Buddhadasa.org

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ ตอนที่ ๑๔ — ๓๖. ธรรมะในฐานะสิ่งที่ต้องรู้ว่าศีลธรรมกลับมา โลกาสงบเย็น

ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ศีลธรรมกลับมา (ปาฐกถาธรรมทางวิทยุ) ตอน ๓ (๑๔ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.256 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น เป็นการบรรยายครั้ง สุดท้าย ของชุดศีลธรรมกลับมา ซึ่งอาตมาได้บรรยายมาแล้วเป็น ๓๖ ครั้ง รวมทั้งครั้งนี้ ล้วนแต่เป็นการปรับทุกข์ ถึงปัญหาทางศีลธรรม ของมนุษย์ในโลก. ในวันนี้จะเป็นเหมือนกับบทสรุป ขอทบทวนแต่ โดยหัวข้อ ที่ควรนำมาพิจารณากัน.

น.257 ๒๔๗ ขอให้รำลึกถึงอานุภาพของศีลธรรม. ข้อแรก ก็ขอให้ย้อนระลึกนึกถึง ประโยชน์ อานิสงส์ และ อานุภาพของศีลธรรม ว่า เป็นอานุภาพ ที่เข้าไปครอบงำถึงส่วนลึกของจิตใจ. เมื่อทำให้ คน กลัวบาปแล้ว ก็ไม่ประพฤติผิดศีลธรรม ทำบาป ทำชั่ว แต่ประการใด การที่คนในโลกยังมีศีลธรรมเหลืออยู่ ก็ เพราะ ศีลธรรมที่ติดมาในสายเลือด หรือว่าคนที่ควร จะทำ บาปบางคนยั้งไว้ได้ ไม่ใช่โดยกลัวกฎหมาย : แต่ด้วย อำนาจความมีศีลธรรม คือกลัวบาป ที่เหลืออยู่ในใจ บังคับไม่ให้ทำ, หรือแม้ที่สุดแต่อันธพาลบางคน ไม่กระทำ บาปในบางคราวหรือสุดเหวี่ยง ก็เพราะมีศีลธรรมเหลืออยู่ บ้าง, ขอให้ใคร่ครวญดูถึงข้อนี้ จะเห็นความจำเป็นของ ศีลธรรม. คนจนสมัยก่อน จนเท่าไร ก็ไม่สมัครใจที่จะตัด เศียรพระพุทธรูปขาย เขาอาจจะพูดว่า ให้ตั้งแสนตั้งล้าน ฉันก็ทำไม่ได้ ; แต่มาถึงสมัยนี้ ตัดกันเป็นว่าเล่น แม้ที่ ไม่ค่อยจะมีราคา ก็ยังถูกตัดเอาไปขาย.

น.258 ๒๔๘ หรือจะย้อนไปถึงสมัยคนบ่าไม่นุ่งผ้า หญิงสาวมีแต่ พวงใบไม้แขวนข้างหน้านิดหนึ่ง ข้างหลังนิดหนึ่ง ก็ไปป่าหา ผักหาฟืนไปบ้าน ไปป่าอย่างปลอดภัย ไม่มีใครฉุดคร่า. ส่วนบ้านเราสมัยนี้ ดูตามหน้าหนังสือพิมพ์แล้ว มีการฉุดคร่าอย่างที่ไม่น่าจะมี คือใจกลางเมืองหลวงก็ยังมี ถ้ายังมีศีลธรรมเหลืออยู่ มันก็ทำไม่ได้ และคุ้มครอง อย่าง ที่เคยคุ้มครองคนบ่าสมัยไม่นุ่งผ้า. นี่แหละ น่าจะนึกถึง พระคุณของศีลธรรมกันให้มาก ถึงขนาดนี้. ทีนี้อยากจะขอร้องให้พิจารณาเป็นพิเศษ กะ ก็คือว่า การกระทำที่เป็นไปเพื่อปรกติสุขของมนุษย์แล้ว เรียก ว่าศีลธรรม ทั้งนั้น. เดี๋ยวนี้เราเรียกชื่อต่าง ๆ กัน เป็น เศรษฐกิจบ้าง การค้าบ้าง การเมืองบ้าง การทหาร บ้าง การปกครองบ้าง การสถิตยุติธรรม การราชทัณฑ์ กิจกรรม นายหน้า แม้แต่ทนายความ. เราไม่มองเห็น ว่า สิ่งเหล่านั้นทุกอย่าง แต่ละ อย่างคือศีลธรรม เ กิดมาในรูปแบบของศีลธรรมในตอน ต้น ๆ; แล้วเพิ่งมากลายเป็นมิใช่ศีลธรรม จนกระทั่งว่า เป็นข้าศึกของศีลธรรมไปในที่สุด.

น.259 ๒๔๙ เมื่อมนุษย์พ้นมาจากความเป็นคนบ่า มาตั้ง ทำมาหา กินแล้วเดือดร้อนเพราะการเบียดเบียนกัน ก็ต้องมีศีลธรรม ในขั้นระเบียบวินัยการปกครอง หรือกฎหมาย. ต่อมาเขารู้จัก ค้าขาย เพื่อความสะดวก สงบสุข ยิ่งขึ้นในรูปของศีลธรรม เป็นการแลกเปลี่ยนด้วยความหวังดี ต่อกันและกัน เพื่อมีความสงบสุข การค้าก็ทำไปเพื่อความ สะดวกของสังคมมนุษย์นั้นเอง. การเมือง ไม่เคยเรียกว่าการเมืองในสมัยนั้น แต่ ก็มีการกระทำชนิดที่เรียกว่า การเมือง คือปรับปรุงกันให้อยู่ โดยความเป็นผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. แม้ การทหาร ก็เป็นเพียงป้องกันตัว ให้รอดอยู่ได้ มันก็ อยู่ในรูปของศีลธรรม. จะมี การศาล การกฎหมายอะไรขึ้นมา มัน ก็เพื่อ ความปรกติสุข ในรูปของศีลธรรม. แม้ในที่สุด เกิด กิจกรรมนายหน้า ก็เพื่อความ สะดวก ความเป็นปรกติสุข, เป็น ทนายความ ก็เพื่อความ สงบสุข ความต่อสู้รักษาซึ่งความยุติธรรม ของผู้ที่ไม่มี

น.260 ๒๕๐ ปัญญาจะต่อสู้. ทุกอย่างมันเป็นรูปของศีลธรรม ไม่ยกเว้น อะไรเลย. ต่อมามนุษย์มีความเจริญ จน เห็นแก่ตัว สิ่งที่เคย เป็นศีลธรรม ทุกสิ่งนี้ ก็แยกตัวออกมาเป็นอย่าง ๆ สำหรับ เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ หากำไร กลายเป็นโอกาสแห่งการ คอรัปชั่น การรีดไถ ไปหมดสิ้น. เช่นว่า การแลกเปลี่ยน เพื่อความสงบสุขของสังคม ก็กลายเป็นโอกาสสำหรับขูดรีด อย่างนี้เป็นต้น. แม้การราชทัณฑ์ การยุติธรรม ก็จะกลายเป็น เครื่องมือ สำหรับการขูดรีด ในเมื่อผู้ปฏิบัติงานเหล่านั้น ไร้ศีลธรรม. การทนายความ จึงถือกันว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่า เสน่หา บางคนไม่ยอมให้ลูกเรียนกฎหมาย เพื่อไปเป็น ทนายความ. นี่เป็นความคิดนึกอย่างคนโบราณ ; เพราะว่า กลายเป็นโอกาส หรือเครื่องมือ สำหรับการขูดรีดไปเสีย ใน เมื่อไม่มีศีลธรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง. ดังนั้น ขอให้ย้อนระลึกไปถึงดึกดำบรรพ์ กว่าสิ่ง เหล่านี้ แต่ก่อนเคยเป็นตัวศีลธรรม แขนงหนึ่ง ๆ ; บัดนี้

น.261 ๒๕๑ แยกตัวออกมาเป็นอะไรก็ตามแต่จะเรียก แล้วก็มุ่งหมายที่จะ แสวงหาประโยชน์ส่วนบุคคลทั้งนั้น ทีนี้เรามาดูความเจริญ ที่เรียกกันว่า ความก้าวหน้า ความเจริญของมนุษย์ ซึ่งพูดกันว่า เจริญ ๆ; แล้วก็ พูดโดยไม่รับผิดชอบว่าเพื่อสันติภาพ, คือ ไม่ได้รับผิดชอบ ว่า มันจะมีสันติภาพได้จริง. ความเจริญของมนุษย์ทุก แขนง ที่เหมือนกับจะแข่งกับเทวดานั้น มันก็ไม่มีทางมา แห่งสันติภาพ เพราะความเจริญเหล่านี้. ขอรบกวนเวลา และความอดทน ของท่านผู้ฟัง อีกครั้งว่า เราจะพิจารณาในเรื่องนี้กันพอเป็นที่เข้าใจ :- เรื่องแรก ความเจริญในการผลิตปัจจัย ๔ : ผลิต อาหาร ผลิตเครื่องนุ่งห่ม ผลิตที่อยู่อาศัย ผลิตวิธีการบำบัด โรค มันก็ก้าวหน้าเหลือประมาณ จนจะแข่งกับเทวดาได้ ; โลกนี้ก็ยังไม่มีสันติภาพอยู่นั่นเอง, มันกลายเป็นการสร้าง แฟชั่นที่เพื่อ ที่ฟุ่มเฟือย, แล้วก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว ให้ผู้ บริโภคปัจจัยนั้นยิ่งขึ้น ๆ. เ มื่อมีความเห็นแก่ตัวแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะรู้ได้เอง.

น.262 ๒๕๒ ดูที่ การใช้ทรัพยากรของธรรมชาติ : เราขุด น้ำมัน ขุดโลหะ มาเป็นเครื่องมือสำหรับประหัตประหารกัน ด้วยการทำสงคราม หรือมหาสงคราม นี่มัน เพื่อสันติภาพ หรือเพื่ออะไร ? หรือว่าเราเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ เพื่อชีวิตอัน พุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อ มันก็เป็นการทำลายมนุษย์อยู่นั่นแหละ, แล้วมันเป็นการทำลายตัวโลกนี้ให้หมดค่า ไปเสียด้วย. ทีนี้จะดูถึง การศึกษา : อักษรศาสตร์ วรรณคดี ปรัชญา เหล่านี้มัน ก็ไม่ส่งเสริมความมีศีลธรรม เหมือน ในยุคก่อน ๆ ; จะหาวรรณคดีอักษรศาสตร์ ที่ส่งเสริม ศีลธรรมโดยตรง อย่างบางคัมภีร์ในอินเดีย มันหาไม่ได้. ปรัชญาเป็นเครื่องทำความเนิ่นช้าให้แก่สันติภาพ และไม่นำ ไปสู่สันติภาพ. การศึกษา ผลิตบัณฑิตที่จบแล้วก็เตะฝุ่น ไม่เป็น, ทำสวนครัวก็ไม่เป็น, จะหุงข้าวกินสักหม้อก็คงทำ ไม่ได้. จะดูไปถึงสิ่งที่เรียกว่า เทคโนโลยี ซึ่งกำลังบูชากัน นักหนา เทคโนโลยีทั้งหลาย กำลังกลาย เป็นเครื่องขุดหลุม ฝั่งคน, ฝั่งมนุษย์ ให้จมอยู่ภายใต้วัตถุนิยม, บูชา วัตถุเป็นพระเจ้า ; ฝั่งมนุษย์ลงไปในผัสสายตนิกนรก คือ

น.263 ๒๕๓ นรกที่จะเกิดขึ้นทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางจิตใจ ของบุคคลนั้นเอง จะดู กิจกรรมอวกาศ ไปโลกพระจันทร์ ไปโลกไหน ก็จะได้อยู่แล้ว แต่มันก็ ไม่มีผลเพื่อสันติภาพเลย เป็น เครื่องมืออะไรอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่มีผลแก่สันติภาพเลย. มองในส่วนนี้แล้ว ก็เหมือนกับขี่เรือบินไอพ่น สำหรับไล่ จับตั๊กแตน คนโบราณเขาล้อว่า ขี่ช้างจับตั๊กแตน นี้มันน่า บัดสีเต็มทีแล้ว. เดี๋ยวนี้เราขี่ไอพ่นไล่จับตั๊กแตน ; ไม่เป็น ไปเพื่อสันติภาพ. กิจกรรมปรมาณู ก็ขอให้ดูเถิด มัน ไม่ได้เป็นไป เพื่อสันติภาพ, เป็นไปเพื่อความยุ่งยากมากขึ้น. สักวันหนึ่ง เมื่อบังคับไว้ไม่อยู่ บันดาลโทสะแล้ว ก็ใช้อาวุธปรมาณู ทำลายกัน นั่นก็คือการทำลายโลก สรุปผล กิจกรรมปรมาณู ก็เป็นเสมือนการต่อโลงไว้ใส่โลก ในอนาคต เอ้า, มาดูที่อย่างประณีต เช่นศิลป, งานศิลป สมัยนี้ บัญญัติอะไรไกลออกไป ๆ เพื่อความ ขออภัยต้องใช้ คำว่า ความงมงายโง่เขลา ; ทำให้เสียเวลามาก, ไม่ถึง จุดของสันติภาพ, และก็ไม่รู้ว่า ศิลปนี้จะมีไว้เพื่อรับใช้

น.264 ๒๕๔ อะไรกัน ? เพื่อรับใช้สันติภาพ หรือเพื่อรับใช้วิกฤตการณ์ หรือรับใช้ความมัวเมา ที่สร้างให้ขยายตัวมากยิ่งขึ้นทุกที ? ดูมาถึง การศึกษาโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศึกษา กันมากมาย ศึกษากันได้เป็นพัน ๆ ปีหมื่นปี มันก็ ไม่ส่ง เสริมศีลธรรมแห่งความรักมนุษย์ด้วยกัน ; ได้แต่รื้อฟื้น ความอาฆาต และค้นหาวิธีการที่จะเอาเปรียบผู้อื่น มาจาก ความรู้ทางประวัติศาสตร์นั่นเอง มันไม่เป็นไปเพื่อสันติภาพ ที่เราหวังกันมาก เช่น การสถิตยุติธรรม หรือ ร าช- ทัณฑ์ ที่คู่กัน เดี๋ยวนี้เขาจัดกันอย่างดี โอ้อวดกันมาก ; แต่มันก็ดีเกินไป แพงเกินไป แล้วก็ ยังเพิ่มคนอันธพาล อยู่นั่นเอง, ในโลกยังเพิ่มคนอันธพาลอยู่นั่นเอง ประจักษ์ พยานมันมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง. การสังคมสงเคราะห์ ยังไม่ช่วยให้คนพ้นจาก นรกทั้งเป็น, ยังจมอยู่ใต้ปลักแห่งปัญหาชีวิต คือความ โง่ของตน เลี้ยงไม่โต ; เพราะว่าไม่สงเคราะห์กันทางจิต ทางวิญญาณเสียเลย. ที่นี้ดูที่ตัว พระศาสนาเอง ก็ได้แปรรูปไป จนพระ- ศาสนาไม่เป็นที่ตั้งแห่งศีลธรรม ไม่ควบคุมศีลธรรม เป็น

น.265 ๒๕๕ การลงทุนมาก ได้ผลไม่คุ้มค่า. เราจะสร้างโบสถ์ใหญ่ ๆ แข่งกัน, สร้างพระใหญ่ ๆ แข่งกัน สร้างพระเจดีย์ใหญ่ ๆ แข่งกัน และอะไร ๆ อีกมากมาย ละเปยยาลใหญ่ไว้ก็ได้. มันก็ไม่ได้ผลชนิดที่ให้เกิดสันติภาพ มันจะกลายเป็นเรื่องใช้ เงินไม่คุ้มค่า สร้างความวุ่นวายปั่นป่วนไปเสีย ในที่สุดก็มาถึง ขนบธรรมเนียมประเพณี เปลี่ยน แปลงไป จนส่งเสริมอบายมุข; แทนที่จะส่งเสริม ศีลธรรม มันก็กลายเป็นทำลายศีลธรรม. การบวชนาค การทอดกฐิน งานศพ หรืออะไรเหล่านี้ ก็มีอะไรแทรก- แซงเข้ามา เป็นอบายมุขโดยไม่รู้สึกตัว; มันไม่มีความ หมายของคำว่า บวชนาค หรือทอดกฐิน หรืองานศพ อันบริสุทธิ์. มัน เป็นช่องทางให้เกิดความสนุกสนาน ส่งเสริมกิเลส โดยอาศัยสิ่งเหล่านั้นเป็นเครื่องบังหน้า. นี่แหละดูเถิด ความเจริญของมนุษย์เราในสมัย ปัจจุบันนี้ กำลังเป็นอย่างนี้. โลกไม่ได้รับสันติภาพ เพราะ สิ่งเหล่านี้กำลังเป็นเสียอย่างนี้. เมื่อพูดถึง หนทางแก้ไข ก็ต้องทำให้ศีลธรรม กลับมา, ให้มีหรือเป็นเรื่องของศีลธรรม. แต่จะทำไม่ได้

น.266 ๒๕๖ ด้วยเหตุเพียงว่า แต่งเพลงเพราะ ๆ ขึ้นสักเพลงหนึ่งให้ ร้องกัน ให้ส่งวิทยุกระจายเสียงให้ลั่นไปหมด ศีลธรรมก็ไม่ กลับมา. ต้องโดยการ แก้ไขปรับปรุงรื้อฟื้นทางศีลธรรม รณรงค์กันเหมือนที่มีการรณรงค์ทางการเมือง. หลักทำให้ศีลธรรมกลับมา. จะขอสรุปเหลือเพียง ๓ หัวข้อว่า ข้อที่ ๑. ศีลธรรม ที่จำเป็นนั้น ก็คือ รักผู้อื่น รักผู้อื่นแล้วฆ่าใครไม่ได้ ขโมย ไม่ได้ ล่วงละเมิดกาเมไม่ได้ หลอกลวงไม่ได้ ดื่มน้ำเมา ไม่ได้. และโดยส่วนตัวนั้น เมื่อ รักผู้อื่น ก็ไม่เห็นแก่ตัว มันก็ทำลายอหังการ มมังการของตัว คือกิเลสถูกทำลาย จิตสูงไปทางพระนิพพาน. อสวยติเอ็นดูสุดๆ ของกินชื่อย่อ ส่วน ทางสังคม นั้น มันไม่มีปัญหาอะไรเหลือ เมื่อรักผู้อื่นแล้ว ไม่มีการเบียดเบียน มีแต่การช่วยเหลือ กัน, แล้วจะทำให้รักชาติ รักเพื่อนมนุษย์. รักเพื่อน มนุษย์แล้ว นายทุนก็ไม่เกิดขึ้นในโลก ที่มีอยู่ก็ตายไปเอง. นายทุนตายไปหมดแล้ว คอมมูนิสต์ก็ไม่มีงานทำ ก็ตายไป

น.267 ๒๕๗ เอง. นี่ความมีศีลธรรม ทำให้ไม่ต้องฆ่าแกงกัน ไม่ ต้องทะเลาะวิวาทกัน มีสันติสุขเข้ามาแทน. ข้อที่ ๒. ขอให้ บังคับจิต บังคับตน บังคับกิเลส บังคับความรู้สึกฝ่ายต่ำ ; สรุปรวมเรียกว่า บังคับตน. มนุษย์ก็จะเดินตรงทาง มีมนุษยธรรม ไม่ต้องกระวนกระวาย ให้ปวดหัว นอนไม่หลับ จนน่าละอายแมว. แมวนอนหลับ ไม่ต้องกินยานอนหลับ ; คนต้องกินยานอนหลับ เป็นโรค ประสาท เป็นโรคจิต. บังคับจิตได้แล้ว ก็หยุดอาชญา- กรรม ลดอันธพาล เพิ่มพลเมืองดี เพิ่มสัตบุรุษ. ข้อที่ ๓. ถือหลักว่า มีความสุขเมื่อทำหน้าที่ อยู่กับโต๊ะทำงาน, มีความสุข เพราะรู้สึกว่า การทำงานคือ การปฏิบัติธรรม. ธรรมะ คือหน้าที่ของมนุษย์ตามกฎของธรรมชาติ; เมื่อเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์ เราได้ประพฤติธรรม ก็มี ความสุข พอใจในตัวเอง ยกมือไหว้ตัวเองได้จึงมีความสุข ; ไม่มีใครสร้างอบายขึ้นมาได้ ถ้าว่าเขาเป็นสุขเมื่อทำการงาน สร้างสวรรค์แทนไปทุกหนทุกแห่ง. แม้จะอาบเหงื่อต่างน้ำ อยู่ก็มีความสุข ไม่มีความยากจน ไม่มีการแย่งชิง กดขี่ ขูดรีด

น.268 ๒๕๘ คอรัปชั่น เพราะว่าทุกคนเป็นสุขอยู่ที่โต๊ะทำงาน. การ งานในโลกก็กลายเป็นศีลธรรมไปหมดทุกแขนง, ไม่ว่าแขนง เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง อะไรมันกลายเป็นศีลธรรม ไปหมด. ทีนี้ผลที่เราจะได้รับ ที่ควรจะมอง ควรจะหวัง หรือหวังได้ ; เมื่อ ศีลธรรมกลับมา อย่างนี้แล้ว โลกนี้ จะสงบเย็น, สงบเย็น ไม่มีนักเศรษฐกิจโกงจนปั่นป่วนไป ทั่วโลก, ไม่มีนักการเมืองโกง จนการเมืองของโลกได้ชื่อว่า เป็นเรื่องสกปรก, ไม่มีนักปกครองคอรัปชั่น ฉ้อราษฎร์ บังหลวง โดยทุกอย่างทุกประการ, ไม่มีคนผลิต คนขาย คนซื้อ คนกลาง ที่พร้อมที่จะโกงอยู่ทุกกระเบียดนิ้ว, ไม่มี อันธพาลเต็มเมือง หรือชุมยิ่งกว่ายุง, ไม่มีคนยากจน เพราะ เขาสนุกเป็นสุขในการทำการงาน บูชาการงานเป็นพระเจ้า, ไม่มีคนที่เห็นแก่ตัว ที่เป็นต้นเหตุแห่งปัญหาทุกปัญหาใน โลกนี้. เราจะรักษาไว้ได้ซึ่งเอกลักษณ์ไทย วัฒนธรรม ไทย ถ้าเรามีศีลธรรม. คนไทยจะรู้จักชาติ ศาสนา พระ- มหากษัตริย์ ถึงขั้นที่เรียกว่า สมบูรณ์แบบ.

น.269 ๒๕๙ ขอให้พิจารณาดูให้ดีว่า ผลที่ควรจะได้ที่สูงสุด ประเสริฐ วิเศษ มหาศาล เราไม่ได้ เพราะความไม่มี ศีลธรรม, ไม่เอาใจใส่ในความเป็นศีลธรรม, ปล่อยให้เป็น ไปตามกิเลสของคน. ศีลธรรมก็ไม่มีอยู่ในรูปกิจกรรม ต่าง ๆ ในโลกนี้ทุกแขนง เพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับเอาเปรียบ กัน สร้างปัญหาขึ้นมาในโลก. การทำให้ก้าวหน้าในชีวิต ในผลประโยชน์ ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจ จะทำให้มนุษย์ เป็นสุข ก็กลายเป็นโอกาส เป็นเครื่องมือ สำหรับกดขี่ ขูดรีด ผูกขาด อะไรกันไปเสีย. นี่ขอให้ดูให้ดีว่า ศีลธรรมทุก ๆ แขนงในแต่กาล ก่อนนั้น มาเปลี่ยนรูป เป็นเรียกว่า อาชีวะบ้าง เศรษฐกิจ บ้าง การค้าบ้าง การเมืองบ้าง การทหารบ้าง การปกครอง บ้าง ความยุติธรรมบ้าง กระทั่งกิจกรรมนายหน้า กระทั่ง ถึงทนายความ ซึ่งที่แท้แต่ละอย่าง ๆ เป็นศีลธรรม; เพราะ ว่าถ้าทำไปอย่างถูกต้องแล้ว ทำให้มนุษย์มีปรกติสุข ศี - ละ, ศีละแปลว่า ปรกติสุข ศีลธรรม แปลว่า สิ่งที่ทำความปรกติสุข. มนุษย์คิดขึ้นมา นึกขึ้นมา ได้ตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์โน้น เพื่อความปรกติสุข; ต่อมา

น.270 ๒๖๐ มันเปลี่ยนรูปเป็นเครื่องมือ เป็นโอกาส สำหรับเอาเปรียบ ผู้อื่น โลกมันก็ยุ่งยากมากขึ้น ๆ จนหาความสงบสุขไม่ได้ เป็นวิกฤตการณ์ถาวรไป. ศีลธรรมไม่กลับมา สันติภาพก็มีไม่ได้. พูดถึงสันติภาพแล้วก็น่าหัว คนในโลกกำลัง พูด ถึงสันติภาพถาวร, แต่ว่าเขากำลังทำเหตุทำปัจจัย แห่ง วิกฤตการณ์อันถาวร คือไม่มีศีลธรรม, ทำพลาดจน ศีลธรรมเปลี่ยนรูป. ศีลธรรมโบราณ ที่เคยทำความสงบทุก แขนงแก่มนุษย์นั้น เปลี่ยนรูปเป็นวิธีการต่าง ๆ เพื่อจะแสวง หาประโยชน์ใส่ตัว ด้วยความเห็นแก่ตัว ดังที่ได้ยกตัวอย่าง ให้ฟังมาแล้วข้างต้นนั้น. ขอให้พวกเราทุกคน ในฐานะที่รวมกันเป็นมนุษย์- ชาติ จงมองเห็นหนทางแห่งความวินาศ ในเมื่อศีล- ธรรมไม่กลับมา. ศีลธรรมไม่กลับมา เหมือนอย่างสมัย คนป่าที่ยังไม่นุ่งผ้า ก็อย่างหญิงสาวไม่นุ่งผ้า ก็ยังไปทำงาน ตามบ่า ตามภูเขา ตามทุ่งนาได้ โดยไม่มีใครฉุดคร่า นั่น แหละมันเป็นศีลธรรม ที่สร้างขึ้นมาจากธรรมชาติอัน

น.271 ๒๖๑ บริสุทธิ์. เดี๋ยวนี้เราคิดดูเถอะเป็นอย่างไร อยู่ในบ้าน เรือน ในห้องของตัว ก็ยังจะไม่พ้นจากการถูกฉุดคร่า สำหรับหญิงสาว. นี่ศีลธรรมมีอานิสงส์อย่างไร, มีอานุภาพอย่างไร, ขอได้ทบทวนกันให้ดี ๆ เถิด ถึงเวลาแล้ว ที่จะต้องช่วยกัน ให้ศีลธรรมกลับมา. อาตมาขอโอกาส ที่จะอ่านร่ายยาว หัวข้อของการ กลับมาแห่งศีลธรรมอีกครั้ง เป็นวาระสุดท้าย ของการ บรรยายชุดนี้ คือว่าอาตมาจะหยุดการบรรยายเรื่องศีลธรรม กลับมา. ถ้ากรมประชาสัมพันธ์ยังอำนวยให้พูดต่อไป ก็จะ พูดชุดอื่นแล้ว ก็ขอให้คอยดูว่าจะพูดชุดอะไร. สำหรับชุด ศีลธรรมกลับมานี้ ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เป็นครั้งที่ ๓๖ แล้ว ฟังดูก็น่าสงสาร ๓๖ ครั้งแล้ว อ้อนวอนท่านทั้งหลาย เพื่อศีลธรรมกลับมา. หัวข้อการกลับมาแห่งศีลธรรมนั้น ก็คงจะชินหู ของท่านทั้งหลายอยู่ไม่มากก็น้อย คือคำว่า ถ้าจะให้มีศีล- ธรรม หรือศีลธรรมกลับมา เราจะต้องมีการประพฤติ กระทำต่อกัน หรือต่อตัวเอง อย่างคงเส้นคงวา ถูกฝา

น.272 ๒๖๒ ถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่า มันเป็นกงจักรหรือเป็นดอกบัว กิเลสเป็นตัวธรรมะเป็นตน เป็นคนยังมิใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา ปัญญา ต้องคู่กันกับสติ ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา วิชชาต้องส่องแสง การลงแรงต้องคุ้มค่า ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น คือ หัวข้อแห่งการบรรยายครั้งสุดท้ายแห่งชุดนี้ ในวันนี้. เวลาที่กำหนดไว้ สำหรับการบรรยายก็หมดลงแล้ว อาตมาขออ้อนวอนท่านทั้งหลายว่า จงได้ช่วยกันพิจารณาตามหัวข้อ ที่ว่า ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาก็วินาศ ถ้าศีลธรรมกลับมา โลกา ก็สงบเย็น. ขอให้เราทั้งหลายมีความหวัง ตั้งความหวัง ความปรารถนา ว่า ศีลธรรมจักต้องกลับมา ก่อนแต่ที่โลกาจะวินาศ แม้อาตมา เองก็ขอแสดงความหวังว่า ท่านทั้งหลายจะได้นำไปพินิจพิจารณา แล้วประพฤติกระทำให้ถูกตรงตามปัญหา เพื่อจะแก้ปัญหานั้นได้โดย สะดวกดาย แล้วก็จะมีความเป็นอยู่สุขสบายด้วยกันทุกทิพาราตรี ทุกท่านทุกคน เทอญ.

น.273 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑ คู่มือมนุษย์ ๖ ๒ ศิลปแห่งการดูด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓ ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้าอยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๔ ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๕ ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๒ ๖ พูดกับเณร ๑ ๗ ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๑ ๘ เห็นธรรมชาติคือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๙ ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๑๐ ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๑๑ ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๑๒ นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๑๓ ธรรมพรปีใหม่ ๒ ๑๔ ตถตาช่วยได้ ๑ ๑๕ ศีลธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๑๖ ศีลธรรมกลับมา ตอน ๓ ๑ ๑๗ ค่าของครู ๑ ๑๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.274 ศีลธรรมจะกลับมาได้ เราต้องใฝ่ประพฤติ กระทำด้วยตนเอง :- อย่างคงเส้นคงวา ถูกฝาถูกตัว มีหัวมีหาง ระวังคางระวังคอ ถอนตอลงหลัก รู้ว่าเป็นกงจักรหรือดอกบัว กิเลสเป็นตัว ธรรมะเป็นตน เป็นคนยังมิใช่มนุษย์ เป็นชาวพุทธก็จะหมดปัญหา ปัญญาต้องคู่กับสติ ทิฏฐิต้องเป็นสัมมา วิชชาต้องส่องแสง การลงแรงต้องคุ้มค่า ศีลธรรมกลับมา โลกาสงบเย็น.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต