Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ ตอนที่ ๗ — ๑๙. ธรรมะในฐานะที่เป็นพระเป็นเจ้า

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๒ (๑๐ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.120 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ธรรมะในฐานะที่เป็นพระเป็นเจ้า. เหตุที่พูดเรื่องพระเจ้า ความคิดในการบรรยายครั้งนี้ เกิดมาจากการที่ สังเกตเห็นว่า โลกกำลังขาดพระเจ้าหรือพระเป็นเจ้า หรือขาดผู้ที่ทำหน้าที่อย่างพระเป็นเจ้า ; เพราะว่าชาวโลก เหไปในทางที่ตรงกันข้าม จากการที่จะมีพระเป็นเจ้า ใน ๑๑๐

น.121 เดิม ๆ ที่ถูกต้อง. เขาไปมีอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเป็นเจ้า ; ถ้าใครมามัวถือพระเจ้าอยู่ ก็ถูกประณาม อย่างที่เคยมี ในบทกลอนของเด็ก ๆ ว่า :- ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา. นี่เขาถือว่า คนที่ยังถือพระเจ้า นั่นเป็นคนโง่เง่า เหมือนเต่าปูปลา, ว่า "ใบ้บ้า สาระยำ" คนเหล่านั้นไม่ถือพระเจ้า แล้วบ้านเมือง นั้นก็วินาศในที่สุด. เดี๋ยวนี้โลกเราก็กำลังมีลักษณะอย่างนี้ : เห็นคนมี พระเจ้าว่าเป็นคนโง่ โลกก็ขาดพระเจ้า ; โลกก็เดินไป สู่เหวแห่งความวินาศ ของมนุษย์ คือไม่มีมนุษยธรรม มีแต่ วิกฤติการณ์อันถาวรเพิ่มขึ้น ๆ เพราะว่า ขาดพระเจ้า คือ ขาดการปฏิบัติตามพระเจ้า, ขาดความรู้สึกว่ามีพระเจ้า แล้วก็ เกิดลัทธิใหม่ ๆ ขึ้นมา ในทางตะวันตกโน้น ว่าเดี๋ยวนี้ พระเจ้าตายแล้ว, พระเจ้าตายแล้ว ไม่มีใครนับถือแล้ว ก็ตายไปแล้ว, ศาสนาไม่จำเป็น ; กระทั่งมาถึงเมืองไทยเรา ว่าธรรมะไม่จำเป็น. ลัทธินี้กำลังระบาด ; เมื่อลัทธินี้ ระบาดไปถึงที่สุดแล้ว โลกก็ไม่มีพระเจ้าเอาจริง ๆ.

น.122 ๑๑๒ นี่คือสิ่งที่น่าวิตก อาตมานึกถึงข้อนี้ แล้วก็มา บรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ว่า ธรรมะในฐานะที่เป็น พระเป็นเจ้า. เราจะได้มีพระเป็นเจ้า ชนิดที่เป็นที่พึ่งได้ และเป็นพระเป็นเจ้า ชนิดที่มีอยู่ในศาสนาทุกศาสนา ไม่ ยกเว้นศาสนาไหนเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องใคร่ครวญพิจารณา กัน อย่างละเอียดลออต่อไป ; โดยตั้งคำถามขึ้นมาเป็น ข้อแรกว่า พระเจ้าคืออะไร ? ต้องรู้จักความหมายของพระเจ้าเสียก่อน. เมื่อตั้งคำถามอย่างนี้แล้ว มันก็มีทางที่จะทะเลาะกัน อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในระหว่างสังคมที่ถือศาสนาต่าง ๆ กัน. ศาสนาหนึ่งก็มีพระเจ้าไปรูปหนึ่งแบบหนึ่ง ; เมื่อใครไม่มี พระเจ้าอย่างของตน ก็หาว่าพวกนั้นไม่มีพระเจ้า. นักศึกษา นักปรัชญา หรือผู้มีปัญญา อะไรก็แล้วแต่จะเรียก เขาเป็น เจ้ากี้เจ้าการ อ้างตัวเองเป็นผู้รู้ แล้วก็ บัญญัติว่า ศาสนานั้น มีพระเจ้า, ศาสนานั้นไม่มีพระเจ้า, นี้มันล้วนแต่ตามความคิด นึกรู้สึกของเขาทั้งนั้น ไม่ตรงต่อความจริง ; เพราะเขายัง ไม่รู้ว่า พระเจ้าที่แท้จริงนั้นคืออะไร ? ถือเอาตามตัวหนังสือ

น.123 ๑๑๓ บ้าง ถือเอาตามความนิยมสืบ ๆ กันมาบ้าง ก็มีพระเจ้าต่างกัน กระทั่งว่าไม่ใช่พระเจ้าไปเสียก็มี. ถ้าจะพูดกัน โดยคำพูด ; คำพูดคำนี้เป็นภาษาไทย ใช้สำหรับเป็นคำแปล ให้แก่คำต่างประเทศ ซึ่งเข้ามา สู่เมืองไทย แล้วไม่รู้จะเรียกว่าอะไร ก็ยืมคำไทยไปใช้ ก็ ได้คำว่าพระเจ้า, หรือ พระผู้เป็นเจ้าไป เพราะว่าในเวลา นั้น ในที่นั้น คำว่า "พระเจ้า" หรือ "พระผู้เป็นเจ้า" เป็น คำสูงสุด หมายถึงสิ่งสูงสุด ; แต่อย่าลืมว่า ในภาษาไทยเรา นี้ คำว่า "พระผู้เป็นเจ้านั้น มีความหมายชั่วยุคชั่วสมัย, เช่นใน กฎหมายเก่า ๆ ยุคนั้น ใช้คำ "พระผู้เป็นเจ้า" หมาย ถึงพระภิกษุ เท่านั้น แม้จะเพิ่งบวชวันเดียว ก็เรียกว่า พระ- ผู้เป็นเจ้า. ในกฎหมายใช้คำอย่างนั้นกับพระภิกษุ; เช่น ว่า พระผู้เป็นเจ้าสึกออกมา ก็คงได้รับมรดก, พระผู้เป็น เจ้าถูกเกณฑ์ไปรบทัพจับศึก กลับมาก็ต้องมีสิทธิทุกอย่างทุก ประการ อย่างนี้เป็นต้น. ฉะนั้น ถ้าถือเอาพระบวชใหม่เช่นนี้ เป็นพระผู้เป็น เจ้าแล้ว มันก็ตีกันยุ่งกับความหมายเดี๋ยวนี้ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้า หรือพระเจ้านี้ เราหมายถึงสิ่งสูงสุด ผู้สูงสุด ; เพราะฉะนั้น

น.124 ๑๑๔ เราจะเอาคำพูด หรือ เอาความนิยมสืบ ๆ กันมาเป็นหลัก นั้นไม่ได้ ; ต้องเอาความหมายที่แท้จริง สาระที่แท้จริง ของคำ ๆ นี้. หน้าที่ของสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า หรือคุณค่า อันสูงสุดของสิ่ง ๆ นี้ หรือสมรรถนะอันสูงสุดของสิ่ง ๆ นี้ ว่า พระเจ้านั้นคืออะไร แล้วเอามารวมกันหมดทุกศาสนาก็ ยังได้ ที่เขาพูดถึงพระเจ้า. พระเจ้านั้น ข้อแรก ต้องมีความหมาย หรือว่า คุณลักษณะเป็นปฐมเหตุ : ปฐมเหตุคือเหตุแห่งสิ่งทั้งปวง เป็นที่ออกมา ไหลออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง. นี้เรียกว่าปฐม เหตุ อะไรเป็นปฐมเหตุให้สิ่งทั้งปวงออกมา สิ่งนั้น เรียกว่า พระเจ้า. ทีนี้ ก็เกิด ความหมายที่ ๒ ต่อมาว่า พระเจ้าเป็น ผู้สร้างสิ่งทั้งปวง, คือสามารถจะสร้างสิ่งทุกสิ่งขึ้นมาได้ ไม่ ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิต หรือไม่มีชีวิต. ที่นี้ ก็มีหน้าที่สืบต่อออกมาเป็น ความหมายที่ ๓ อีกว่า เมื่อสร้างสิ่งทั้งปวงแล้ว ก็สามารถควบคุมสิ่งทั้งปวง, ควบคุมโลกทั้งปวง, ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมา อย่างนี้เป็นต้น.

น.125 ๑๑๕ แล้วก็ ความหมายที่ ๔. ยังมีหน้าที่ว่า จะต้องยุบ จะต้องทำลาย จะต้องเพิกถอนโลก หรือสิ่งที่พระเจ้า สร้างขึ้นมานี้เป็นคราว ๆ. ดังนั้น เราจึงได้หน้าที่ของ พระเป็นเจ้าผู้สร้าง สิ่ง ทั้งปวง ผู้ควบคุม สิ่งทั้งปวง ผู้ทำลาย ล้างสิ่งทั้งปวง ; อย่างที่เรียกว่า ตรีมูรติ ในศาสนาฮินดู เป็นต้น นี่ขอให้พิจารณาดูใจความเสียสักทีหนึ่งก่อนว่า พ ระ- เจ้าคือปฐมเหตุ เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทุกสิ่ง จึงได้นาม ว่า เป็นผู้สร้าง สิ่งทุกสิ่ง ; แล้วก็ สามารถควบคุม สิ่งทุก สิ่ง สามารถทำลายล้าง สิ่งทุกสิ่ง ตามยุคตามสมัย เพื่อจะ ให้เกิดใหม่ สร้างใหม่กันต่อไป. คุณสมบัติของพระเจ้าอีกทางหนึ่ง. ทีนี้ มองดูสมบัติอีกทางหนึ่ง ก็พบว่า พระเจ้านั้น ใหญ่กว่าสิ่งทุกสิ่ง เป็น Omnipotent คือใหญ่กว่าสิ่งทุกสิ่ง เหนือสิ่งทุกสิ่ง แล้วพระเจ้านั้น รู้ทุกสิ่ง เป็น Omniscient แล้ว พระเจ้านั้นอยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็น Omnipresence อะไรที่

น.126 ๑๑๖ จะใหญ่กว่าทุกสิ่ง รู้สิ่งทุกสิ่ง แล้วอยู่ในที่ทุกแห่ง ก็คิดดู เอาเอง ถ้าเห็นจริงก็จะเห็นจริง. เดี๋ยวนี้อะไรเป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง พวกที่ถือ ศาสนาอย่างพระเจ้าเป็นบุคคล ก็เรียกว่า มีพระเจ้า ที่เรียก ว่า God เป็นต้น เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง หรือ สร้างสิ่ง ทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง แล้ว ใหญ่กว่า ทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง แล้วก็ อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง ; ซึ่งจนจะมี คนล้อว่า ถ้าอย่างนั้นในกองมูลสุนัขก็มีด้วย; ก็จริงซิ มัน มีอยู่ด้วย เพราะว่ามันก็อยู่ใต้อำนาจของพระเจ้า หรือพระเจ้า ควบคุมได้ ทุกสิ่ง. ธรรมะเป็นพระเจ้าได้ในความหมายเดียวกัน ทุกศาสนา. ทีนี้ ธรรมะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร ? ขอย้อนไป ถึงความหมายของธรรมะ ๔ ประการ อีกครั้งหนึ่งว่า คำว่า "ธรรม” หรือ ธัมมะนี้ หมายถึง สิ่งที่เป็นธรรมชาติ, แล้ว หมายถึง กฎของธรรมชาติ, หมายถึง หน้าที่ตามกฎของ ธรรมชาติ หมายถึง ผลที่ได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่

น.127 ที่ ๒ ที่ว่า ธรรมะคือกฎของธรรม- ชาตินั่นแหละ มีความหมายเหมือนกับพระเจ้า กฎเช่น กฎวิวัฒนาการ ของสิ่งทั้งปวง, หรือว่า กฎปฏิจจสมุปบาทใน พระพุทธศาสนานี้ ตั้งอยู่ในฐานะเป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง. กฎของธรรมชาติมีอยู่ ไม่ให้สิ่งทั้งปวงหยุดนิ่งอยู่ ให้สิ่งทั้ง ปวงเป็นไปมันก็มีอะไรออกมา ออกมา ด้วยอำนาจของกฎ ของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎแห่งวิวัฒนาการ. นี่ ปฐมเหตุในพุทธศาสนาเรา ก็คือสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ ; แล้วก็เ ป็นผู้ สร้างสิ่งทั้งปวง. เพราะว่ากฎนี้ได้ทำให้ สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น ทั้งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต, แล้วก็ ควบคุมสิ่งทั้งปวง โดยกฎของธรรมชาติอันนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบ อย่างที่ เราเห็น ๆ กันอยู่ ว่ามีอยู่อย่างไร. สิ่งนี้ก็ ทำลายไปตาม ยุคตามสมัย จึงถือว่ามันใหญ่กว่าทุกสิ่ง มันรู้ทุกสิ่ง ; เพราะว่าบรรดาอะไร ที่ว่าเป็นหลัก เป็นวิชา เป็นความรู้ มันก็ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นกฎของธรรมชาติจึงเหมือนกับความรู้ทุกสิ่ง, ถ้าเป็นพระเจ้าก็เป็นผู้รู้ทุกสิ่ง เป็นดิกชันนารี (Dictionary)

น.128 ๑๑๘ ของทุก ๆ สิ่งทุกๆ คำ ที่มนุษย์จะรู้จักพูดกัน, มีอยู่ในที่ ทุกหนทุกแห่ง คือ เราไม่สามารถจะอยู่ในที่ใด ที่พ้นไป จากอำนาจกฎของธรรมชาติได้ นี่ ธรรมะ ในลักษณะนี้ จึ งเป็นพระเจ้า ในความ- หมายเดียวกัน ในทุกๆ ศาสนา, เป็นพระเป็นเจ้า ที่ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับโดยสมัครใจ. นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับพระเจ้าอย่างบุคคล, ที่มีความเป็นอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล, แถมมี รูปร่างอย่างบุคคล หนวดยาวถือไม้เท้า แล้วก็จะมาทำหน้าที่ สร้างโลก ควบคุมโลก มีอยู่ในที่ทั้งปวงอย่างนี้ เขายอมรับ ไม่ได้. แต่ ถ้าเป็นพระเจ้าอย่างที่ว่า คือธรรมะในฐานะ ที่เป็นกฎของธรรมชาติ ; เป็นที่ออกมาแห่งสิ่งทั้งปวง สร้างสิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง ตามยุค ตามสมัย ใหญ่กว่าทุกสิ่ง รู้ทุกสิ่ง อยู่ในที่ทุกแห่ง ; อย่างนี้ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับไ ด้โดยสมัครใจ, คือไม่ต้องเป็น มนุษย์ ไม่ต้องเป็นบุคคล ไม่ต้องเป็นจิตเป็นวิญญาณอย่าง บุคคล ; ) แต่เป็นอะไรซึ่งบอกไม่ได้ ซึ่งปากของมนุษย์

น.129 ๑๑๙ บอกไม่ได้ ว่าพระเจ้าเป็นอะไร. บอกได้แต่เพียงว่า เป็น พระเจ้า ตามแบบของพระเจ้า ซึ่งไม่เหมือนใคร. พระเจ้าที่มีคุณสมบัติอย่างนี้ หรือเล็งถึงคุณสมบัติ อย่างนี้ อย่าไปเล็งเปลือกนอกแล้วจะมีอยู่ในทุกๆ ศาสนา และ เหมือนกันทุกศาสนา. ในทุกศาสนามีพระเจ้าเหมือน กัน คือมีปฐมเหตุ มีผู้สร้าง มีผู้ควบคุม มีผู้ทำลาย ใหญ่กว่าทุกสิ่ง, รู้ทุกสิ่ง, อยู่ในที่ทุกแห่ง. ในพุทธศาสนาเรามีสิ่งที่เรียกว่า ธรรม คำเดียว เท่านั้น อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ; ว่า ธ รรมในฐานะเป็น กฎของธรรมชาติ, เป็นต้นเหตุแห่งสิ่งทั้งปวง ครบทุก กระบวนความ ที่เป็นความหมายของพระเจ้า. นี้ทำให้ มองเห็นได้ว่า พระเจ้าลักษณะนี้ มีอยู่ในทุกศาสนา. แต่คนบางคนสมัยนี้ มีปัญญามากเกินไป จนจัด ให้พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า เพราะว่าเขามีแต่ดวงตาเนื้อ ๆ เห็นแต่พระเจ้าที่เป็นบุคคล ; เมื่อมองไม่เห็นก็ว่าไม่มี .. "เขา ไม่มีปัญญา ไม่มีตาธรรมะ ไ ม่มีตาปัญญา จึงไม่มองเห็น พระเจ้าที่แท้จริง ซึ่งมีอยู่จริง มีหน้าที่ มีสมรรถนะอย่างนี้ จริง ; แล้วคนพวกนี้ก็มาโมเมเอาเอง จัดพุทธศาสนาว่า

น.130 ๑๒๐ พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า. ยิ่งไปกว่านั้นอีก ก็ว่าเมื่อไม่มี พระเจ้า ก็ไม่เป็นศาสนา เรื่องมันก็ไปกันใหญ่ จนพูดกัน ไม่รู้เรื่อง. พระเจ้านั้นไม่มีรูปร่างที่เป็นรูปธรรม และไม่มี รูปร่างแม้ที่เป็นนามธรรม คือ เป็นจิตหรือเป็นวิญญาณ ; คือไม่เป็นทั้งรูปธรรม ไม่เป็นทั้งนามธรรม ที่เป็นจิตหรือ เป็นวิญญาณ, เป็นสิ่งที่กล่าวไม่ได้ว่าเป็นอะไรทุก ๆ ประการ นอกจากจะกล่าวว่าเป็นพระเป็นเจ้า. นี่คำนี้ต้องยกไว้ให้ พระเป็นเจ้าคำเดียว ผู้เดียว ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมือนอะไร นอกจากเหมือนพระเป็นเจ้า. ทีนี้ พระเป็นเจ้านี้อยู่ที่ไหน ? ต้องตอบว่า อยู่ ในทุกสิ่งที่ท่านสร้างขึ้นและควบคุมอยู่. กฎของธรรม- ชาติเป็นพระเจ้า ฉะนั้นพระเจ้าจึงอยู่ในทุกสิ่ง ที่กฎ ของธรรมชาติสร้างขึ้น และควบคุมอยู่ ; อย่างนี้นักล้อ จึงมาล้อว่า แม้ในกองแห่งมูลสุนัข ไม่ยกเว้นถึงขนาดนี้ ก็แปลว่าไม่ยกเว้นที่ใดเลย และพระเจ้ามีอยู่ในสิ่งที่มีชีวิต ไม่มีชีวิต ในทุกสิ่ง.

น.131 ๑๒๑ ฉะนั้นในแต่ละคน ซึ่งเป็นธรรมชาติ มีดิน น้ำ ลม ไฟ ที่พระเจ้าสร้างขึ้นมาโดยกฎของธรรมชาติ ก็มี พระเจ้าอยู่ในนั้น. เพราะว่าที่ใดเป็นธรรมชาติ ในที่นั้น มีกฎของธรรมชาติ, ในเนื้อตัวของเรา มันก็เป็นธรรมชาติ มันก็มีกฎของธรรมชาติ ; ฉะนั้นกฎของธรรมชาติใน ฐานะพระเป็นเจ้า ก็ควบคุมอยู่ในตัวเรา, ควบคุมให้ สิ่งต่างๆ ในตัวเรา เป็นไปตามกฎของพระเจ้า; จึง พูดว่า พระเจ้าอยู่ในที่ทุกแห่ง. แม้จะมีคนไม่รู้จักพระเจ้า และไม่นับถือพระเจ้า ก็มีพระเจ้าอยู่ในนั้น นี่พระเจ้าคือ อย่างนี้ คือสิ่งที่เรียกว่าธรรมะคำเดียวสั้น ๆ. ปฏิบัติตามธรรมะแล้วจะมีพระเจ้าสถิตอยู่. ทีนี้ มีปัญหาต่อไปว่า ทำอย่างไรจึงจะมีพระเจ้า เล่า ? ก็ตอบว่า มีธรรมะซิ ; มีความถูกต้องทางกาย ทางวาจา ทางใจ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ; ให้ร่างกาย ของเรานี่มีความถูกต้อง จนกลายเป็นวิหาร บ้านเรือน สำหรับพระเป็นเจ้าสิงสถิตอยู่.

น.132 ๑๒๒ พระเจ้าอยู่ในที่ทั่วไป จริงแล้ว แม้เราจะไม่ขวน- ขวายอะไร พระเจ้าก็อยู่ในเรา อยู่ในที่ทั่วไป ; แต่ถ้าว่าเรา จัดเนื้อตัวของเรา กาย วาจา ใจ ให้ดี เนื้อตัวนี้ก็กลายเป็นที่ อยู่ของพระเจ้า ชนิดที่มีประโยชน์ มีประโยชน์อย่างยิ่ง. เราทำร่างกายเรา ให้เป็นพระวิหารสำหรับพระเจ้าจะ ประทับ, คือมีพระธรรมประทับอยู่. ถ้ามีพระธรรมแล้ว ไม่ต้องสงสัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ก็มาด้วย หรืออะไร ๆ ก็มาครบ. เราจะ ต้องมีการนับถือ และมีการอ้อนวอน พระเจ้า. นับถือนั้น ไม่ต้องอธิบาย รู้กันทุกคน ; ถ้า นับถือแล้วก็เป็นเหตุให้ปฏิบัติตาม ทีนี้คำว่า "อ้อนวอน" นี้มีสองภาษา : อ้อน- วอนอย่างคนธรรมดา เหมือนกับขอของ เท่านี้ก็เรียกว่า อ้อนวอน. นี่ อ้อนวอนในภาษาคน เขาก็มีทำกันอยู่ เพื่ออ้อนวอนพระเจ้า. ทีนี้ อ้อนวอนในภาษาธรรม ก็คือ ทำให้ตรงตามความประสงค์ของผู้นั้น. พระเจ้า ประสงค์อย่างไร เราทำให้ตรงตามความประสงค์นั้น. นั่นแหละเป็นการอ้อนวอนพระเจ้า ที่ถูก ที่จริง ที่แท้.

น.133 ๑๒๓ แต่ถึงอย่างไรก็ดี การอ้อนวอนอย่างพิธีรีตองนั้น มันก็ชักจูงไปให้สู่การปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการอ้อนวอนใน ทางภาษาธรรมอยู่นั่นเอง. นับว่าการอ้อนวอนนี้ก็ใช้ได้ : อ้อนวอนเพื่อจูงใจตัวเอง ให้ปฏิบัติตามความประสงค์ของ ผู้เป็นใหญ่ ของพระเจ้า. ในพุทธศาสนาก็มีการอ้อนวอน คือการพยายาม ปฏิบัติให้ตรงตามกฎของพระเจ้า คือพระธรรม. นี่คือ การที่เราประจบนบนอบ อ้อนวอนพระธรรม มีผลดีเต็มที่. สรุปความว่า มีธรรมะจึงจะมีพระเจ้า, มีธรรมะ ให้มากยิ่ง ๆ ขึ้นไป โดยเฉพาะทุก ๆ ปี และทุก ๆ ปีใหม่ก็แล้ว กัน เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่ในระยะที่ปีใหม่ ฉะนั้นเรามีอะไรให้ใหม่ ให้ใกล้ชิดพระเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทีนี้ อาตมาอยากจะเสนอ หัวข้อ ที่เป็นวิธีลัด ที่สุด ง่ายที่สุด แต่ว่าเพียงพอและสมบูรณ์ที่สุด ; คือว่า ขอให้พวกเราทุกคน รู้จัก ตัวเองให้มากกว่าปีเก่า, เชื่อ ตัวเอง ให้มากกว่าปีเก่า, บังคับตัวเองใ ห้มากกว่าปีเก่า, พอใจตัวเอง ได้มากกว่าปีเก่า, เคารพนับถือตัวเอง ได้ มากกว่าปีเก่า, รวมเป็น ๕ หัวข้อด้วยกัน.

น.134 ๑๒๔ ข้อที่ ๑. รู้จักตัวเอง มากกว่าปีเก่า คือรู้ว่า เรา คืออะไร, เกิดมาทำไม, นี่แหละให้มากกว่าปีเก่า. ทีนี้ก็ ข้อที่ ๒. เชื่อตัวเองได้มากกว่าปีเก่า : เรา ก็คนเขาก็คน ; เมื่อเขาทำได้ เราต้องทำได้. แต่เดี๋ยวนี้ เราไม่ทำไปในทางที่ดีมีประโยชน์ ; เราทำไปในทางเอาเปรียบ กัน ข่มเหงแย่งชิงกัน. ถ้าเขาก็คนเราก็คน ก็ชิงกันทำ ในทางที่จะถูกตามประสงค์ของพระเจ้า : เชื่อธรรมะยิ่งกว่า ปีเก่า เชื่อพระเจ้ายิ่งกว่าปีเก่า เมื่อเราก็เป็นคนคนหนึ่ง เราก็ทำได้เหมือนกับทุกคนที่เขาทำได้ ข้อที่ ๓. บังคับตัวเองให้มากกว่าปีเก่า. อย่ามัว คัดค้านว่า การบังคับตัวเองนี้ไม่สนุกเลย ไม่อร่อย ไม่สนุก สนานเลย. เราไม่อยากจะบังคับตัวเอง เราอยากจะปล่อย ไปตามกิเลส ; อย่างนี้ยิ่งไกลจากพระเจ้า. เราต้องบังคับ ตัวเองมากกว่าปีเก่า ให้ทำตามที่เราเชื่อว่า เราทำได้และควร จะทำ. ทีนี้ก็มาถึง ข้อที่ ๔. ความพอใจตัวเอง เราทำได้ อย่างนี้ บังคับตัวเองได้อย่างนี้ ก็มีอะไรที่น่าชื่นใจในตัวเรา มากขึ้น. เราก็ชอบใจตัวเองมากขึ้น นั่นแหละคือความสุข

น.135 ๑๒๕ ความสุขที่แท้จริงเกิดมาจากความพอใจ ที่รู้สึกว่า ตนได้ทำ สิ่งที่เป็นหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว. ความสุขกามารมณ์ ความสุขโลก ๆ นั้น เป็นสุก ก สะกด : เผาให้ร้อน ต้มให้สุก. ความสุขที่แท้จริงต้อง เย็น พอใจ เป็นปีติในธรรม, รู้สึกว่าได้ทำความถูกต้อง แล้วมีความพอใจ นั้นเป็นตัวความสุข ; ไม่ต้องเสียสตางค์ เลย ยิ่งเป็นพระนิพพานด้วยแล้ว ไม่ต้องเสียแม้แต่สักสตางค์ เดียว เย็นได้ หยุดได้ สงบได้ โดยไม่ต้องเสียสตางค์เลย แล้วเป็นความสุขถึงที่สุด ควรจะพอใจถึงที่สุด. ทีนี้ ข้อที่ ๕. ข้อสุดท้าย ก็ เคารพตัวเอง มากกว่า ปีเก่า พอใจตัวเองมากกว่าปีเก่า แล้วก็เคารพตัวเองได้มาก กว่าปีเก่า. ตัวเองมีสิ่งที่น่าชื่นใจมาก, ดูแล้วก็น่าชื่นใจ ไปเสียทั้งนั้น, ก็เกิดความเคารพนับถือตัวเองมากขึ้นกว่า ปีเก่า. เดี๋ยวนี้ใครบ้างที่เคารพตัวเองได้ ยกมือไหว้ตัวเอง ได้ พิจารณาตัวเองแล้ว ไม่กินแหนงเกลียดชังตัวเอง ไม่ ระอาแก่ตัวเอง, ยกมือไหว้ตัวเองได้ ขอให้ท่านทั้งหลายแต่ละคน ทุกคน จงสำรวจดู ความข้อนี้ว่า เรายกมือไหว้ตัวเองได้สนิทไหม ? ได้ลงคอ

น.136 ๑๒๖ ไหม ? ; ไม่มองเห็นความผิดพลาด สกปรก เศร้าหมอง แล้วยกมือไหว้ตัวเองได้ลงคอ ใครทำได้ นี่เคารพตัวเองมาก กว่าปีเก่า. ขอทบทวนอีกครั้งหนึ่งว่า รู้จักตัวเองใ ห้มากกว่า ปีเก่า ว่าเราคืออะไร, เกิดมาทำไม. แล้วก็ เชื่อตัวเอง ได้มากกว่าปีเก่า เราเป็นคน เขาก็คนเราก็คน เราก็ต้องทำ ดีได้ด้วยกันทุกคน เชื่อธรรมะเชื่อพระเจ้า, บังคับตัว เอง ให้เป็นไป ตามบทบัญญัติของพระเจ้า ซึ่งที่แท้ก็ เป็นกฎของธรรมชาติ ในฝ่ายที่ถูกที่ควร ที่จะสร้างสันติภาพ ขึ้นมาในหมู่มนุษย์ เราก็ พอใจตัวเอง ก็เ คารพหรือ ไหว้ตัวเองได้ ในที่สุด. ห้าข้อนี้เป็นหลักธรรมะในพระพุทธศาสนา แต่เขา ยืมเอาไปใช้ เป็นหลักจริยธรรมสากล คือธรรมสากลก็ได้ เรียกว่า รู้จักตัวเอง self knowledge, รู้จักตัวเองแล้วก็ เชื่อตัวเอง self confidence, แล้วก็บังคับตัวเอง self control. แล้วก็พอใจตัวเอง self contentment, แล้วก็นับถือตัวเอง self respect, เป็นหลักจริยธรรมซึ่งตรงกันกับหลักพระพุทธ- ศาสนา.

น.137 ๑๒๗ ความเชื่อ คือ ศรัทธา, รู้จักตัวเอง คือ สัมมา- ทิฏฐิ. เชื่อตัวเอง คือศรัทธาในหลักที่ถูกต้อง ทุกอย่าง ทุกประการ, และเชื่อว่าตัวเองปฏิบัติได้. บังคับตัวเอง คือ ทมะ หรือ ทโม - บังคับกาย วาจา ใจ บังคับอินทรีย์ บังคับทุกอย่างที่ต้องบังคับ. พอใจตัวเอง คือ ปีติในธรรม ปีติที่เกิดมาจากอย่างอื่นใช้ไม่ได้ ต้องเกิดมาจากธรรม ปีติในธรรม. แล้ว เคารพตัวเอง คือ ความรู้สึกมีความ ดีอยู่ในตน มีความถูกต้อง มีสิ่งสูงสุดอยู่ในตน, มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในตน ก็เคารพตนได้ มีตนเป็น ที่พึ่งได้. หลักจริยธรรมสากล ก็ตรงกับหลักในพระพุทธ- ศาสนา พวกฝรั่งในยุคโน้นเขาถือหลักทั้ง ๕ ประการนี้ แล้วก็มาโอ้อวดคนไทย คนไทยยอมรับนับถือ เพราะว่าเขา ยึดถือในหลัก ๕ ประการนี้ แต่เดี๋ยวนี้ก็หาทำยาหยอดตายาก นี่โลกทั้งโลกสูญเสียความรู้จักตัวเอง สูญเสียความ เชื่อตัวเอง สูญเสียการบังคับตัวเอง สูญเสียการพอใจตัวเอง สูญเสียการเคารพตัวเอง ไม่มีพระเจ้า. ฉะนั้น ขอให้บังคับ ตัวเองเป็นข้อใหญ่ แล้วอะไร ๆ ก็จะตามมา; บังคับ

น.138 ๑๒๘ กิเลส, บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ, มีพระธรรมเป็นพระเจ้า มีพระเจ้าเป็นพระธรรม. ทุกศาสนามีพระเจ้าในลักษณะ เช่นนี้ ต้องกลับมาคุ้มครองโลก ในเวลาอันควร หรือทัน แก่เวลา. ขอให้ถือว่า ชีวิตนี้ผลิตขึ้นมาจากพระเจ้า ผลิต ขึ้นมาจากพระธรรม ด้วยอำนาจแห่งพระธรรม, หรือ โ ดยวิธีของธรรม คือกฎของธรรมชาติ โดยเฉพาะกฎ- วิวัฒนาการ หรือ อิทัปปัจจยตา. เราจะต้องมีธรรมะ ให้เหมาะสมกับการที่ธรรมะสร้างเรามา : มีสุทธิ คือความ บริสุทธิ์, มีปัญญา คือความรอบรู้, มีเมตตา รักผู้อื่น, และ มีขันตี อดกลั้นอดทน ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน ปีใหม่ขอให้มีมากกว่าปีเก่า. อาตมาขอแสดงความหวังอย่างนี้ และขอกล่าวจะ เป็นคำอวยพร หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียกเถอะว่า สรุปเป็น คำกลอน สำหรับสอนใจว่า :- อันชีวิต ผลิตขึ้นมา จากพระธรรม ด้วยพระธรรม โดยพระธรรม นำวิถี สุทธิ ปัญญา เมตตา และขันตี ปีใหม่มี มากกว่าเก่า พวกเราเอย. ขอยุติการบรรยายครั้งนี้ ไว้เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต