น.63 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า "ศีลธรรมดี คนก็กลายเป็นมนุษย์ด้วยกัน ทั้งหมด" เป็นหัวข้อที่เนื่องกับหัวข้อที่แล้วมา ซึ่งได้กล่าว ว่า "มัวเป็นกันแต่คน มนุษย์ก็ไม่มี". นี่เพื่อจะแสดงให้ เห็นว่า จะเป็นคนหรือเป็นมนุษย์กัน ก็เพราะศีลธรรม , เป็นศีลธรรมในขั้นปรมัตถ์ คือทำให้ใครเป็นอะไรก็ได้. ๕๕
น.64 ๕๖ ถ้าศีลธรรมไม่มี คนก็กลายเป็นผี; ถ้าศีลธรรมมี คนก็กลายเป็นมนุษย์ ; จะต้องมีศีลธรรมในขั้นนี้ ที่ เรียกว่าขั้นปรมัตถธรรม, ทำให้คนเป็นอะไรก็ได้. ถ้าเรา มีศีลธรรมกันในขั้นนี้ ปัญหาก็จะหมดไป ไม่มีใครวางหาบเร่ ให้เกะกะทางเดิน, จะไม่มีถนนสกปรกรกรุงรัง ไม่มีคนตาย เพราะถูกรถชน เป็นต้น. [ทบทวนค่าของศีลธรรม.] ขอให้สั่งกันอีกครั้งหนึ่งว่า ศีลธรรมเลว คนเป็น ผี ศีลธรรมดี ผีเป็นคน. ศีลธรรมขั้นปรมัตถ์ ทำให้ คนกลายเป็นมนุษย์; แม้แต่ศีลธรรมในขั้นธรรมดา ก็ทำ ให้หมดปัญหาทุกปัญหา, คนไม่คิดที่จะแก้ปัญหาด้วยศีลธรรม ไปมัวแก้ปัญหาด้วยสิ่งที่มันแก้ไม่ได้ เพราะไม่รู้จักศีลธรรม เลยกลายเป็นผู้เนรคุณต่อศีลธรรมไปเสีย โดยไม่รู้สึกตัว. ศีลธรรมคืออะไร ? โดยสรุปแล้ว ศีลธรรมคือ การทำหน้าที่ของตน ให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ คือ สนุกในการทำงาน, เป็นสุขเมื่อทำงาน, ไม่ใช่เป็นสุขเมื่อ ทิ้งงานไปรับการอาบ อบ นวด. เมื่อเป็นสุขในการทำงาน ก็มีเงินใช้, ไม่ต้องนอนรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
น.65 ๕๗ อย่างนั้นอย่างนี้. ศีลธรรมมีแล้วก็ไม่มีอบายมุข เพราะ มันอยู่ด้วยกันไม่ได้. คนมีศีลธรรมไม่เลี้ยงกิเลส; คนไร้ ศีลธรรมเขาเลี้ยงกิเลส. คนมีศีลธรรมทำงานสนุก เพราะหาเงินได้มาก หาประโยชน์ได้มาก, ก็กินอยู่ เก็บงำไว้แต่พอดี ที่ เหลือก็เอาไปช่วยผู้อื่น. ขอให้จำไว้ว่า นี่แหละคือ เศรษฐกิจอันบริสุทธิ์ ของชาวพุทธมาแต่โบราณ : หามาก กินแต่พอดี เหลือไปช่วยผู้อื่น คนที่ทำอย่างนี้ เรียกว่าเศรษฐี. คำว่าเศรษฐี แปลว่า ประเสริฐที่สุด, คนชนิดไหนในโลก ที่จะประเสริฐที่สุด นอกจากคน ที่หามาก กินแต่พอดี เหลือช่วยผู้อื่น. ระบบเศรษฐกิจของชาวพุทธ เกิดขึ้นมาแต่ครั้ง พุทธกาล ก่อนพวกนายทุน, ก่อนระบบนายทุนจะเกิดขึ้น, นายทุนเขาไม่ได้หามากกินแต่พอดี แล้วเหลือช่วยผู้อื่น, เขา ต้องการจะเพิ่มทุนไม่รู้จักสิ้นสุด. ดังนั้นเศรษฐีชาวพุทธ กับนายทุนชาวโลกนี้ไม่เหมือนกัน ศีลธรรมจะสร้างเศรษฐี ชาวพุทธ ช่วยโลกได้ด้วยหมดปัญหา
น.66 ๕๘ สรุปความว่า ศีลธรรมคือการทำหน้าที่ของมนุษย์, ศีลธรรมคือการทำหน้าที่ของมนุษย์ ; ไม่ใช่จะเกณฑ์ให้ นั่งไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็ไม่ประกอบการงานอะไร. การงานนั่นแหละคือวัตถุของศีลธรรม การทำงานคือ การปฏิบัติธรรม, การปฏิบัติธรรมมีอยู่ เมื่อเขาทำงานตาม หน้าที่ของมนุษย์ ให้ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ ว่าเขาจะ ต้องทำอะไร ตามที่เขาจะทำได้, นี่คือปัญหาทางศีลธรรม ที่จะต้องปรารภ. ศีลธรรมควรกลับมาดุจสมัยรัชกาลที่ ๑. โอกาสนี้เป็นโอกาสที่เตรียมฉลองงาน ๒๐๐ ปี ของ กรุงรัตนโกสินทร์ ก็ขอโอกาสพูดกับเขาด้วยสักข้อหนึ่งว่า ขอให้ฉลอง ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยความ มีศีลธรรมกันเถิด, ขอให้ศีลธรรมชนิดสมัย พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ พระพุทธยอดฟ้า มหาราชกลับมา จึงจะถูกกับเรื่อง. เดี๋ยวนี้ไม่มีศีลธรรม ถึงขนาดนั้น แล้วจะฉลองกันอย่างไร.
น.67 ๕๙ เดี๋ยวนี้อันธพาลชุมเหมือนกับยุง, ยุงชุมเหมือนกับ อันธพาล จนกลายเป็นสัญญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ไปแล้ว. มีพระองค์หนึ่งมาบอกกับอาตมา คุยกัน เขาบอกว่า "เดี๋ยวนี้ บ้านผมเหมือนกับกรุงเทพฯ แล้ว" ถามว่า "เหมือนอย่าง ไร ?" "คือว่ายุงชุมเหมือนกรุงเทพฯ อันธพาลก็ชุมเหมือน กรุงเทพฯ หมออาบน้ำก็ชุมเหมือนกรุงเทพฯ" เขาว่าอย่าง นี้. ยุง, อัน ธ พาล, หมออาบน้ำ, นั่นกลายเป็น สัญญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ไปแล้ว, แล้วจะฉลองครบ ๒๐๐ ปีอย่างนี้ มันจะดูกระไรอยู่. ขอให้จัดการให้ศีลธรรมกลับมา ในลักษณะ เดียวกัน ระดับเดียวกันกับสมัยรัชกาลที่ ๑ นั่นแหละ จึงจะฉลองกันได้สนิทใจ. ยุงชุมก็แสดงความไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ ปล่อย ให้ยุงชุมได้. ยุงนี้อายุเพียง ๒ สัปดาห์เท่านั้น ถ้าป้องกัน อย่าให้เกิดใหม่ ๒ สัปดาห์ ก็จะหมดไปจากบ้านเมือง, หมด ยุง หมดอันธพาล ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของความไม่มีศีล- ธรรมแล้ว นั่นแหละจะฉลองกันได้อย่างหน้าชื่นตาบาน.
น.68 ๖๐ นำศีลธรรมกลับมาเป็นพุทธบูชาสูงสุด. ทีนี้เรื่องพุทธบูชาก็เหมือนกัน ขอให้ทำพุทธบูชา ที่เป็นพุทธบูชา. เดี๋ยวนี้ มีสิ่งที่ลบหลู่ดูหมิ่นล้อเลียน พระพุทธองค์ เป็นอันมาก คืออบายมุขทั้งหลาย เต็ม บ้านเต็มเมือง, พระพุทธองค์ตรัสไว้ในลักษณะสั่งสอน กระ ทั่งขอร้อง กระทั่ง อ้อนวอน ด้วยซ้ำไปว่า อย่าประกอบ อบายมุขกันเลย ; ก็ยังมีอบายมุขเกิดขึ้น เหมือนกับเป็น การล้อเลียนพระพุทธองค์. เราจะ ต้องจัดให้สิ่งที่เป็น การล้อเลียนพระพุทธองค์ หมดไปจากบ้านเมือง จึงจะ ทำพุทธบูชา, จึงจะเป็นพุทธบูชา จึงจะสมกับที่จะเป็น ปฏิบัติบูชา. อาตมาขออนุโมทนา ผู้ที่เสี่ยงเอาชีวิตร่างกาย เข้ามาแลกเพื่อแก้อบายมุข เพื่อทำให้ศีลธรรมกลับมา. ขออนุโมทนาแก่ทุกท่าน ที่เสี่ยงด้วยชีวิตและร่างกาย เพื่อ จะขจัดอบายมุขให้สูญหายไปจากบ้านเมือง ทำให้ศีลธรรม กลับมา จนบ้านเมืองสะอาด เป็นพุทธบูชา. พุทธบูชา ด้วยการเสี่ยงชีวิตร่างกายนี้ เป็นปฏิบัติบูชาที่สูงสุด ขอ อนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง. เอาไปเทียบดูกับการจัดพุทธมณฑล เป็นพุทธบูชา มันก็คนละแบบ, มันไปกันคนละแบบ. แต่
น.69 ๖๑ ควรจะคำนวณดูว่า อันไหนเป็นพุทธบูชากว่า จำเป็นกว่า รีบด่วนกว่า มีเหตุผลกว่า. อาตมารู้สึกว่า การเสี่ยงชีวิตให้ศีลธรรมกลับ มานั้น เป็นพุทธบูชาสูงสุด, ขอให้ท่านทั้งหลายที่เป็น บุคคล เอกชน เป็นคณะบุคคล เป็นคณะรัฐบาล จงได้ สนใจพุทธบูชาชนิดนี้ในงาน ๒๐๐ ปี แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กันเถิด. จัดให้ศีลธรรมกลับมาเป็นพุทธบูชา; แม้ จะต้องเสี่ยงด้วยชีวิตและร่างกาย. นี้ดูจะตรงพระพุทธ ประสงค์ที่สุด ซึ่งพระพุทธองค์ต้องการพุทธบูชา ชนิดที่จะ ช่วยให้ธรรมวินัยของพระองค์ยังคงอยู่ในโลกนี้ เป็นประ- โยชน์แก่มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์. นี่ศีลธรรมเนื่องกับ การฉลอง ๒๐๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์มีอยู่อย่างนี้ ควรจะนำ มาพิจารณากันดู. แก้ปัญหาในโลกต้องแก้ด้วยศีลธรรม. ทีนี้ถ้าจะพูดถึงปัญหาทั่วไป คือการแก้ปัญหาในโลก นี้ อันกำลังมีวิกฤตการณ์ ความเสื่อมทรามของสันติภาพ แทบจะหาสันติภาพไม่พบ, มันเป็นปัญหาของโลก. ก็ขอ
น.70 ๖๒ ให้แก้กันด้วยศีลธรรมเถิด อย่ามัว แก้ด้วยสิ่งอื่นที่มันไม่ อาจจะแก้ได้ มันจะเป็นการหลับตางมงายแก้. อาตมายืนยันว่าเศรษฐกิจนั้นไม่อาจจะแก้ปัญหาของ โลกได้. เดี๋ยวนี้ทั้งโลกกำลังหวัง จะใช้เศรษฐกิจในการแก้ ปัญหาของโลก. ขอยืนยันว่าถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว เศรษฐกิจนั้นจะแก้ปัญหาของโลกไม่ได้, ถ้าไม่มีศีลธรรม แล้ว เศรษฐกิจนั่นแหละมันจะฆ่าเรา, ไม่มีศีลธรรมแล้ว ความมั่งมีของเรานั่นแหละมันจะฆ่าเรา. ถ้าเรามีศีลธรรม มีศีลธรรมแล้ว จะป้องกันความเลวร้ายทั้งหมดนี้ได้ ; แม้ที่สุดแต่ปัญหาขาดดุลการค้า ถ้าพลเมืองมีศีลธรรมแล้ว จะไม่เกิดการขาดดุลการค้าขึ้นมา, เพราะว่าไม่มีใครเลี้ยงกิเลส ดุลการค้าที่กำลังขาดปีละเป็นหมื่น ๆ นั้น จะไม่มีขึ้นมาได้. เศรษฐกิจที่ไม่มีศีลธรรมนั้น มีลักษณะเป็นผี, ผีเศรษฐกิจ ผีที่ทำให้เกิดคอรัปชั่นทุกชนิด ขึ้นมาใน บ้านในเมือง ปราบยากที่สุด, เพราะว่ามันเป็นผีพิเศษ. ผี ที่คนสมัครจะเป็น แล้วจะมาช่วยกันแก้ด้วยศีลธรรมชนิด นั้น เอาผีแก้ผี นี่มันจะทำได้อย่างไร. เพราะฉะนั้นต้องมี, ศีลธรรม ให้เศรษฐกิจมีศีลธรรม นักเศรษฐกิจมีศีลธรรม
น.71 ๖๓ ทุกคนที่เกี่ยวข้องผูกอยู่กับเศรษฐกิจ ต้องมีศีลธรรม, ถ้า ไม่มีศีลธรรม ไม่มีทางจะแก้ได้. ขอให้คำนวณกันอย่างนี้ดีกว่าว่า ให้ฝนตกลงมาเป็น ทองคำ เป็นฝนทองคำเต็มไปทั้งบ้านทั้งเมือง นี้จะแก้ เศรษฐกิจได้ไหม ? มันก็จะแย่งกันเก็บเม็ดทองคำ แล้วฆ่า กันตายวินาศเมื่อแย่งเก็บเม็ดทองคำนั่นเอง, แล้วถ้าใครเก็บ มาไว้ให้มาก ๆ ที่บ้านที่เรือนของตนก็จะถูกปล้น ไม่มีที่สิ้น สุด, เหมือนกับเดี๋ยวนี้ไม่ใช่มีทองคำเก็บไว้อย่างนั้น ก็ยัง ถูกปล้นกันอย่างเหลือประมาณ น่าเวทนาน่าสงสารคนที่ถูก ปล้น. พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ให้ภูเขาเป็นทองคำทั้ง ลูก, เป็นทองคำทั้งลูก, ภูเขาสองลูก ก็ไม่พอแก่ความ ต้องการของคน ๆ เดียว, .เดี๋ยวนี้เรามีพลเมืองในโลกตั้ง สามพันกว่าล้านคน แล้วจะทำได้อย่างไรที่จะให้เกิดความ เพียงพอ. ขอทบทวนอีกครั้งว่า แม้ฝนจะตกลงมาเป็นเหรียญ ทองคำ มันก็แย่งกันเก็บและฆ่ากันตาย; ใครมีไว้ก็ปล้น เพราะว่ามันไม่มีศีลธรรม. ถ้ามีศีลธรรมแล้ว ไม่ต้องมีฝน
น.72 ๖๔ ตกลงมาเป็นทองคำ มันก็แก้ได้, ขอให้คำนวณดูเถิดว่า รัฐบาลไหนในโลกจะจัดเศรษฐกิจให้ดี เหมือนราวกับว่าฝน ตกลงมาเป็นเม็ดทองคำ ; แม้ในโลกพระศรีอารยเมตไตรย ก็ไม่ได้พูดถึงขนาดนี้ และว่าจะเป็นได้ถึงขนาดนี้ มันก็ไม่ กลายเป็นสร้างสันติภาพ ถ้าคนไม่มีศีลธรรม; มันจะฆ่ากัน ตาย เพราะมีทองคำมากท่วมโลกนั่นเอง ; แต่ถ้ามีศีลธรรม แล้ว ก็อยู่กันได้ตามธรรมชาติอย่างสงบเย็น. วิกฤตการณ์เลวร้ายทุกรูปแบบ ต้องแก้ด้วย ความมีศีลธรรม. เพราะว่าวิกฤตการณ์นั้น ๆ มันเกิดมา จากความไม่มีศีลธรรม หรือย่อหย่อนในทางศีลธรรม, จะมา แก้เศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจนี้มันน่าหัว น่าหัวสักกี่มากน้อย หัวกันให้พ้นหัก ก็ดูจะยังไม่คุ้มกันด้วยซ้ำไป. นี่การที่จะหวังแก้เศรษฐกิจด้วยเศรษฐกิจนั้น มัน ต้องเอาศีลธรรมมาก่อน ไม่อย่างนั้นแก้ไม่ได้ มันเหนื่อย เปล่า ๆ ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง ; เหมือนกับว่าให้ฝนตกลงมาเป็นทองคำ สำหรับให้ฆ่ากันตาย ด้วยการแย่งชิง หรือการปล้นสดมภ์ผู้ ที่เก็บไว้.
น.73 ๖๕ การเมืองที่ถูกต้อง ต้องมีศีลธรรม. ทีนี้ขอให้มองต่อไปว่า ศีลธรรมจำเป็นแก่การ เมือง. การเมืองที่ไร้ศีลธรรมนั้น คือการทำวินาศกรรมแก่ โลกนั่นเอง. การเมืองที่ไร้ศีลธรรม คือการทำวินาศกรรม แก่มนุษย์. ประชาธิปไตยมีได้เฉพาะพลเมืองที่มีศีล- ธรรม, สำหรับพลเมืองที่ ไม่มีศีลธรรมนั้น มันเหมาะ กับระบบเผด็จการ ; แล้วเราไม่มีศีลธรรม แล้วจะใช้ ประชาธิปไตย อย่างนี้มันก็ยิ่งกว่าไม่มีหวัง. เราต้องการคนที่เลือกผู้แทน เป็นคนมีศีลธรรมเลือก, ต้องการผู้แทนที่มีศีลธรรมมาเป็นผู้แทน, ต้องการสภาราษฎร ที่มีศีลธรรม, วุฒิสมาชิกที่มีศีลธรรม, รัฐบาลที่มีศีลธรรม, อะไร ๆ ก็ต้องมีศีลธรรม, พลเมืองมีศีลธรรม เราไม่ต้องการคนไม่มีศีลธรรม, ไม่ต้องการนัก เศรษฐกิจ นักการเมือง ; แม้นักการทหารหรือประชาชนที่ ไม่มีศีลธรรม เพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง. ประชาธิปไตยเขามี ไว้ให้สำหรับผู้มีศีลธรรม ; อย่าไปยื่นแก้วให้วานร, อย่าไป ยื่นดาบให้โจร, อย่าไปบูชาเศรษฐกิจอย่างพระเป็นเจ้า, เศรษฐกิจเป็นผีที่เข้าใจยาก, ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้วปราบ
น.74 ๖๖ ไม่ได้. ศีลธรรมต่างหากคือพระเจ้า คือพระเป็นเจ้า, อย่าบูชาเศรษฐกิจเป็นพระเจ้าอีกเลย การพัฒนาต้องประกอบด้วยศีลธรรม. การพัฒนาก็ต้องทำด้วยศีลธรรม อย่าพัฒนาชนบท ที่กลายเป็นการทำลายชนบทนั้นเสียเอง. อย่านำสิ่งทำลาย ศีลธรรมเข้าไปพัฒนาชนบท. อย่าไปสอนให้กินดีอยู่ดี เกินพอดี. การนำไฟฟ้าเข้าไปสู่ชนบทให้ทั่วทุกหัวระแหง นั้น อย่ามองด้านเดียวว่าพัฒนา. บางอย่างมีผลร้าย, การ มีโทรทัศน์ มีตู้เย็น หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้า ที่ยังไม่เหมาะ แก่ชนบทนั้น มันเป็นการทำลาย, ทำลายทั้งทางเศรษฐกิจ ทำลายทั้งทางกาย ทำลายทั้งทางจิตใจ. ทางที่ปลอดภัย และเป็น ผลดี นั้น ไปรีบเร่งเพิ่ม ศีลธรรม ขยายศีลธรรม ให้แพร่หลายไปทั่วทุกหัวระแหง ในชนบท, แจกศีลธรรม แจกความมีศีลธรรม, แจก อุปกรณ์แห่งการมีศีลธรรม, ดีกว่าแจกของบางอย่าง หรือ หลายอย่างที่กำลังแจกกันอย่างโอ้อวด, ขออภัยต้องพูด อย่างนี้, ไม่เคยนึกถึงการที่จะแจกอุปกรณ์แห่งการมีศีลธรรม.
น.75 ๖๗ การแจกให้เขาอ่อนแอ, แจกให้เขาเกิดนิสัยนอนรอรับความ ช่วยเหลือ นี้ผิดศีลธรรม บาปนะ. คำว่าผิดศีลธรรมนี่หมาย ถึงการทำบาป. การศึกษาถูกต้องจำเป็นต้องมีศีลธรรม. ทีนี้จะดูถึงการศึกษา. คิดว่าศีลธรรมจะมี จะถูก จะเป็นผลดีแก่บ้านเมืองนั้น มันขึ้นอยู่กับ การศึกษาที่ ถูกต้อง คือการศึกษาที่มีศีลธรรม, การศึกษาที่เป็นไป เพื่อความมีศีลธรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความมีศีลธรรม ยุคไหนก็ตาม จะมีศีลธรรมได้ เพราะการศึกษาที่ถูกต้อง. การศึกษาที่ไม่ทำให้พลเมืองมีศีลธรรม นั่นไม่ใช่ การศึกษา; อย่าเอามาย้อมแมวขายกันเลย การศึกษาที่ ไม่ทำให้พลเมืองมีศีลธรรมนั้น ยังมิใช่การศึกษา, และแถม จะมีผลร้าย, การศึกษาไม่ถูกต้อง ไม่เพียงพอ ก็ดูเอาเองว่า มันมีผลอะไรเกิดขึ้น. พวกครูยังขายข้อสอบ คิดดูเถิด, หรือว่าคนที่เนื่องด้วยการศึกษายังขายข้อสอบ. นักเรียน ยังยกพวกตีกัน, ที่สถานอโคจร อบายมุข เต็มไปด้วยนักเรียน,
น.76 ๖๘ นักเรียนในวัยที่อันตรายเสียด้วย. การศึกษายังไม่ถูกต้อง จึงมีผลเกิดขึ้นอย่างนี้ การศึกษาพวกอบรม ; เช่นการกีฬาก็ยังไม่ถูกต้อง. การศึกษาประเภทกีฬา ยังไม่แก้กองกิเลสทำคนให้เป็น คน ; ยังไม่เป็นคน ก็ยังไม่เป็นมนุษย์. พวกโค้ชสอน กีฬา สอนได้แต่เพียงวิธีเอาเปรียบ; "สอนวิธีเอาเปรียบ, ไม่ใช่สอนให้แสดงน้ำใจนักกีฬา. กีฬาเดี๋ยวนี้ เล่นเพื่อชนะ ไม่เล่นเพื่ออบรมน้ำใจนักกีฬา. นักกีฬานั้นเกินกว่า ความเป็นสุภาพบุรุษเสียอีก. เดี๋ยวนี้ ไม่มีการอบรมความมีน้ำใจเป็นนักกีฬา, เพราะว่าเขาตี เขาชกต่อยกัน เขาโกงกันซึ่งหน้า ในสนาม กีฬานั้นเอง. พวกกองเชียร์นั้นระวังให้ดี. นั่นแหละ ที่ฝึกหัดนิสัยให้เห็นแก่ตัวกู ให้เห็นแก่ของกู ให้เห็นแก่ พวกกู. ไปเข้ากองเชียร์กีฬา ก็คือไปฝึกฝนนิสัยที่ให้ เห็นแก่ตัวกู, แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรแก่จิตใจที่จะมี ศีลธรรม. นี่อาตมาจึงว่า กีฬายังไม่เป็นยาวิเศษ แก้กอง กิเลสทำคนให้เป็นคน ; แม้แต่เป็นคนก็ไม่ได้ แล้วจะ
น.77 ๖๔ เป็นมนุษย์กันได้อย่างไร. เมื่อไรเล่า การศึกษา จะผลิต สุภาพบุรุษออกมา ผลิตน้ำใจนักกีฬาออกมา ขอให้ช่วยกัน คิดดู. การสอนด้วยเครื่องมือหรือ วิธีการที่สนุกสนาน นั้นดูจะเกินไป, ไม่ค่อยได้ผล. ลงทุนมากเหลือเกิน เช่นว่า จะสอนศีลธรรมด้วยละคร ด้วยการแสดงนั่นนี่ แล้ว มันก็ไม่ได้ผล โดยเฉพาะเด็ก ๆ รับเอาแต่ส่วนสนุกสนาน ไม่ได้รับเอาความหมาย ที่ซ่อนอยู่ภายใต้การแสดง. ขออภัย เล่าเรื่องจันทโครบกินขี้ให้ฟัง. คำมัน หยาบคาย ก็ขออภัยเสียก่อนว่า ลิเกสมัยเด็ก ๆ อาตมาเคยไป ดูเขาเล่นเรื่องจันทโครบ. พอนางโมราออกมาจากผะอบ ก็เล่นตัวต่าง ๆ นานา จนถึงกับเกี่ยงให้จันทโครบกินขี้ , ขออภัย คำมันหยาบคาย แต่เขาพูดกันอย่างนั้น. เด็ก ๆ หรือผู้ใหญ่คนดู ก็ฮากันใหญ่ ร้องตะโกนว่า จันทโครบกินขี้, ไม่มีใครที่หน้าเศร้าสลดสังเวชว่า "แหม นี่ความรักหรือกิเลส นี้มันทำมนุษย์ถึงอย่างนี้เชียวหนา, ทำให้คนกินขี้ได้เชียว หนา" ไม่มีใครสลดสังเวช ล้วนแต่เฮฮา ๆ กันไปหมด เรื่องว่าจันทโครบกินขี้.
น.78 ๗๐ นี้ไม่ได้ผลที่จะสอนแก่บุคคล ใ ห้รู้ว่ากิเลสนี่มัน ร้ายกาจถึงเพียงนั้น. คนก็รับเอาแต่ส่วนที่สนุกสนานเฮฮา. ระวังให้ดี ที่เราจัดแสดงอะไรสนุกสนาน เพื่อจะสอนศีล- ธรรม เพื่อการศึกษานั้นมันไม่ได้ผล, เขารับเอาไปแต่เรื่อง สนุกสนานเฮฮา; ส่วนที่เป็นศีลธรรมนั้น เขาไม่ได้รับเอา ไป. เด็ก ๆ รับเอาเพียงความสนุกสนานเฮฮา; ความ หมายที่จะสอนศีลธรรม รับเอาไม่ได้. เช่นสอนเพศศึกษา ที่โอ้อวดกันนักว่า สอนเพศศึกษาในโรงเรียน ; เด็กเขา รับเอาแต่ความหมายทางเพศ ; ความหมายที่จะรู้ให้ผล ของการศึกษาทางศีลธรรม ทางอนามัย ไม่รับเอา. การสอนคาราเต้หญิงป้องกันตัวเอง ในโรงเรียน สอนอย่างหญิงจริงชายจริงนั้น ไปดูเถอะ มีผลเสียหาย เท่าไร, ไม่ได้ผลทางการศึกษา แล้วยังจะช่วยทำลายศีลธรรม ในโรงเรียนนั้นเอง. ใครจะโกรธ ใครจะว่าอย่างไร อาตมา ก็ยอมรับแต่ขอร้องให้ช่วยพิจารณาศึกษา. ขอกล่าวโดยไม่กลัวใครโกรธว่า ทั้งโลกยังมีการ ศึกษาระบบด้วน ด้วนคือไม่สมบูรณ์. สอนแต่หนังสือให้ ฉลาด ยิ่งกว่านักปราชญ์ ยิ่งกว่าอะไรเสียอีก, แล้วก็สอน
น.79 ๗๑ อาชีพ ให้มันเก่งแต่อาชีพ, เก่งหนังสือกับอาชีพ เพื่อรับ ใช้เศรษฐกิจ. การศึกษาเพื่อสนองความต้องการของระบบเศรษฐกิจ ไม่มีศีลธรรมหรือศาสนา. การศึกษานี้มันก็ด้วน ; ถ้าเป็นสุนัข ก็เรียกว่าสุนัขหางด้วน ; ถ้าเป็นพระเจดีย์ ก็เรียกว่าเจดีย์ยอดด้วน ; แล้วโลกนี้มันก็ต้องด้วน. ด้วน ด้วยอะไร ? คือ คนหัวมันด้วนกันหมด, คนไม่มีหัว เป็นคนหัวด้วยกันหมดทั้งโลก, แล้วลองไปคิดดูเองว่า โลกนี้มันจะเป็นอย่างไร. การศึกษาสุนัขหางด้วน ; การศึกษาเจดีย์ยอดด้วน สอนโลกแล้ว สำเร็จประโยชน์คือ คนหัวด้วนกันหมดทั้ง- โลก, ไม่มีหัวแห่งการศึกษาทางศีลธรรม, หรือทางศาสนา แล้วจะเกลียดศีลธรรม แล้วจะเกลียดศาสนา. นี่ขอให้ใคร่ ครวญดูว่า มันเป็นผลดีผลร้ายขนาดไหน ? องค์การโลกควรจัดให้ศีลธรรมกลับมา. อาตมาเห็นว่า องค์การสหประชาชาติของโลกนั่น- แหละ ควรจะเป็นเจ้ากี้เจ้าการ จัดให้ศีลธรรมมาครองโลก,
น.80 ๗๒ เป็นสำนักงานใหญ่ จัดให้ศีลธรรมครองโลก, เรียกเอาศีล ธรรมกลับมา เรียกเอาศาสนากลับมา, จัดการศึกษาที่มีศีล ธรรมหรือมีศาสนา. แม้แต่ศาสนาคริสเตียน ก็นับว่า ประเสริฐที่สุด ที่จะจัดให้มนุษย์มีสันติภาพ. หลักศาสนา คริสเตียนที่ให้รักเพื่อนมนุษย์ นั่นแหละคือ ศาสนาพระศรี- อารยเมตไตรย. คำว่า "เมตไตรย" แปลว่า "รักผู้อื่น" เมตไตรยแปลว่า ว่ารักผู้อื่น. เมื่อ ๒ - ๓ วันนี้ ได้ยินอภิปรายกันเรื่องศาสนา พระศรีอารยเมตไตรย พูดกันเป็นคุ้งเป็นแควไปออกไหน ทิศทางไหน ก็ไม่รู้, ไม่พูดถึงคำว่าเมตไตรย. คือความรัก ผู้อื่น. พอทุกคน รักผู้อื่นเท่านั้น ในพริบตาเดียวเท่านั้น โลกนี้ก็จะเป็นโลกพระศรีอารยเมตไตรย ; ไม่มีใครฆ่า ใคร, ไม่มีใครขโมยใคร, ไม่มีใครประพฤติผิดกาเมต่อใคร, ไม่มีใครโกหกหลอกลวงใคร ไม่มีใครแม้แต่สูบบุหรี่ ให้ผู้ อื่นรำคาญ. เขาอภิปรายเรื่องพระศรีอารยเมตไตรย สูบ บุหรี่กันไปพลาง, อาจจะทั้งคนฟังและคนพูด, อย่างนี้ มันไม่มีได้ดอกสำหรับพระศรีอารยเมตไตรย.
น.81 ๗๓ ถ้าสหประชาชาติเป็นองค์การนำมาซึ่ง ศีลธรรม ซึ่ง ศาสนากลับมาแล้ว, โลกนี้จะมีสันติภาพ มีความสงบสุข ; เพราะว่ารักผู้อื่น ไม่สร้างปัญหาอะไร. องค์การสหประชา- ชาติ ก็ไม่ต้องเป็นท้าวมาลีวราช ที่งานล้นมืออยู่เสมอ, งานล้นมือทำไม่ไหวอยู่เสมอ, ผลงานที่ทำได้ก็มีลักษณะเป็น จับปูใส่กระด้ง ไม่มีที่สิ้นสุด. โลกนี้เต็มไปด้วยวิกฤต- การณ์ ทุกหนทุกแห่ง ไม่มากก็น้อยอยู่เสมอไป, เพราะว่า โลกนี้ไม่ได้รับการคุ้มครองของพระเจ้า หรือของพระ ศาสนาหรือของศีลธรรม นั่นเอง. องค์การสหประชาชาติ ควรจะเป็นเจ้าหน้าที่จัดให้ ศาสนากลับมา, ให้ศีลธรรมครองโลก, อย่าไปเข้าใจว่า ศีล- ธรรมนี้เป็นเครื่องถ่วงความเจริญ หรือว่าศีลธรรมนี้จะทำให้ เสียเปรียบผู้อื่น, อย่างที่ประเทศอภิมหาอำนาจบางประเทศ เขาคิดอย่างนั้น. เขาคิดว่าศีลธรรมจะทำให้เสียเปรียบ ผู้อื่น อย่าเอาเข้ามา ไล่ออกไปเสียจากการศึกษา. สหประชาชาติไม่ควรจะเข้าใจอย่างนั้น แล้วรีบจัดรีบกระทำ ทุกอย่าง ให้ศีลธรรมกลับมา, เป็นศูนย์กลางแห่งการจัดให้
น.82 ๗๔ ศาสนากลับมาส่องโลกเถิด โลกนี้ก็จะประสบสุข มีสันติภาพ อันแท้จริง สรุปความว่า ศีลธรรมต้องกลับมาในขั้นเป็น ปรมัตถ์ คือทำให้คนเป็นมนุษย์ ศีลธรรมเลว คนก็กลับ ลงไปเป็นผี, ศีลธรรมดี คนก็สูงขึ้นมาเป็นมนุษย์, ถ้า โลกนี้เป็นโลกของมนุษย์ คือผู้มีใจสูงแล้ว ก็จะหมดปัญหา โดยประการทั้งปวง การบรรยายหมดเวลาแล้ว อาตมาขอยุติการบรรยาย นี้ ด้วยความหวังว่า ศีลธรรมดี คนก็กลายเป็นมนุษย์กัน หมดโลก, โลกนี้ก็หมดปัญหาโดยประการทั้งปวง. ขอให้ เป็นไปในลักษณะนี้ และเราเตรียมฉลอง ๒๐๐ ปี ของกรุง รัตนโกสินทร์กัน ด้วยบ้านเมืองที่แสดงความมีศีลธรรมอยู่ ทั่วทุกหัวระแหงเทอญ.
Buddhadasa