น.139 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย อาตมาบรรยายปาฐกถาธรรม ตลอดเวลาที่แล้วมานี้ ด้วย ความรู้สึกว่า "ธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ". ในวันนี้จะกล่าว โดยหัวข้อว่ า ธรรมะในฐานะดวงวิญญาณแห่งประชาธิปไตย. ถ้าไม่มีธรรมะเป็นวิญญาณแห่งประชาธิปไตยแล้ว ; ประชาธิปไตยนั้น จะเป็นอันตรายแก่มนุษย์ เสียมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์. ประชาธิปไตย คำนี้มีคำแปลที่กำกวม คือ ถ้ามีธรรมะ เข้ามาประสม ประชาธิปไตยคำนี้ก็ ต้องแปลว่า ประโยชน์ ๑๒๙
น.140 ๑๓๐ ของประชาชนเป็นใหญ่. แต่เรามาแปลกันเสียว่า ประชาชน เป็นใหญ่ ซึ่งมันต่างกันมาก ; ประชาชนเป็นใหญ่นั้น มันเป็นไปไม่ได้, มันปฏิบัติไม่ได้, มันผิดธรรมชาติ, แล้วมันจะขาดธรรมะเสียด้วย, เพราะว่าเราไม่อาจจะเอาคน ทุกคน มาเป็นใหญ่ได้. ดูแต่การเลือกผู้แทน เรามีการจำกัดสิทธิบุคคล พวกหนึ่งไม่มีสิทธิที่จะเลือกผู้แทน คือเด็กบ้าง, ผู้ที่ไม่ ประกอบไปด้วยคุณสมบัติที่ต้องการบ้าง, เพศบรรพชิตบ้าง, รวมกันแล้วตั้ง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้เข้ามาเลือกผู้แทน แล้วจะเรียกว่าประชาชนเป็นใหญ่ ได้อย่างไร ? ผู้แทนที่รับเลือกเข้ามานั้น ยังมีผู้แทนประเภท เจ้าบุญทุ่ม ก็มี ผู้แทนที่ได้มาด้วยการพนันขันต่อ ซึ่งเป็น วิธีการใหม่ ๆ หยก ๆ นี้ก็มี, ผู้แทนที่ซื้อตัวเอามาก็ยังมี, เอามารวมกัน แล้วจะเรียกว่า ประชาชนเป็นใหญ่ นี้มัน รู้สึกตะขิดตะขวงกันหรือหาไม่ ก็ลองคิดดู. เรา จะต้องแปลคำว่า ประชาธิปไตย กันเสีย ให้ถูกต้อง คือแปลว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่. นี้เรา จะปฏิบัติได้ ; เพราะว่ามันถูกตามธรรมชาติ :
น.141 ๑๓๑ ตามธรรมชาติของธรรมะ ของพระเจ้า. เราไม่ต้องเอา บุคคลทุกคนมาเป็นใหญ่ ซึ่งเราทำไม่ได้ ดังที่กล่าวแล้ว ข้างต้น ; แต่เราเอาบุคคล หรือคณะบุคคล หรือใครก็ได้ ขอแต่ให้มีธรรมะนั่นแหละ มาเป็นผู้จัดระบบประชาธิปไตย ให้มีประโยชน์แก่คนทุกคน. นี่เราเคยพูดกันถึง พระราชา ที่ประกอบไปด้วย ทศพิธราชธรรม ว่าเป็นผู้จัดการปกครอง ในลักษณะที่ ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ ; แต่คำว่า พระราชาที่ ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรมนั้น ไ ม่มีในตำราของพวกฝรั่ง ที่เขียนให้เราเรียน. นักเรียนของเรา นักศึกษาของเรา นักปราชญ์ราชบัณฑิตของเราเรียนตามตำราของฝรั่ง เรื่อง ประชาธิปไตย ; ดังนั้นจึงไม่เคยพบคำว่า พระราชาที่ ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม ทั้ง ๆ ที่เราเคยได้รับ ประโยชน์อันนี้ จากพระราชาประเภทนี้โดยตรง ทุกคนยอมรับกันว่า พ่อขุนรามคำแหงเป็นพระ- ราชาในระบอบราชาธิปไตย ; แล้วท่านก็จัดการปกครอง ไป ในลักษณะที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์ ไม่มีใคร คัดค้าน ไม่มีใครรังเกียจกินแหนงพ่อขุนรามคำแหง ;
น.142 ๑๓๒ เพราะว่ามองกันไปแต่ในทางที่ เป็นพระราชา ที่ประกอบ ไปด้วยทศพิธราชธรรม อาตมาอยากจะให้ทุกคน ระลึกถึงบุคคลในประวัติ- ศาสตร์ ที่ยอมรับกันอีกคนหนึ่ง ; นั่นคือ พระเจ้าอโศก มหาราช ได้ปกครองประเทศอินเดียในยุคหนึ่ง เป็น ประโยชน์ทั้งในด้านการปกครอง และในด้านพระศาสนา ในด้านพระศาสนานั้นเป็นที่ยอมรับกันว่า พระเจ้า อโศกมหาราช ได้ส่งคณะประกาศพระศาสนาไปในทิศทาง ต่าง ๆ รวมทั้งเขตสุวรรณภูมิ คือประเทศไทยเรานี้ด้วย. แต่ส่วนระบบการปกครองนั้น ท่าน ปกครองในระบบ พระราชา ที่ประกอบไปด้วยทศพิธราชธรรม. ประกาศ ในจารึกภูเขาของท่านแห่งหนึ่งว่า ประชาชนทุกคนเป็นลูก ของข้า ; หมายความว่า ท่านประพฤติประโยชน์แก่ ประชาชนทุกคน เหมือนกับว่าเป็นลูกหลานของท่านเอง. มีสิ่งที่ควรเอามาพินิจพิจารณากันก็คือ ในการ ปกครองของพระเจ้าอโศกนั้น มีตำรวจศีลธรรม เรียกกันว่า ธัมมอมัจโจ ; ดูตามหน้าที่ ที่ประพฤติกระทำแล้ว ก็คือ
น.143 ๑๓๓ ตำรวจศีลธรรม มีหน้าที่ที่จะต้องตรวจสอบทั่วทุกหัวระแหง ว่า ประชาชนได้ประพฤติตามพระบรมราชโองการนั้น แล้ว หรือยัง ? ในการปลูกต้นไม้รับสั่งให้ปลูกต้นมะม่วง ต้นขนุน ต้นพิกุล ไว้ชัดเจน, ประชาชนได้ปลูกกันแล้วหรือยัง ตำรวจศีลธรรมก็จะต้องเที่ยวตรวจ. ข้อนี้ทำให้ระลึกถึงพระยารัษฎานุประดิษฐ์ ที่เป็น เทศา ฯ ตรวจราชการด้วยตนเอง คือตรวจว่า ตามที่ตกลง กันว่า บ้านนี้ต้องเลี้ยงไก่ ๑๐ แม่, ต้องปลูกกล้วย ๑๐ กอ, ต้องมีพริก ๑๐ ต้น, ต้องมีมะเขือ ๕ ต้น, ต้องมีตะไคร้ ๑๐ กอ. แล้วแต่ว่าจะตกลงกันอย่างไร ; แล้วท่านก็มาตรวจ ด้วยตนเอง. ถ้ายังไม่ได้ทำ ก็ได้รับรางวัล กล้องยาแดง เคาะศีรษะ. นี้จะเท็จจริงอย่างไร อาตมาก็กล่าวไปตามที่ ได้ยินได้ฟัง ตำรวจศีลธรรมจะต้องตรวจสิ่งเหล่านี้ ตรวจกระทั่ง ในทุก ๆ เรื่อง ในห้องน้ำห้องครัว ว่าได้ประพฤติศีลธรรม ถูกต้องหรือไม่ ? พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงต่อรองกับ ประชาชนว่า จงลดการกินเนื้อสัตว์ ว่าแม้ แต่ในโรงครัวของ
น.144 ๑๓๔ ราชสำนัก เดี๋ยวนี้ก็ฆ่าเนื้อทรายเพียงวันละตัวเดียวเท่านั้น ; อย่างนี้เป็นต้น. ใครขี้เกียจนอนสาย ใครไม่ไหว้พระสวดมนต์ เหล่านี้ก็เป็นหน้าที่จะต้องตรวจ, ความเป็นอันธพาลมั่วสุม อยู่ ณ ที่ไหน คล้าย ๆ กับว่า จะต้องจดรายชื่ออันธพาลไว้ หมดสิ้น. นี่เรียกว่ามัน เป็นหน้าที่ทางศีลธรรม. ตำรวจ กฎหมายก็มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย ไม่สามารถจะบังคับ ให้ เลยลึกลงไปถึงหน้าที่ทางศีลธรรม ซึ่งมันไม่ผิดกฎหมาย : เช่นเรื่องอนามัยเหล่านี้ ใครไม่ทำ ก็ไม่ได้ผิดกฎหมาย ; แต่ว่ามันก็ผิดศีลธรรม เป็นหน้าที่ ที่ตำรวจศีลธรรมจะต้อง จัดการ เดี๋ยวนี้เราจะสามารถมีตำรวจศีลธรรมกันได้ไหม ? ก็ลองคิดดู ตำรวจกฎหมายก็ดูยังวุ่นวายอยู่เต็มที. การที่พระเจ้าอโศกมหาราชมีการปกครองประชาชน อย่างนี้ เป็นเผด็จการหรือไม่ ? แน่นอน ใคร ๆ ก็ต้องเห็น ว่าเป็นเผด็จการ ; แต่เป็นเผด็จการโดยธรรม บนประชาชน ที่ทุกคนเป็นลูกของข้าพเจ้า. การเผด็จการของพระเจ้าอโศก นั้น ในบางกรณีทำให้ต้องจับภิกษุจำนวนร้อยจำนวนพัน
น.145 ๑๓๕ สึกออกไป ; เพราะว่ารู้ธรรมะผิด, สอนธรรมะผิด, เป็น พวกนอกศาสนาปลอมบวชเข้ามา, อย่างนี้ก็มี ; แสดงความ เป็นเผด็จการอย่างเต็มที่. นี่แหละ ประชาธิปไตย เอาประโยชน์ของ ประชาชนเป็นใหญ่ แม้เผด็จการก็ยังใช้ได้ ; เพราะว่า มีธรรมะเป็นผู้เผด็จการ อาตมาได้กล่าวโดยหัวข้อข้างต้นว่า ธรรมะใน ฐานะดวงวิญญาณแห่งประชาธิปไตย. เราก็ควรจะดูกัน ถึง ธรรมะ ในฐานะที่เป็นดวงวิญญาณ กันนี้บ้าง ธรรมะเป็นดวงวิญญาณของประชาธิปไตย ก็คือประชา- ธิปไตยมีธรรมะเป็นดวงวิญญาณ ในกรณีที่จะต้องเผด็จการ นั่นก็คือ ธรรมะนั้น เองเป็นผู้เผด็จการ ; ไม่ใช่กิเลสของคนเป็นผู้เผด็จการ ธรรมะเผด็จการไม่มีในตำราฝรั่งอีกนั่นแหละ มันมีแต่คน อันธพาลเป็นผู้เผด็จการ. เขารู้จักกันแต่อย่างนั้น ก็เลย จงเกลียดจงชังคำว่าเผด็จการ อย่างเข้ากระดูกดำ อย่างนี้ เป็นความไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ต่อสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ
น.146 ๑๓๖ ธรรมะเหมาะสมที่สุดที่จะเผด็จการ ถ้าไม่เผด็จ- การ ผลอะไรก็ไม่เกิดขึ้น. จงดูกฎของธรรมชาติ มัน เผด็จการอย่างไร, แก่ใคร, ในที่ไหน ? มันต้องเฉียบขาด อย่างนั้น. เมื่อพูดว่า ธรรมะเป็นดวงวิญญาณ ก็หมาย ความว่า ความถูกต้องตามธรรมะนั่นแหละ เป็นวิญญาณ. ถูกต้องอย่างไร ? ถูกต้องในลักษณะที่บริสุทธิ์ยุติ- ธรรม ตามแบบของพระเจ้า เพราะว่าธรรมะนั้นคือพระเจ้า ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหมือนเนื้อตัวของ องค์พระเจ้า. ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ซึ่งเป็นเหมือนกับ จิตใจของพระเจ้า. ถูกต้องตามหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ. นี่คือ พระประสงค์ของพระเจ้า ถูกต้องตามผล ที่จะต้องเกิดขึ้นตามกฎของ ธรรมชาติ. นี่คือผลประทานมาจากพระเจ้า นี้คือความ ถูกต้อง จึงเรียกว่าธรรมะ ซึ่งเป็นดวงวิญญาณของประชา- ธิปไตย.
น.147 ๑๓๗ เมื่อเราทำความถูกต้องใน ๔ ความหมายอย่างนี้แล้ว ก็มีพระเจ้า หรือ พระธรรมเจ้านั่นแหละเป็นดวงวิญญาณ ในระบอบประชาธิปไตย อาตมาอยากจะใช้คำว่า พระเจ้าธรรมะ หรือพระ- ธรรมเจ้า จะเรียกอย่างไรก็ได้ พระเจ้าธรรมะ, พระธรรมเจ้า ; คือธรรมะเป็นพระเจ้า. พระเจ้าคือธรรมะ อย่างที่เคยพูด ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ว่า ตัวธรรมชาติ, ตัวกฎของธรรมชาติ, ตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, ตัวผลอันเกิดจาก หน้าที่, นี่มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎของธรรมชาตินี้มันสูงสุดเท่าไร, มันเฉียบขาดเท่าไร. ใครไปต่อต้านได้ พระเจ้าในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาตินี่แหละ ไปสร้างชีวิตทั้งหมดขึ้นมา : ชีวิตสัตว์เดรัจฉาน ชีวิตคน สร้างคนทุกคนขึ้นมา. ทุกคนเป็นของพระเจ้า โดยธรรมชาติ อย่างถูกต้อง อย่างยุติธรรม ทำไมไปดึงเอาอำนาจจากพระเจ้าไปให้คนซึ่งมีกิเลส ? เราจะดึงอำนาจจากพระเจ้า คือพระธรรมมาให้คน, ให้กิเลส ของคนเป็นสิ่งที่มีอำนาจ มันเป็นเรื่องบ้าหรือเรื่องดี ? ขออภัย
น.148 ๑๓๘ ใช้คำ ๆ หยาบคายไปหน่อย. ไปคิดดูเอาเองเถิด เราจะมี พระเจ้าเป็นอำนาจดี, หรือจะมีกิเลสของคนเป็นอำนาจดี ? เราควรจะเลือกเอาคนที่มีธรรม มาจัดการปกครอง ให้เกิดประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่. อย่ามัวฝันเพ้อว่า ทุกคนเป็นใหญ่, ประชาชนเป็นใหญ่, นั่นมันเป็นสิ่งที่ผิด ธรรมชาติ, ผิดกฎของธรรมชาติ, ดึงอำนาจจากพระเจ้ามา ให้คน มันเป็นไปไม่ได้. คำว่า ประชาธิปไตย จงแปลกัน เสียใหม่ว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ , แล้วเราก็ จัดทำให้เป็นไปได้ โดยบุคคลที่มีพระเจ้า หรือมีพระ- ธรรมเป็นเครื่องมือเผด็จการนั่นเอง ; หาคนดีคนเดียว มาจัดระบบการปกครอง มันง่ายกว่าที่จะหาคนดีเป็นฝูง ๆ มา จัดระบบการปกครอง เราจะหามาจากไหน คนเดียวก็ยังหายาก. ฉะนั้นจึงถือว่า มีบุคคลที่ประกอบไปด้วยธรรมะ เป็นผู้จัดปกครอง นั่นแหละเป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ ตาม ธรรมชาติ, ตามกฎของธรรมชาติ, ตามหน้าที่ที่ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติ, และตามผลที่จะเกิดขึ้นมาจากการทำถูก ต้องตามหน้าที่
น.149 ๑๓๙ เรามองดูไปถึงประชาธิปไตย โลกไม่ประสบผล, องค์การโลกไม่ประสบผล เพราะไม่เอาพระเจ้าเป็นใหญ่. แต่เอาเสียงสมาชิก ที่แบ่งพรรคแบ่งพวกกันตามประโยชน์ ของตนเป็นใหญ่ ดึงกันไปตามพวก เป็นประชาธิปไตยที่ ขาดธรรมะ มันจึงไม่สำเร็จประโยชน์ เรามาดูประชาธิปไตยของพระเจ้ากันบ้าง. เราจะ ดึงอำนาจจากคนที่มีกิเลสนี้ ไปคืนให้พระเจ้า ; ให้พระเจ้า จัดระบอบประชาธิปไตย มันจะยากนักหรือ ที่จะดึงอำนาจนี้ กลับไปสู่ความยุติธรรม. ? บางคนจะพูดว่า หนูตัวไหนนะ ที่จะเอาลูกพรวนไปผูกคอแมว อย่ามัวคิดกันแต่อย่างนั้น เพราะว่ามัน อาจจะมีเด็กน้อย ๆ สักคนหนึ่ง ช่วยเอาลูกพรวน มาผูกคอแมว เพื่อประโยชน์แก่หนู. แมวก็ไม่มีโอกาส ที่จะกินหนูอีก. ผู้ใดคือผู้ที่ทำให้คนรู้จักพระเจ้า รู้จักพระธรรม นั่นแหละคือ เด็กน้อยๆ ที่จะเอาลูกพรวนไปผูกคอแมวให้ แทนที่หนูจะไปผูกเอง. ทุกคนจะรักพระเจ้าทั้งนั้น ถ้า รู้จักพระเจ้า. เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักพระเจ้าจึงไม่รัก.
น.150 ๑๔๐ ประชาธิปไตยของพระเจ้านั้น ต้องไม่มีฝ่าย ค้าน. ถ้ามีฝ่ายค้าน ไม่เป็นประชาธิปไตย ; เพราะต้องทำ ให้สร้างเครื่องมือ สำหรับทำลายฝ่ายตรงกันข้าม. จงพิจารณา ดูเครื่องมือของฝ่ายค้าน เช่นหนังสือพิมพ์สักฉบับหนึ่ง จะมี แต่คำด่า คำล้อ คำติเตียน สบประมาทรัฐบาล จะมีแต่บท ความที่ยุแหย่ ให้คนเกลียดชังรัฐบาลไปทุกบรรทัด. อย่างนี้ แหละประชาธิปไตยฝ่ายค้าน, ซึ่งไม่มีความเป็นประชาธิปไตย มีแต่การแบ่งแยกแตกสามัคคี. ประชาธิปไตยของพระเจ้า สามารถต่อต้านมารร้าย ของประชาธิปไตย. ถ้ามีพระเจ้าธรรมะมาจัดแล้ว ระบบ ไหนก็ได้ : เผด็จการก็ได้, ราชาธิปไตยก็ได้, สังคมนิยม ก็ได้, โดยทหารก็ได้, โดยพลเรือนก็ได้, ปนกันก็ได้ ; ถ้ามี ธรรมะ แล้วไม่ต้องเลิกระบบใต้เท้า ระบบราชาศัพท์ ระบบ สมณศักดิ์ หรือระบบอะไร ๆ ที่คิดว่าจะชวนกันเลิก. นั่น เพราะไม่มองให้เห็นตามที่เป็นจริงว่า การมีระบบสูงต่ำนี้ ทำให้เกิดการเคารพเชื่อฟัง. การอยู่อย่างเสมอกันนั้น เป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก อย่าง ธรรมภาษิตที่ว่า ทุกโข สมานสํวาโส - การอยู่อย่างเสมอกันนั้นเป็นทุกข์. ต้องอยู่ กันอย่างมีสูงมีต่ำจะบังคับบัญชากันได้โดยสะดวก
น.151 ๑๔๑ นี่อาตมาเห็นว่า ไม่ต้องเลิกระบบใต้เท้า ระบบ- ราชาศัพท์ ระบบสมณศักดิ์ หรือว่ายศศักดิ์อะไรก็ตาม ขอให้มันเป็นสิ่งที่ ทำไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็แล้วกัน จะเกิดระบบที่ทำให้เชื่อฟัง สมัครสมานสามัคคีกันได้ โดยง่าย. ทีนี้ระบบประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขนั้น ควรจะเป็นอย่างไร ? เดี๋ยวนี้ท่านมีอำนาจที่จะ จัดสิ่งใด ๆ ให้เป็นไป โดยธรรมตามธรรมหรือไม่ ? ท่าน อาจจะจัดให้มีธรรมะเป็นวิญญาณของประชาธิปไตยหรือไม่ ? ถ้าเรามีพระราชา ที่สามารถมีธรรมะเป็นดวงวิญญาณ ในการจัดระบบประชาธิปไตยแล้ว จะสะดวกเพียงไร มันไม่โอ้เอ้ยืดยาด. ที่ไชยามีวัด วัดหนึ่งเป็นตัวอย่างแห่งความดีของ ระบบประชาธิปไตย ที่ประกอบไปด้วยธรรม; คือมีวัด สมบูรณ์แบบวัดหนึ่ง สมบูรณ์แบบใหญ่โตเต็มที่เหมือนวัดที่ กรุงเทพฯ แต่สร้างเสร็จในสามเดือน. นี่สมเด็จ ฯ ชาว ไชยาองค์หนึ่ง ในรัชกาลที่ ๓ สร้างเสร็จในสามเดือน หรือ
น.152 ๑๔๒ ไม่เกินสี่เดือน เป็นวัดสมบูรณ์แบบที่สุด กระทั่งว่าเป็น พิพิธภัณฑ์ต้นไม้ ดอกไม้ มีระบบการศึกษาที่ดีที่สุด. อย่างนี้ประชาธิปไตยโอ้เอ้อืดอาดนั้น สร้างสิบปี ก็ไม่เสร็จ หรือกี่สิบปีก็ไม่เสร็จ. อย่าว่าแต่สามเดือน สี่เดือน ใครอยากไปดูก็ไปดูได้ ที่นั่นมีอนุสาวรีย์ของราชา- ธิปไตย ที่ประกอบไปด้วยธรรม ขอให้ ธรรมะกลับมา โดยเร็วเถิด คือ พระเจ้า กลับมา ; มีพระเจ้ามีธรรมะแล้ว นายทุนขูดรีดก็เกิดขึ้น ในโลกไม่ได้ คนมั่งมีกลายเป็นเศรษฐีใจบุญไปหมด. เมื่อ ไม่มีนายทุนขูดรีดแล้ว คอมมิวนิสต์ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้ หรือเกิดขึ้นแล้วก็ตายไปเอง. เมื่อเป็นดังนี้ปัญหาก็ไม่มี ปัญหามี เพราะว่าไม่มีใครช่วยใคร ให้รู้จัก พระเจ้า; มีแต่ช่วยกันและกันให้เกิดกิเลส. เราจึง มีกิเลสเต็มโลก เราไม่มีธรรมะมาเป็นดวงวิญญาณ แห่ง ประชาธิปไตย ธรรมกถาที่แสดงมาโดยลำดับ ตั้ง ๒๐ ครั้งแล้วนี้ เพื่อประโยชน์อย่างเดียว คือ เพื่อธรรมะกลับมา ก่อนแต่ที่ โลกาจะวินาศ, ก็สมควรที่จะพิจารณากันถึงสิ่งที่เรียกว่า
น.153 ๑๔๓ "ธรรมะ" ในฐานะเป็นพระเจ้า ผู้สร้างโลก, ผู้คุ้มครอง โลก มีอำนาจเหนือโลก เราต้องเอาพระเจ้ากลับมา คือ เอาธรรมะกลับมา. ธรรมะใน ๔ ความหมาย คือ ธรรมชาติ, คือ กฎของธรรมชาติ , คือ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, คือ ผลที่ เกิดจากหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ มาเป็นใหญ่ มาจัด ประชาธิปไตย ; แล้วเราจะได้รับผลอย่างไร ? อย่างน้อย ก็ทำให้ต้อง แปลคำว่า ประชาธิปไตย กันเสียใหม่ จากที่ แปลว่าประชาชนเป็นใหญ่อย่างหลับหูหลับตา; แต่มาแปล กันเสียใหม่ว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่กว่าสิ่งใด. ใครจัดก็ได้ ; ถ้าจัดให้เป็นประโยชน์ของประชาชนเป็น ใหญ่แล้ว. นั่นแหละคือตัวประชาธิปไตยอันแท้จริง นี่อาตมาขอยุติการแสดงปาฐกถาธรรมในวันนี้ ด้วย การแสดงความหวังว่า เราควรจะมีตำรวจศีลธรรม แบบ ของพระเจ้าอโศกมหาราช. เราจะมีได้หรือไม่ ? ขอให้ช่วย กันคิดดู ; ถ้ามีไม่ได้ ก็เพราะว่าเราสนใจธรรมะกันน้อย เกินไป.
น.154 ๑๔๔ ถ้าเราสนใจธรรมะกันให้มาก; เหมือนกับที่ เราสนใจประโยชน์แล้ว มันก็ไม่ยากเลย ในการที่ระบบ ธรรมะจะกลับมา, ถึงขนาดที่ว่า เราจะมีตำรวจศีลธรรม แบบของพระเจ้าอโศก ฯ ที่สามารถเข้าไปตรวจได้ถึงในครัว ในห้องน้ำ ว่ามันสะอาดหรือไม่ ? ใครปฏิบัติผิดหลักอนามัย สำหรับมนุษย์ ก็จะได้แก้ไขว่ากล่าวตักเตือน. มีตำรวจ ศีลธรรมช่วยให้ธรรมะกลับมาโดยเร็ว. ธรรมะกลับมา, เราก็มีธรรมะนั่นแหละ เป็นดวงวิญญาณของประชา- ธิปไตย ทั้งของประเทศไทย และของโลก ทั้งสิ้น เป็น ที่แน่นอน. เดี๋ยวนี้โลกกำลังไม่มีธรรมะ ; ยังไม่พอ, ยัง แถมจะเกลียดธรรมะเอาด้วย, เกลียดพระเจ้าจนสมมติให้ พระเจ้าตายแล้ว ก็เท่ากับว่า ธรรมะตายแล้ว. แล้วจะมี อะไรเป็นเครื่องคุ้มครองสัตว์ ? มันยุติธรรมหรือไม่ ที่ว่า ไม่ยอมให้ผู้ที่สร้างโลกขึ้นมานี้ปกครองโลก ? เป็นการดึง อำนาจจากพระเจ้า มาให้เป็นอำนาจของคนที่มีกิเลส ; แล้วพระเจ้าท่านก็จะตบหน้าเอา โดยการรางวัลวิกฤตการณ์ อันถาวรให้แก่โลก ให้โลกนี้เต็มไปด้วยวิกฤตการณ์อันถาวร.
น.155 ๑๔๕ แล้วจะไปโทษใคร นอกจากความโง่ของมนุษย์ เราเอง ที่ไม่รู้จักพระเจ้า, ไม่รู้จักพระธรรม ซึ่งเป็นดวง วิญญาณของประชาธิปไตย. ขอให้เรามีประชาธิปไตย ชนิดที่ประโยชน์ ของประชาชนเป็นใหญ่, ตลอดลงไปจนถึงสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมันก็มีชีวิตและความรู้สึกคิดนึก และขอให้ตลอดลงไปถึง ต้นไม้ต้นไร่. ป่าไม้ในประเทศชาติถูกทำลาย เพราะไม่มีใคร คิดว่า มันเป็นสมบัติของพระเจ้า, เป็นของโปรดปรานของ พระพุทธเจ้า. ความไม่มีธรรมะย่อมทำลายทุกอย่าง ความ เป็นประชาธิปไตย ก็กลายเป็นเรื่องลิงหลอกเจ้า เพราะว่า ไม่มีธรรมะนี้เอง. ขอวิงวอนให้สนใจประชาธิปไตย ในความหมาย ที่ว่า ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่. เราไม่อาจให้ทุกคน เป็นใหญ่ หาคนดีคนเดียวก็ยังหายาก แล้วจะหาคนดีเป็นฝูง ๆ มันคงเป็นไปไม่ได้. ขอให้ท่านทั้งหลาย หันหน้าไปหาพระธรรม หรือพระเจ้า ดึงเอามาเป็นดวงวิญญาณของประชา- ธิปไตยเถิด ทุกคนก็จะรอด และเป็นสุขอยู่ทุกทิพา- ราตรีกาล. อาตมาขอยุติการบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ ไว้แต่เพียงเท่านี้.
Buddhadasa