Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ ตอนที่ ๑ — ๒๓. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องคงเส้นคงวา

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ (๑๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.11 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหล าย การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่ า ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องการ ค วามคงเส้นคงวา. ขอทำความเข้าใจไว้เสมอไปว่า การบรรยายทุกครั้ง อาตมา กระทำไปด้วยความหวังว่า ธรรมะจะกลับมา ; ถ้าธรรมะไม่ กลับมา โลกาจะวินาศ. ถ้าธรรมะกลับมา โลกาก็จะเป็นสันติ- สุข หรือถ้ากล่าวให้ชัดอย่างธรรมดา ๆ ก็จะกล่าวว่า ถ้าธรรมะไม่ กลับมาถึงที่สุดแล้ว เราก็จะไม่มีแผ่นดินอยู่.

น.12 ๒ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ธรรมะหายไป เท่าไร อันธพาลก็จะมากขึ้นในโลกเท่านั้น. อันธพาล ก็จะรุกราน จนเราไม่มีแผ่นดินจะอยู่ คือจะรุกรานถึงในห้อง นอน แล้วจะไปอยู่กันที่ไหน, อย่างไร ? เมื่อภาวะแห่ง อันธพาลขยายตัวออกไปครอบงำนักเศรษฐกิจ มีนักเศรษฐกิจ อันธพาล ; ครอบงำนักการเมือง มีนักการเมืองอันธพาล ; ครอบงำนักปกครอง มี นักปกครองอันธพาล. แล้วมันจะ เป็นอย่างไร ? ท่านลองคิดดูว่า เราจะอยู่กันที่ไหน ที่จะมี ความสงบสุข ? ขอให้สังเกตดูว่า แม้ปัจจุบันนี้ สภาพอันธพาล ก็มีอยู่ทั่วๆไป : อันธพาล โดยตรง เห็นได้ด้วยตา, อันธพาล โดยอ้อม, ต้องคิดดูจึงจะเห็น อย่างนี้ก็มีอยู่มาก. เช่นว่า มีคนรถคว่ำ นอนเจ็บเลือดสาดอยู่ ก็ยัง มีคนที่เข้ามาปลดทรัพย์ จากคนที่เจ็บจะตายอยู่รอมร่อนั้น แล้ว ; อย่างนี้มันไม่เคยมี ในสมัยที่ศีลธรรมยังดี. ในสมัย บรรพบุรุษของเรา เขาจะมาช่วยเหลือ, จะเอาน้ำมาให้กิน, เอายามาให้กิน, ช่วยเหลือเหมือนลูกเหมือนหลานของ เขา ; ไ ม่มีใครมาปลดทรัพย์ จากคนที่กำลังจะตาย

น.13 ๓ แล้วก็ปลดมาก จนถึงกับว่าจะเหลือแต่กางเกงใน. อย่างนี้ ก็ปรากฏอยู่บ่อย ๆ. ข้อที่กล่าวไว้ในพระบาลีว่า นอนไม่ต้องปิดประตู เรือน, ลูกอ่อนเต้นรำอยู่บนหัวอกมารดา นี่มัน มีได้แต่ใน สมัยที่มีธรรมะมากพอ เท่านั้น. เดี๋ยวนี้การออกจากบ้านไม่ต้องปิดประตูเรือน นั้น หาดูไม่ได้ ; แต่โชคดีที่ ยังเหลืออยู่นิดหนึ่ง ไ ด้ยินผู้ที่พอจะ เชื่อได้กล่าวว่า ในหมู่คนไทยที่ตกค้างอยู่ในรัฐไทรบุรี ประเทศมาเลเซีย ยังมีศีลธรรมดี ถึงขนาดที่ว่า ไปไหน ไม่ต้องปิดประตูเรือน, หรือ เพียงแต่ว่าจับประตูไว้ ฝากคน ข้างบ้านไว้ได้ อย่างนี้ .. นี้แสดงว่า ลักษณะแห่งความมีศีลธรรมเต็มรูป แบบครั้งโบราณนั้น ยังเหลืออยู่ที่นั่น แต่ว่าในประเทศไทย เมืองแม่เรานี้ มันหาดูที่ไหนได้ อาตมาก็ไม่ทราบ จึงถือว่า มันไม่มี. เราจะเปรียบดู ความมากน้อยแห่งศีลธรรม ตาม ยุค ตามสมัย ตามที่ ท่านกล่าวไว้แต่โบรมโบราณว่า โลก เป็นยุค ๆ มีศีลธรรมมากน้อยไปตามยุค.

น.14 ๔ ยุคทีแรก เรียกว่า กฤดายุค นี่คนมีศีลธรรม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีนิยมวัตถุเนื้อหนัง ซึ่งเป็นเหยื่อของกิเลส ดังนั้นศีลธรรมมันจึงดี ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ยุคถัดมา เรียกว่า ไตรดายุค นี่ความนิยมธรรมลด เหลือ ๓ ส่วน นิยมวัตถุเนื้อหนังเสีย ๑ ส่วน. ครั้นล่วงมาถึง ทวารยุค ความนิยมธรรมะเหลือ ๒ ส่วน ไปนิยมวัตถุเสีย ๒ ส่วน คือเท่า ๆ กัน. ครั้นมาถึง กลียุค ความนิยมธรรมะเหลืออยู่ส่วน เดียว ไปนิยมวัตถุเสีย ๓ ส่วน ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะ ได้ว่า :- - ยุคแรก เรามีธรรมะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มีการ นิยมวัตถุ. - ยุคถัดมา นิยมธรรมะ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ไปนิยม วัตถุเสีย ๒๕ เปอร์เซ็นต์. - ยุคถัดมา นิยมธรรมะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ นิยม วัตถุ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เท่ากัน.

น.15 ๕ - ยุคกลียุคนี้ นิยมธรรมะเพียง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ นิยมวัตถุ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ นี้มันเป็นอย่างไร ก็ขอให้ลอง คิดดูเถิด. ข้อที่จะต้องระวัง ก็คือต่อไปนี้ ความนิยมธรรมะ จะตกศูนย์ แล้วความนิยมวัตถุก็จะขึ้นถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอาจจะมีได้โดยไม่ต้องสงสัย ถ้าหากว่า สภาพศีลธรรมยัง ตกต่ำอยู่เช่นนี้เรื่อย ๆ ไป. ธรรมะเท่านั้นจะเป็นที่พึ่งของชาวโลก. ทีนี้เราก็จะมาดูกันถึง ธรรมะ ซึ่งจะมาเป็นที่พึ่งแก่ เราได้ ธรรมะ นั้น เป็นสิ่งที่คงเส้นคงวา เพราะว่าเป็น เรื่องของธรรมชาติ, เป็นกฎของธรรมชาติ, เป็นหน้าที่ เฉียบขาดตามกฎของธรรมชาติ ดังที่กล่าวไว้ในพระบาลี ว่า :- ตถตา - ความเป็นเช่นนั้น อวิตถตา - ความไม่ผิดไปจากความเป็นเช่นนั้น อนญฺญถตา - ความไม่เป็นอื่นไปจากความเป็นเช่น นั้น.

น.16 ๖ ธมฺมฏฐิตตา - เป็นการตั้งอยู่ตามธรรมดาโดยกฎ ของธรรมชาติ. ธมฺมนิยามตา - เป็นกฎตายตัวของธรรมดา พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า ตถาคตจะเกิดขึ้น หรือจะ ไม่เกิดขึ้นก็ตาม สิ่งนี้ยังคงเป็นอยู่อย่างนี้ ; โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ที่เราเรียกกันว่า อิทัปปัจจยตา กฎปฏิจจสมุปบาท ซึ่งเป็นหัวใจแห่งพระพุทธศาสนา นี่เป็นสิ่งที่คงเส้นคงวา อย่างยิ่ง, ธรรมะคงเส้นคงวาอย่างยิ่งอยู่ในตัวเอง ในตัว ธรรมะเอง ; เพราะเป็นตัวธรรมชาติ, เป็นตัวกฎของธรรม- ชาติ, เป็นตัวหน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ, เป็นผลโดย สมควรแก่หน้าที่ มันคงเส้นคงวาอยู่ในตัวธรรมะเอง, และ ยัง จะต้องมีความคงเส้นคงวา ระหว่างคนกับธรรมะ คือ คนจะต้องประพฤติปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้ถูกต้องตาม กฎของธรรมชาติ เดี๋ยวนี้คน เป็นเสมือนนอกใจต่อธรรมะ ไปนิยมวัตถุ แทนที่จะนิยมธรรมะ ; แล้วเราจะพึ่งธรรมะ ซึ่งมีความ คงเส้นคงวาได้อย่างไรกัน. ขอให้คิดดูเถิด.

น.17 ๗ อาตมาอยาก จะเปรียบเทียบ ด้วยตัวอย่างที่ควรจะ เปรียบเทียบ ว่าเรามีความคงเส้นคงวากันอยู่มากน้อย เท่าไร ? ในประเทศไทยเรา มีการหยุดชดเชยให้แก่วันชาติ วันศาสนา วันพระมหากษัตริย์ ที่เรียกว่าของผู้มีความรัก ชาติ. เราประกาศเป็นผู้รักชาติ รักศาสนา รักพระมหา- กษัตริย์ แล้วหยุดงานในวันชาติ วันศาสนา วันพระมหา- กษัตริย์ : แต่ถ้าเผอิญวันนั้นไปตรงกับวันอาทิตย์ เราหยุด ชดเชยวันจันทร์ ไม่ยอมเสียเปรียบ. ถ้าวันอาทิตย์ตรงกับวันศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา เป็นต้น เราก็หยุดชดเชยในวันจันทร์ถัดไป ไม่ยอมเสียเปรียบ. วันที่เนื่องด้วยพระมหากษัตริย์ เผอิญไปตรงกับ วันอาทิตย์ เราก็ต้องหยุดชดเชยวันจันทร์ อย่างไม่ยอมเสีย เปรียบ. เครียดถึงขนาดนี้ จะเรียกว่ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อย่างคงเส้นคงวาอย่างไรกัน. วันหนึ่งแห่ง ๓๖๕ วัน ก็เสียสละให้ไม่ได้ ; ฉะนั้น ในบางปีมีครบทั้ง ๓ วัน หยุดชดเชยวันชาติ, หยุดชดเชยวัน

น.18 ๘ ศาสนา, หยุดชดเชยวันพระมหากษัตริย์. นี่ดูความคงเส้น คงวา ในความเป็นคนรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทีนี้อยากจะให้ดูต่อไปว่า คนที่มาสมัครเป็นผู้แทน ราษฎร โดยหลักการที่ว่า จะเข้ามาควบคุมรัฐบาล ชาวบ้าน เขาเลือกผู้แทน ด้วยคิดว่าจะมาควบคุมรัฐบาล แล้วผู้แทน ก็ไปเป็นรัฐมนตรี เข้าคณะรัฐบาลเสียเอง หมายความว่า ตั้งใจจะมาคุมเขา แต่มากลายเป็นผู้ถูกคุมเสียเอง อย่างนี้ มัน คงเส้นคงวาอย่างไรกัน ? ชาวบ้านเขาพูดว่า มะลิซ้อน แต่ออกดอกเป็นมะลิลา. ในที่บางแห่ง ในบางยุคบางสมัย จะมีอย่างไร ? ก็ขอให้ลองคิดดู ว่าเป็นทั้งผู้แทนราษฎร เป็นทั้งสมาชิก รัฐบาล คือเป็นรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง พร้อมกันไปในตัว มันเป็นเรื่องคาบลูกคาบดอกอย่างนี้แล้ว จะเป็นผู้คงเส้น คงวาได้อย่างไร ? แล้วก็กล่าวกันว่า ถ้ารัฐบาลไม่เอา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่า มันเป็นการดูหมิ่น สมาชิกผู้แทนราษฎรมากเกินไป. นี่ดู ความคงเส้นคงวากันในข้อนี้กันเถิด.

น.19 ๙ หรือว่า คำว่า ข้าราชการ นี้ ไม่มีความคงเส้น คงวา คือ ไ ม่รู้ว่าเป็นนายราษฎร หรือเป็นผู้รับใช้ ราษฎร. ดูอีกทีหนึ่งก็เป็นนายราษฎรเหลือประมาณ : ดูอีกทีหนึ่งก็พูดว่าจะเป็นผู้รับใช้ราษฎร ดูต่อไปถึง พุทธบริษัท พุทธบริษัทยัง หลงใหลใน วัตถุ บูชาวัตถุแทนธรรมะ มากเกินไป ; ดำรงตนในกาม- สุขัลลิกานุโยค คือ แ วดล้อมไปด้วยสิ่งเหลือเพื่อ, ส่งเสริม ความรู้สึกในทางกาม. เขากระซิบกันว่า เรื่องนี้มันสูงขึ้น ไปถึงพวกนักบวชบรรพชิตแล้ว บางทีจะถึงระดับพระเถระ พระมหาเถระ ด้วยซ้ำไป เขาพูดกันว่าอย่างนั้น ดูอีกทีก็จะเห็นได้ว่า ภิกษุทำหน้าที่นอกเรื่องนอก ราวของภิกษุ มากขึ้นทุกที. วั ดนั้นแหละจัดมหรสพ มี อบายมุขครบทุกอย่าง นี้มัน คงเส้นคงวากันที่ตรงไหน ? ดูเรื่องเบ็ดเตล็ดกันบ้าง หมอที่ยังดื่มเหล้า ก็ชวน ให้คนเลิกดื่มเหล้า. ครูที่ยังสูบบุหรี่ ก็ชวนนักเรียนให้เลิก บุหรี่. รัฐบาลก็ยังส่งเสริมอบายมุข อยู่หลายอย่าง ว่าเป็น ความจำเป็น เพื่อประโยชน์แก่ภาษี มาบำรุงประเทศชาติ ;

น.20 ๑๐ ภิกษุก็สนองความประสงค์ของรัฐบาลได้ยาก ในการที่จะช่วย ขจัดอบายมุข เพราะมันเดินสวนทางกัน. ดูที่ บิดามารดา ส่วนมาก ก็ อยากให้ลูกรวย รวย มาก ๆ ไม่อยากให้เป็นคนดี แต่ว่ายากจนหรือจน ให้ลูกรวย ก็แล้วกัน จะดีจะชั่วไม่ต้องถือเป็นประมาณ. นี่ บิดา- มารดาที่เป็นพุทธบริษัท ก็ยังเป็นเสียอย่างนี้ มันมี ความคงเส้นคงวาที่ตรงไหน ? แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ ขึ้นไปอีก เช่น ต้นไม้ที่จะปลูก เป็นร่มเงาแก่ถนน ; บางทีก็ว่าดี แล้วก็ปลูก บางทีก็ว่าไม่ดี ก็ตัดทิ้งไป, บางทีก็ ว่าดี ก็ ปลูกใหม่ . ไม่มีความคงเส้น คงวา แม้แต่ต้นไม้ที่จะปลูกบังเงาให้แก่ถนน. ไม่คงเส้นคงวาแล้ว มัน จะเป็นอย่างไร? จะ เดือดร้อนเหลือประมาณ ยกตัวอย่างว่า ฝนไม่ตกต้องตาม ฤดูกาล, ธรรมชาติไม่คงเส้นคงวา, นี้อะไรมันจะเกิดขึ้น ความลำบากยากเข็ญมันเกิดขึ้น จนรัฐบาลจะต้องใช้เงินผัน จำนวนมาก ไปช่วยคนเหล่านี้ เพราะความไม่คงเส้นคงวา ของฟ้าของฝน.

น.21 ๑๑ ขอให้ท่านทั้งหลาย พิจารณาดูความไม่คงเส้น คงวา ว่ามันเป็นสิ่งที่สร้างปัญหา นำมาซึ่งความทุกข์. เราจะ หวังพึ่งพระธรรม แต่พระธรรมเป็นสิ่งที่ คงเส้นคงวา เราจะทำให้ธรรมะกลับมาคุ้มครองเราได้ อย่างไร ? เราก็ จะต้องเป็นผู้มีความคงเส้นคงวา : นิยม ธรรมะไม่บูชาวัตถุ อย่างคงเส้นคงวา. เรื่องเศรษฐกิจ ก็ประกอบไปด้วยธรรมะ, เรื่องการเมืองก็ประกอบไปด้วย ธรรมะ, การปกครองก็มีธรรมะ, แม้แต่เรื่องสงคราม ก็จะ จัดให้มันมีธรรมะ. ข้อที่ว่า ประชาชนเป็นใหญ่ ประชาธิปไตยเพื่อ ประชาชน โดยประชาชน ของประชาชนนั้น. ถ้าไม่มี ธรรมแล้ว ประชาธิปไตยนั้นแหละจะทำลายโลก ; ต่อเมื่อมีธรรมะ ประชาธิปไตยนั้นจึงจะมีประโยชน์แก่ มนุษย์ ; ประชาธิปไตยที่ไม่มีธรรมะ ไม่มีประโยชน์อะไร. เพื่อธรรมะกลับมา เราจะต้องเลิกการศึกษา ชนิดที่ไม่คงเส้นคงวาไปเสียให้หมด ; การศึกษาที่ไม่รู้ว่า จะเอาอย่างไรกันแน่ : การศึกษาจะรับใช้การเมือง, การ ศึกษาจะรับใช้เศรษฐกิจ, อะไร ๆ ที่ไม่ประกอบด้วยธรรม,

น.22 ๑๒ หรือวิกฤตการณ์ที่การศึกษาอันไม่สมบูรณ์สร้างขึ้นมา. นี่ เป็นสิ่งที่เลวร้าย. การศึกษา ต้องมุ่งไปที่ความมีธรรมะ อยู่ในพลเมือง. อาตมาขอย้ำว่า ความมีธรรมะอยู่ในพลเมือง นี้เป็นหัวใจ เป็นความมุ่งหมายของการศึกษา ; เอา เพียงแต่เป็นสุภาพบุรุษ, เป็นสัตบุรุษ มีอยู่ในพลเมือง ก็แก้ปัญหาได้หมด. ดูต่อไป เราจะต้องเลิกวัฒนธรรมเนื้อหนัง ที่ กำลังนิยมส่งเสริมกันนัก แลกเปลี่ยนกันทั่วโลก ; มันไม่มี อะไร มันมีแต่การเต้นรำเหมือนลิงเมาเหล้า มันไม่มีประโยชน์ อะไรแก่มนุษย์เลย. วัฒนธรรมที่แลกเปลี่ยนกันในลักษณะ อย่างนี้ เป็นวัฒนธรรมเนื้อหนัง อยากจะให้กลายเป็นว่า กินข้าวแล้ว แทนที่จะ ไปสถานเริงรมย์ อาบอบนวด. ขอให้ ไปนอนกลิ้ง เกลือกอยู่ในโบสถ์ ร้องเพลงธรรมะ สวดมนต์ไหว้พระ กันดูบ้าง จะเป็นอย่างไร ? อย่ารับวัฒนธรรมที่ทำลาย ธรรมะ เ ข้ามาสู่บ้านเรือน เข้ามาสู่เมือง หรือประเทศชาติ ของเรา.

น.23 ๑๓ เราจะต้องมีหลักธรรม ที่ยึดถืออย่างคงเส้น คงวา หรืออย่างเฉียบขาด ตรงตามกฎของธรรมชาติ. เรา มีกฎของธรรมชาติเป็นพระเจ้า หรือจะเรียกว่า พระธรรมเจ้า ก็ได้. กฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้าโดยแท้จริง. พุทธบริษัทก็มีพระเจ้า คือมีกฎของธรรมชาติเป็นพระ- เจ้า. สัจจธรรมทั้งหลาย ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้นั้น คือ กฎของธรรมชาติ. เรารับนับถือกฎของธรรมชาติ อย่าง กับว่าเป็นพระเจ้า ; ต้องนับถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ที่เป็นไปเพื่อ ความเจริญ. เราจะปฏิเสธว่า เราไม่รู้กฎของธรรมชาติ แล้ว เราก็ไม่ต้องปฏิบัติธรรม อย่างนี้มัน ไม่ถูกต้อง. มันเหมือน กับกฎหมาย ใครอย่า ปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมาย แล้วก็ทำผิด กฎหมายไม่ต้องรับโทษ ; อย่างนี้มันเป็นไปไม่ได้. กฎของ ธรรมชาติมันเฉียบขาดยิ่งไปกว่านั้นอีก. เราต้องรู้คุณของพระธรรม ที่ทำให้เรารอด ชีวิตอยู่ ได้ ในบัดนี้ ; มีการประพฤติธรรม บรรเทากิเลส

น.24 ๑๔ ข่มขี่กิเลสไว้ ไม่ลุกขึ้นมาเผาผลาญ. เราจะต้องมีลมหายใจ อยู่อย่างประกอบด้วยธรรม มีความพอใจตนเองว่าประกอบ อยู่ด้วยธรรม, เป็นอยู่ด้วยอำนาจของธรรม ในเวลา ๒๔ ชั่วโมง, ว่างกิเลสถึง ๒๓ ชั่วโมง มีกิเลส ๑ ชั่วโมง อย่างนี้ มันอยู่ได้ ไม่เป็นโรคประสาท. ถ้ามากกว่านี้มันก็เป็นโรค ประสาท. ข้อนี้แหละ ที่เราควรจะละอายสัตว์เดรัจฉาน สัตว์ เดรัจฉานไม่เป็นโรคประสาท เพราะมันไม่มีวิตกกังวล มาก เหมือนคน. สัตว์เดรัจฉานไม่มีพรุ่งนี้ คือไม่ต้องวิตกกังวล ว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร ลูกเมียจะกินอะไร. สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีมะรืนนี้ ไม่มีอาทิตย์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า หรือแม้ แต่ชาติหน้า. เรามันมี วิตกกังวลเต็มไปหมด เราจึง เป็นโรคประสาท จนเต็มอัดอยู่ในโรงพยาบาล ไม่มีที่จะ รับคนเป็นโรคประสาทอยู่แล้ว. สัตว์เดรัจฉานไม่มีคอร์รัปชั่น มันทำไม่เป็น, สัตว์ เดรัจฉานไม่มีสงคราม มันทำไม่เป็น, สัตว์เดรัจฉานไม่มีการ หลอกลวงกันด้วยการเมือง เหมือนโลกมนุษย์, สัตว์เดรัจฉาน ไม่มุ่งเอาเปรียบผู้อื่น เพราะมันทำไม่เป็น มันไม่มีบาป มัน

น.25 ๑๕ จึงอยู่อย่างสงบสุข ตามแบบของสัตว์เดรัจฉาน โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง คือไม่เป็นโรคประสาทนั่นเอง. สุนัขเป็นโรค กลัวน้ำนั้น ไม่ใช่โรคประสาท มันเป็นโรคอื่น อย่าเอามัน มาปนกัน. โรคประสาทที่นอนไม่หลับ ที่ทรมานอย่าง ละเอียดประณีต นั่นน่ะ เป็นกันแต่คน. ทำไมไม่ละอายสัตว์เดรัจฉาน ; จะได้มีหิริ มี โอตตัปปะ ละอายบาป และละอายต่อความชั่ว, แล้วก็จะมี นักเศรษฐกิจบริสุทธิ์ นักการเมืองบริสุทธิ์ นักปกครอง บริสุทธิ์ นักสังคมบริสุทธิ์ อะไร ๆ มันก็จะบริสุทธิ์ ด้วย อำนาจของธรรมะ เพราะว่าเรา ละอายต่อการที่ไม่มีธรรมะ. ขอให้ท่านทั้งหลายพิจารณาดูเถิด. เราจะหวังพึ่งธรรมะ ที่เป็นสิ่งคงเส้นคงวา เราก็จะต้องมีความเป็นคนคงเส้นคงวา, ความเป็นมนุษย์ ของเรา ก็ต้องคงเส้นคงวา, ความเป็นพุทธบริษัท ของเรา ก็ต้องคงเส้นคงวา ความเป็นไทยเป็นคนไทย ของเรา ก็ต้อง เป็นอย่างคงเส้นคงวา, ความคงเส้นคงวาเท่านั้นที่จะช่วย เราได้.

น.26 ๑๖ บรรพบุรุษของเรา เคยมีความคงเส้นคงวาต่อ ธรรมะ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านก็เคยรอดอยู่ด้วยอำนาจ ของธรรมะ นอนไม่ต้องปิดประตูเรือน, วัวควายปล่อยไว้ ที่ไหนก็ได้, ไม่ต้องใส่คอกที่มีกุญแจเหมือนสมัยนี้. สมัยนี้ นอนใต้ถุนเรือนก็มีคนมายิง, นอนอยู่ในห้องก็มีคนบุกเข้าไป ถึงห้องนอน อย่างนี้. นั่นแหละคือผลของการที่ไม่มีธรรมะ อย่างคงเส้นคงวา. ขอให้ท่านทั้งหลายระลึกนึกถึง ธรรมะ ว่า เป็นสิ่ง ที่มีความคงเส้นคงวา. จะทำอย่างหลุบ ๆ ล่อ ๆ ปลูก มะลิซ้อน ออกดอกมาเป็นมะลิลา, อย่างนี้มันก็ไม่เหมาะ ที่จะได้รับประโยชน์จากธรรมะ, จะต้องทนทรมานต่อไป ด้วยความไม่คงเส้นคงวาของตน. ไทย ต้องคู่กับ ธรรม, ธรรม ต้องคู่กับไทย. ความ เป็นไทย เป็นได้ด้วยความมีธรรม. หมดธรรม หรือ ธรรมะ แล้ว ความเป็นไทยก็จะไม่เหลืออยู่ ; เพราะเป็น ทาสของกิเลสเสียเต็มที่แล้ว, ก็จะต้องทำอะไรผิดพลาด ไป ตามอำนาจของกิเลส ; แล้วความเป็นไทยก็จะสูญเสียไป. ความเป็นไทยในภายในสูญเสียแล้ว ; ความเป็นไทยในภาย นอกก็จะสูญเสียตาม.

น.27 ๑๗ เราจงเป็นไทยให้คงเส้นคงวา, เป็นพุทธบริษัท ไทยให้คงเส้นคงวา เช่นไม่ต้องหยุดชดเชย วันชาติ วัน ศาสนา วันพระมหากษัตริย์ ที่เผอิญไปตรงกับวันอาทิตย์นั้น อีกต่อไป ก็จะมีความคงเส้นคงวา ตรงกันทั้งปากและใจ ยิ่งขึ้น. นี่แหละคือการมีธรรมะอย่างคงเส้นคงวา. ไทย ต้องคู่กับธรรม, ธรรมต้องคู่กับไทย จึงจะยังคงความ เป็นไทยไว้ได้. ขอให้ พุ ทธบริษัทชาวไทยเรา เอาธรรมะกลับมา ดึงธรรมะกลับมา ด้วยความเป็นคนคงเส้นคงวา แล้วเจริญ ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ในการเสวยความสุข ตามแบบของพุทธ- บริษัทยิ่ง ๆ ขึ้นไป จงทุกประการเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต