Buddhadasa.org

อานาปานสติ และดับไม่เหลือ ตอนที่ ๑ — อานาปานสติ อย่างง่าย ขั้นต้น สำหรับคนทั่วไป

อานาปานสติ และดับไม่เหลือ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ และดับไม่เหลือ (๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.9 อานาปานสติ (สำหรับคนทั่วไปอย่างง่าย ขั้นต้น ๆ ให้รู้จักไว้ทีก่อน) ในกรณีปกติ ให้นั่งตัวตรง (ข้อกระดูกสันหลังจด กันสนิท เต็มหน้าตัดของมันทุกๆ ข้อ) ศีรษะตั้งตรง ตา มองไปที่ปลายจมูก ให้อย่างยิ่ง จนไม่เห็นสิ่งอื่น ; จะเห็น อะไร หรือไม่เห็นก็ตามใจ ขอให้จ้องมองเท่านั้น. พอชิน เข้าจะได้ผลดีกว่าหลับตา และไม่ชวนให้ง่วงนอนได้ง่ายด้วย. โดยเฉพาะคนขี้ง่วง ให้ทำอย่างลืมตา นี้แทน หลับตา ทำไปเรื่อยๆ ตามันจะหลับของมันเอง ในเมื่อถึง ขั้นที่มันจะต้องหลับ; หรือจะหัดทำอย่างหลับตาเสียตั้งแต่ ต้นก็ตามใจ. แต่ วิธีที่ลืมตานั้นจะมีผลดีกว่า หลายอย่าง แต่ว่าสำหรับบางคนรู้สึกว่าทำยาก; โดยเฉพาะพวกที่ยึดถือ ในการหลับตา ย่อมไม่สามารถทำอย่างลืมตาได้เลย. มือปล่อยวางไว้บนตัก ซ้อนกันตามสบาย ชาขัด หรือซ้อนกันโดยวิธีที่จะช่วยยันน้ำหนักตัว ให้นั่งได้ถนัดและ

น.10 ๒ ล้มยาก. ขาขัดอย่างซ้อนกันธรรมดาหรือจะขัดไขว้กัน นั่น แล้วแต่จะชอบหรือทำได้. คนอ้วนจะขัดขาไขว้กันอย่างที่ เรียกขัดสมาธิเพชรนั้นทำได้ยาก และไม่จำเป็น ขอแต่ให้ นั่งคู้ขามา เพื่อรับน้ำหนักตัวให้สมดุลย์ล้มยาก ก็พอแล้ว. ขัดสมาธิอย่างเอาจริงเอาจังยาก ๆ แบบต่าง ๆ นั้น ไว้สำหรับ เมื่อจะเอาจริงอย่างโยคีเถิด. ในกรณีพิเศษ สำหรับคนป่วย คนไม่ค่อยสบาย หรือแม้แต่คนเหนื่อย จะนั่งอิงหรือนั่งเก้าอี้ หรือเก้าอี้ผ้าใบ สำหรับเอนทอดเล็กน้อย หรือนอนเลยสำหรับคนเจ็บไข้ ก็ทำได้ ทำในที่ไม่อับอากาศ หายใจได้สบาย ไม่มีอะไรกวน จนเกินไป. เสียงอึกทึกที่ดังสม่ำเสมอ และไม่มีความหมาย อะไร; เช่น เสียงคลื่น เสียงโรงงาน เหล่านี้ ไม่เป็น อุปสรรค; เว้นแต่จะไปยึดถือเอาว่าเป็นอุปสรรคเสียเอง. เสียงที่มีความหมายต่าง ๆ เช่นเสียงคนพูดกัน นั้นเป็น อุปสรรคแก่ผู้หัดทำ; ถ้าหาที่เงียบเสียงไม่ได้ ก็ให้ถือว่า ไม่มีเสียงอะไร ตั้งใจทำ ไปก็แล้วกัน มัน จะค่อยได้เอง.

น.11 ๓ ทั้งที่ตามองเหม่อ ดูปลายจมูกอยู่ ก็สามารถรวม ความนึก หรือความรู้สึกหรือ เรียกภาษาวัดว่า สติ ไปกำหนด จับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ของตัวเองได้. คนที่ชอบหลับตา ก็หลับตาแล้ว ตั้งแต่ตอนนี้. คนชอบลืมตาลืมไปได้เรื่อย จนมันค่อยๆ หลับของมันเอง เมื่อเป็นสมาธิมากขึ้น ๆ. เพื่อจะให้กำหนดได้ง่าย ๆ ใน ชั้นแรกหัด ให้พยายาม หายใจให้ยาวที่สุดที่จะยาวได้ด้วยการฝืน ทั้งเข้าและออก หลาย ๆ ครั้งเสียก่อน เพื่อจะได้รู้ ของตัวเองให้ชัดเจนว่า ลมหายใจ ที่มันลากเข้าออก เป็นทางอยู่ภายในนั้น มัน ลากถู หรือ กระทบอะไรบ้าง ในลักษณะอย่างไร. และกำหนด ได้ง่าย ๆ ว่า มันไปรู้สึกว่า สุดลงที่ตรงไหน ที่ในท้อง โดยเอา ความรู้สึกที่กระเทือนนั้นเป็นเกณฑ์ ไม่ต้องเอาความจริง เป็นเกณฑ์; พอเป็นเครื่องกำหนดส่วนสุดข้างใน และ ส่วนสุดข้างนอก ก็กำหนดง่าย ๆ เท่าที่จะกำหนดได้. คนธรรมดา จะรู้สึกลมหายใจกระทบปลายจะงอย จมูก; ให้ถือเอาตรงนั้นเป็นที่สุดข้างนอก. ถ้าคนจมูก แฟบ หน้าหัก ริมฝีปากบนเชิด ลมจะกระทบปลายริมฝีปาก

น.12 ๔ บน ; อย่างนี้ก็ให้กำหนดเอาที่ตรงนั้นว่า เป็นที่สุดท้ายข้าง นอก; แล้วก็จะได้จุดทั้งข้างนอกและข้างใน โดย กำหนด เอาว่า ที่ปลายจมูก จุดหนึ่ง ที่สะดือ จุดหนึ่ง แล้วลมหายใจ ได้ลากตัวมันเองไปมา อยู่ระหว่างจุดสองจุดนี้ขึ้นลงอยู่เสมอ. ทีนี้ ทำใจ ของเราให้เป็นเหมือนอะไรที่ คอยวิ่งตาม ลมนั้น ไม่ยอมพราก ทุกครั้งที่หายใจทั้งขึ้นและลง, ตลอด เวลาที่ทำสมาธิ. นี้จัดเป็นขั้นหนึ่งของการกระทำ เรียกกัน ง่าย ๆ ในที่นี้ก่อนว่า ขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" กล่าวมาแล้วว่า เริ่มต้นทีเดียว ให้พยายามผืน หายใจให้ยาวที่สุด และให้แรง ๆ และหยาบที่สุดหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้ พบจุดหัวท้าย แล้ว พบเส้นที่ลากอยู่ตรงกลาง ๆ ได้ ชัดเจน. เมื่อจิต หรือสติ จับ หรือ กำหนด ตัวลมหายใจที่ เข้า ๆ ออก ๆ ได้ โดยทำความรู้สึกที่ ๆ ลมมันกระทบลากไป แล้วไปสุดลงที่ตรงไหน ; แล้วจึงกลับเข้า หรือกลับออก ก็ตาม ดังนี้แล้ว ก็ ค่อยๆ ผ่อนให้การหายใจนั้นค่อย ๆ เปลี่ยน เป็นหายใจอย่างธรรมดา โดยไม่ต้องฝืน. แต่สติ นั้นคงกำหนดที่ลมได้ตลอดเวลา ตลอดสาย ; เช่นเดียวกับ

น.13 ๕ เมื่อแกล้งหายใจหยาบแรง ๆ นั้นเหมือนกัน, คือกำหนดได้ ตลอดสายที่ลมผ่าน จากจุดข้างในคือสะดือ หรือท้องส่วนล่าง ก็ตาม ถึงจุดข้างนอกคือปลายจมูก หรือปลายริมฝีปากบน แล้วแต่กรณี ลมหายใจจะละเอียด หรือแผ่วลงอย่างไร สติ ก็คง กำหนดได้ชัดเจน อยู่เสมอไป โดยให้การกำหนดนั้นประณีต ละเอียดเข้าตามส่วน. ถ้าเผอิญเป็นว่า เกิดกำหนดไม่ได้ เพราะลมละเอียด เกินไป ก็ให้ตั้งต้นหายใจให้หยาบหรือแรงกันใหม่ ; แม้จะ ไม่เท่าทีแรก ก็เอาพอให้กำหนดได้ชัดเจนก็แล้วกัน. กำหนด กันไปใหม่ จนให้มีสติรู้สึกอยู่ ที่ลมหายใจไม่มีขาดตอน ให้ จนได้, คือจนกระทั่งหายใจอยู่ตามธรรมดา ไม่มีผืนอะไร ก็กำหนดได้ตลอด : มันยาวหรือสั้นแค่ไหน ก็รู้, มันหนัก หรือเบาเพียงไหนก็รู้พร้อมอยู่ในนั้น : เพราะสติเพียงแต่ คอยเกาะแจอยู่ ติดตามไปมาอยู่กับลมตลอดเวลา. ทำได้ อย่างนี้ เรียกว่าทำการ บริกรรมในขั้น "วิ่งตามไปกับลม" ได้สำเร็จ.

น.14 ๖ การทำไม่สำเร็จนั้น คือ สติ หรือความนึก ไม่อยู่ กับลม ตลอดเวลา เผลอเมื่อไรก็ไม่รู้ ; มารู้เมื่อมันไปแล้ว และก็ไม่รู้ว่ามันไปเมื่อไร, โดยอาการอย่างไร, เป็นต้น. พอรู้ก็จับตัวมันมาใหม่ และ ฝึกกันไปกว่าจะได้ ในขั้นนี้ ครั้ง หนึ่ง ๑๐ นาที เป็นอย่างน้อย แล้วจึงค่อยฝึกขั้นต่อไป. ขั้นต่อไป ซึ่งเรียกว่า บริกรรมขั้นที่สอง หรือ ขั้น "ดักดูอยู่แต่ตรงที่แห่งใดแห่งหนึ่ง" นั้น จะทำต่อเมื่อ ทำขั้นแรกข้างต้นได้แล้ว เป็นดีที่สุด ; หรือใครจะสามารถ ข้ามมาทำขั้นที่สองนี้ได้เลย ก็ไม่ว่า. ในขั้นนี้ จะให้สติ หรือความนึก คอยดักกำหนด อยู่ตรงที่ใดแห่งหนึ่ง โดย เลิกการวิ่งตามลม เสีย. ให้กำหนด ความรู้สึก เมื่อลมหายใจเข้าไปถึง ที่สุดข้างใน คือสะดือ ครั้งหนึ่ง, แล้วปล่อยว่างหรือวางเฉย, แล้วมากำหนดรู้สึก กันเมื่อลมออกมากระทบ ที่สุดข้างนอก คือปลายจมูก อีกครั้ง หนึ่ง. แล้วก็ปล่อยว่างหรือวางเฉย จนมีการกระทบส่วนสุด ข้างใน คือสะดืออีก ทำนองนี้เรื่อยไป ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เมื่อเป็น ขณะที่ปล่อยว่าง หรือ วางเฉยนั้น จิตก็ ไม่ ได้หนีไป อยู่บ้านช่องไร่นา หรือที่ไหนเลยเหมือนกัน :

น.15 ๗ แปลว่าสติคอยกำหนดที่ส่วนสุดข้างในแห่งหนึ่ง, ข้างนอก แห่งหนึ่ง, ระหว่างนั้น ปล่อยเงียบหรือว่าง. เมื่อทำได้ อย่างนี้เป็นที่แน่นอนแล้ว ก็ เลิกกำหนดข้างใน เสีย ค ง กำหนดแต่ข้างนอก คือที่ปลายจมูกแห่งเดียวก็ได้ สติคอยเฝ้ากำหนดอยู่แต่ที่จะงอยจมูก ไม่ว่าลมจะ กระทบเมื่อหายใจเข้า, หรือเมื่อหายใจออกก็ตาม ให้กำหนด รู้ทุกครั้ง. สมมุติเรียกว่าเฝ้าแต่ตรงที่ปากประตู : ให้มี ความรู้สึกครั้งหนึ่ง ๆ เมื่อลมผ่าน นอกนั้นว่างหรือเงียบ ระยะกลางที่ว่างหรือเงียบนั้น จิตไม่ได้หนี ไปอยู่ที่บ้านช่อง หรือที่ไหนอีกเหมือนกัน. ทำได้อย่างนี้เรียกว่า ทำบริกรรมในขั้น "ดักอยู่แต่ ในที่แห่งหนึ่ง" นั้นได้สำเร็จ ; จะไม่สำเร็จก็ตรงที่จิตหนี ไปเสียเมื่อไรก็ไม่รู้. มันกลับเข้าไปในประตู หรือเข้าประตู แล้วลอดหนีไปทางไหนเสียก็ได้ ; ทั้งนี้เพราะระยะที่ว่าง หรือเงียบนั้นเป็นไปไม่ถูกต้อง และทำไม่ดีมาตั้งแต่ข้างต้น ของขั้นนี้. เพราะฉะนั้น ควรทำให้ดีหนักแน่นและแม่นยำ มาตั้งแต่ขั้นแรก คือขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นั้นทีเดียว.

น.16 ๘ แม้ขั้นต้นที่สุด หรือที่เรียกว่า ขั้น "วิ่งตามตลอด เวลา" ก็ไม่ใช่ทำได้ โดยง่ายสำหรับทุกคน, และเมื่อทำได้ ก็มีผลเกินคาดมาแล้ว ทั้งทางกายและทางใจ จึงควรทำให้ได้ และทำให้เสมอ ๆ จนเป็นของเล่นอย่างการบริหารกาย ; มี เวลาสองนาทีก็ทำ : เริ่มหายใจให้แรงจนกระดูกลั่นก็ยิ่งดี จนมีเสียงหวีด หรือซูดซาดก็ได้, แล้วค่อยผ่อนให้เบาไป ๆ จนเข้าระดับปกติของมัน. ตามธรรมดาที่คนเราหายใจอยู่นั้น ไม่ใช่ระดับปกติ แต่ว่าต่ำกว่า หรือน้อยกว่าปกติ โดยไม่รู้สึกตัว ; โดย เฉพาะเมื่อทำกิจการงานต่าง ๆ หรืออยู่ในอิริยาบถ ที่ไม่เป็น อิสระนั้น ลมหายใจของตัวเอง อยู่ในลักษณะที่ต่ำกว่าปกติ ที่ควรจะเป็น ทั้งที่ตนเองไม่ทราบได้ เพราะฉะนั้น จึง ให้เริ่มด้วยหายใจอย่างรุนแรง เสียก่อน แล้วจึงค่อยปล่อยให้เป็นไปตามปกติ ; อย่างนี้ จะได้ลมหายใจที่เป็นสายกลางหรือพอดี และทำร่างกายให้อยู่ ในสภาพปกติด้วย เหมาะสำหรับจะกำหนด เป็นนิมิตของ อานาปานสติในขั้นต้นนี้ด้วย.

น.17 ๕ ขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า การบริกรรมขั้นต้น ที่สุดนี้ ขอให้ทำจนเป็นของเล่นปกติ สำ หรับทุกคน และ ทุกโอกาส เถิด จะมีประโยชน์ในส่วนสุขภาพทั้งทางกายและทางใจอย่าง ยิ่ง แล้วจะเป็นบันไดสำหรับขั้นสองต่อไปอีกด้วย. แท้จริง ความแตกต่างกันในระหว่างขั้น "วิ่งตาม ตลอดเวลา" กับขั้น "ดักดูอยู่เป็นแห่ง ๆ" นั้น มีไม่มากมาย อะไรนัก ; เป็นแต่เป็นการผ่อนให้ประณีตเข้า คือมีระยะ การกำหนดด้วยสติน้อยเข้า. แต่คงมีผลคือจิตหนีไปไม่ได้ เท่ากัน. เพื่อให้เข้าใจง่าย จะเปรียบกับพี่เลี้ยงไกวเปลเด็ก อยู่ข้างเสาเปล : ขั้นแรกจับเด็กใส่ลงในเปลแล้วเด็กยังไม่ง่วง ยังคอยจะดิ้นหรือลุกออกจากแปล. ในขั้นนี้พี่เลี้ยงจะต้องคอย จับตาดู แหงนหน้าไปมาดูเปล ไม่ให้วางตาได้ ซ้ายทีขวาที อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เด็กมีโอกาสตกลงมาจากเปลได้. ครั้นเด็กชักจะยอมนอน คือไม่ค่อยจะดิ้นรนแล้ว พี่เลี้ยงก็หมดความจำเป็นที่จะต้องแหงนหน้าไปมา ซ้ายที ขวาที ตามระยะที่เปลไกวไปไกวมา. พี่เลี้ยงคงเพียงแต่มอง เด็ก เมื่อเปลไกวมาตรงหน้าตนเท่านั้นก็พอแล้ว : มองแต่

น.18 ๑๐ เพียงครั้งหนึ่ง ๆ เป็นระยะ ๆ ขณะที่เปลไกวไปมาตรงหน้าตน พอดี เด็กก็ไม่มีโอกาสลงจากเปลเหมือนกัน ; เพราะเด็ก ชักจะยอมนอนขึ้นมา ดังกล่าวแล้ว. ระยะแรก ของการบริกรรม กำหนดลมหายใจในขั้น "วิ่งตามตลอดเวลา" นี้ ก็เปรียบกันได้กับระยะที่พี่เลี้ยงต้อง คอยส่ายหน้าไปมา ตามเปลที่ไกวไม่ให้วางตาได้. ส่วน ระยะที่สอง ที่กำหนดลมหายใจเฉพาะที่ปลายจมูก หรือที่ เรียกว่าขั้น "ดักอยู่แห่งใดแห่งหนึ่ง" ; นั้นก็คือขั้นที่เด็ก ชักจะง่วงและยอมนอน จนพี่เลี้ยงจับตาดูเฉพาะเมื่อเปลไกว มาตรงหน้าตนนั่นเอง. เมื่อฝึกหัดมาได้ถึงขั้นที่สองนี้อย่างเต็มที่ ก็อาจฝึก ต่อไป ถึงขั้นที่ผ่อนระยะการกำหนดของสติ ให้ประณีตเข้า ๆ จนเกิดสมาธิชนิดแน่วแน่ เป็นลำดับไปจนถึงเป็นฌาน ขั้นใดขั้นหนึ่งได้ ซึ่งพ้นไปจากสมาธิอย่างง่าย ๆ ในขั้นต้น ๆ สำหรับคนธรรมดาทั่วไป, และไม่สามารถนำมากล่าวรวมกัน ไว้ในที่นี้ เพราะเป็นเรื่องละเอียดรัดกุม : มีหลักเกณฑ์ ซับซ้อน ต้องศึกษากันเฉพาะผู้สนใจถึงขั้นนั้น.

น.19 ๑๑ ในชั้นนี้ เพียงแต่ขอใ ห้สนใจในขั้นมูลฐาน กันไป เรื่อยๆ จนกว่าจะเป็นของเคยชินเป็นธรรมดา อันอาจจะ ตะล่อมเข้าเป็นขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับในภายหลัง. ขอให้ ฆราวาสทั่วไปได้มีโอกาสทำสมาธิ ชนิดที่ อาจทำประโยชน์ทั้งทางกายและทางใจ สมความต้องการใน ขั้นต้นเสียขั้นหนึ่งก่อน เพื่อจะได้เป็นผู้ชื่อว่ามีศีล สมาธิ ปัญญา ครบสามประการ หรือมีความเป็นผู้ประกอบตนอยู่ ในมรรคมีองค์แปดประการได้ครบถ้วน แม้ในขั้นต้น ก็ยัง ดีกว่าไม่มีเป็นไหน ๆ. กายจะระงับลงไปกว่าที่เป็นกันอยู่ ตามปกติ ก็ด้วยการฝึกสมาธิสูงขึ้นไปตามลำดับ ๆ เท่านั้น, และจะได้พบ "สิ่งที่มนุษย์ควรจะได้พบ" อีกสิ่งหนึ่งซึ่งทำ ให้ ไม่เสียทีที่เกิดมา. หอสมุดธรรมทาน

น.20 ศิริประพันธ์ บทพระธรรม ไม่จำเพาะ ว่าจะต้อง, ไพเราะ เพราะอักษร หรือสัมผัส ช้อยชด แห่งบทกลอน ที่ อรชร เชิงกวี ตามนิยม ฯ ขอแต่เพียง ให้อรรถ แห่งธรรมะ ได้แจ่มจะ ถนัดเห็น เป็นปฐม แล้วได้รส แห่งพระธรรม ด่ำอารมณ์ ที่อาจ บ่ม เบิกใจ ให้เจริญ ฯ ได้นิสัย เปลี่ยนใหม่ จากก่อนเก่า ไม่ซึมเศร้า สุขสง่า น่าสรรเสริญ เป็นจิตกล้า สามารถ ไม่ขาดเกิน ขอชวนเชิญ ชมธรรมรส งดกวี ฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต