูก ; เดี๋ยวนี้ลูกมีบุญคุณต่อพ่อแม่, ไปคิด ดูเถิด มันเปลี่ยนเอามากมาย เปลี่ยนอย่างตรงกันข้าม เป็น ปัญหา. คิดดูแล้วก็น่าประหลาด ที่สมัยโบราณ สังคม ชุมนุมชนแบ่งเป็นระบบขี้ข้า ระบบเจ้านาย ซึ่งเราเกลียดชัง กันนัก ; ระบบขี้ข้าก็ให้ถูกเลิกไป. แต่แล้วมา พิจารณา ดูว่า ทำไมในยุคสมัยที่มีขี้ข้า มีเจ้านายนั้น กลับมีธรรมะ : คือว่า ความซื่อตรงก็ดี, การช่วยเหลือซึ่งกันและกันก็ดี ในระบบเก่าโน้นมันมีมาก มีความซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อกัน อย่างยิ่ง มีการช่วยเหลือที่หาได้ง่าย. ครั้น มาถึงระบบ ประชาธิปไตย ทำไมความซื่อตรงมันจึงหายไป ? การช่วยเหลือก็เป็นเรื่องเอาหน้า. ขอให้คิดดูเถิดว่า มัน ขาดอะไรไป มันจึงเป็นอย่างนี้ ?. คงจะมีคนด่าอาตมาว่า ชอบระบบขี้ข้า อาตมาก็ ไม่ได้ชอบระบบขี้ข้า ; แต่ชี้ให้ดูว่า ในระบบที่ยังมี "ปลาทูอยู่ทะเล ปลาขี้เหร่ไม่สู้ดี ซื้อเขาเบาราคา ปลาขี้ข้า

น.115 ๑๐๕ ใช่ผู้ดี” ; ในระบบขี้ข้า ยุคนั้น ยังมีความซื่อตรง เพราะ กลัวบาป ทั้งขี้ข้าและทั้งเจ้านายยังกลัวบาป. ฉะนั้นความ ซื่อตรงในระหว่างเพื่อนมนุษย์มันยังมี มีการช่วยเหลือ เพราะอยากจะได้บุญอันแท้จริงจึงมี ; เดี๋ยวนี้มันไม่มี 'มัน จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้นมา. ธรรมะกลับมา , ทุกคนทำหน้าที่เอาบุญ , จะแก้ปัญหาได้. วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้จะมีอยู่อย่างไร ? อาตมาขอ ยืนยันว่า ธรรมะต้องกลับมา, ธรรมะต้องกลับมา, บุญกุศลที่แท้จริงต้องกลับมาให้ครบถ้วน ตามที่ควรจะมี เราควรจะใช้วิธีที่เรียกว่า ธรรมสหกรณ์ บุญญสหกรณ์ โดยหลักของธรรมชาติ, มีสหกรณ์ร่วมกัน ในการสร้าง ธรรมะ มีธรรมะในการสร้างบุญกุศล มีบุญกุศล. ทุกคน ทำหน้าที่เอาบุญ ไม่ใช่ทำหน้าที่เพื่อปัจจัยแห่งกิเลส เหมือนที่เป็น ๆ กันอยู่. ให้ถือเป็นหลักพื้นฐานว่า เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ เพื่อจะเอาบุญ, เป็นมนุษย์เพื่อเอาบุญ. พูดอย่างนี้คงมีคน

น.116 ๑๐๖ โห่ ; แต่ไม่เป็นไร มันเป็นความจริงควรจะพูดได้ เป็น มนุษย์นี้เป็นเพื่อเอาบุญ เพื่อสร้างสันติภาพลงไปในโลกที่ เป็นส่วนรวม. ขอให้ถือว่า ทุกคนที่ เกิดมาในโลกนี้ เกิดมาเพื่อ บำเพ็ญบุญ ! เกิดมาเป็นมหาจักรพรรดิ์ก็เพื่อเอาบุญ, เกิด มาเป็นมหาราชาก็เพื่อเอาบุญ, เกิดมาเป็นประธานาธิบดี ก็เพื่อเอาบุญ, เกิดมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อธิบดี แต่ละชั้น แต่ละระดับ ก็เพื่อเอาบุญ, เป็นผู้ว่าราชการ จังหวัดก็เพื่อเอาบุญ, เป็นนายอำเภอก็เพื่อเอาบุญ, เป็น กำนันก็เพื่อเอาบุญ, เป็นผู้ใหญ่บ้านก็เพื่อเอาบุญ, กระทั่ง เป็นราษฎรก็เพื่อเอาบุญ. เรามาเป็นราษฎรเพื่อเอาบุญกัน เถอะ ปัญหามันจะหมดไป. จะเป็นชาวนาก็เป็นเพื่อเอาบุญ เพื่อให้โลกนี้มี ความสะดวกในการเป็นอยู่ ไม่ต้องทำนาทุกคน. คนมีหน้าที่ ทำนาก็ทำนา; คนมีหน้าที่อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำนา ก็มีข้าว กิน, เราก็จะอยู่กันเป็นผาสุกในโลกนี้. ฉะนั้น ชาวนาก็ ต้องได้บุญ, ชาวสวนก็ต้องได้บุญ, กสิกรทุกประเภทก็ต้อง ได้บุญ, พ่อค้าก็ต้องได้บุญ, ไม่เอากำไรขูดรีดร้อยเปอร์เซ็นต์

น.117 ๑๐๗ สองร้อยเปอร์เซ็นต์ สามร้อยเปอร์เซ็นต์. เอากำไรสิบ เปอร์เซ็นต์ ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ โดยหลักทั่ว ๆ ไปก็พอแล้ว. พ่อค้าทำให้เกิดความสะดวก ในการถ่ายเทสิ่งของที่จำเป็นแก่ ชีวิต พ่อค้าก็ต้องได้บุญ. แม้ที่สุดแต่ นักการธนาคาร ก็ทำเพื่อสงเคราะห์ มนุษย์ ให้มนุษย์เกิดความสะดวก มันก็ได้บุญ ; แต่ถ้า เป็นนักการธนาคารขูดรีด มันจะได้อะไร ? ก็ลองไปคิดดู เป็นทนายความก็ต้องได้บุญ : ให้เกิดความยุติธรรม เป็น ไปตามความยุติธรรม ไม่ใช่ทนายความขูดรีด. เป็นครูยิ่งได้บุญ เพราะว่าเปิดแสงสว่างในทาง วิญญาณ. คนกวาดถนน คนถีบสามล้อ คนแจวเรือจ้าง ก็ได้ บุญ ; เพราะว่าเขาช่วยทำให้มันเกิดความสงบสุขปรกติ มี ภาระหน้าที่ตามส่วนแห่งมนุษย์แต่ละอย่าง ๆ ทุกคนจึงได้บุญ ทุกคนก้มหน้าปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่เพื่อโลกเป็น ส่วนรวม แล้วก็จะได้บุญ ; ทำหน้าที่นิดหนึ่ง ๆ ตามส่วน ของตนที่จะพึงกระทำได้ ก็เรียกว่าได้บุญ ; รวมกันเป็นได้ บุญส่วนใหญ่ เป็นของโลก. ทุกคนที่ทำหน้าที่ลงไปใน โลก ชื่อว่า คนทำบุญ.

น.118 ๑๐๘ การปฏิบัติธรรม คือการทำหน้าที่, การปฏิบัติ ธรรมอยู่ที่ตรงทำหน้าที่. อย่าเป็นคนเกิดมาเป็นหมันเปล่า ไม่ได้ทำหน้าที่อะไร. ทำหน้าที่แล้วก็เกิดบุญ. คำพูดนี้ จะบ้าหรือดี ? ขอให้ได้โปรดวิจารณ์กันโดยอิสระ, แล้วคง จะวิจารณ์กันได้มาก. อาตมาถือว่า เป็นหลักที่ควรยึดถือ ถ้ามีจิตเป็นธรรม ก็จะเห็นด้วยว่า เกิดมาเอาบุญ : เป็นราษฎรเอาบุญ ; แต่ถ้าไม่มีจิตเป็นธรรม ก็จะไม่เห็น ด้วย. ขอให้สอนลูกเด็กๆ ของเรา ให้มีความรู้สึกอย่างนี้ จัดการศึกษา อย่าให้เป็นอะไรด้วน , อย่าให้มีอะไรด้วน. อย่าเป็นหมาหางด้วน อย่าเป็นเจดีย์ยอดด้วน ลูกเด็ก ๆ ลืมตา ขึ้นมาในโลก ๒ - ๓ ขวบ เรียนชั้นอนุบาล สิ่งแรกที่จะต้อง สอนเขานั้น ไม่ใช่ ก. ข. ก. กา. สิ่งแรกที่จะต้องสอนแก่ เขานั้นคือ สอนให้รู้ว่า มารดาคืออะไร ? บิดาคืออะไร ? เราอยู่ได้ด้วยอะไร ? อะไรเป็นสิ่งสูงสุดของมนุษย์ ?. ให้เขารู้จักสิ่งที่เรียกว่าบุญ เป็นพื้นฐานอยู่ใน จิตใจเสียก่อน แล้วค่อยเรียน ก. ข. ก. กา กันทีหลัง ก็จะเป็นมนุษย์ที่ปลอดภัย : ปลอดภัยสำหรับตัวเขาเอง, แล้วปลอดภัยสำหรับผู้อื่นด้วยกันทั้งโลก. สอนลูกเด็ก ๆ

น.119 ๑๐๙ อย่างนี้ ให้รู้ว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อเอาบุญ นับตั้งแต่เป็น ราษฎรขึ้นไป จนถึงเป็นบุคคลสูงสุด เขาก็เป็นกันเพื่อเอา บุญ. มีการศึกษาที่ถูกต้อง : ให้รู้หนังสือ ให้รู้อาชีพ ให้รู้ธรรมะสำหรับความเป็นคนให้ถูกต้อง. ธรรมะก็ทำ ให้เกิดบุญ ทำให้โลกนี้มีมนุษย์ ที่อยู่กันเป็นผาสุก อย่างนี้ อาตมาจึงได้กล่าวเป็นหัวข้อยืนยันว่า ธรรมะใน ฐานะสิ่งที่ให้เกิดบุญโดยแท้จริง. ขอวิงวอนท่านทั้งหลาย ได้นำไปคิดดู ถ้าเห็นด้วยก็จงช่วยกันทำตาม ; แล้วบ้าน เมืองของเราก็จะเต็มไปด้วยบุญ, ไม่มีสิ่งที่จะต้องร้อนอก ร้อนใจ ; เป็นภาระที่จะต้องช่วยเหลือบ้าง, จะต้องช่วยกัน ปราบปรามบ้าง อย่างที่กำลังเป็น ๆ กันอยู่. หวังว่าพุทธบริษัททั้งหลาย จะช่วยกันทำให้บุญ กลับมา ด้วยการประพฤติธรรมะ , ให้ความฝันของ มนุษย์เป็นความจริง คือว่า เกิดมาเพื่อความสงบสุข ให้ ธรรมะกลับมา ให้โลกนี้เอิบอาบไปด้วยบุญ แล้วก็จะ หมดปัญหา. เวลาสำหรับการบรรยายก็สิ้นสุดลงแล้ว อาตมาขอจบลง ด้วยความหวังว่า ขอให้ธรรมะกลับมา ขอให้บุญกลับมา เพื่อ สันติสุขของบุคคล เพื่อสันติภาพของสังคม จงทุก ๆ ประการเถิด.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต