Buddhadasa.org

อานาปานสติ และดับไม่เหลือ ตอนที่ ๒ — ความดับไม่เหลือ (บรรยายในพรรษา พ.ศ. ๒๕๐๔)

อานาปานสติ และดับไม่เหลือ — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — อานาปานสติ และดับไม่เหลือ (๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.21 เรื่อง ดับไม่เหลือนั้นมีวิธีปฏิบัติเป็น ๒ ชนิด : คือ ตามปกติ ขอให้ มีความดับไม่เหลือแห่งความรู้สึกยึดถือว่า "ตัวกู" และ "ของกู" อยู่เป็นประจำ นี้อย่างหนึ่ง. อีกอย่างหนึ่งหมายถึง เ มื่อร่างกายจะต้องแตกดับไป จริงๆ ขอให้ปล่อยทั้งหมด, รวมทั้งร่างกายชีวิตจิตใจ. ให้ดับเป็นครั้งสุดท้าย ไม่มีเชื้ออะไรเหลืออยู่ หวังอยู่ สำหรับ การเกิดมีตัวเราขึ้นมาอีก. ฉะนั้น ตาม ปกติ ประจำวัน ก็ ใช้อย่างแรก, เมื่อ ถึงคราว จะแตกดับ ทางร่างกาย ก็ ใช้อย่างหลัง. ในกรณีที่ประสบอุบัติเหตุ ไม่ตายทันที มีความรู้สึก เหลืออยู่บ้าง ชั่วขณะ ก็ ใช้อย่างหลัง. ถ้าสิ้นชีวิตไปอย่าง กระทันหัน ก็หมายความว่า ดับไป ด้วยความรู้สึกในวิธี อย่าง แรก อยู่ในตัว และเป็นอันว่ามีผลคล้ายกัน คือความไม่อยาก เกิดอีก นั่นเอง. ๑๓

น.22 ๑๔ วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๑ คือทำเป็นประจำวันนั้น หมายความว่า มีเวลาว่างสำหรับทำจิตใจเมื่อไร, ก่อนนอนก็ดี ตื่นนอนใหม่ก็ดี, ให้สำรวมจิตเป็นสมาธิด้วยการกำหนด ลมหายใจหรืออะไรก็แล้วแต่ถนัด พอสมควรก่อน ; แล้วจึง พิจารณาให้เห็นความที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงทุกสิ่ง ไม่ควรยึด มั่นถือมั่นว่าเป็นเรา หรือ เป็นของเรา แม้แต่สักอย่างเดียว. เป็นเรื่องอาศัยกันไปในการเวียนว่ายตายเกิดเท่านั้นเอง, ยึด มั่นในสิ่งใดเข้า ก็เป็นทุกข์ทันที, และทุกสิ่ง. การเวียนว่ายตายเกิดนั้นเล่า ก็คือการทนทุกข์ ทรมานโดยตรง, เกิดทุกทีเป็นทุกข์ทุกที, เกิดทุกชนิดเป็น ทุกข์ทุกชนิด, ไม่ว่าจะเกิดเป็นอะไร ก็เป็นทุกข์ไปตามแบบ ของการเกิดเป็นอย่างนั้น : เกิดเป็นแม่ก็ทุกข์อย่างแม่, เกิดเป็นลูกก็ทุกข์อย่างลูก เกิดเป็นคนรวยก็ทุกข์อย่างคนรวย เกิดเป็นคนจนก็ทุกข์อย่างคนจน, เกิดเป็นคนดีก็ทุกข์อย่าง คนดี, เกิดเป็นคนชั่วก็ทุกข์อย่างคนชั่ว, เกิดเป็นคนมีบุญ ก็ทุกข์ไปตามประสาคนมีบุญ เกิดเป็นคนมีบาปก็ทุกข์ ไปตามประสาคนมีบาป ฉะนั้น สู้ไม่เกิดเป็นอะไรเลย คือ "ดับไม่เหลือ" ไม่ได้.

น.23 ๑๕ แต่ทีนี้ สำหรับการเกิด หรือคำว่า "เกิด" นั้น อย่าหมายเพียงการเกิดจากท้องแม่, ที่แท้มัน หมายถึงการ เกิดของจิต คือของความรู้สึก ที่รู้สึกขึ้นมาคราวหนึ่ง ๆ ว่า กู เ ป็นอะไร, เช่น เป็นแม่เป็นลูก, เป็นคนจนคนมี, คน สวยคนไม่สวย, คนมีบุญมีบาป, เป็นต้น ซึ่งนี่แหละเรียก ว่าความยึดถือ หรืออุปาทาน ว่าตัวกูเป็นอย่างไร ของกูเป็น อย่างไร. ตัวกู หรือ ของกู อย่างที่กล่าวนี้ เรียกว่า อุปาทาน มัน เกิดจากท้องแม่ ของมันคือ อวิชชา , มันเกิดวันหนึ่ง ไม่รู้กี่สิบครั้ง กี่ร้อยครั้ง หรือไม่รู้กี่ร้อยชาตินั่นเอง. เกิด ทุกคราวเป็นทุกข์ทุกคราว อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยง : ทุกคราวที่ตาเห็นรูป หรือหูได้ยินเสียง หรือจมูกได้กลิ่น หรือลิ้นได้รส หรือกายได้สัมผัสทางผิวหนัง หรือจิตมันปรุง เรื่องเก่า ๆ เป็นความคิดเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาเองก็ตาม ถ้าควบคุมไว้ไม่ดีแล้ว ตัวกูเป็นได้โผล่หรือเกิดขึ้นมาทันที และ ต้องเป็นทุกข์ทันที ที่ตัวกูโผล่ขึ้นมา. ฉะนั้นจงระวัง อย่าเผลอให้ "ตัวกู" โผล่หัว ออกมา จากท้องแม่ของมันได้เป็นอันขาด. เพียงแต่ตาเห็นรูป

น.24 ๑๖ หรือหูได้ยินเสียงเป็นต้น แล้วเกิดสติปัญญารู้ว่าควรจัดการ อย่างไรก็จัดไป หรือนิ่งเสียก็ได้ ; อย่างนี้ไม่เป็นไร. ขอ อย่างเดียวอย่าให้ "ตัวกู" ถูกปรุงขึ้นมาจากตัณหา หรือ เวทนา อันเกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่ได้เห็น หรือได้ยิน เป็นต้นนั้น. อย่างนี้ เรียกว่า "ตัวกู" ไม่เกิด คือไม่มีชาตินั่นเอง, เมื่อ ไม่เกิดก็ไม่ตาย หรือทุกข์อย่างใดทั้งสิ้น. นี่แหละ คือข้อที่บอกให้ทราบว่า การเกิด นั้นไม่ใช่ หมายถึงเกิดจากท้องแม่ทางเนื้อหนังโดยตรง, แต่มัน หมาย ถึงการเกิดทางจิตใจ ของ "ตัวกู" ที่เกิดจากแม่ของมัน คือ อวิชชา. การ "ดับไม่เหลือ" ในที่นี้ก็คือ อย่าให้ตัวกูดังกล่าว นั้นเกิดขึ้นมาได้นั่นเอง. เมื่อ แม่ ของมัน คืออวิชชา ก็ให้ฆ่า แม่ ของมันเสีย ด้วย วิชชา หรือปัญญา ที่รู้ว่า "ไม่มีอะไรควร ยึดมั่นถือมั่น" นั่นเอง, หรืออีกอย่างหนึ่งก็ว่า มันเกิดได้ เพราะเราเผลอสติ, ฉะนั้น เรา อย่าเผลอสติ เป็นอันขาด ถ้าเป็นคนขี้มัก เผลอสติ ก็ จ งแก้ด้วยความเป็นผู้ รู้จักอาย รู้จักกลัว เสียบ้าง : โดย อายว่า การที่ปล่อยให้เป็น อย่างนั้น ๆ มัน เป็นคนสาระเลว ยิ่งกว่าไพร่ หรือขี้ข้าสกุล

น.25 ๑๗ เสียอีก, ไม่สมควรแก่เราเลย. ที่ว่ารู้จัก กลัว เสียบ้างนั้น หมายความว่า มันไม่มีอะไรที่น่ากลัว ยิ่งไปกว่าความเกิด ชนิดนี้ แล้ว มัน ยิ่งกว่าตกนรก หรืออะไรทั้งหมด. เกิดขึ้น มาทีไร เป็นสูญคนเสียคนไม่มีอะไรเหลือ เมื่อ มีความอาย และ ความกลัว อย่างนี้บ่อยๆ แล้ว สติมันจะไม่กล้าเผลอของมันเอง. การปฏิบัติก็จะดีขึ้น ตาม ลำดับจนเป็นผู้ที่มีการ "ดับไม่เหลือ" อยู่เป็นประจำ. ทุก ค่ำเช้าเข้านอน ต้องมีการคิดบัญชีเรื่องเกี่ยวกับการดับไม่ เหลือนี้ให้รู้รายรับรายจ่ายไว้เสมอไป ข้อนี้มีอานิสงส์สูงไป กว่าไหว้พระสวดมนต์ หรือทำสมาธิเฉย ๆ. เรื่องเกี่ยวกับ ดับไม่เหลือ ทำนองนี้ ไม่เกี่ยวกับการ เพ่งหรือหลับตาเห็นสี เห็นดวงหรืออะไรที่แปลก ๆ เป็น ทำนองปาฏิหาริย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์. แต่ เกี่ยวกับสติปัญญา หรือ สติสัมปชัญญะ โดยตรงเท่านั้น. อย่างมากที่สุดที่มันจะ สำแดงออก ก็เพียงถ้ามีสติสมบูรณ์จริงๆ ได้ที่เต็มที่แล้วก็จะ สำแดงออกมาเป็นความเบากายเบาใจ, สบายกายสบายใจ อย่างที่บอกไม่ถูกเท่านั้นเอง. ถึงกระนั้นก็ อย่านึกถึงเรื่องนี้ จะดีกว่า เพราะจะกลายเป็นที่ตั้งของอุปาทานอันใหม่ ขึ้นมา

น.26 ๑๘ แล้วมันก็ จะดับไม่ลง, และมันจะ "เหลือ" อยู่เรื่อย คือ เกิดเรื่อยทีเดียว เดี๋ยวจะได้กลุ้มกันใหญ่และยิ่งไปกว่าเดิม พวกที่ทำ วิปัสสนาไม่สำเร็จ ก็เป็นเพราะคอยจับ จ้องเอาความสุขอยู่เรื่อยไป, มุ่งนิพพานตามความยึดถือ ของตนอยู่ร่ำไป ; มันก็ ดับไม่ล ง หรือนิพพานจริงๆ ไม่ได้, มีตัวกูเกิดใน นิพพานแห่งความยึดมั่นถือมั่นของตนเองเสีย เรื่อย. ฉะนั้น ถ้าจะภาวนา บ้างก็ต้องภาวนาว่า ไม่มีอะไร ที่ควรยึดมั่นถือมั่น แม้แต่สิ่งที่เรียกว่านิพพานนั่นเอง, "สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย - สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึด มั่นถือมั่น". สรุปความว่า ทุกค่ำเช้าเข้านอน ต้องทำความ แจ่มแจ้งเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้แจ่มกระจ่างอยู่เสมอ จนเคยชินเป็นนิสัย, จนหากบังเอิญตายไปในเวลาหลับ ก็ยัง มีหวังที่จะไม่เกิดอีกต่อไปอยู่นั่นเอง. มีสติปัญญาอยู่เรื่อย อย่าให้อุปาทานว่า "ตัวกู" หรือ "ของภู" เกิดขึ้นมาได้ เลยในทุก ๆ กรณี ทั้งกลางวันกลางคืน ทั้งตื่นและหลับ.

น.27 ๑๙ นี้เรียกว่า เ ป็นอยู่ด้วย ความดับไม่เหลือ หรือ ความไม่มีตัวตน มีแต่ธรรมะอยู่ในจิตที่ว่างจากตัวตนอยู่ เสมอไป เรียกว่าตัวตนไม่ได้เกิด, มีแต่การดับไม่เหลืออยู่ เพียงนั้น. ถ้าเผลอไป ก็ตั้งใจทำใหม่เรื่อย, ไม่มีการท้อถอย หรือเบื่อหน่าย ในการบริหารใจเช่นนี้ ก็เช่นเดียวกับเรา บริหารกายอยู่ตลอดเวลานั้นเหมือนกัน ; ให้ทั้งกายและใจ ได้รับการบริหารที่ถูกต้อง คู่กันไปดังนี้ ในทุกกรณีที่ทำอยู่ ทุกลมหายใจเข้า-ออก, เป็นอยู่ด้วยปัญญา ไม่มีความ ผิดพลาดเลย. ทีนี้ก็มาถึง วิธีปฏิบัติอย่างที่ ๒ คือในเวลา ฉวน เฉียนจะดับจิตนั้น อยากจะกล่าวว่ามันง่ายเหมือนตกกระได แล้วพลอยกระโจน ; มันยากอยู่ตรงที่ไม่กล้าพลอยกระโจน ในเมื่อพลัดตกกระไดมันจึงเจ็บมาก เพราะตกลงมาอย่างไม่ เป็นท่าเป็นทาง. ไหนๆ เมื่อร่างกายนี้มันอยู่ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จิตหรือเจ้าของบ้านก็พลอยกระโจนตามไปเสียด้วยก็แล้วกัน. ให้ปัญญา กระจ่างแจ้งขึ้นมา ในขณะนั้น ว่าไม่มี อะไรที่น่าจะกลับมาเกิดใหม่ เพื่อเอาเพื่อเป็น, เพื่อหวัง อะไรอย่างใดต่อไปอีก. หยุด สิ้นสุด ปีดฉากสุดท้ายกันเสียที ;

น.28 ๒๐ เพราะไปแตะเข้าที่ไหนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ว่าจะไปเกิดเป็น อะไรเข้าที่ไหน หรือได้อะไรที่ไหนมา. จิตหมดที่หวังหรือ ความหวังละลาย ไม่มีที่จอด มันจึง ดับไปพร้อมกับกาย อย่าง ไม่มีเชื้อ เหลือมาเกิดอีก. สิ่งที่เรียกว่า เชื้อ ก็คือ ความหวัง หรือ ความอยาก หรือ ความยึดมั่นถือมั่น อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั่นเอง. สมมติว่าถูกควายขวิดจากข้างหลัง หรือรถยนต์ทับ หรือตึกพังทับ ถูกลอบยิง หรือถูกระเบิดชนิดไหนก็ตาม ; ถ้ามีความรู้สึกเหลืออยู่ แม้สักครึ่งวินาทีก็ตาม จงน้อมจิต ไปสู่ความดับไม่เหลือ หรือ ทำความดับไม่เหลือเช่นว่านี้ให้ แจ่มแจ้งขึ้นในใจ เหมือนที่เราเคยฝึกอยู่ทุกค่ำเช้าเข้านอน ขึ้นมาในขณะนั้น, แล้วให้จิตดับไป ก็เป็นการเพียงพอแล้ว สำหรับการ "ตกกระไดพลอยโจน" ไปสู่ความดับไม่มี เชื้อเหลือ. ถ้าหากจิตดับไปเสีย โดย ไม่มีเวลาเหลืออยู่ สำหรับ ให้รู้สึกได้ ดังว่า ก็แปลว่า ถือเอาความดับไม่เหลือ ที่เรา พิจารณาและมุ่งหมายอยู่เป็นประจำใจ ทุกค่ำเช้าเข้านอน นั่นเอง เป็นพื้นฐานสำหรับการดับไป ; มันจะ เป็นการดับ

น.29 ๒๑ ไม่เหลืออยู่ดี, ไม่เสียท่าเสียทีแต่ประการใด, อย่าได้เป็น ห่วงเลย. ถ้า ป่วย ด้วยโรคที่เจ็บปวดหรือ ทนทรมานมาก ก็ ต้องทำจิตเบ่งรับ ว่าที่ ยิ่งเจ็บมากปวดมากนี่แหละ มันจะ ได้ดับไม่เหลือเร็วเข้าอีก. เรา ขอบใจความเจ็บปวดเสียอีก. เมื่อเป็นดังนี้ ปีติในธรรม ก็จะข่มความรู้สึกปวดนั้นไม่ให้ ปรากฏ หรือปรากฏแต่น้อยที่สุด จนเรามีสติสมบูรณ์อยู่ ดังเดิม และเยาะเย้ยความเจ็บปวดได้. ถ้าป่วยด้วยโรค เช่นอัมพาตและต้องดับด้วยโรคนั้น ก็ให้ถือว่าตัวเราสิ้นสุดไป ตั้งแต่ขณะที่โรคนั้นทำให้หมด ความรู้สึกนั้นแล้ว, ที่เหลือนอนตาปริบ ๆ อยู่นี้ ไม่มี ความหมายอะไร ; ทั้งนี้เพราะว่า จิตของเราได้สมัครน้อม ไปเพื่อความดับไม่เหลือเสร็จสิ้นแล้ว ตั้งแต่ก่อนล้มเจ็บเป็น อัมพาต หรือตั้งแต่ความรู้สึกยังดี ๆ อยู่ ในการเป็นอัมพาต ตลอดเวลาที่มีความรู้สึก. ครั้น หมดความรู้สึกแล้ว มันก็เลิกกัน แม้ว่า ชีวิต ยังไม่ดับ ทันที มันก็ หามีตัวตนอะไรที่เป็นตัวกูหรือของภู ที่ไหนไม่.

น.30 ๒๒ อย่าได้คิดเผื่อให้มากไป ด้วยความเขลาของตัวเอง เลย ; ยังดี ๆ อยู่ นี่แหละ รี บทำความดับไม่เหลือเสีย ให้สมบูรณ์ด้วยสติปัญญาเถิด มันจะรับประกันได้ไปถึงเมื่อ เจ็บ; แม้ในกรณีที่เป็นโรคอัมพาตดังกล่าวแล้ว ไม่มีทาง ที่จะพ่ายแพ้ หรือเสียท่าเสียทีแก่ความเจ็บแต่ประการใดเลย ; เพราะเรา ทำลาย "ตัวกู" ให้หมดความเกิดเสียแล้ว ตั้งแต่ เมื่อร่างกายยังสบาย ๆ อยู่นั่นเอง. นี้เรียกว่าดับหมดแล้ว ก่อนตาย. สรุปความในที่สุด วิธีปฏิบัติทั้ง ๒ ชนิดก็คือ จงมี จิตที่มีปัญญาแท้จริง. มองเห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไรที่ควรยึดมั่น ถือมั่น แม้แต่สักสิ่งเดียว. ในจิตที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่น โดยสิ้นเชิง อย่างนี้แหละ "ไม่มีตัวกู" หรือ "ของกู" ; มีแต่ ธรรมะที่เป็นความหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเราจะสมมติ เรียกว่าพระรัตนตรัย หรือ มรรค ผล นิพพาน หรืออะไร ที่เป็นยอดปรารถนาของคนยึดมั่นถือมั่น นั้นได้ทุกอย่าง แต่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานในสิ่งเหล่านั้นเลย จึงดับ ไม่เหลือ หรือนิพพาน ได้จริงสมชื่อ : นิ แปลว่า ไม่เหลือ พาน แปลว่า ไป หรือ ดับ ; นิพพาน จึงแปลว่า ดับไม่เหลือ ; เป็นสิ่งที่มีลักษณะ ความหมาย การปฏิบัติ และอานิสงส์ อย่างที่กล่าวมานี้แล.

น.31 ๒๓ ข้อความทั้งหมดนี้ยังย่ออยู่มาก แต่ถ้าขยันอ่านและ พินิจพิจารณาอย่างละเอียดไปทุกอักษร ทุกคำ ทุกประโยคแล้ว ก็คงจะพิสดารได้ในตัวมันเอง และเพียงพอแก่การเข้าใจและ ปฏิบัติ. ฉะนั้น หวังว่าคงจะอ่านจะฟังกันอยู่เป็นประจำโดย ไม่ต้องคำนึงว่ากี่เที่ยวกี่จบ จนกว่าจะเป็นที่เข้าใจแจ่มแจ้งโดย ปัญญา และมั่นคงโดยสมาธิ นำมาใช้ได้ทันท่วงที ด้วยสติ สมตามความประสงค์ ทุกประการ

น.32 โลกอนิจจัง ตามธรรมดา ถ้าไม่มี ความเปลี่ยนแปลง มาบังแฝง คนจะเบื่อ กันเหลือที่ จะเป็นคน ทนอยู่ ในโลกนี้ หนักเข้ามี แต่อยาก จะดับไป ดับจากโลก เพราะโลก มันน่าชัง แต่ใครบ้าง รู้สึก เช่นนี้ได้ เพราะโลกนี้ อนิจจัง บังเอาไว้ คนเราใช้ อนิจจัง ขังตัวเอง. พุทธทาส อินทปัญโญ

น.33 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๖ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๒. ศิลปแห่งการดู ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า ๑๗. ค่าของครู ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม ๓ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๑ ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๑ ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๑ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๒ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๒ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๕ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗

น.34 หนทางชนะตาย ลองอยากตาย ใจสบาย บอกไม่ถูก ไม่ต้องหนาว ถึงกระดูก นะสหาย มีแต่ครื้น เครงใจ อยู่ไม่วาย ไม่เห็นเป็น ภัยร้าย ในมรณา สมัครตาย ยิ่งสบาย ไปกว่านั้น ไม่มีปัญ- หาเหลือ เป็นเชื้อผวา การจะอยู่ หรือจะตาย คล้ายกันนี่หว่า ความชรา หรือเจ็บไข้ ไม่อาจรอ ตายก่อนตาย ยิ่งสบาย ไปกว่าอีก เป็นการฉีก "กู" สลาย ไม่เหลือหลอ ทั้ง "ของกู" ไม่อาจเกิด ประเสริฐพอ ต่อนั้นหนอ ไม่มีใคร ที่ตายเอย. พุทธทาส อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต