น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าว โดยหัวข้อว่า การกลับมาของปรมัตถธรรม แต่มีหัวข้อย่อย เฉพาะการบรรยายในครั้งนี้ว่า ปรมัตถธรรมกลับมา โลกา สว่างไสว. ท่านทั้งหลาย อาจจะสังเกตเห็นได้ว่า อาตมาเคย บรรยายเรื่องศีลธรรมกลับมา ๓๖ ครั้งแล้ว เห็นว่าเป็นการ พอแล้ว สำหรับศีลธรรมกลับมา. ต่อไปนี้จะได้กล่าวโดยหัว
น.10 ๒ ข้อว่า ปรมัตถธรรมกลับมา เพื่อว่าจะมีผลดีในทางศีล- ธรรม ศีลธรรมจะกลับมาได้ง่ายขึ้น. ทำไมจึงใช้คำว่ากลับมา ? เพราะว่ามันเคยมีมา, มี แล้วอย่างเพียงพอ ในยุคบรรพบุรุษของเรา, บรรพบุรุษ ของเราท่านเคยอยู่กันอย่างสงบสุข นอนตาหลับ ไม่มี อันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง, เพราะมีปรมัตถธรรมประจำอยู่ ในใจ จนเป็นขนบธรรมเนียมประเพณี ตามความหมายของ ปรมัตถธรรมนั้น ๆ อยู่ในสายเลือด ซึ่งควรจะเอามาทำความ เข้าใจกันดู. ปรมัตถธรรมที่ควรทราบคือ "ตถาตา". ปรมัตถธรรมที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนานั้น สรุปความตามพระพุทธภาษิต ก็คือ คำว่า ตถาตา แปลว่า “เช่นนั้นเอง" เป็นเช่นนั้นเอง คือ เป็นตามเหตุตาม ปัจจัยที่เป็นอยู่ ; จะเป็นเรื่อง สามัญญลักษณะ ก็ดี เรื่อง อริยสัจจ์ ก็ดี เรื่อง ปฏิจจสมุปบาท ก็ดี ล้วนแต่แสดง ความหมาย แห่งความเป็นเช่นนั้นเอง ของธรรมชาติ ของสังขารทั้งหลายทั้งปวง.
น.11 ๓ เมื่อเห็นว่าเป็นเช่นนั้นเอง มันก็ไม่เกิดกิเลส . คือไม่รักที่จะเกิดกิเลสในส่วนความรัก, ไม่โกรธไม่เกลียดที่จะ เกิดกิเลส ในส่วนความโกรธหรือความเกลียด ; ทำให้จิตใจ คงที่ ปกติ, อย่างน้อยก็ยิ้มได้ : มาให้รักก็ยิ้มเยาะได้, มาให้ โกรธก็ยิ้มเยาะได้. บรรพบุรุษไทยจึงมีอาการยิ้มเสมอ จน กลายเป็น เ อกลักษณ์ของไทย ที่ว่า ยิ้มเสมอ . นอกจากยิ้ม แล้วยังให้อภัยกันได้เสมอ ; เพราะให้อภัยกันได้ จึงไม่มี การฆ่าแกงกัน เบียดเบียนกัน เหมือนอย่างทุกวันนี้. สมมติว่า ภรรยามีชู้ ก็เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้น เอง เมื่อเหตุปัจจัยมันเป็นอย่างนั้นเอง มันก็ต้องเป็น อย่างนั้นเอง . ภรรยามีชู้ก็ไม่ต้องฆ่าภรรยา ไม่ต้องฆ่าลูก ไม่ต้องฆ่าแม่ยายพ่อตา แล้วก็ไม่ต้องฆ่าตัวเอง เหมือนที่ เป็นอยู่อย่างเดี๋ยวนี้. นี่ตถาตา-ความเป็นเช่นนั้นเอง ป้อง กันไว้ได้อย่างนี้. ถ้า สามีทิ้งไป ภรรยาก็ไม่ต้องมานั่งร้องไห้อยู่ หรือว่าผูกคอตาย ; เพราะคุณย่าคุณยายจะบอกว่า ลูกเอ๋ย หลานเอ๋ย มัน เป็นธรรมดาเช่นนี้เอง. ผู้หญิงคนนั้นก็ไม่
น.12 ๔ ต้องร้องไห้, ไม่ต้องฆ่าตัวตาย, เหมือนอย่างที่ปรากฏอยู่ใน หน้าหนังสือพิมพ์ของยุคนี้. ถ้าว่าเด็กสาวชิงสุกก่อนห่าม เกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา ก็ไม่ต้องเอาลูกแดง ๆ ไปทิ้งที่นั่นที่นี่ เหมือนที่ปรากฏอยู่ใน หน้าหนังสือพิมพ์แห่งยุคนี้. เพราะเขายึดหลักธรรมในชั้น ปรมัตถธรรมที่ว่า มัน เช่นนั้นเอง, ไปทำเข้าอย่างนั้น มันก็จะต้องได้รับผลอย่างนั้น. คนแก่จะเตือนลูกหลานที่นั่งร้องไห้อยู่ว่า อย่าร้อง ไห้ไปเลย มันเป็นเช่นนั้นเอง. เมื่ออยากจะให้ได้ผลเป็น อย่างอื่น ก็ต้องไปทำอย่างอื่น ให้มันตรงกับเรื่อง เช่นนั้น เอง ; มานั่งร้องไห้อยู่นี่ ไม่มีประโยชน์ ความเป็นเช่นนั้นเอง เป็นของธรรมชาติ หรือ เป็นบัญชาของพระเจ้า เมื่อมีความรู้สึกว่า "เช่นนั้น เอง" แล้วจะไม่เกิดความโลภ ความโกรธ ความหลง, ไม่มีกิเลสก็ เย็น เป็นนิพพาน. ความเป็นเช่นนั้นเอง แสดงอยู่ที่ทุกๆ สิ่งรอบตัว เรา : นอกตัวเรา, ในตัวเรา, มีความเป็นเช่นนั้นเอง แสดงอยู่ทุกสิ่ง ; แต่เรามันไม่เห็น , ยิ่งกว่าตาบอด. มัน
น.13 ๕ ไม่เห็น, ไม่เห็นเช่นนั้นเอง, มันก็เห็นไปตามที่กิเลสมันจะ เอา จึงร้อนเป็น นรก อยู่ที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ใน ปัจจุบันนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้. มีนรกที่นี่และเดี๋ยวนี้ ขอให้ คิดดู. เพราะไม่เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง. อาตมาอยากจะใช้คำอุปมาจำง่าย ๆ ว่า ต ถาตา - เช่นนั้นเอง เป็นรูปเงาะของพระนิพพาน. ถ้าถอดรูป เงาะนี้ออกไปเสีย ก็จะพบรูปทองอยู่ข้างใน คือพระนิพพาน. ตถาตาเป็นเจ้าเงาะของนิพพาน ; ลองถอดรูปดู, ถอดรูป เจ้าเงาะนี้ออกดู จะพบรูปทองข้างในคือพระนิพพาน . ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ได้รับอบรมสั่งสอน เรื่องปรมัตถธรรมว่า เช่นนั้นเอง เช่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น ; ท่านก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนคน ที่ไม่รู้เรื่อง "เช่นนั้นเอง." หลักฐานบางอย่างมีอยู่ เช่น บท กล่อมลูกเรื่อง " มะพร้าวนาฬิเกร์ กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝน ตกไม่ต้อง ฟ้าร้องไม่ถึง. " นี่มันเป็นปรมัตถธรรมอย่าง ยิ่ง ที่เขารู้ว่า พระนิพพานหาพบได้ที่วัฏฏะสงสาร. ความ ดับทุกข์นั้นหาได้ที่ความทุกข์ นั่นเอง. จงดูไปที่ความ ทุกข์ แล้วดับมัน จะพบความดับทุกข์ที่นั่น ; ไม่ต้องแยก
น.14 ๖ กันไว้คนละมุมโลก หรือห่างไกลกันเป็นหมื่นปีแสนปี. เรา มีความทุกข์ที่นี่ เดี๋ยวนี้ แล้ว จะดับทุกข์ต่ออีกหมื่นปีแสนปี, หรือว่าความทุกข์มีอยู่ที่บ้าน แล้วก็จะไปดับกันที่วัด ? ความ ทุกข์เดี๋ยวนี้ จะดับกันก็ต่ออีกหมื่นชาติ แสนชาติ ? นี่เพราะ ไม่รู้ "ความเป็นเช่นนั้นเอง." คนโบราณรุ่นปู่ ย่า ตา ยาย เขาพูดว่า "สวรรค์ อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ นิพพานก็อยู่ที่จิต ; มันรู้สึก เมื่อว่างจากกิเลส อยู่ที่นี่ ไม่ใช่ว่าสวรรค์นี่อยู่บนฟ้า นรก อยู่ใต้ดิน แล้วจะถึงกันต่อตายแล้ว, นิพพานนั้นก็ต้องรอ อีกหมื่นชาติแสนชาติ คนเดี๋ยวนี้ไม่รู้ปรมัตถธรรม อย่างที่ปู่ ย่า ตา ยาย เขารู้, จนถึงกับพูดว่า สวรรค์ในอก นรกในใจ นิพพาน ก็อยู่ที่ความรู้สึกก่อนแต่ตายว่าเดี๋ยวนี้ไม่มีกิเลส หรือว่าง จากกิเลสชั่วขณะๆ ก็ยังเป็นนิพพานได้ชั่วขณะ ๆ. คนโบราณเขายังได้พูดว่า งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระอยู่ที่ จริง นิพพานก็อยู่ที่ตายเสียก่อนตาย, คำว่า ซากผี นั้น ถ้าดูให้ดีมันสอนนิพพาน สอนให้ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน, นี่ ความงามอยู่ที่ซากผี .
น.15 ๗ ดีนั้นอยู่ที่ละ ที่สละ. คนเดี๋ยวนี้ดีอยู่ที่เอา ดีอยู่ที่ ได้ ดีอยู่ที่กอบโกยได้มาก ๆ. ! คนโบราณว่าดีอยู่ที่ละออก ไป ๆ. พระอยู่ที่จริง หมายความว่าบวชจริง เรียนจริง ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง สอนสืบ ๆ กันไปจริง. จริงอย่างนี้ เรียกว่าพระนั้นอยู่ที่จริง. นิพพานอยู่ที่ตายก่อนตาย นั่นก็คือว่า ตัวกูที่ เป็นกิเลส ยึดมั่น ถือมั่น นั่นแหละตายเถอะ แล้ว เมื่อ นั้นก็นิพพาน ; อยู่ที่ตัวกูมันตายเสียก่อนร่างกายตาย คือ กิเลสตายก่อนแต่ร่างกายตาย ; นิพพานอยู่ที่นั้น. นี่ยังเหลือ เป็นมรดกให้เราฟัง จะเป็นฟังเล่น มากกว่า, คือฟังไม่รู้เรื่อง ว่า งามอยู่ที่ผี ดีอยู่ที่ละ พระ อยู่ที่จริง นิพพานอยู่ที่ตายเสียก่อนตาย. ทีนี้ ขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างเหลืออยู่ เช่นธรรมเนียมว่า มาวัดก็กำทรายในคลองมากำมือหนึ่ง แล้วมาโปรยในวัด, เวลากลับไปก็กำใบไม้แห้งไปกำ หนึ่ง ไปทิ้งนอกวัด หรือไปทิ้งที่บ้าน. กำทรายมาวัด มา ชดเชยว่า ถ้าทรายมันติดเท้าไปสักเม็ดสองเม็ด ออกไปนอก
น.16 ๘ วัด ไปบ้านอย่างนี้ มันบาป ; ต้องชดเชย, มาทุกทีกำ ทรายมาโรยในวัดทุกที. กำใบไม้แห้งขยะมูลฝอยจากวัด ออกไปนอกวัด ไปทิ้งที่บ้านนั้น เขาถือว่าได้บุญ. คือ มีหลักว่า ต้องไม่ทำอะไร ให้เกะกะกีดขวางรกรุงรังเป็น อันตราย ; ช่วยกันทำวัดให้เกลี้ยงให้สะอาด แล้วก็ได้บุญ. คนโบราณจะไม่ทิ้งสิ่งที่เป็นอันตราย เกะกะกีดขวาง ตามหนทาง ; เช่น เศษกระเบื้องทิ้งลงบนถนนละก็ถือว่า บาปอย่างยิ่ง, โค่นไม้ทับทาง เดินลำบาก ก็บาปอย่างยิ่ง. ฉะนั้นจึง ไม่มีการวางหาบเร่ บนทางเท้า ให้ลำบากแก่ ตำรวจเหมือนคนสมัยนี้. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเป็นอย่างนี้, เคยมีอย่างนี้ ; เดี๋ยวนี้ไม่มี. อาตมาจึงต้องใช้คำว่า กลับมา - กลับมา - กลับ มา, ปรมัตถธรรมจงกลับมา ทำนองเดียวกับอธิบายเรื่อง ศีลธรรมจงกลับมา จนพอแล้ว. บัดนี้ก็เปลี่ยนเรื่องเป็น ปรมัตถธรรมกลับมา. ปรมัตถธรรม เป็นรากฐานของศีลธรรม. ที่นี้ดูกันต่อไป ศีลธรรมนั้นอาศัยปรมัตถธรรม : ปรมัตถธรรมเป็นรากฐานของศีลธรรม, ปรมัตถธรรมเป็น
น.17 ๙ กระดูกสันหลังของศีลธรรม ; ไม่มีปรมัตถธรรม ศีลธรรมก็ หลังหัก ก็มีไม่ได้, เป็นไปไม่ได้. ถ้ามีปรมัตถธรรมก็เป็นราก ฐาน เป็นกระดูกสันหลังของศีลธรรม ก็มองเห็นข้อเท็จ จริงต่าง ๆ : มีบาป มีบุญ โดยเห็นความจริง ว่าเป็นอย่าง ไร ไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่นว่า. ครั้งแรกก็เชื่อตามผู้อื่นว่า ; เป็นศีลธรรม. ต่อมาเห็นประจักษ์แจ้งด้วยตนเอง ว่า เป็นอย่างนั้นจริง ก็เป็นปรมัตถธรรม. ปรัชญาของศีลธรรมนั้นคือปรมัตถธรรม. ศีล- ธรรมบอกว่า อย่าทำอย่างนั้น, จงทำอย่างนั้นเป็นต้น. แต่ ไม่ได้บอกว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น, หรือต้องไม่ทำ อย่างนั้น. นั้นมันเป็นหน้าที่ของปรัชญาของศีลธรรม ปรมัตถธรรม นั่นเอง เป็นปรัชญาของศีลธรรม. เดี๋ยวนี้เราสั่งเด็ก สอนเด็ก ว่าอย่าทำ อย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้, จงทำ อย่างนั้นจงทำอย่างนี้ ; แต่ไม่บอก ปรัชญาของมันว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น, ทำไมจึง ต้องไม่ทำอย่างนี้ เป็นต้น. นี่การศึกษาไม่สมบูรณ์ ก็ไม่ สำเร็จประโยชน์ ในการที่จะทำให้เด็ก ๆ มีศีลธรรม เด็ก ๆ ไม่รู้ว่า ทำไมจะต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ที่ผู้ใหญ่เขาเน้นนักเน้นหนา. นี่เพราะ
น.18 ๑๐ เราไม่บอกปรัชญา ให้ลึกถึงปรมัตถธรรม ว่า ทำไมเรา จึงต้องรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์. เรารักผู้อื่นเพราะว่า เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ทำผิดต่อเขาต้องเป็นบาป; นั้นเป็น ปรมัตถธรรม. ถ้าเราบอกว่า รักผู้อื่นเขาจะได้รักเรา เขา จะได้ช่วยเหลือเรา อย่างนี้มันเป็นศีลธรรมผิว ๆ มันไม่ลึก ถึงกับว่า เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย กับเรา. เด็กสมัยนี้ ไม่ได้ยินคำว่าบาป, ไม่สนใจคำว่า บุญว่าบาป, ไม่เคยได้ยินคำว่า เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย. โดยส่วนลึกแล้ว บาปนั้นคือ การไม่ทำหน้าที่ของตนให้ ถูกต้อง, ไม่ทำหน้าที่ของตนให้ถูกต้อง นั่นแหละคือบาป. เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้เขาไม่ถืออย่างนี้ ; เขาถือว่า ไม่ทำหน้าที่ ก็ไม่ มีสตางค์ใช้ , เขาถือกันเพียงเท่านี้. สมัยอาตมาได้รับคำสั่งสอนเมื่อยังเป็นเด็กว่า นอน สายก็บาป ขี้เกียจทำงานก็บาป กิริยาหยาบก็บาป; ล้วนแต่เต็มไปด้วยคำว่าบาป. นี่ ปรมัตถธรรม อยู่ที่คำว่า ไม่ทำหน้าที่ของตน, หรือทำผิดหน้าที่ของตน มันเป็นบาป.
น.19 ๑๑ เดี๋ยวนี้นักเศรษฐกิจไม่มีปรมัตถธรรม, นักการเมือง ไม่มีปรมัตถธรรม, นักปกครองไม่มีปรมัตถธรรม, ทหารไม่มี ปรมัตถธรรม, ก็เลยไม่รู้ว่า ทำทำไม ? นอกจากว่าทำเพื่อ ประโยชน์, ที่เป็นเพียงหน้าที่ หรือเป็นเรื่องจ้างออนเสียมาก กว่าหรือเพื่อกอบโกยประโยชน์เสียมากกว่า. เขาไม่มีปรมัตถ- ธรรมว่า มนุษย์มีหน้าที่ช่วยกันสร้างสันติภาพ. ช่วยกัน สร้างโลกนี้ให้งดงาม. ดังนั้น เขาก็ไม่รู้ว่าทำทำไม? เขา กำลังทำอะไร ? เพื่ออะไร? หรือ ควรจะทำอย่างไร ? เพราะเหตุใด ก็ไม่รู้ ? ขอให้เราสอนเด็กเล็ก ๆ ในลักษณะที่ว่า พร้อม ด้วยคำอธิบายว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น ซึ่งส่วนนี้ เป็นปรมัตถธรรม. พอพูดมาถึงตอนนี้ อาตมาคิดว่าบางคนคงจะ อยากรู้จักปรมัตถธรรมยิ่งขึ้นบ้างละกระมัง ว่ามันคืออะไร ? ปรมัตถธรรม คือความจริงที่ลึกกว่าธรรมดา, ลึกกว่า ทางกาย ทางวาจา ; เพราะ เป็นเรื่องกระทำทางจิต. ปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม คือ ธรรมอันยิ่ง ธรรมอัน จริง ธรรมอัน ลึก ธรรมอันเฉพาะเรื่อง, แต่ก็ไม่ใช่อภิธรรมเฟ้อ.
น.20 ๑๒ อภิธรรมเฟ้อไม่ใช่ปรมัตถธรรม ; ต้องเป็น อภิธรรมจริง อภิธรรมตรง อภิธรรมอย่างยิ่ง อภิธรรมเฉพาะเรื่อง; แล้ว โดยเฉพาะเรื่องความไม่ใช่ตัวตนของทุกสิ่ง, เป็น สังขาร เป็นไปตามธรรมชาติ ตามกฎของอิทัปปัจจยตา : ไม่มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา, ไม่มีใครเกิด ไม่มีใครตาย มีแต่ความเปลี่ยนไปของธรรมชาติล้วน ๆ. เห็นอย่างนี้ เพื่อ จะได้ไม่ยึดถือให้เป็นทุกข์ ; แล้วก็มีปัญญาควบคุม ให้ กระทำสิ่งที่ควรกระทำให้สมกับว่า ไม่ต้องมีใครทุกข์, ทำให้ เห็นนิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องรอต่อตายแล้วตั้ง หมื่นชาติ เห็นปรมัตถธรรมแล้ว ก็ทำให้พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย. ที่ว่าเกิดเป็นธรรมดา; แก่เป็นธรรมดา เจ็บเป็นธรรมดา ตายเป็นธรรมดา, ไม่พ้นไปจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้นั้น เป็นศีลธรรม. แต่พระพุทธเจ้าได้ตรัส ไว้ว่า "ถ้าได้อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ที่มีความเกิด เป็นธรรมดา, จะพ้นจากความเกิด, ที่มีความแก่เป็น ธรรมดา จะพ้นจากความแก่, ที่มีความเจ็บเป็นธรรมดา จะพ้นจากความเจ็บ, ที่มีความตายเป็นธรรมดา จะพ้น จากความตาย," ส่วนนี้เป็นปรมัตถธรรม.
น.21 ๑๓ แสดงว่า ปรมัตถธรรมอยู่ลึก เป็นสำนวนของ ความรู้ เป็นคำพูดที่ ลึกกว่าศีลธรรม ทำให้เฉยได้. ทำให้ปกติได้, ไม่หลงรัก ไม่หลงโกรธ ไม่หลงเกลียด ไม่ หลงกลัว ไม่หลงหึงหวง ไม่หลงอิจฉาริษยา, จะเห็นอะไร ตรงกันข้าม จากที่ปุถุชนเห็น. ผู้มีปรมัตถธรรมจะเห็นว่า การให้นั้นดีกว่าการรับ มีผลดีกว่า เป็นสุขกว่า, การ ทำงานดีกว่านอนเสีย ไม่เหมือนคนสมัยนี้ ไม่ชอบทำงาน จะไปเล่น ไปหัว ไปอาบ อบ นวด เป็นต้น และว่าการ อดทนนั้นดีกว่าการบันดาลโทสะ ; เขาก็ชอบการบันดาล โทสะ : ถ้าอดทน เขาเรียกว่ามันเสียหน้าหรือเสียเกียรติ และว่าพอดี, พอดี นี้ดีกว่าดีมาก, กินแต่พอดี นี้ดีกว่า กินดีหรือดีมาก, อย่างนี้เป็นต้น. ปัญหาทุกชนิด วิกฤติการณ์ทุกชนิด แก้ได้ด้วย ความมีธรรมะ ทั้งในขั้นศีลธรรมและปรมัตถธรรม. ปรมัตถ- ธรรมช่วยให้มีศีลธรรม มีปรมัตถธรรมถึงที่สุดแล้ว โลก พระศรีอารยเมตตรัย อยู่แค่ปลายจมูก นี่เอง. อาตมาทราบดีว่า พูดอย่างนี้มีคนด่า ค่ากันมาก ทีเดียว ว่าที่จะพูดว่า "โลกพระศรี อารย์นี้อยู่แค่ปลายจมูก
น.22 ๑๔ นี่เอง" ไม่ใช่ต้องรออีกหมื่นกัปป์แสนกัปป์อะไร ที่ไหน, เมื่อ ใด คนมีความรักผู้อื่น ฆ่าเขาไม่ลง, ขโมยเขาไม่ได้, ล่วง กาเม ฯ เขาไม่ได้, ไม่พูดเท็จ, ไม่อะไรทุกอย่าง, มีแต่ ความรักเหมือนกับรักตัวเอง แล้วก็มีแต่ความสามัคคี มี แต่การสร้างสรรค์, นี่แหละโลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลาย- จมูก, เพียงแต่ว่าเรากลับกันเสียนิดหนึ่งว่า รักผู้อื่น ความรักผู้อื่นอย่างแท้จริง มีได้ด้วยปรมัตถธรรม คือ เห็นว่าเขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา. เดี๋ยวนี้เราเข้าใจผิดกันอยู่มากว่า เศรษฐกิจไม่ดี เราจึงมีความทุกข์ ; ให้เศรษฐกิจดีเสียก่อน จึงค่อยมี ศีลธรรม; แต่ที่ถูกที่จริงแล้ว ไม่ใช่อย่างนั้น เศรษฐกิจ ไม่ดี เพราะคนไม่มีศีลธรรม. ถ้าคนทุกคนมีศีลธรรม แล้วเศรษฐกิจจะดีอย่างยิ่ง. อย่ารอให้เศรษฐกิจดี จึงมี ศีลธรรม มันเป็นไปไม่ได้ ; ถ้ามีศีลธรรมแล้ว เศรษฐกิจ มันก็จะดี ; เศรษฐกิจเลวเพราะไม่มีศีลธรรมต่างหาก.
น.23 ๑๕ ศีลธรรมต้องมีความรู้ทางปรมัตถ์เป็นพื้นฐาน. ที่นี้จะพูดเป็นข้อสุดท้ายสักนิดหนึ่งว่า ปรมัตถธรรม ในฐานะที่เป็นรากฐาน เป็นปรัชญา เป็นกระดูกสันหลัง ของศีลธรรม. เรามีกันแต่ศีลธรรม ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง, คือไม่มีปรมัตถธรรมเป็นเครื่องสนับสนุน. ศีลธรรม ทุกข้อจะต้องมีปรัชญาของศีลธรรมสนับสนุน. ปรัชญา ของศีลธรรมไม่ใช่เป็นอันเดียวกับศีลธรรม ; การบอกให้ ทำอย่างไร หรือไม่ทำอย่างไร เป็นศีลธรรม. การบอก ให้รู้ว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนั้น หรือไม่ทำอย่างนั้น นี้เป็นปรมัตถธรรม; ต้องเพียงพอแก่ศีลธรรม คนจึงจะ ประพฤติศีลธรรม. ในตำหรับศีลธรรม ก็มีคำว่า ศีลธรรม และ ปรัชญาของศีลธรรม, เรียก ศีลธรรมว่า morality เรียก ปรัชญาของศีลธรรมว่า ethics. เดี๋ยวนี้เราจะมีการใช้คำ อย่างนี้ ตรงกันกับที่เขาใช้กันในหมู่นักจริยธรรมสากลหรือไม่ ก็ควรจะสอบดู : ให้คำที่ใช้นี้มันตายตัว แน่นอน, แล้ว จะพูดกันง่าย พูดกันรู้เรื่อง. เดี๋ยวนี้แม้แต่ คำพูดก็สับสน
น.24 ๑๖ ปนเปกัน ไปเสียหมด : เอาปรัชญาของศีลธรรมมาเป็น ศีลธรรม, เอาศีลธรรมไปเป็นปรัชญาของศีลธรรม, คือ ความปะปนกันระหว่างคำว่า morality กับคำว่า ethics นั่นเอง. ขอให้ผู้มีหน้าที่ให้การศึกษาอบรมนี้ จัดกันเสียใหม่ ว่า จะสอนเด็กให้สอนพร้อมกันไป ทั้งศีลธรรมและปรัชญา ของศีลธรรม อันได้แก่ปรมัตถธรรม. เราบอกเขาว่า จงทำ อย่างนี้ ก็ต้องบอกเขาว่า ทำไมจึงต้องทำอย่างนี้. ถ้า บอกเขาว่าอย่าทำอย่างนี้ ก็ต้องบอกเขาให้ชัดเจนว่า ทำไม จึงต้องไม่ทำอย่างนี้. การสอน ในโรงเรียนไม่สมบูรณ์, ที่ บ้านที่เรือนก็ไม่ค่อยสมบูรณ์, มีแต่ห้ามไม่ให้ทำ หรือบอก ให้ทำแล้วก็ ไม่บอกปรมัตถธรรม ของมันว่า ทำไม, ทำไม, แม้กระทั่ง ว่าอย่างไร, โดยวิธีใด ก็ไม่ค่อยได้บอก เราจะ ต้องมีการให้ที่คู่กัน ไปเสมอ : ให้ศีลธรรม พร้อมกับปรัชญาของศีลธรรม; เพียงแต่ระวังอย่าให้ เป็นปรัชญาเพื่อ เหมือนที่กำลังเพื่อกันอยู่ในโลก ไม่มี ประโยชน์แก่ศีลธรรม ไม่เป็นแสงสว่างแก่ศีลธรรม ไม่เป็น กระดูกสันหลังของศีลธรรม. ขอให้ช่วยกันมีปรัชญาจริง คือปรมัตถธรรมของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม โดยเฉพาะ
น.25 ๑๗ หวังว่าท่านทั้งหลายคงจะสนใจการกลับมาของปรมัตถ- ธรรม. ถ้าปรมัตถธรรมกลับมา โลกาก็สว่างไสว, คือ จิตใจของคนนั้นสว่างไสว รู้ได้เองว่า ควรทำอะไร ทำ อย่างไร ทำเมื่อไร ทำเท่าไร ล้วนแต่ถูกต้องพอดีไปทั้งหมด ; เป็นมัชฌิมาปฏิปทา ซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ความพอดี นั้นเรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" มีแต่ความ ถูกต้องอย่างเดียว; เพราะว่า เขารู้ถึงปรมัตถธรรมของ ทุกสิ่งที่เขาเกี่ยวข้องด้วย. จิตของผู้มีปรมัตถธรรม อย่างนี้ ย่อมสว่างไสว; เมื่อจิตของคนสว่างไสวแล้ว โลกนี้ก็ สว่างไสว. อาตมาจึงกล่าวว่า ปรมัตถธรรมกลับมาโลกา สว่างไสว. ทุกสิ่งเป็นไปอย่างถูกต้อง ; เพราะมีความ ถูกต้องทั้งศีลธรรมและปรมัตถธรรม ขอให้เรามีศีลธรรมที่มีปรมัตถธรรมเป็นกระดูก สันหลัง ขอให้มีการศึกษาอบรมลูกเด็กๆ ของเราด้วยศีลธรรม ที่มีปรมัตถธรรมเป็นกระดูกสันหลัง. เช่น บอกเด็ก ๆ ว่า ให้รักผู้อื่น ต้องอธิบายกันจนเห็นชัดว่า ทำไมจึงต้องรัก ผู้อื่น, ถ้าไม่รักแล้วจะเป็นอย่างไร, โลกนี้จะเป็นอย่างไร.
น.26 ถ้ารักผู้อื่นแล้ว จะสร้างโลกพระศรีอารย์ได้ในพริบตา เดียว, ถ้าทุกคนในโลกรักกัน โลกนี้ก็จะกลายเป็นโลกของ พระศรีอารยเมตตรัยได้ในพริบตาเดียว อย่างนี้เป็นต้น. ให้เด็ก ๆ เขารักที่จะประพฤติปฏิบัติตามนั้น คือตามกฎเกณฑ์ แห่งศีลธรรม. เดี๋ยวนี้ขอให้ดูที่บ้าน ที่เรือน ที่โรงเรียน ที่วิทยาลัย ที่มหาวิทยาลัย ไม่มี ปรมัตถธรรม คือส่วนลึกของศีล ธรรม ที่นำมาอบรมสั่งสอน ; ศีลธรรมมันก็มีไม่ได้, หรือมีแล้ว มันก็อยู่ไม่ได้, ค่อย ๆ หายไป ค่อยๆ สูญไป, มีความต้องการตามอำนาจของกิเลส เข้ามาแทนที่ ถือว่า ได้แล้วนั้นแหละดี ถูกหรือผิดไม่ต้องรู้กัน. นี่แหละ คนปัจจุบันนี้ ขาดสิ่งที่บรรพบุรุษเคยมี ดังนั้นจึงต้องทนรับทุกข์ทรมาน มากยิ่งกว่าที่บรรพบุรุษ ของเราต้องได้รับ ; ซึ่งเขาทนทุกข์กันแต่น้อย มีความสุข สงบเย็น, แววตาแจ่มใสสนุกสนานเมื่อทำการงาน เพราะ เขารู้ปรมัตถธรรมสูงสุดว่า การงานคือการปฏิบัติธรรม. การทำหน้าที่ของมนุษย์ นั้นแหละ คือการทำบุญ, ทำ หน้าที่ของตนให้ถูกต้องตามที่ธรรมชาติกำหนดมา ว่าคนนี้
น.27 ๑๙ มีสติปัญญาเพียงเท่านี้, มีกำลังกายเพียงเท่านี้, มีอะไรเพียง เท่านี้, ควรจะทำอย่างไร. อย่าไปเสียใจ, อย่าไปโทษโชคชะตาอะไรที่ไหน ; สามารถทำหน้าที่ของมนุษย์ได้เท่าไรก็ทำให้เต็มที่, เขาก็เป็น คนมีศีลธรรม ซึ่งมีปรมัตถธรรมหนุนอยู่ เป็นกระดูก สันหลัง ; แม้ขุดนาอยู่กลางแดด ก็ยิ้มอยู่ตลอดเวลา. ไม่เหมือน คนสมัยนี้ แม้ไปเที่ยวเล่นเที่ยวหัวอยู่ก็ยัง ทนทุกข์ มีจิตใจที่ระทมทุกข์, แม้เมื่อไปเล่นไปหัว แม้เมื่อ พักผ่อน ก็ไม่เป็นการพักผ่อน บรรพบุรุษเคยหาความ สุขได้ เมื่ออาบเหงื่อต่างน้ำอยู่กลางทุ่งนา เพราะว่ามี ปรมัตถธรรม. ในที่สุดนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายนำไปพินิจพิจารณา ดู เดินตามอย่างของบรรพบุรุษ โดยเหตุผลที่ว่าพิสูจน์ แล้วว่า เขามีความสุขสงบ ไม่มีความทนทุกข์ทรมาน วิกฤติการณ์ อันธพาลเต็มบ้านเต็มเมือง เหมือนอย่างที่ เป็นอยู่ในทุกวันนี้. ขอให้เราประสบสุขอันเกิดจากศีลธรรม ซึ่งมีประ มัตถธรรมเป็นกระดูกสันหลังอยู่ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa