Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] ตอนที่ ๓ — ๓๙. มัวเป็นกันแต่คน มนุษย์ก็ไม่มี

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๑] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.46 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็จะได้ กล่าวด้วยความมุ่งหมายว่า ปรมัตถธรรมจะกลับมา ในฐานะ เป็นกระดูกสันหลังของศีลธรรมต่อไปตามเดิม ; แต่มีหัวข้อ ย่อยเฉพาะวันนี้ว่า "มัวเป็นกันแต่คน มนุษย์ก็ไม่มี". ถ้าเรามัวเป็นกันแต่คน มนุษย์ก็ไม่มี ; เพียงเท่านี้ก็พอจะ สังเกตเห็นได้ว่า ความเป็นมนุษย์นั้น ต้องการธรรมะชั้น ปรมัตถ์. การเป็นแต่เพียงแต่คนนั้น เป็นเพียงชั้น ศีลธรรม จะต้องรู้จักปรมัตถธรรม เพื่อให้คนเป็นมนุษย์. ๓๘

น.47 ๓๙ การบรรยายธรรมะ ซึ่งจัดขึ้น ในยุคนี้ ล้วนแต่ ปรารภปัญหาอันเลวร้ายของบ้านเมือง คือ สภาพสังคมที่ เต็มไปด้วยความเสื่อมทางศีลธรรม : มีอันธพาลเต็มบ้าน หรือมีคนพูดว่าชุมยิ่งกว่ายุง, มีความทารุณโหดร้ายในการ กระทำ เหลือที่จะนำมาบรรยายได้ เพราะมันจะสกปรกปาก ผู้ใดไม่กลัวสกปรกตาก็ไปหาหนังสือพิมพ์มาดูรูปภาพ หรือ อ่านเรื่องเอาเองก็แล้วกัน. อาตมาคิดว่า ไม่ต้องบรรยายราย ละเอียดนั้น ๆ, นี่แหละ เป็นปัญหาทางศีลธรรม คือความไร้ศีล- ธรรม, เป็นปัญหาที่ไม่เคยมีในกาลก่อน คือ ในสมัยที่ไม่ ร่ำรวยด้วยเศรษฐกิจ โบราณโน้นปัญหาอย่างนี้ก็ ไม่มี เดี๋ยวนี้จัดการเศรษฐกิจ เรียกว่าเจริญก้าวหน้ากันทั้งโลก ก็กลับมีปัญหาทางศีลธรรม เต็มไปด้วยอันธพาลในทุก ๆ ระดับ. เราไม่มองกันว่า มูลเหตุอันแท้จริงนั้น คือ ความ เสื่อมทางศีลธรรม ไม่ใช่ปัญหาเศรษฐกิจ หรือเศรษฐกิจ ล้วน ๆ; ตัวเศรษฐกิจเสียอีกที่เป็นต้นเหตุให้เกิดความเสื่อม เสียทางศีลธรรม. ผู้ที่มุ่งต่อเศรษฐกิจมากเกินไป ก็ไม่คำนึง

น.48 ๔๐ ถึงศีลธรรม, ผู้ที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหานี้ ก็มุ่งแต่จะแก้ไข ทางเศรษฐกิจด้านเดียว ; ไม่มุ่งแก้ทางศีลธรรม มันก็ยิ่งยุ่ง เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาล้างโคลน. ความเห็นแก่ตัวมาจาก เรื่องเศรษฐกิจ เอาเรื่องเศรษฐกิจมาแก้ความเห็นแก่ตัว มันก็แก้ไม่ได้ ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง. เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือให้เกิดอำนาจ ให้เกิด กำลัง เพื่อความรุ่งเรืองของตน มันก็สร้างความเห็นแก่ตัว พร้อมกันไปในตัว, ยิ่งรวยด้วยเศรษฐกิจก็ยิ่งเห็นแก่ตัว, ไม่อาจจะแก้ปัญหาทางศีลธรรม; ดังนั้นศีลธรรมก็ไม่ ฟื้นตัว มีแต่จะยุบยับลงไป. ศีลธรรมไม่มีกระดูกสันหลัง, ศีลธรรมไม่มีประ มัตถธรรมเป็นกระดูกสันหลัง ก็สร้างได้แต่ความเป็น คน ซึ่งเกิดมาก็เป็นคน มาดีมาชั่วกันแล้วแต่การประพฤติ ปฏิบัติ. แต่ถ้าเป็นมนุษย์แล้วจะไม่มีชั่ว; เพราะคำว่า มนุษย์ แปลว่า มีใจสูง หรือเป็นเหล่ากอของพระมนูผู้มี ใจสูง นั้นมันเป็นปรมัตถธรรม ของความเป็นมนุษย์ เราจะต้องเอาปรมัตถธรรมมาเป็นกระดูกสันหลังของศีลธรรม

น.49 ๔๑ คนก็จะกลายเป็นมนุษย์ เดี๋ยวนี้ไม่มีปรมัตถธรรม สำหรับ มาช่วยเหลือศีลธรรมในข้อนี้. ขอให้คิดดูเถิดว่า แม้จะแก้ ปัญหาอบายมุข ก็ต้องมีปรมัตถธรรม คือความจริงที่สูงไปกว่าคนธรรมดา จะคิดจะนึก คนธรรมดาไม่มีธรรมะจึงไปชอบอบายมุขหวัง พึ่งอบายมุข ; แต่ถ้าเขา มีปรมัตถธรรมพอ ก็จะเห็นว่า อบายมุขเป็นสิ่งเลวร้าย . ความสุขร้อนนั้นไม่ใช่อย่างเดียวกับ ความสุขเย็น, สุขร้อน คือสนุกสนานทางวัตถุ ใช้เงินเป็นปัจจัย มาหา ความสนุกสนานทางวัตถุ : นี่มันก็เป็นสุขร้อน ไม่ใช่สุขเย็น, คือการประพฤติ ปฏิบัติ ที่ถูกต้องทางกาย ทางวาจา และ ทางจิต แล้วก็เป็นสุขเย็น, ดูไม่เป็นก็ไม่รู้ว่า นี่มันเป็น เรื่องสำหรับคนหรือสำหรับผี, ความสุขจากอบายมุขนี้ เป็นเรื่องสำหรับคนหรือเป็นเรื่องสำหรับผี , ซึ่งล้วนแต่ ไม่ถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกันทั้งนั้น.

น.50 เป็นกระดูกสันหลังของศีลธรรม. อาตมาจะต้องขอร้องท่านทั้งหลาย ให้พิจารณากัน ถึง ปู่ ย่า ตา ยาย อันเป็น บรรพบุรุษ ของเราแต่หนหลัง ; ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ มีปรมัตถธรรม เป็นกระดูกสันหลัง แห่งศีลธรรมของท่าน. เมื่อดูกันถึงศีลธรรม พอจะแบ่งแยกได้เป็นสองฝ่าย คือ ศีลธรรมฝ่ายสังคม และ ศีลธรรมฝ่ายบุคคล เป็นส่วน ตัว, ปู่ ย่า ตา ยาย ของเราท่านมีปรมัตถธรรม สำหรับ ศีลธรรมในสังคม ก็คือข้อที่ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย ท่านถือว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น. ข้อนี้ท่านเชื่อเต็มที่, เชื่อด้วย การเห็นด้วยปัญญา, เชื่อด้วยการอบรมสั่งสอนกันมา, ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ จึงถือว่าทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น, ถ้าถือศาสนาอื่น ก็จะถือว่า ทุกคนเป็นลูกของพระเจ้า ด้วยกันทุกคน ท่านจะทำอะไร ๆ ก็นึกถึงผู้อื่น

น.51 ๔๓ เมื่ออาตมาเป็นเด็ก ๆ จะปลูกต้นผลไม้ เช่นสับปะรด กล้วยเป็นต้น จะต้อง ว่าคาถา ว่า "นกกินเป็นบุญ คนกินเป็น ทาน" ๓ ครั้ง แล้วจึงจะกลบดิน. นี่ก็หมายความว่า ถ้านก มากินถือว่าเป็นบุญ ไม่ต้องยิงนก , ถ้าขโมยมาขโมยไปกิน ก็ให้ทานไปเสียเลย ให้ทานไว้แต่บัดนี้. . นี่วิญญาณของ บู่ ย่า ตา ยาย เขาวางมาตรฐานกันไว้อย่างนี้, พูดว่า ขอทานดี กว่าเป็นขโมย, ไปขอทานดีกว่าไปเป็นอันธพาล. เมื่อปู่ ย่า ตา ยาย มีปรมัตถธรรมเป็นกระดูก สันหลังของศีลธรรม กันอย่างนี้ ก็มีศีลธรรมดีในส่วน สังคม เมตตา อารี กรุณา ยิ้มเสมอเกิดมาจากปรมัตถธรรม ข้อนี้ ที่ทำให้คนไทยได้นามว่า "ยิ้มเสมอ" ทีนี้ดู ศีลธรรมส่วนบุคคล . ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา ก็มี ธรรมะอันลึกซึ้ง, ท่านจะยกมือขึ้นเหนือศีรษะพนมมือ ร้องว่า พระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตา หรือว่ารวมกัน แล้วก็เรียกว่า พระไตรลักษณ์. ท่านเห็นว่า สิ่งทั้งปวงเป็นไป ตามเหตุปัจจัยของธรรมชาติ , เราจะบังคับเอาตามชอบใจเรา ไม่ได้, เรามีกรรมเป็นของตัว, การได้เป็นมนุษย์นี้ได้ยากนัก ดังนั้นท่านจึงไม่เอามาทำลายเสียด้วยการประพฤติชั่ว

น.52 ๔๔ ความทุกข์ร้อนเกิดขึ้น ก็ ปัดออกไปได้ ด้วย พระอนิจจัง พระทุกขัง พระอนัตตา; ไม่ต้องมานั่ง ร้องไห้ ไม่ต้องไปกระโดดน้ำตาย, ไม่ต้องกินยาฆ่าแมลง, ไม่ต้องยิงตัวเอง, เหมือนที่ทำกันอยู่สมัยนี้ พอเกิดอะไรขึ้น มา ก็เป็นทุกข์เป็นร้อน โดยไม่มีประโยชน์อะไร. ความทุกข์ เกิดขึ้นก็แก้ไขไป โดยไม่ต้องเป็นทุกข์. นี่ก็เพราะมีปรมัตถ- ธรรม เป็นกระดูกสันหลังอยู่ในจิตในใจ ขออภัย ที่อาตมาจะต้องใช้คำว่า กลับมา-กลับมา กลับมา, ศีลธรรมก็กลับมา, ปรมัตถธรรมก็กลับมา ปรมัตถุ ธรรมกลับมาเพื่อเป็นกระดูกสันหลังของศีลธรรม. ที่ต้อง ใช้คำว่า "กลับมา" ก็เพราะว่ามันเคยมี, มันเคยมี, เคยเจริญ เคยรุ่งเรือง, แล้วมันหายไป . ขอให้เทียบดู ความสงบสุข สมัยปู่ ย่า ตา ยาย ว่า มีมากกว่าสมัยนี้มากนัก. สมัยเมื่อไม่เจริญ เมื่อคนไม่ ค่อยรู้หนังสือด้วยซ้ำไป ความสงบสุขมันมีกว่าสมัยนี้มากนัก ; เดี๋ยวนี้เจริญด้วยวิชาความรู้ ด้วยทรัพย์สมบัติด้วยอะไรต่างๆ ทำไมจึงเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ ความยุ่งยาก ลำบากเดือดร้อน ระส่ำระสาย. บางทีเราอาจจะกล่าวได้ว่า สมัยคนบ่ายังเป็น

น.53 ๔๕ คนป่า ยังไม่ใช่เป็นคนบ้านคนเมืองนี้ อยู่กันด้วยสันติสุข สันติภาพ มากกว่าสมัยที่เจริญรุ่งเรืองด้วยวัตถุอย่างสมัยนี้. นี้เชื่อว่าทุกท่านพอจะค้นคว้าศึกษา และมองเห็น ได้ด้วยตนเองว่า ยิ่งเจริญนี้ทำไมมันยิ่งยุ่ง, ยิ่งเจริญยิ่งยุ่ง ; เพราะว่ามันสูญเสียศีลธรรม ไปสนใจแต่เรื่องความเจริญ ของเนื้อหนัง ไม่สนใจความสูงแห่งจิตใจ, ยิ่งเจริญก็ยิ่งไม่มี ศีลธรรม, ดังนั้นความยุ่งยากลำบาก ทุกข์ร้อน ระส่ำระสายก็ เข้ามาแทนความสงบสุข จึงนึกถึงข้อที่ว่าศีลธรรมกลับมา, ศีลธรรมกลับมา ปรมัตถธรรมก็กลับมา เพื่อเป็นกระดูก สันหลังของศีลธรรม. ศีลธรรมหายไปเพราะหลงวัตถุนิยม. ศีลธรรมหายไปอย่างไร ก็พอจะมองกันได้ "และ ควรจะมองด้วย. ศีลธรรมหายไป เพราะว่าวัตถุนิยม ; ความเจริญด้วยวัตถุจนมอมเมาตัวเอง, มอมเมาตัวเองให้ หลงใหลในความสุขทางวัตถุ. วัตถุนิยมนี้เจริญเหมือน

น.54 ๔๖ กับวิ่ง ; ดูการผลิตเพื่อความสุขทางวัตถุ, ดูการซื้อหา ดูการ ใช้สอยวัตถุ, มอมเมาตัวเอง ทางเนื้อทางหนัง. อันนี้ ก็เป็นเหตุให้ศีลธรรมหายไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ เพราะไป สนใจแต่ความสุขสนุกสนาน. อีกอย่างหนึ่งก็คือ จำนวนมนุษย์เพิ่มขึ้นโดยเร็ว, เร็วจนเกินกว่าที่จะควบคุมกันได้. การศึกษาให้ไม่เพียง พอสำหรับความเจริญ หรือความที่มนุษย์เพิ่มมากขึ้น นี่ก็ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ศีลธรรมร่อยหรอไป. เราจะต้องเพิ่ม การศึกษา เพิ่มการอบรมศีลธรรม ให้พอให้ทันกับการ เพิ่มจำนวนของมนุษย์. ทีนี้เรามา มัวแต่เข้าใจกันว่า เศรษฐกิจไม่เจริญ, ยัง ขาดเศรษฐกิจ คนจึงไม่อยู่กันอย่างสงบ. เขาว่าเศรษฐกิจ เป็นต้นเหตุแห่งความไม่สงบ; ไม่ได้เคยคิดว่า เพราะขาด ศีลธรรมต่างหาก. เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ยิ่งส่งเสริมวิชา เศรษฐกิจ ; เศรษฐกิจยิ่งเจริญก็ยิ่งเห็นแก่ตัวเพราะเศรษฐกิจ เป็นโอกาสให้เห็นแก่ตัว, ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว, ให้ สามารถเอาเปรียบผู้อื่น, ใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือเอา

น.55 ๔๗ เปรียบผู้อื่น ; ยิ่งส่งเสริมเศรษฐกิจ มันก็ยิ่งส่งเสริมเครื่อง มือ สำหรับจะเห็นแก่ตัวและเอาเปรียบผู้อื่น. ถ้าศีลธรรมไม่เข้ามาควบคุมเศรษฐกิจแล้ว เศรษฐกิจ จะทำลายโลกเป็นแน่นอน. เขา ไม่มีปรมัตถธรรม เพื่อจะ ควบคุมความเป็นคน คือเพื่อควบคุมความเห็นแก่ตัวของ คน, ไม่มีอะไรมาควบคุมความเห็นแก่ตัวของคน, เพราะ ไม่มีปรมัตถธรรม เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่า คนกับมนุษย์นี้ต่างกันอย่างไร. จึง หลงใหลกันในการเป็นแต่เพียงคน ; เป็นกันแต่เพียงคน มนุษย์ก็ไม่มี มัวเป็นกันแต่คนมนุษย์ก็ไม่มี, เพราะไม่รู้ว่า มนุษย์กับคนต่างกันอย่างไร, มนุษย์ต้องมีปรมัตถธรรมสูง กว่าคน มนุษย์จะต้องมีศีลธรรมสูงกว่าคน มนุษย์แปลว่าสูง โดยทางจิตใจ. พิจารณาดูความต่างของคนกับมนุษย์. ขอโอกาสเทียบเคียงกันดูสักหน่อยว่า คนกับมนุษย์ ต่างกันอย่างไร เมื่อเทียบกันโดยลัทธิ. เคนเขาถือลัทธิ ประโยชน์เป็นใหญ่. มนุษย์ถือลัทธิธรรมะเป็นใหญ่.

น.56 ๔๘ คนไม่รู้จักธรรม ไม่รู้จักธรรมะ จึงถือประโยชน์ เป็นใหญ่ เรียกว่าถือลัทธิ "ประโยชนาธิปไตย" ถึงจะ เรียกว่าประชาธิปไตย ก็มีประโยชน์เป็นใหญ่อยู่นั่นเอง แต่ โดยเหตุที่ไม่ควบคุมกิเลส ไม่มีศีลธรรมก็เอาประโยชน์ชนิด ที่ไม่เป็นธรรม เอาประโยชน์แห่งตัวกูผู้เดียว ไม่เอาประ- โยชน์แห่งเพื่อนมนุษย์ตาดำ ๆ อย่างนี้เป็นต้น. พุทธศาสนาถือธัมมาธิปไตย ลัทธิการเมืองนอก นั้นถือประโยชน์อธิปไตย ประโยชนาธิปไตย. แม้ลัทธิ คาร์ลมาร์กซ์ ที่เป็นที่สนใจกันทั้งโลกเวลานี้ก็มุ่งประโยชนา- ธิปไตย, มีประโยชนาธิปไตยเป็นหลัก, เห็นแก่ประโยชน์ เป็นหลัก, ประจักษ์เรื่องประโยชน์ และอาศัยเศรษฐกิจ เป็นหลัก, ธรรมะมันก็ไม่มี เขาไม่จัดโลกด้วยความเมตตา กรุณา; แต่จะจัดโลกด้วยการบังคับทางเศรษฐกิจ ก็เป็นกัน อย่างมากได้แต่เพียงคน ไม่สามารถจะเป็นมนุษย์ได้. มนุษย์มีปรมัตถธรรมเป็นหลัก เช่นว่า ขอทาน ดีกว่าเป็นขโมย. ถ้าจะเทียบกันดูในระหว่างคนกับมนุษย์ เมื่อ เอาสิ่งสูงสุดเป็นหลัก. คน เอาแต่ความเอร็ดอร่อยสนุก

น.57 ๔๙ สนานทางอายตนะ ยอมเป็นทาสของอายตนะ บูชาเนื้อ หนังเป็นพระเจ้า. ส่วน มนุษย์นั้น บูชาธรรมะ, ต้องการสันติภาพ อันสงบเย็นเป็นนิพพาน, ไม่ต้องการสุขร้อน ๆ ทางเนื้อทาง หนัง; แต่ต้องการความสุขสงบเย็นในทางจิตใจ มนุษย์ จึงเป็นนายเหนืออายตนะ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่วน คนนั้นเป็นทาสของอายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. มนุษย์กับคนต่างกันอย่างนี้ เมื่อจะเอาลูกตาเป็นหลัก. ลูกตาของคน ก็มุ่งไป ที่ประโยชน์ ตน ได้แล้วก็เป็นดี ลูกตามันมุ่งไปแต่ที่ประ- โยชน์ของตน, ประโยชน์ของกิเลส เห็นแก่ตัว ไม่มองเห็น ศีลธรรม, ไม่มองเห็นความจำเป็นแห่งศีลธรรม และ ปรมัตถธรรม; ลูกตาของคนมันมุ่งจ้องไปที่นี้. แต่ ลูกตาของมนุษย์ นั้น เขามุ่งไปสู่ความเป็น มนุษย์ที่ถูกต้อง ไม่เห็นแก่ตัว แต่เห็นแก่ธรรม, มุ่งไป ที่ธรรม มองเห็นสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์, ต้องการจะให้ได้ สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์, ไม่ให้เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์, และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้พบพระพุทธศาสนา.

น.58 ๕๐ คนกับมนุษย์ต่างกันอย่างนี้ เมื่อจะเปรียบ เทียบกันอีกกี่คู่ ๆ มันก็อยู่ในลักษณะที่ต่างกันอย่างตรง กันข้ามทุกคู่ไป. ขอให้เราสนใจคำว่าคน กับคำว่ามนุษย์ มนุษย์มี ปรมัตถธรรม คนแม้แต่จะมีศีลธรรมได้ก็ทั้งยาก; เพราะมี กิเลสเป็นตัวตนเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ชอบศีลธรรม; แล้วจะ เอาปรมัตถธรรมมาแต่ไหน ? ต้องสนใจทำคนให้เป็นมนุษย์. อาตมาจึงขอร้องให้สนใจ ในข้อที่ว่า "มัวเป็นกัน แต่คน มนุษย์ก็ไม่มีในโลกนี้". มัวเป็นกันแต่คนโลกนี้ ก็ไม่มีมนุษย์; มีแต่คนที่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ธรรม, มอง ไม่เห็นธรรม มองเห็นแต่ตัว; มองเห็นแต่ประโยชน์ของ ตัวจึงได้พากันถือลัทธิประโยชน์อธิปไตย, ประโยชนาธิปไตย มีประโยชน์เป็นสิ่งสูงสุดเหนือสิ่งใด ระบบการศึกษา ที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดเวลานี้ ล้วน แต่เปิดโอกาสให้เห็นแก่ตัว, ส่งเสริมความเห็นแก่ตัว, ไม่ ควบคุมความเห็นแก่ตัว, ไม่กำจัดความเห็นแก่ตัว. อาตมา

น.59 ๕๑ มองเห็นอย่างนี้ก็พูดอย่างนี้ นักจัดการศึกษาในโลกจะระดม กันด่าอาตมาสักเท่าใด ก็ยังพูดอย่างนี้ ว่าการศึกษาในโลก ทั้งหมดล้วนเปิดโอกาสแห่งความเห็นแก่ตัว, เรียนรู้เพื่อ ฉลาด เพื่อจะกอบโกยประโยชน์ของตัว, ไม่สอนเรื่องการ ควบคุมความเห็นแก่ตัว. คนที่ยิ่งเรียนมากยิ่งฉลาดมาก ก็ยิ่งใช้ความฉลาด เพื่อความเห็นแก่ตัว, ไม่ควบคุมความเห็นแก่ตัว, ไม่กำจัด ความเห็นแก่ตัว, โลกก็จะเป็นโลกแห่งความเห็นแก่ตัว ทุก ปรมาณูในโลกเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว แล้วโลกนี้ จะเป็นอย่างไร ขอให้พิจารณาดูกันเอง. การศึกษานี้รับใช้ระบบการเมือง, การศึกษานี้ส่ง เสริมระบบการเมืองที่มุ่งจะครองโลก, การศึกษาจัดไปใน ทางแสวงหาประโยชน์ หากำลัง หาอานุภาพ ในการที่พวก ตนจะครองโลก; ต่างฝ่ายต่างก็จัดการศึกษาอย่างนี้ มุ่งจะ ครองโลก. เมื่อทุกคนแย่งกันครองโลก ก็ลองคิดดูเถิด ว่าโลกนี้จะเป็นอย่างไร. โลกนี้ทั้งโลกเป็นไปในอำนาจของบุคคล ผู้มุ่ง จะครองโลก; แต่ละฝ่ายมุ่งแต่จะครองโลก, จะครองโลก

น.60 ๕๒ เพื่อประโยชน์ของตัว. นี่โลกนี้อยู่ในอาการอย่างนี้ จึงไม่มี ศีลธรรม. ศีลธรรมของคนชนิดนี้ก็คือการได้อำนาจมาครอง โลก; ผลของศีลธรรมคือการเสวยสุขทางวัตถุ ทางเนื้อ ทางหนัง ; อบรมสั่งสอนชี้ชวนกันให้พอใจ ให้เลื่อมใสใน สิ่งนี้, ก็ต้องพอใจเลื่อมใสในการศึกษา ที่จัดไปเพื่อให้ได้ ประโยชน์ชนิดนี้. ฉะนั้นเราจึงมีกันแต่คน ไม่มีมนุษย์, โลกนี้จึงมีกันแต่คน แล้วก็ไม่มีมนุษย์ เพราะว่าการ ศึกษากระทำไป เพียงแต่ให้เป็นกันแต่คน แล้วยังเป็น คนชนิดที่เห็นแก่ตัว; ไม่ใช่คนชนิดที่เห็นแก่ผู้อื่น เขาตัด ระบบทางพระศาสนา ตัดระบบธรรมะออกไปเสีย จากการ ศึกษา. ได้ยินว่าการศึกษาในบางรัฐของ บางประเทศ ห้าม สอนศาสนา ถ้าเอาศาสนามาสอนในโรงเรียน ใน มหาวิทยาลัย ถือว่าผิดกฎหมาย; เพราะว่ามาทำลาย เวลาของความรู้เรื่องเศรษฐกิจ. เรื่องเศรษฐกิจจำเป็นแก่ ความเจริญของประเทศชาติ, เรื่องศาสนาเป็นเรื่องถ่วง ให้ล้าหลัง อย่าเอามาสอน; ก็สอนกันแต่เรื่องส่งเสริม เศรษฐกิจ ส่งเสริมการเมือง ส่งเสริมอำนาจ ศาสนาก็ยิ่ง

น.61 ๕๓ ไม่มีโอกาส ที่จะเข้ามาควบคุมจิตใจของมนุษย์, มนุษย์ ก็ยิ่งไม่มีศาสนา, ก็จะยิ่งไม่มีมนุษย์ ไม่เป็นมนุษย์ มีแต่คน ; แล้วก็จะมีแต่คนอย่างเลวเสียด้วย. นี่เมื่อเป็นกันแต่คน มนุษย์ก็ไม่มี ด้วยเหตุอย่างนี้. ช่วยกันทำให้มนุษย์ครองโลกเถิด. อาตมาขอตั้งความปรารถนา วิงวอน ขอร้องว่า ขอให้ปรมัตถธรรมกลับมา ให้จิตใจของคนในโลก สว่างไสว ด้วยปรมัตถธรรม พอที่จะรู้ว่ามนุษย์เกิดมา ทำไม ? มนุษย์ควรจะได้อะไร ? สิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์นั้น เป็นอย่างไร ? ขอให้มีจิตใจอย่างนี้, มีความเป็นมนุษย์กัน อย่างนี้, แล้ว ขอให้มนุษย์ชนิดนี้ครองโลก ทั่วไปทุก หัวระแหง ขออย่าให้คนครองโลกเลย. ขออย่าให้ผู้ที่ เป็นแต่เพียงคน มีอำนาจครองโลก ครองบ้าน ครองเมือง อะไรเลย. ขอให้มนุษย์ที่สมบูรณ์ด้วยศีลธรรม อันมีปรมัตถ- ธรรม อันมีปรมัตถธรรมเป็นกระดูกสันหลังนั่นแหละ เป็น ผู้ครองโลก, ขอให้เรามีมนุษย์เต็มไปทั้งโลก. อย่ามีสัตว์ที่

น.62 ๕๔ เป็นแต่เพียงคน มาครองโลกเลย, หรืออย่ามาอยู่เป็น พลเมือง ให้เขาปกครองให้ลำบากเลย ; เป็นแต่เพียงคน นี้ มัน ปกครองยาก เพราะว่า เห็นแก่ตัว ใครๆ ก็คง ปกครองไม่ไหว. คำนวณดูเอาเองก็แล้วกัน ว่า ถ้าคน ทุกคนไม่มี ศีลธรรมแล้ว เราจะปกครองกันอย่างไร, จะเอาอำนาจ มาเท่าไร จึงจะปกครองไหว, จะต้องสร้างคุก สร้างเรือนจำ สร้างทัณฑสถาน เจ้าหน้าที่กันอีกสักเท่าไร, มันก็ ไม่มี ความสงบสุข เพราะว่าคนมันไม่มีศีลธรรม. ถ้าคนมี ศีลธรรมก็กลายเป็นมนุษย์ ไม่ต้องมีใครปกครองใคร, ก็อยู่กันเป็นผาสุก, แล้วก็จะสูงสุดเสียด้วยซ้ำไป. ฉะนั้นจึงขอให้ศีลธรรมกลับมา โดยมีปรมัตถธรรม เป็นกระดูกสันหลัง ให้สมาชิกของโลกทุกคนเป็นมนุษย์, อยู่กันอย่างมนุษย์, ปกครองกันอย่างมนุษย์, มีแต่สันติภาพ สูงสุด ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต