น.156 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า ธรรมะในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ. การบรรยายทุกครั้ง มีความรู้สึกอยู่ในใจว่า เพื่อธรรมะกลับ โลกาจะไม่วินาศ; ถ้าธรรมะไม่กลับมา โลกาจะวินาศ. ธรรมะ ไม่กลับมา สิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั่นแหละ จะเป็นสิ่งทำลายโลกเสีย เอง ทำให้โลกาวินาศ. ดังนั้นจึงได้บรรยายโดยหัวข้อนี้. ธรรมะสามารถแก้, ป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจได้. ปัญหาเศรษฐกิจนี้, มัน สัมพันธ์กันอยู่กับ สันติภาพ ทั้งของเอกชน ทั้งของชาติ และของสังคมโลก ๑๔๖
น.157 ๑๔๗ ทั้งมวล ; ปัญหานี้ เกิดมาจากการขาดศีลธรรมของคนใน โลก. เรื่องเศรษฐกิจก็คือศีลธรรมชนิดหนึ่งแต่ต้องมอง กันให้ลึก ; ถ้ามองไม่ลึกก็เห็นเป็นคนละเรื่อง. ถ้ามองลึก แล้วจะเห็นว่า เศรษฐกิจก็คือศีลธรรมชนิดหนึ่ง. ศีลธรรมนั้น เป็นการจัดให้มนุษย์อยู่กันเป็น ผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. เศรษฐกิจนี้ก็เหมือนกัน : ถ้าจัดโดยถูกต้องแล้ว ก็จะเป็นไปเพื่อมนุษย์อยู่กันเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. เราควรจะพิจารณาคำว่า เศรษฐกิจนี้ กันให้เป็น ที่เข้าใจ. คำว่า "เศรษฐกิจ" นี้ โดยตัวหนังสือ หรือโดย คำพูด ที่เรียกกันว่า โดยพยัญชนะ. ในภาษาไทยนั้น หมาย ถึง การกระทำให้ดีที่สุด ให้ประเสริฐที่สุด ; เพราะคำว่า เสฏฺฐ ในภาษาบาลีก็ดี, ในภาษาสันสกฤตก็ดี, นี้แปลว่า ประเสริฐที่สุด. ฉะนั้น เศรษฐกิจ ก็คือ กิจที่ประเสริฐที่สุด ในฐานะที่จะทำให้มนุษย์เป็นอยู่กันอย่างผาสุก นี้เรียกว่าโดย ตัวหนังสือ ถ้าโดยธรรมะ คือโดยอรรถะโดยเนื้อความแล้ว ; คำว่า เศรษฐกิจ หมายถึง การทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่า, หรือ ที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก, ลองสังเกตดู.
น.158 ๑๔๘ พุทธศาสนา ก็มีเนื้อตัวเป็นเศรษฐกิจ เพราะว่าทำ สิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่า มีค่าน้อยให้มีค่ามาก หรือบางทีก็ไม่ต้อง ใช้เงินเลย. ตัวอย่างเช่น ร่างกายเน่า ที่ไม่มีค่าอะไรนี้ ทำให้ เป็นที่เกิด ที่ตั้งอยู่ ของความสุข ในระดับที่เรียกว่านิพพาน, หรือว่า นิพพานนี้ เป็นสิ่งที่ได้มาโดยไม่ต้องใช้เงิน หรือ เรียกกันว่าให้เปล่า. นี่มัน เป็นเศรษฐกิจสักเท่าไร ขอ ให้ลองคิดดู. เศรษฐกิจเป็นศีลธรรม ; ถ้าพลเมืองมีศีลธรรม ก็อยู่กันเป็นผาสุก. ถ้าพลเมืองทุกคนไม่มีศีลธรรมแล้ว ไม่มีรัฐบาลไหนจะปกครองให้มีสันติสุขได้ ต่อให้สิบ รัฐบาล ก็ปกครองพลเมืองให้มีความสงบสุขไม่ได้ ; แต่ถ้ามี ศีลธรรมแล้ว ไม่ต้องมีสักรัฐบาลเดียวก็ยังได้ ก็อยู่กันเป็น สันติสุข. นี้โดยอรรถะ หรือความหมายของคำว่า เศรษฐกิจ มันสูงสุดอย่างนี้ คือ ทำสิ่งที่ไม่มีค่าให้มีค่า ที่มีค่าน้อย ให้กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก. ทีนี้ถ้าดูกันโดยผล หรือโดยอานิสงส์ของสิ่งสิ่งนี้ ก็คือ สิ่งที่เราหวังที่จะมี หรือจะใช้กันให้ดีที่สุด เพื่อสันติภาพ
น.159 ๑๔๙ ของมนุษย์. นี่คือผลของสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจ ; ถ้าเรา สามารถกระทำได้ตรงตามความหมายอันสูงสุดของคำคำนี้. แต่ทีนี้ที่มันมีอยู่จริง ที่ประยุกต์กันอยู่จริงนั้น มนุษย์ในโลก กำลังเอาสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจ มาใช้เพื่อ เอาเปรียบกัน เพื่อทำลายกัน เขาใช้เศรษฐกิจเป็น เครื่องมือกันในลักษณะอย่างนี้ มันไม่ตรง ตามความหมาย ของคำว่า เศรษฐกิจเลย มันก็เกิดมีปัญหาขึ้นมา. ทีนี้เราจะเอาอะไรมาแก้ปัญหา ? อย่างที่อาตมา ขอเสนอว่า ธรรมะในฐานะเครื่องมือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดังนั้น เราควรจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าธรรม หรือธรรมะนี้ ให้ เป็นที่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งกันเสียอีกสักเรื่องหนึ่ง. ธรรม หรือธรรมะ มีหลายความหมาย : เป็นตัว ธรรมชาติก็ได้, เป็นตัวกฎของธรรมชาติก็ได้ เป็นหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติก็ได้, เป็นผลอันเกิดมาจากหน้าที่นั้น ก็ได้. นี้คือธรรมะทั้งนั้น ธรรมะไหนจะสร้างเศรษฐกิจ ให้ดี หรือ แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ ก็ควรจะได้พิจารณา ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาตินั้น มีค่าเท่ากับพระเจ้าผู้สร้างโลก. โลกเกิดขึ้นตามกฎของ
น.160 ๑๕๐ ธรรมชาติ เป็นอยู่ตามกฎของธรรมชาติ เป็นไปและจะดับลง ก็ตามกฎของธรรมชาติ จึงเป็นเหมือนกับพระเจ้าผู้สร้างโลก. ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ. เราอาจจะพูดได้ว่า พระเจ้าสร้างทุกสิ่งขึ้นมาใน โลกนี้ จากความไม่มีอะไร ; ก่อนนี้ไม่มีอะไร, พระเจ้า สร้างความไม่มีอะไรขึ้นมาให้เป็นทุกสิ่ง. เศรษฐกิจของใคร จะเก่งถึงขนาดนี้ นอกจากเศรษฐกิจของพระเจ้า หรือของ พระธรรม ในฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ. นี้ก็เป็น ธรรมะในความหมายหนึ่ง ซึ่งจะต้องดูกันให้ดี ๆ ว่ามัน เนื่องกันอยู่กับปัญหาเศรษฐกิจของมนุษย์. มนุษย์ จะต้องเป็นไปตามกฎของธรรมชาติ จึงจะสำเร็จ ประโยชน์ตามที่ตัวต้องการ. ทีนี้เราก็มาถึงคำว่า ธรรม ในฐานะที่เป็นหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ เราเห็นได้อยู่ตำตาทุกวัน ตลอดเวลา ว่า เราต้องทำอะไรให้ตรงตามหลักเกณฑ์ ตามกฎของ ธรรมชาติ, โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์ เราจึงสามารถสร้างนั่น สร้างนี่ ประดิษฐ์นั้น ประดิษฐ์นี่ ขึ้นมา อย่างที่เห็นอยู่ เต็มไปทั้งโลก.
น.161 ๑๕๑ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ เมื่อปฏิบัติแล้ว ก็ได้รับผลตรงตามกฎของธรรมชาติ สร้างผลิตผลตาม ที่มนุษย์ต้องการได้โดยไม่ยากเลย. นี่แหละ เอาสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ มาปรับกันเข้า ให้ได้กับปัญหาทางเศรษฐกิจ. ธรรม คืออำนาจเพื่อเศรษฐกิจ โดยตรงและ ดีเลิศ และสูงสุด, ในตัวธรรมะนั้นเองมีความหมายแห่ง เศรษฐกิจ โดยตรง ดีเลิศ และสูงสุด คือทำสิ่งที่ไม่มีค่า ให้มีค่า ที่มีค่าน้อยให้มีค่ามาก. มีธรรมะแล้ว มนุษย์อยู่ กันโดยไม่มีความยุ่งยากลำบากแม้แต่สักนิดเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าของเราในโลกปัจจุบัน คือปัญหา ทางเศรษฐกิจ จะแก้ได้ด้วยธรรมะ. เมื่อมีธรรมะแล้ว ปัญหาเศรษฐกิจไม่อาจจะเกิดขึ้นได้เลย นี่คือสิ่งที่จะ ต้องพิจารณาดูกันให้ดีสืบไป. สรุปความว่า ธรรมะ นั้น สามารถที่จะแก้ กระทั่ง ป้องกัน ไม่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ
น.162 ๑๕๒ คุณของเศรษฐกิจมีมาก แต่มี โทษมากเป็นคู่กัน. ที่นี้มาดูกันที่ตัวเศรษฐกิจ โดยละเอียดกันอีกครั้ง หนึ่ง ว่าเศรษฐกิจนั้น มันมีความหมายกำกวม ถ้าตามตัว หนังสือก็ว่า ดีที่สุด ทำของมีค่าน้อยให้มีค่ามาก. แต่ครั้น เราเอามาใช้ให้สำเร็จประโยชน์ตามนั้นแล้ว มันกลับ เ กิดมี โทษขึ้นมาเป็นคู่กัน; อย่างที่เขาพูดไว้ ไม่มีทางจะผิด ว่า สิ่งใดจะมีคุณโดยส่วนเดียว มันก็ไม่มี; มีคุณก็มีโทษ มีโทษก็มีคุณ มันเป็นคู่กันไปดังนี้. ถ้าดู โทษของเศรษฐกิจ หรือความเลวร้ายของ เศรษฐกิจ ก็เห็นอยู่ตำตาอีกเหมือนกันในโลกนี้ว่า เมื่อมี ความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ ก็ทำให้ลืมตัว, ลืมตัว แล้วก็หลงใหลในการกอบโกย. คนคนหนึ่ง หรือคน พวกหนึ่ง กำลังกอบโกยผลในทางเศรษฐกิจ คือเอาเปรียบ ผู้อื่น อย่างลืมตัว. นี้เราถือว่ามันเป็นโทษของเศรษฐกิจ เขาใช้เป็นอาวุธล้างผลาญผู้อื่น, บีบคั้นผู้อื่นในทางเศรษฐกิจ ทำลายโลก, ทำลายเพื่อนร่วมโลก ด้วยอาศัยเครื่องมือ คือ เศรษฐกิจ. นี่คือโทษของมัน ; ทำไมไม่มองดูกันบ้าง.
น.163 ๑๕๓ ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทำให้มนุษย์เป็นอยู่ ด้วยความเกิน โดยไม่รู้สึกตัว. คนที่หาได้มาก ผลิต ได้มาก สร้างได้มาก มันก็หลงระเริงในความสุขสนุกสนาน จนเป็นอยู่อย่างที่เรียกว่า มีความเกิน : กินอยู่ก็เกิน, นุ่งห่ม ก็เกิน, ใช้สอยก็เกิน, เยียวยารักษาโรคก็เกิน, มีสิ่งประเล้า- ประโลมใจ ก็เป็นไปในทางเกิน. นี่มันเป็นโทษของ เศรษฐกิจ ที่ทำให้เกิดความเกินขึ้นไปจนทั่วทุกหัวระแหง. พวกอันธพาลเขาก็เอาอย่าง เขาก็ต้องการความ เกิน ; เมื่อไม่ได้ตามที่เขาต้องการ เขาก็ใช้ความเป็นอันธพาล ของเขา แสวงหาสิ่งที่มันเกิน เราจึงเห็นอาชญากรรม เต็มไปในบ้านเมือง อย่างเลวร้ายที่สุดก็คือ ข่มขืน, ข่มขืน แล้วฆ่า, กระทั่งว่าฆ่าบิดามารดาของตนเองก็ยังได้. นี่ ความเป็นอันธพาลมันเกิดขึ้นได้. เมื่อเรา ควบคุมสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจไม่ได้ มันก็ เกิดปัญหา ทางเศรษฐกิจขึ้นมา เรียกว่าอย่างมหาศาล ให้มันมีความยุ่งยากลำบากเดือดร้อนอย่างมหาศาล กว้างขวาง ทั่วโลกทีเดียว.
น.164 ๑๕๔ สรุปสั้น ๆ ว่า โทษของเศรษฐกิจ คือมัน ทำให้ ลืมตัว, หลงใหลในความกอบโกย เป็นอยู่อย่างที่ ไม่ควรจะเป็น คือเป็นอยู่ด้วยความเกิน ; แล้วก็มีปัญหา ต่อเนื่องเป็นชั้น ๆ ๆ ๆ กันไปอีกหลายชั้น, จนโลกนี้ไม่มี สันติสุข หรือสันติภาพ ทั้งโดยบุคคล หรือโดยชาติประเทศ, หรือว่าโดยสังคมโลกทั้งหมดรวมกัน. พุทธบริษัทที่มีคุณธรรมถูกต้องจะแก้ปัญหาได้. ทีนี้ขอให้ดูให้ดี ว่าโทษอันนี้ หรือปัญหาอันนี้ ไม่ต้องมีแก่พุทธบริษัทที่แท้จริง. พุทธบริษัทที่แท้จริง ตั้งอยู่ในคุณธรรมของพุทธบริษัทแล้ว จะไม่มีโทษ ไม่มี ปัญหาอันนี้ ; แม้ว่าโลกจะมีสถานการณ์ วิปริตทาง เศรษฐกิจอย่างไร. พุทธบริษัทที่มีธรรมะของตน ก็ สามารถจะแก้ปัญหาได้, จะอยู่ได้ ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม นั่นเอง. ยกตัวอย่างด้วยเรื่องในพระไตรปิฎก เล่ม ๑ เล่มแรก หน้าแรก ๆ นี่. พระผู้มีพระภาคเจ้าจำพรรษา ณ ที่แห่งหนึ่ง. ผู้ทูลให้จำพรรษาลืมไป ว่าได้ทูลนิมนต์ให้จำพรรษา ไม่ได้
น.165 ๑๕๕ เอาใจใส่อะไร ; เป็นเวลาข้าวยากหมากแพง ไม่มีอาหาร บิณฑบาต. พระพุทธเจ้า และสาวกสงฆ์ มีชีวิตอยู่ด้วย พ่อค้าแบ่งข้าวตากเลี้ยงม้าถวายองค์ละฟายมือ, ไปทำให้ชุ่ม ด้วยน้ำ แล้วก็ฉัน ไม่มีแกง ไม่มีกับ ; ทรงอยู่ได้จน ตลอดพรรษา. แม้จะมีสาวกบางองค์ขอให้เสด็จหลีกไปจาก ที่นี่ ก็ไม่ทรงยอม ; เพราะว่าทรงมีความเข้มแข็งมั่นคง, ไม่เห็นว่าเรื่องชนิดนี้เป็นปัญหา ดูเถิด พระศาสดา ของเรา อยู่เหนือปัญหา เศรษฐกิจถึงขนาดนี้ ถ้าเป็นพระสมัยนี้ คงแช่งด่าคน นิมนต์เป็นอันมาก ที่นิมนต์ให้อยู่จำพรรษา แล้วไม่ได้เอา ใจใส่อะไรเลย. หลักเศรษฐกิจของพระองค์ คำนวณดู ได้จากการที่ทรงอยู่ได้ ด้วยข้าวตากเลี้ยงม้า วันละ ฟายมือเดียว , แล้วก็อยู่กันอย่างนั้นทุกองค์. สมัยนี้เราเลี้ยงพระกันอย่างไร ? มันทำลายเศรษฐกิจ อันนี้ของพระองค์หรือหาไม่ ? ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณา ดูเถิด. ถ้าพบความจริงแล้วก็จะพบว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจ ต้องไม่มีแก่พุทธบริษัท.
น.166 ๑๕๖ ปัญหาทางเศรษฐกิจมีขึ้น เพราะเป็นทาสของอายตนะ. ที่นี้ก็จะดูกันต่อไป ถึง มูลเหตุของปัญหา, มูลเหตุ ของปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น อ ยู่ที่คนนั้น ๆ ไม่มีศีลธรรม อันเกี่ยวกับความอร่อย; เป็นคำโสกโดก ว่า "อร่อย" เรื่องอร่อยนี้มันเป็นพระเจ้าอยู่บนหัวคนทุกคน. ปัญหา เศรษฐกิจเกิดขึ้นมา จากการที่แต่ละคนไม่มีศีลธรรม ที่เกี่ยว กับความอร่อย, คือเขาเป็นทาสของอายตนะอย่างไม่รู้สึกตัว. คำว่า ทาสของอายตนะ นั้น คือ เ ป็นทาสของความอร่อยทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง และทางใจ ๖ ทาง ด้วยกัน เรียกว่า อายตนะ ๖. เขาเป็นทาสของอายตนะทั้ง ๖ แล้ว โดยไม่รู้สึกตัว ด้วยแล้ว ก็ยิ่งสร้างปัญหา. นี่คือมูลเหตุของปัญหา. เขาโง่ ต่อความจริงของความอร่อย. เขาไม่รู้ว่า ความอร่อยนั้น ไม่ต้องมาจากการปรุงแต่ง อย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งมีแต่เกิน มีแต่หลอกลวง. ความอร่อยที่แท้จริงนั้น มาจากความ หิว. ความหิวทำให้อร่อย อร่อยเมื่อหิว ; ดังนั้นไม่ต้อง เป็นของแพงเลย. ขอความเป็นธรรมแก่ข้อเท็จจริงข้อนี้บ้าง
น.167 ๑๕๗ ว่า ความอร่อยนั้นเมื่อหิว เพราะฉะนั้นต้องทำให้ พอเหมาะพอดี, มีความหิวแล้วจึงรับประทานแล้วก็จะอร่อย. อาตมาอยากจะพูดว่า ได้เคยลองฉันข้าวคลุกน้ำปลา โดยเฉพาะน้ำปลาซีอิ๊วเล็กน้อย ; แล้วก็รับประทานกับถั่ว กับผักสด ที่มีกลิ่นหอม ในเมื่อมันหิว มันก็อร่อยเหลือ ประมาณ ; แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว รับประทานอาหารอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากน้ำปลา ถั่ว คลุกข้าวกับถั่วลิสงคั่ว มันเป็นค่าไม่กี่สตางค์เลย มันกลับ อร่อย มันกลับอยู่สบาย. ในบางคราวเอาน้ำปลามาคลุกข้าว ทำเป็นกับ, แล้วก็หยิบเล็ก ๆ น้อย ๆ มากินกับคำข้าว, กินข้าว กับกับ คือข้าวที่คลุกน้ำปลา. ถ้าอร่อยก็เมื่อหิว ; เมื่อ หิวก็อร่อย. ขอให้ลองคิดดู. นี่ขอให้ศึกษา ความอร่อย นี้กันให้ถูกต้อง ว่า มันมีได้เมื่อหิว ถ้าคนในกรุงเทพฯ ๕ ล้านคน ลองรับประทาน อาหารด้วยความหิว, และอร่อยแบบนี้พร้อมกันทุกคน คือ ข้าวคลุกน้ำปลา, ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง ; ไม่ต้องไปตลาด ๙ วัน ๑๐ วัน, ตลาดก็ขายอะไรไม่ได้ตั้ง ๙ วัน ๑๐ วัน, จะเกิดการเปลี่ยนแปลง
น.168 ๑๕๘ ทางเศรษฐกิจได้เท่าไร. จะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของ ตนได้ ไม่ต้องมานั่งด่ารัฐบาลให้มันหนวกหู. ขอให้ชาว กรุงเทพฯ ๕ ล้านคน ลองดูวิธีเศรษฐกิจอย่างนี้บ้าง จะ แก้ ได้อย่างที่เรียกว่า บัวไม่ช้ำ น้ำไม่ขุ่น. นี่ มูลเหตุที่ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจ ข้อ ที่ ๑. คือเขาไม่รู้เรื่องของความอร่อย ไม่มีศีลธรรม ของความอร่อย. แล้ว ข้อที่ ๒. ถัดไป ก็คือ บูชาส่วนเกิน : กินเกิน, อยู่เกิน, นุ่งห่มเกิน, อะไรเกิน เราเป็นอยู่กัน อย่างบูชากิเลสในส่วนเกิน เรายังมีความเสื่อมทางศีลธรรม ไม่มีศีลธรรม ของสังคม; มีการได้ของตนนั่นแหละเป็นความเป็น ธรรม เราได้แล้วก็มีความเป็นธรรม หรือยุติธรรม. เรา ไม่ได้ ก็ไม่มีความยุติธรรม, ไม่มีศีลธรรมของสังคม ก็เกิด ปัญหาทางเศรษฐกิจ. จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ด้วยทำให้ศีลธรรมกลับมา. ทีนี้จะแก้ปัญหากันอย่างไร ? อาตมาพูดคำเดียวว่า ศีลธรรมกลับมา ศีลธรรมกลับมา. ศีลธรรมกลับมา นี้มี
น.169 ๑๕๙ ได้ ๒ แบบ คือกลับมาในรูปของศีลธรรม : ธรรมะกลับมา ในรูปของศีลธรรม, ธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม ; หรือ ธรรมะกลับมาในรูปของปรมัตถธรรม มีอยู่เป็น ๒ แบบ. ธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม ก็ไม่มีความ ผิดพลาดในเรื่องของความอร่อย; แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ได้ทั้งของสังคม หรือของโลก. เราดำเนินกิจกรรมที่ต้อง การศีลธรรม เช่นสหกรณ์ได้. เดี๋ยวนี้ตั้งสหกรณ์ไม่ได้ มันมีคนไม่มีศีลธรรม มีแต่สหโกง. หรือถ้ามีศีลธรรม แล้ว ไม่กินเกิน, ไม่ใช้เกิน, ไม่อยู่เกินแล้ว, ประเทศ ก็ไม่ต้องเสียดุลย์การค้า ที่เสียอยู่อย่างมากมาย, มีศีลธรรม ในผู้ผลิต ในผู้ซื้อ ในผู้ขาย ในคนกลาง และผู้ส่งออก. นี่ขอให้คิดดูว่า มีศีลธรรมแล้ว มันจะมีความถูกต้องในผู้ผลิต ผู้ซื้อ ผู้ขาย คนกลาง และส่งออก. เรื่องวุ่นวายในเรื่อง ของแพงมันก็ไม่มี ; สามารถจะผลิตสินค้าราคาถูกส่งขาย ต่างประเทศ อาตมาเคยคุยกับผู้ขายแท่นพิมพ์ ว่าทำไมคุณขาย- แท่นพิมพ์จากฮ่องกงของคุณถูกกว่าแท่นพิมพ์ของฝรั่งมาก นัก; เมื่อคุณอ้างว่ามันมีคุณค่า คุณประโยชน์เท่ากัน. จีนคนนั้นเขาบอกว่า พวกฝรั่งเขานอนเตียง กินหมู
น.170 ๑๖๐ กินไก่ พวกเรานอนกับพื้น กินหัวผักกาด ; ฉะนั้นเราก็ ผลิตแท่นพิมพ์เหมือนฝรั่งได้ ในราคาที่ต่างกันมาก. นี่คิด ดูเถอะว่า เรื่องศีลธรรมในการกินนี้ จะช่วยเศรษฐกิจ ของชาติได้อย่างไร. พระพุทธเจ้าคงไม่ทรงประสงค์ ให้เราทำอะไรที่ทำลาย เศรษฐกิจ. การสร้างโบสถ์วิหารสวย ๆ ที่ไม่เคยมีในครั้ง พุทธกาลนี้ ทำลายเศรษฐกิจหรือไม่ ? คิดดู เลี้ยงพระเลี้ยง เจ้า แบบกินกันอย่างในเมืองสวรรค์นั้น มันทำลายเศรษฐกิจ หรือไม่ ? ขอให้คิดดู. ถ้าธรรมะกลับมาในรูปของศีลธรรม จะแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร นี้ข้อหนึ่ง. ถ้าธรรมะกลับมาในรูปปรมัตถธรรม สังคมโลกยังมีความสงบ. ทีนี้ ถ้าธรรมะกลับมาในรูปของปรมัตถธรรม ; ทุกคนมีธรรมะชั้นสูงอยู่ในจิตใจ. คนเหล่านั้นก็จะมีจิตใจ ชนิดที่เศรษฐกิจทำอะไรไม่ได้ รู้จักปรับปรุงในทางจิตใจ ไม่ให้ความทุกข์เกิดขึ้นเลย ; ไม่ว่าโลกนี้จะเปลี่ยนแปลงไป
น.171 ๑๖๑ อย่างไร จิตใจยังคงเป็นปรกติ มีความสุข ; เพราะว่า แม้แต่ความตายก็ไม่มีความหมาย, ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่มีความหมายแก่ผู้มีธรรมะ คือไม่มาขู่ มาทรมานบุคคล ผู้มีธรรมะ. เขาอาจจะพอใจในชีวิตที่มีธรรมะ แม้ทำงาน อาบเหงื่อต่างน้ำอยู่กลางทุ่งนา เขาก็ยังมีความสุข; เพราะ การปรับปรุงจิตใจอย่างถูกต้อง มีธรรมะชนิดปรมัตถธรรม อยู่ในจิตใจ. ถ้าสูงขึ้นไป ก็จะได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน มีความสุขประเภทสูงสุด ; ถึงแม้ไม่เป็นพระอรหันต์ จะ เป็นเพียงโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ก็เป็นสังคมโลกที่ มีความสงบสุขอย่างยิ่ง. นี้เราเรียกว่า เ ศรษฐกิจทางวิญญาณ ของมนุษย์ในโลก เศรษฐกิจทางวัตถุ นั้ นก็เห็น ๆ กันอยู่ รู้กันอยู่ ก็ต้องแก้ด้วยธรรมะ, คือ มี ธรรมะกลับมาในรูปของศีล- ธรรม ดังที่กล่าวแล้ว. ถ้า ธรรมะกลับมาในรูปของปรมัตถธรรม เป็น เศรษฐกิจในทางวิญญาณ คือ ทำจิตใจให้หมดปัญหาทาง เศรษฐกิจ อยู่ในโลกนี้ได้; แม้ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยน แปลงไปอย่างไร ก็ไม่มีความทุกข์ แม้กระทั่งว่าจะต้อง
น.172 ๑๖๒ รับประทานอาหาร ด้วยข้าวตากเลี้ยงม้าฟายมือเดียว แช่น้ำ พอชุ่ม ไม่ต้องมีแกงมีกับ อย่างนี้ก็ยังอยู่ได้ และเป็นสุข, ยังยิ้มแย้มแจ่มใสและเป็นสุข, และไม่ทำอะไรให้นอกรีด นอกรอยของธรรมะ. นี่ ก ารแก้ปัญหาของเศรษฐกิจ ทั้งในทางวัตถุ ทั้งในทางวิญญาณ จะต้องแก้ได้ด้วยการที่ธรรมะกลับมา ในรูปของศีลธรรม ก็ดี, ใ นรูปของปรมัตถธรรม ก็ดี ขอร้องให้ท่านทั้งหลาย จงได้สนใจเป็นพิเศษ อย่า มัวนั่งแช่งด่ารัฐบาล แช่งด่าคนนั้นคนนี้. แช่งด่าคนผลิต, แช่งด่าคนซื้อ, แช่งด่าคนขาย, แช่งด่าคนส่งออกนอก อยู่เลย. จงปรับปรุงในภายใน ให้มนุษย์มีศีลธรรม แล้ว เราก็จะมีผู้ผลิตที่ดี ผู้ซื้อที่ดี ผู้ขายที่ดี คน กลางที่ดี ผู้ส่งออกที่ดี ก็จะไม่มีปัญหาอะไร. ในที่สุดนี้ ขอให้มองเห็นความดี หรือความ ประเสริฐที่สุด ของสิ่งที่เรียกว่าเศรษฐกิจ ; เพราะคำว่า เสฏฐ นั้นแปลว่า ประเสริฐที่สุด อยู่แล้ว. เรา จ งทำ ให้เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด กันให้ได้โดยแท้จริง. อย่าให้ กลายเป็นเครื่องเอาเปรียบผู้อื่น, ทำลายผู้อื่น, หรือ ทำลายโลก กันอีกต่อไปเลย.
น.173 ๑๖๓ ปัญหาทุกอย่างแก้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว ; ไม่เพียงแต่ปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น ปัญหา อะไรทุกอย่างทุกประการในโลกนี้ แก้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว. มีธรรมแล้วทำให้ไม่เห็นแก่ตัว ; มันเห็นแก่ตัวไม่ได้ ทนอยู่ไม่ได้ในการที่จะไม่รักผู้อื่น : จะรักผู้อื่น จะทำหน้าที่ด้วยความพอใจ สนุก เป็นสุขในการ ได้ทำหน้าที่. แม้เหงื่อไหลอยู่มันก็ยังเป็นสุข เพราะเคารพ ตัวเองว่าได้ทำหน้าที่, ทำหน้าที่ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ใน ฐานะที่ว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมด ทั้งสิ้น. ธรรมะช่วยให้เกิดความรู้สึก ว่าทุกคนเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ; เอาเปรียบกันไม่ลง, ทำอันตรายกันไม่ลง. นี่เพราะมีสิ่งที่ เรียกว่าธรรมะ แล้วปัญหาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร. อย่าว่าแต่ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเดียว; ต่อให้ ปัญหาทุกอย่าง กี่ร้อยอย่าง กี่สิบอย่าง ในโลกนี้ จัก ลุล่วง ไปได้ด้วยการประพฤติสิ่งที่เรียกว่า ธรรม เพียงคำเดียว.
น.174 ๑๖๕ เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมในวันนี้ก็สิ้นลงแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยายครั้งนี้ ด้วยการอ้อนวอนท่าน ทั้งหลายว่า จ งได้พิจารณาดูสิ่งที่เรียกว่า เศรษฐกิจ นั้น ให้ถูกต้อง ตามความหมายอันแท้จริงของคำ ๆ นี้, แล้ว ใช้มันให้เป็นประโยชน์โดยส่วนเดียว. อย่าให้มีโทษ เกิดขึ้นแม้แต่เล็กน้อยเลย. ขอยุติไว้แต่เพียงนี้.
Buddhadasa