Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] ตอนที่ ๒ — ๓๘. ปรมัตถ์หมดไป จิตใจมืดมนท์

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.28 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมชุดนี้ อาตมาทำไปด้วย ความมุ่งหมายว่า ปรมัตถธรรมจะกลับมา ; มีความ สำคัญมาก ในการที่ปรมัตถธรรมจะกลับมา, จะต้องกลับมา. แต่การบรรยายเป็นหัวข้อย่อยเฉพาะวันนี้ว่า "ปรมัตถ์หมด ไป จิตใจมืดมนท์”. ถ้า ปรมัตถ์หมดไป จิตใจมืดมนท์ หมายความ ว่าทั้งเทวดาและมนุษย์ จะมืดมนท์หมดแสงสว่างแห่ง จิตใจ, เป็นชีวิตมืด แล้วก็จะกลายเป็นนรกมืดกันไป ทั้ง ๒๐

น.29 ๒๑ สวรรค์และมนุษย์โลก จะอยู่กันด้วยมิจฉาทิฏฐิ ออกผลมา เป็นความเห็นแก่ตัว จนโลกนี้สนั่นหวั่นไหวไปด้วยเสียง ว่า ตัวกู - ของกู. ลำพังศีลธรรม ยังไม่มีอำนาจมากพอ ที่จะกำจัดสิ่งที่เรียกว่าตัวกู-ของกู จึงต้องมีปรมัตถ- ธรรมเข้ามาช่วย. [ปรารภทบทวน.] อาตมาขอโอกาสที่จะกล่าวย้ำถึงคำว่า "กลับมา- กลับมา," ปรมัตถธรรมจงกลับมา อีกสักครั้งหนึ่งเถิด. ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเคยมีสิ่งนี้ จึงขอให้กลับมา, จึงใช้ คำว่า "กลับมา." ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราเคยชอบธรรมะ กว่าเงิน, ท่านจึงอยู่กันอย่างนอนตาหลับ มีความรักสามัคคี ยินดีด้วยความสุขของผู้อื่น จนยิ้มเสมอ. คนไทยกลาย เป็นคนยิ้มเสมอ เต็มไปด้วยความรู้สึกว่า ทุกคนเป็น เพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย แก่กันและกัน, คำว่าเพื่อนบ้าน จึงมีความหมาย. เดี๋ยวนี้ คำว่า "เพื่อนบ้าน" ไม่ค่อยมี ความหมาย เพราะทุกคนเห็นแก่ตัว. ทุกคนไม่เห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะหมดปัญหา เศรษฐี จะเกลื่อนเมือง ไม่มีแต่นายทุนเหมือนเดี๋ยวนี้. เศรษฐีมี

น.30 ๒๒ หลักว่า "ผลิตมาก กินแต่พอดีเหลือแล้วก็ไปช่วย เพื่อนมนุษย์" ดังนั้นเศรษฐีจึงไม่ต้องมีเงิน ๑๐ ล้าน ๑๐๐ ล้าน ๑,๐๐๐ ล้านก็ได้, มีเงินเท่าไร ถ้าถือหลักว่า "ผลิต มาก กินแต่พอดี เหลือไปช่วยผู้อื่น" ก็เรียกว่าเศรษฐี กันทั้งนั้น. นายทุนเขาไม่ทำอย่างนั้น จึงไม่ชื่อว่าเศรษฐี นายทุนมีกระดาษซับ ซับเอาประโยชน์ของผู้อื่นมารวมไว้ที่ ตัวเอง ; โลกกำลังเป็นอย่างไร เพราะว่ามีนายทุน. ดังนั้น ปรมัตถธรรมจึงต้องกลับมา. กลับมา เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ศีลธรรม ก่อนแต่ที่ศีลธรรมจะล้มละลาย หายไป. [เทียบปรมัตถธรรมกับศีลธรรม.] อาตมาขอโอกาสย้ำคำว่า ปรมัตถธรรมคืออะไร อีกสักครั้งหนึ่งเถิด โดยจะเทียบกันให้เห็นง่ายๆ ว่า ศีล ธรรมเป็นอย่างไร. ปรมัตถธรรมเป็นอย่างไร. เมื่อกล่าว โดยศีลธรรม : พ่อแม่ก็คือผู้ที่เกิดเรามา เราจะต้องกตัญญูกตเวที เลี้ยงดูท่าน ตามระบบของศีลธรรม แต่ถ้าพูด โดยปรมัตถธรรม แล้ว พ่อแม่นั้นคือพระพรหม

น.31 ๒๓ ของลูก, เทวดาของลูก, พระอรหันต์ของลูก, พ่อแม่เป็น อาจารย์คนแรก สอนจนกระทั่งวิญญาณของลูกเดินไปถูกทาง. พ่อแม่ก็เป็นผู้นำทางวิญญาณ ให้การเกิดครั้งที่สอง ซึ่งเป็น การเกิดทางวิญญาณ ซึ่งจะต้องสนองคุณกันในขั้นที่ลึกกว่า ; ถ้าพูดโดยปรมัตถธรรมก็สูงกว่ากันอย่างนี้. ทีนี้ ศีลธรรม นี้ เป็นสิ่งที่ต้องใช้การบังคับ ชี้ชวน ต่าง ๆ นานา จะกำจัดความทุกข์ได้ก็เป็นเพียงชั้นผิว นอก ซึ่งหยาบหรือตื้น หรือต่ำกว่า ส่วนปรมัตถธรรม นั้น ไม่ต้องใช้การบังคับชี้ชวน ; แต่เป็นการแสดงให้เห็นชัดแจ้ง ด้วยตนเอง ลึกซึ้ง; แก้ความทุกข์ได้ถึงรากเหง้าของ ความทุกข์ ; เป็นของละเอียดและเป็นของสูง. ทีนี้จะมองอีกทางหนึ่ง สิ่งที่เรียกว่า ศีลธรรม นั้น ใช้ ภาษาคนพูด, พูดอย่างคนธรรมดาพูด, พูดไปใน ลักษณะที่มีตัวมีตน มีสัตว์ มีบุคคล ยังเนื่องอยู่ด้วยโลก ยัง ไม่พ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้. แต่ถ้าพูดโดย ปรมัตถธรรม นั้น ก็ใช้ภาษาธรรม ซึ่งไม่ยึดถือตัวตนสัตว์ บุคคล, เป็นเรื่องเหนือโลก พ้นโลก หรือพ้นความเกิด แก่ เจ็บ ตาย.

น.32 ๒๔ เทียบดูอีกคู่หนึ่ง ศีลธรรม นั้น เป็นตัวบทบัญญัติ ระบุว่าให้ทำอย่างไร ส่วน ปรมัตถธรรม นั้น เป็นเหตุผล ของบทบัญญัติ เป็นปรัชญาของศีลธรรม คือบอกให้รู้ว่า ทำ ไม่จึงต้องปฏิบัติศีลธรรม, จึงเป็นรากฐานของศีลธรรมนี้ ก็ ควรจะดูกันให้ดี. จะดูกันเป็นคู่สุดท้ายว่า ศีลธรรม นั้น จะนำมาให้ ได้เพียง มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ ซึ่ง เป็นสุขอย่าง โลกิยะ. แต่ ปรมัตถธรรม นั้น จะนำไปถึงนิพพานสมบัติ เป็นสุขส่วนโลกุตตระ อยู่กันคนละชั้นอย่างนี้ แต่ถึงอย่าง นั้นก็ยังต้องเกี่ยวข้องกัน สนับสนุนแก่กันและกัน โดย เฉพาะอย่างยิ่ง ปรมัตถธรรมต้องเป็นรากฐานของศีล- ธรรม. ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม ศีลธรรมจะพินาศ. ที่นี้มาดูถึงข้อที่ว่า ถ้าปรมัตถธรรมไม่มี ศีล- ธรรมก็จะกลายเป็นไม้หลักปักเลน, และสูญสิ้นไปในที่ สุด. ศีลธรรมไม่มีแล้วอะไรจะเกิดขึ้น ? ขออ้อนวอนให้ ช่วยกันพิจารณาดูให้ดี ๆ ถ้าศีลธรรมไม่มีแล้ว วัฒนธรรม

น.33 ๒๕ ทั้งหลายจะกลายเป็นวินาศธรรม, วัฒนธรรมจะกลายเป็น วินาศธรรมทุกชนิด. สถาบันที่ตั้งของวัฒนธรรมจะกลาย เป็นโอกาสแห่งการขูดรีด. การขวนขวายเพื่อความสุขความ เจริญ เป็นหมันหมด เป็นโอกาสแห่งการขูดรีดไปหมด, เป็นการทำลายทุกสิ่งทุกอย่าง ที่พระเจ้าได้จัดไว้ให้แล้วเป็น อย่างดี, จะทำลายอะไรบ้าง ? จะให้เกิดผลอย่างไรบ้าง ? ขอให้พิจารณากันดังต่อไปนี้ :- ถ้าไม่มีศีลธรรม แล้ว นักเศรษฐกิจก็โกง นัก การเมืองก็โกง นักปกครองก็โกง; ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว มันเป็นอย่างนี้. ข้าราชการก็จะโกง ไม่ว่าข้าราชการทหาร หรือตำรวจ พลเรือน. ผู้ผลิตโกง ผู้ซื้อโกง ผู้ขายโกง คนกลางโกง คนขนส่งโกง พ่อค้าโกง ชาวนาโกง ชาวสวนโกง แล้วจะเป็นอย่างไร ? ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้วจะ เป็นอย่างไร ? กิจการธนาคารทั้งหลายก็โกง, พวก นาย หน้าก็โกง, พวก ทนายความ ก็ โกง; แม้ที่สุดแต่ ตุลาการ ก็ โกง อัยการ ก็ โกง ราชทัณฑ์ ก็โกง; แม้ที่สุด ครู ทั้งหลายก็ โกง, แพทย์ ทั้งหลายก็ โกง, ซึ่งแต่ก่อนมันไม่ เคยมี. ในที่สุดที่น่าสังเวชที่สุด ก็ พุทธบริษัท นั่นเอง จะ

น.34 ๒๑๖ กลายเป็นคนโกง ; แม้ที่เป็นนักบวชก็จะกลายเป็นคนโกง ; แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้พิจารณาดูเถิด ที่นี้ดูต่อไป ถึง ตัวสถาบัน ซึ่งไม่ใช่บุคคล ; สถาบันที่จัดขึ้นไว้สำหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ของมนุษย์ ก็จะ กลายเป็นโอกาสสำหรับการคดโกง ขูดรีด. เช่นกิจการ แพทย์, สถาบันแพทย์ สำหรับช่วยชีวิตมนุษย์ ก็จะกลาย เป็นสถาบันขูดรีด. โรงเรียนหรือการศึกษา ก็จะกลาย เป็นสถาบันการค้าสำหรับขูดรีด. การสังคมสงเคราะห์ ก็ จะเป็นแต่เพียงเครื่องซื้อพรรคพวก, การซื้อพรรคพวก การดนตรี เพลง ร่ายรำ ซึ่งเป็นของประจำในโบสถ์ ทำให้ คนมีจิตใจเย็น ก็ กลายเป็นของร้อน เป็นศิลปแห่งการ กระตุ้นกิเลส. มหรสพทุกชนิด แม้ที่สุดแต่ว่าหนัง ตะลุงของคนชาวบ้าน ก่อนนี้เป็นการศึกษา เรียนวัฒน- ธรรม เรียนภาษาจากหนังตะลุง ; พวกปักษ์ใต้พูดกรุงเทพ ฯ เป็น เพราะหนังตะลุงสอน. นี่มหรสพที่เป็นการศึกษาทุก ชนิด ก็ กลายเป็นเรื่องหยาบโลน. เดี๋ยวนี้เป็นเรื่อง หยาบโลนจนเหลือที่จะรับไหวแล้ว ศิลปทุกแขนงจะรับใช้ กิเลส, ศิลปกลายเป็นเครื่องรับใช้กิเลส ; ไม่ใช่เป็นที่ตั้ง แห่งความงดงามและเยือกเย็น.

น.35 ๒๗ ทีนี้จะมาดูถึง ทรัพย์สิน ที่เรามีกันอยู่ในโลก ถนน หนทาง ที่สร้างด้วยเงินมาก ๆ นี้ จะกลายเป็นเครื่องมือ สำหรับทำการโจรกรรมโดยสะดวก : ยานพาหนะ ก็ดี, สื่อสารทุกชนิดก็ดี, กลายเป็นเครื่องมือประกอบอาชญากรรม ไปเสีย. กิจกรรมไฟฟ้า ปรมาณูอะไรก็ตาม มันก็กลาย เป็นเครื่องมือสำหรับประกอบอาชญากรรม ไปเสีย, แม้ ที่สุดแต่ บ้านสวย ๆ อย่างกับวิมานนั้น ก็ กลายเป็นที่อยู่ ของคนคดโกง หรือผู้ประกอบอาชญากรรม. อย่างนี้มัน เพิ่งมีเมื่อโลกมันไร้ศีลธรรม; ก่อนนี้มันไม่มีเพราะว่ามัน มีศีลธรรม. สรุปความว่า สวรรค์จะกลายเป็นนรก. ปัจจัย เครื่องอาศัยแห่งชีวิตทุกชนิด ก็จะกลายเป็นยาพิษ สำหรับทำลายมนุษย์. มนุษย์จะกลายเป็นสัตว์ที่เลวไปยิ่ง กว่าสัตว์ แล้วก็ทำสิ่งที่สัตว์มันก็ไม่ทำ. ในที่สุดโลกนี้จะแตก สมชื่อ คือว่าโลกนี้มันจะต้องแตก หรือเป็นสิ่งที่แตก ฉะนั้นขอให้สนใจคำว่า ปรมัตถธรรมจะต้องกลับ มา. ปรมัตถธรรมเพื่อศีลธรรม เราควรจะศึกษากันให้ แจ่มแจ้งชัดเจนอย่างนี้.

น.36 ๒๘ ทีนี้จะดู ในแง่ของภาษา กันบ้าง. ปรมัตถธรรม ที่เกี่ยวกับภาษา นี้กำลังเป็นพิษ อยู่อย่างมาก ; เพราะว่า ผู้พูดนั้นไม่มีความรู้ ในเรื่องปรมัตถธรรมนั่นเอง. อาตมาขอยกตัวอย่างด้วยคำว่า อุปาทาน กับคำว่า สมาทาน. อุปาทาน แปลว่ายึดมั่น ถือมั่น, สมาทาน แปลว่า ถือไว้เป็นอย่างดี. คำว่าอุปาทานกับคำว่าสมาทาน นี้ ตรงกันข้าม, ต่างกันเป็นฟ้าและดิน : อุปาทาน ยึดมั่น ถือมั่นนั้น ทำด้วยอวิชชา ด้วยความโง่ ด้วยตัณหา ด้วย โมหะ ; นี่อุปาทานยึดมั่นถือมั่น. ส่วนคำว่า สมาทาน แปลว่า ถือเอาไว้อย่างดี นี้ต้อง ทำด้วยปัญญา ทำด้วย วิชชา ทำด้วยสติ ; มันจึงต่างกันอย่างกับฟ้าและดิน. เดี๋ยว นี้เรากำลังทำผิดในเรื่องของ ๒ คำนี้. อาตมาชี้แจงอยู่เสมอ เรื่อง อุปาทาน ยึดมั่นถือ มั่นนั้น ว่ามันเป็น ข้าศึก ; อย่าเอาเข้ามา. จงมีแต่ สมาทาน ถือไว้อย่างดีด้วยสติปัญญา. อาตมากลายเป็นผู้ที่ถูกด่า ถูกกล่าวหา ในการ บรรยายธรรมะที่เกาะลอยสวนลุมพินี มีคนกล่าวหาว่าอาตมา เป็นบัณฑิตโจร, เป็นนักปราชญ์โจร, เพราะสอนไม่ให้ใคร

น.37 ๒๙ ยึดมั่นถือมั่น แม้แต่ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และ พระนิพพาน. ข้อนี้ขอยืนยันว่า จริงอย่างนี้. อาตมา สอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นจริงอย่างนี้ : ให้ทำอะไรด้วย สมาทาน ; อย่าทำด้วยอุปาทาน ที่ยึดมั่นถือมั่น. เดี๋ยวนี้เราทำอะไรด้วยความยึดมั่นถือมั่น มาก เกินไป เช่น จะมีสรณคมน์ มีพระพุทธ พระธรรม พระ- สงฆ์ เป็นที่พึ่ง ก็ทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น ; มันก็เกินไป เพราะทำด้วยอวิชชา ตัณหา โมหะ เห่อ ๆ ตาม ๆ กันไป, ไม่ได้ทำด้วยสมาทาน. เราต้อง สมาทานสรณคมน์ ; อย่า อุปาทานต่อสรณคมน์มันจะกลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส. แม้ที่สุดแต่จะเอาพระเครื่องมาแขวนที่คอสักองค์ หนึ่ง ก็ขอ ให้ทำด้วยสมาทาน ด้วยสติสัมปชัญญะ- ปัญญา รู้สึกผิดชอบชั่วดี. ถ้า ทำด้วยอุปาทาน ยึดมั่น ถือมั่นแล้ว การทำเช่นนั้น ก็กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส ไปเสีย ทั้งที่มีการกระทำอย่างเดียวกัน, มีปรากฏการณ์อย่าง เดียวกัน, ก็กลายเป็นของตรงกันข้ามอย่างนี้. ขอให้คิดดูให้ ดีเถิด.

น.38 ๓๐ จะให้ทาน ก็ดี อย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น จะ เมาบุญ ; ให้ทำด้วยสมาทาน ถือไว้อย่างดี ทำไว้อย่างดี ด้วยสติปัญญา. จะรักษาศีล ก็ดี ขอให้เป็นการ สมาทาน สมาทาน ศีล อย่าอุปาทานในศีล มันจะกลายเป็นสีลัพพัตตปรา- มาส ไป. ถือศีลต้องสมาทานศีล ; อย่าอุปาทานศีล แม้ที่สุดแต่จะมีสัมมาทิฏฐิ ก็ จงสมาทานสัมมา- ทิฏฐิ. อย่าได้อุปาทาน ต่อสัมมาทิฏฐิ; ถ้าไปอุปาทาน ต่อสัมมาทิฏฐิ ก็กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปเสียเท่านั้นเอง, ไปอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า สีลัพพัตต์ปรามาส สีลัพพัตต์ปรามาส นั้น มีความหมายที่สำคัญก็คือ ไปลูบคลำของดี ๆ ให้สกปรก ; ไปยึดถือเอาข้อวัตร ปฏิบัติต่างๆ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ จนสูญเสียความประสงค์ เดิม, สูญเสียเหตุผลอันถูกต้อง. ของเดิมมันดีอยู่ ; พอ อุปาทานเข้าไปลูบคลำ มันก็กลายเป็นของผิด . เป็น ของสกปรกไป. ขอให้ท่านทั้งหลายจงได้สนใจคำ ๆ นี้ : สมาทานช่วยให้รอดได้ ; แต่อุปาทานก็จะฝังลงในนรก ทีเดียว.

น.39 ๓๑ ขอให้ดู ความแตกต่างระหว่างความยึดมั่นถือมั่น กับการถือไว้เป็นอย่างดี นี้ ให้มากเป็นพิเศษ. เมื่อไม่มี ปรมัตถธรรม คือ ไม่มีความรู้ที่ถูกต้องในชั้นปรมัตถ- ธรรมแล้ว ระวังให้ดี, การกระทำทุกอย่างจะทำไปด้วย อุปาทาน คือยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ของตน มีผลร้ายแทนที่จะมีผลดี. คำว่า ยึดมั่นถือมั่นนี้ เป็นภาษาศีลธรรม ที่ใช้ ผิด, ใช้ผิดความหมาย กลายเป็นสิ่งที่ต่ำทราม ต้อง สนใจแก้ไขกันเสียให้ถูกต้อง. อย่าให้เป็นยึดมั่นถือมั่น, แต่ให้เป็นการถือไว้อย่างดี คือ ให้เป็นสมาทาน อย่าเป็น อุปาทาน. อุปาทานทำให้เกิดความเห็นแก่ตัว หลับหู- หลับตา เบียดเบียนทั้งตัวเองเบียดเบียนทั้งผู้อื่น. ต้อง เปลี่ยนแปลง, ต้องดัดแปลง, ต้องปรับปรุง ให้อุปาทาน กลายเป็นสมาทานด้วยสติปัญญา. มีศีลธรรมด้วยสมาทาน ; มิใช่ด้วยอุปาทาน. ศีลธรรม ในโลก ต้องมีด้วยการสมาทาน ; ไม่ใช่ มีด้วยอุปาทาน ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้. มีสมาทานไว้เป็น

น.40 ๓๒ อย่างดีแล้ว จิตก็ไม่มืดมนท์ ไม่หลับหูหลับตา, ไม่ทำลาย ศีลธรรม, ไม่มีศีลธรรมชนิดที่เป็นพิษโดยไม่รู้สึกตัว. ดังนั้นแหละ ปรมัตถธรรมจะต้องกลับมา, กลับมาช่วยให้ ทันเวลา ทำหน้าที่ของมนุษย์นั้นคือปฏิบัติธรรม. ที่นี้ก็จะดูกันในข้อที่ว่า ปรมัตถ์หมดไป จิตใจ มืดมนท์ ซึ่งเป็นหัวข้อของการบรรยายในวันนี้ ว่า ปรมัตถ์ หมดไปจิตใจมืดมนท์. ความมืดมนท์แห่งจิตใจ นั้นคือ ความไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม ? เกิดมาควรจะได้อะไร ? เขา ไม่รู้ว่า การทำหน้าที่ของมนุษย์นั่นแหละ คือการปฏิบัติ ธรรม. การทำหน้าที่ของมนุษย์นั่นแหละ คือบุญกุศล เป็นสุข เป็นเกียรติยศอย่างยิ่ง. การไม่ทำหน้าที่ของมนุษย์ นั่นแหละ คือบาป คือความทุกข์ ความน่าละอาย บุญอยู่ที่ทำหน้าที่ของมนุษย์ให้ถูกต้องและ สมบูรณ์ บาปคือการไม่ทำหน้าที่ของมนุษย์ จะด้วย

น.41 ๓๓ ความเกียจคร้านหรือด้วยอะไรก็ตามเถิด, กระทั่งทำผิดหน้าที่ ของมนุษย์ นี้คือบาป. ความมืดมนท์แห่งจิตใจเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้ไม่รู้, ไม่ทำให้รู้, ไม่รู้ว่า ไม่จำเป็นที่คนเราจะต้องทำงานรูป แบบเดียวกันหมด. แม้เขาจะเป็นคนล้างท่อ กวาดถนน ถีบสามล้อ แจวเรือจ้าง อะไรก็ตามเถอะ, เมื่อเขาได้ทำ เต็มความสามารถ ด้วยความสำนึกในหน้าที่ของมนุษย์แล้ว ก็ควรจะให้เขาได้รับเกียรติแห่งความมีศีลธรรม หรือมีความ เป็นมนุษย์เต็มที่ เหมือนกับคนที่จะเป็นประธานาธิบดี เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี เป็นอะไรก็ตาม, เมื่อ ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่อย่างมนุษย์ของตน ที่จะทำได้แล้ว ก็ทำเถิดมีเกียรติเท่ากัน. ที่จะให้ คนเราทำงานเหมือนกันนั้นไม่ได้ เพราะ ธรรมชาติแบ่งมาให้แล้ว : เป็นคนฉลาด เป็นคนไม่ฉลาด เป็นคนอ่อนแอ เป็นคนแข็งแรง เป็นคนพิการ เป็นคน ไม่พิการ ; ฉะนั้นเราทำเท่ากันไม่ได้ ; แต่เราทำเต็มที่ ด้วยความหมายแห่งความเป็นมนุษย์ได้. เราต้องรู้, ไม่รู้ ก็มืดมนท์.

น.42 ๓๔ คนมืดมนท์จนไม่รู้ว่า ความสุขนั้นหาได้เมื่อ ทำงาน ในที่ทำงาน ในขณะที่กำลังทำงาน ; ไม่ใช่สิ้นเดือน แล้วเอาเงินไปทำอบายมุข, หาความสุข แล้วก็คดโกงหน้าที่ การงาน โกงเวลาของการงาน :เพราะว่าความสุขมันอยู่ ที่โน่น.แต่ถ้าเรามีความสุขอยู่ที่โต๊ะทำงาน ก็สนุก เป็นสุข อยู่ที่นั่น, ไม่อยากจะโกงเวลา โกงการงาน ; แล้วก็เป็นสุขจริงด้วย ; โกเพราะว่าได้มีสุขชนิดที่ไม่เผาลน. สุขกามารมณ์นั้นมันเผาลน ทำให้เงินเดือนไม่พอใช้, ทำให้ ข้าราชการต้องคอรัปชั่น, ทำให้ยากจน จนเกิดอันธพาล ; เพราะเขาไม่มีความสุขในการทำงาน. ถ้ามีสติปัญญา ก็หาความสุขได้ในการทำงาน เป็นความสุขที่แท้จริง. ความสุขที่แท้จริงไม่กัดเจ้าของ ; ความสุขที่หลอกลวงนั้นมันกัดเจ้าของวินาศไปหมด, ทำ เจ้าของให้เป็นทาสของสิ่งเสพติด, ทำให้เจ้าของไม่อาจจะยก มือไหว้ตัวเองได้, นั่นแหละความสุขที่หลอกลวง. ถ้าเป็น ความสุขที่แท้จริง ยกมือไหว้ตัวเองได้, มีปีติในธรรม, คือ รู้สึกว่าตัวมีคุณธรรม ที่ควรจะไหว้ก็ยกมือไหว้ตัวเองได้.

น.43 ๓๕ ควรต้องรู้ว่าความสุขที่แท้จริงนั้น ไม่ต้องใช้สตางค์ ไม่ต้องใช้เงิน ; เพราะมันเกิดมาแต่ ธรรมะปีติ, ธรรมะ- ปีติ. ธรรมะปีติ สร้างขึ้นได้ด้วยการประพฤติปฏิบัติ ถูกต้อง ในหน้าที่การงาน ; Hl ไม่ต้องใช้เงินใช้สตางค์ ที่จะซื้อหาความสุขเหล่านี้. ส่วนความสุขที่ยิ่งต้องใช้เงิน ยิ่งต้องใช้สตางค์นั้น ยิ่งเป็นความสุขหลอกลวง, ยิ่งไม่ใช่ เป็นความสุขที่แท้จริง. ความสุขที่แท้จริงนั้นมีปรมัตถธรรมแห่งชีวิตโดย สมบูรณ์, ปรมัตถธรรม คือความจริงของสิ่งทั้งปวง ที่ เกี่ยวกับชีวิต จำเป็นมาก, จะเป็นเหตุให้ได้รู้ความจริง ได้ปฏิบัติความจริง มีแต่ความถูกต้อง, เรียกว่าความสุขที่ แท้จริง. ปรมัตถ์กลับมาจิตใจมีความสุขและ สว่าง. สรุป ว่า ความสุขที่แท้จริงไม่กัดเจ้าของ, ไม่ทำ เจ้าของให้เป็นทาสแห่งสิ่งเสพติด, ทำให้เจ้าของยกมือไหว้ ตัวเองได้, และไม่ต้องใช้สตางค์ในการหามา. ความสุข หลอกลวง มัน กัดเจ้าของ, ทำให้เจ้าของเป็นทาสสิ่งเสพติด,

น.44 ๓๖ ต้องใช้เงินซื้อหามา, ทำให้หมดความเป็นมนุษย์. ความสุข ที่แท้จริงกลับไม่มีใครสนใจ สนใจแต่สุขที่ต้องซื้อหามาด้วย เงิน นี่ก็เพราะความมืดมนท์ ปรมัตถ์หมดไป จิตใจมืดมนท์ มืดมนท์แล้วก็ เป็นอย่างนี้, โลกทั้งโลกกำลังมืดมนท์ สร้างแต่สิ่งที่ วิกฤตการณ์ ไม่อาจจะสร้างสิ่งที่เป็นสันติภาพ. โลกมืดมนท์ ไม่มีศีลธรรมเพื่อสันติภาพ ก็สร้างกันแต่วิกฤตการณ์อันไม่รู้ จักจบจักสิ้น, ไม่มีใครรักผู้อื่น นี่แหละเป็นพื้นฐานของ สงคราม เป็นสิ่งหลอกลวงของมารร้าย. ขอให้ทุกคนสนใจว่า ปรมัตถธรรมต้องกลับมา แล้วโลกนี้ก็จะมีศีลธรรม; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้รู้ว่า เราเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน โดยธรรมชาติ อันลึกซึ้ง ; จะเรียกว่าพระเจ้าจัดให้ก็ได้, จะเรียกว่ากฎ ของธรรมชาติจัดให้ก็ได้, เป็นสัจจะอันสูงสุด ที่เราจะต้อง รักเพื่อนมนุษย์ ในฐานะเป็นผู้ร่วมการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ; เป็นเพื่อนในการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นี้เป็นส่วนปรมัตถธรรม สรุปความในวันนี้ว่า อาตมายังเน้นยังย้ำ เรื่อง ปรมัตถธรรมกลับมา, แม้ข้อความบางอย่างจะซ้ำกับ

น.45 ๓๗ ข้อความในการพูดครั้งที่แล้วมา ก็ขอให้ได้รับอภัยเถิด เพราะว่ามันจำเป็นที่จะต้องเน้นในบางสิ่งบางอย่าง ขอให้ปรมัตถธรรมแจ่มแจ้งแก่ท่านทั้งหลาย จน กระทั่งความมืดมนท์นั้นหมดไป. ปรมัตถ์หมดไป จิตใจ มืดมนท์ ปรมัตถ์กลับมา จิตใจมีแสงสว่าง. ขอให้ อยู่ด้วยความรู้ที่ถูกต้อง หล่อเลี้ยงศีลธรรม คือการ ประพฤติปฏิบัติ สำหรับทำให้โลกนี้มีสันติสุข ขอให้ท่านทั้งหลายมีความสดชื่นแจ่มใส เยือกเย็น เป็นสุขอยู่ทุกทิพาราตรีโดยเร็ว และโดยทั่วทุกท่านทุกคน เทอญ .

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต