Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๑ — ๔๙. โลกกำลังเสียแรงงานเสียเวลาอย่างสูญเปล่า

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ ก็ยังคงกระทำ ไปด้วยความมุ่งหมาย ต่อการกลับมาแห่งศีลธรรม โดยมี ปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน. การกระทำทุกอย่างต้องมีอุดมคติ ที่เป็นรากฐาน เป็นเหตุให้กระทำได้ง่าย ได้ถูกต้อง ได้รวด- เร็ว ได้ตรงตามความประสงค์. ปรมัตถธรรมในที่นี้ หมาย ถึงสัมมาทิฏฐิ คือความเข้าใจอันถูกต้อง ในการกระทำ นั้น ๆ.

น.10 ๒ การกลับมาแห่งศีลธรรม เป็นความจำเป็นสูง สุดในโลกปัจจุบัน ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน ซึ่ง ศีลธรรมกำลังเสื่อมหายไป, และมีความก้าวหน้านานาประการ ที่ต้องการให้ศีลธรรมมาเป็นเครื่องกำกับความก้าวหน้าของ โลกนั้น ; ดังนั้นโลกจึงต้องมีศีลธรรมอยู่ตลอดเวลา และ เพิ่มมากขึ้นตามความก้าวหน้าของโลกนั้น. โลกต้องมีศีล ธรรม นี้เป็นคำกล่าวที่จะต้องใช้ ต้องปฏิบัติ ตลอดกาล. ขาดศีลธรรม คนโกงจะมีเต็มโลก. ขอสรุปความสั้น ๆ ว่า โลกต้องมีศีลธรรม มิฉะนั้น คนในโลกก็จะไม่มีศีลธรรม, คนในโลกก็จะมีแต่คน คดโกง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ทั้งหลาย. เมื่อมีพล- โลกหรือคนพลเมืองก็ตาม คดโกง ในระบบประชาธิปไตยนี้ คนคดโกงเลือกผู้แทนก็เลือกอย่างโกง, เลือกอย่างรับอามิส- สินจ้าง เลือกพวกของตัว เพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ตัว, นี้เรียกว่าเลือกผู้แทนโกง, การเลือกผู้แทนโกง แล้วก็ย่อมจะได้ผู้แทนโกงมา เราก็มีผู้แทนโกง, ผู้แทนโกงมาประชุมกันเป็นสภา ก็กลาย

น.11 ๓ เป็นสภาโกง, สภาโกงตั้งรัฐบาลก็ได้รัฐบาลโกง ไม่แง่ใดก็ แง่หนึ่ง, อะไร ๆ ที่เป็นที่พึ่งก็จะพลอยโกงไปหมด, เช่น ครูบาอาจารย์ ก็จะโกง, ผู้พิพากษาตุลาการ ก็จะโกง, ถ้า หนักมากขึ้นไปอีก พระเจ้าพระสงฆ์ ก็จะโกง. ขออภัยที่จะ ต้องกล่าวอย่างนี้ ไม่อยู่ในร่องรอยของศาสนาของธรรมะ วินัย เห็นแต่ประโยชน์ตัว. เมื่อโกงถึงพระเจ้าพระสงฆ์แล้ว เทวดาก็โกง ให้เป็นเทวดาชั้นพรหมก็จะโกง. ในที่สุดก็ เป็นอันว่า พระเป็นเจ้า นั่นแหละจะโกงด้วย จะพลอยโกง ไปด้วย เพราะ เต็มไปด้วยคนโกง, บูชาอ้อนวอนพระเป็น เจ้าอยู่ด้วยความคดโกงของตน. นี่เรียกว่าโกงแต่ต้นจนปลาย, โกงตั้งแต่ต้นจนปลาย. ทีนี้ก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาในหมู่คนโกง คือ เกิดความ ไม่มีศีลธรรม ขึ้นมาในโลก แล้ว ปัญหาก็เกิดขึ้น เป็น ปัญหาเฉพาะหน้า ; ที่เห็นกันได้ง่าย ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเทศไทยเรา; แต่ก็ได้ยินว่าเหมือนกันทั้งโลก มนุษย์ เป็นมนุษย์พันธุ์เดียวกันทั้งโลก มันก็ โกงเหมือน ๆ กัน.

น.12 ๔ ความไม่มีศีลธรรมทำให้เกิดปัญหา. ๑. ความไม่มีศีลธรรม สร้างปัญหาเฉพาะหน้า เช่นมีอาชญากรรม หรืออาชญากรผู้ประกอบอาชญากรรม เต็มบ้านเต็มเมือง : ก่อนนี้โจรผู้ปล้นมีอยู่ในป่า รู้กันว่าอยู่ ในป่า, เดี๋ยวนี้มาอยู่ในเมือง กลางถนนหนทาง, ในกรุง เมืองหลวงก็มีการปล้นจี้, บนรถเมล์ก็มีการปล้นจี้, กระทั่ง ในห้องนอนของบุคคล ก็ถูกปล้นจี้ในห้องนอน, ไม่รู้จะหนี ไปไหนแล้ว. นี้เรียกว่าอาชญากร กระทำอาชญากรรม เต็มบ้านเต็มเมือง จากป่ามาสู่ห้องนอน. ๒. ทีนี้ปัญหาความยากจน, คนที่ไม่มีศีล- ธรรมนั้น ไม่เห็นว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม เขาก็ไม่ยินดีที่จะอาบเหงื่อต่างน้ำ หาวิธีรวยลัด คือไม่ต้อง ทำงาน นั่งบวงสรวงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้รวย, ทำพิธีรีตอง อย่างที่เขาหลอกให้ทำเพื่อหวังรวย มัน ก็เพิ่มความยากจน. ถ้าเมื่อไรใครเห็นว่า การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ทำสนุก ไปเลย แล้วใครมันจะยากจน. ๓. ทีนี้ ปัญหาเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ มันมากขึ้น เมื่อ คนไม่มีศีลธรรม ก็ไปทำสิ่งที่ผิดธรรมชาติ , ผิดหลัก สุขภาพอนามัยมากขึ้น มันก็ เป็น ต้นเหตุให้เกิดความเจ็บไข้

น.13 ๕ ได้ป่วย ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งอบายมุข ไปสุมอยู่กับอบายมุข ก็เกิดความเจ็บไข้ได้ป่วย. ส่วนใหญ่นี่มาจากความไร้ศีล ธรรม ไม่ใช่ว่าเพราะไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าจะป้องกันโรคอย่างไร; รู้แต่มัน บังคับจิตไม่ได้. ๔. ปัญหาไม่รู้หนังสือ, ข้อนี้คนบางพวกแตกตื่น และกลัวกันนักว่า คนไม่รู้หนังสือ. ที่จริงโลกยุคที่คนไม่รู้ หนังสือนั้น เขาอยู่กันอย่างมีความสงบสุขมากกว่าโลกปัจจุบัน ที่คนรู้หนังสือเอามาก ๆ รู้ หนังสือนี้ก็รู้ไม่จริง; เรียน อย่างคอรัปชั่น สอบไล่อย่างคอรัปชั่น เช่นซื้อประกาศนีย- บัตรปริญญาอะไรเอามา นี้มันไม่รู้จริงสำหรับหน้าที่การงาน นั้น ๆ ที่ตัวได้ปริญญามาและรู้กันอย่างที่อยากเรียนลัด สภาพไม่รู้หนังสือซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้ง คือ ไม่รู้จริง, และ รู้ ไม่เหมาะสม กับการงานที่ตัวจะต้องทำ ๕. ที่นี้ ปัญหายาเสพติด; การศึกษาไม่พอ การศึกษาไม่ตรงจุด คนบังคับจิตไม่ได้ ก็ไปบูชายา เสพติด. เมื่อคนไม่ค่อยรู้หนังสือ คนเกลียดยาเสพติด ; เท่าที่อาตมาสังเกตเห็นเมื่อเป็นเด็ก ๆ เด็กทุกคนเกลียดกลัว ยาเสพติด วิ่งหนีคนมียาเสพติด คนสูบกัญชาเป็นต้น.

น.14 ๖ เด็กสมัยนี้ รับการศึกษาอย่างปัจจุบันนี้ เขาอยากลอง, เขา ไม่วิ่งหนี. เด็กนักเรียนก็มีการติดยาเสพติดเพิ่มขึ้น. นี้เรียก ว่าการศึกษามันไม่พอ การศึกษามันไม่ตรงจุด. เด็ก ๆ ของ เราบังคับจิตใจไม่ได้, กระทั่งครูบาอาจารย์เองก็ยังบังคับไม่ ได้ มียาเสพติดกับเขาด้วยเหมือนกัน ๖. ทีนี้ ปัญหาคอรัปชั่น คอรัปชั่นนี้มีมาทั้ง จากเบื้องบน และมีขึ้นไป จากเบื้องล่าง, มีโอกาสเมื่อไร ก็คอรัปชั่นเมื่อนั้น ; ไม่มีศีลธรรมแล้ว มีโอกาสเมื่อไรก็ คอรัปชั่นเมื่อนั้น จึงกลายเป็นปัญหาของโลกทั้งโลก คือ พร้อมที่จะทุจริต, พร้อมที่จะหาวิธีเอาเปรียบผู้อื่น โดยวิธี คอรัปชั่น, ระวังให้ดี จะลามปามเข้าไปในหมู่พระเจ้าพระ- สงฆ์. ๗. ทีนี้ ปัญหาอบายมุขเต็มเมือง, อบายมุขเต็ม เมือง และอบายมุขกำลังจะ ล้นเมือง, คิดดูให้ดีว่าทำไมการ ศึกษาในโลกเจริญ แต่แล้วทำไมกลับมีอบายมุขล้นเมือง. ไม่เหมือนกับสมัยคนป่าคนดง เกือบไม่รู้จักเล่นการพนันกัน เลย. แล้วยังคิดว่าจะพึ่งอบายมุข และใช้อบายมุข เป็นทาง

น.15 ๗ มาแห่งรายได ของประเทศหรือของโลกด้วยซ้ำไป พูดกันแต่ ปาก ที่ว่าจะปราบอบายมุข ยังไม่เห็นเอาจริงสักที. ๘. ทีนี้ปัญหาที่น่าหัวเราะ ก็คือ ไ สยศาสตร์เต็ม เมือง. สิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์นั้น เป็นศาสนาของคน ปัญญาอ่อน. คนปัญญาอ่อนยังมีอยู่ในโลกเพียงไร ไสยศาสตร์ ยังจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ในโลกเพียงนั้น คือเป็นศาสนาของ คนปัญญาอ่อน. เราจะอาศัยคนปัญญาอ่อน สร้างชาติ สร้างบ้าน สร้างเมืองได้อย่างไรกัน, คนปัญญาอ่อนก็นั่งอ้อนวอน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย ประกอบพิธีรีตองให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วย จะทำอะไรสักนิด ก็อ้างคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย ไม่รู้ว่าการ กระทำที่ถูกต้องนั้นแหละ มันช่วยคนโดยอัตโนมัติ โดยตัว มันเอง, พึ่งไสยศาสตร์ได้ ก็ เพียงแต่ว่าหลอกตัวเอง ให้สบายใจไปบ้าง บางครั้ง, เรียกว่าผ่อนอารมณ์ ; แต่ที่จะ ให้ช่วยโดยแท้จริง โดยเนื้อแท้นั้นทำไม่ได้. ศาสนาสำหรับคน ปัญญาอ่อน ช่วยคนปัญญาอ่อนให้สบายใจได้บ้าง, แต่ไม่ทำ อะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันได้ มีแต่จะงมงายลงไปทุกที. เราจะ พึ่งพา อาศัย คนงมงาย คนปัญญาอ่อนนี้สร้างชาติ สร้าง

น.16 ๘ บ้าน สร้างเมือง สร้างโลก นี้มองไม่เห็น เป็นสิ่งที่มอง ไม่เห็นว่ามันจะเป็นไปได้ ๙. ที่นี้ก็มี ปัญหาความไม่สามัคคี, ความไม่รัก ใคร่กัน นักเรียนนักศึกษายังตีกัน ยังทำลายสมบัติสาธารณะ ของชาติ, เจ้าหน้าที่กับประชาชนยังไม่สามัคคีกัน. เจ้าหน้าที่ กับประชาชนที่สามัคคีกันนั้นหาดูยาก ขนาดที่เรียกว่าหา ทำยาหยอดตาก็ยาก. เด็ก ๆ ไม่รักบิดามารดา, ไม่รักครูบา- อาจารย์, เขารักกิเลสของเขา เขาโตขึ้นจะเป็นอย่างไร เรา จะหาคนที่รักชาติ รักศาสนา รักพระมหากษัตริย์ได้อย่างไร เมื่ออยู่ในสภาพอย่างนี้. นี้เรียกว่าปัญหาที่มีอยู่จริง มีอยู่ในแต่ละชาติหรือมี อยู่ในโลก ค้นออกมาดูก็คือ ความไม่มีศีลธรรมเป็นต้นเหตุ ให้เกิดปัญหา เหล่านี้. ความมีศีลธรรมไม่ทันการณ์ของโลก. ความมีศีลธรรมนั้นมีน้อย. ขอให้ฟังให้ดีว่า ความมีศีลธรรมนั้นมีน้อย ไม่ทันกับความก้าวหน้าทาง

น.17 ๙ เทคโนโลยี, เทคโนโลยีในโลกก้าวหน้าเหมือนกับวิ่งหรือ บินไปด้วยเรือบิน. ความมีศีลธรรมคลานอยู่ต้วมเตี้ยมเหมือน กับเต่า, ความมีศีลธรรม ไม่ทันกันกับความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี. แล้วผลก็เกิดขึ้น อย่างที่เราเห็น ๆ กันอยู่. เทคโนโลยีรับใช้เศรษฐกิจ รับใช้อะไรต่างๆ ที่ว่าจะเป็นเครื่อง สนองกิเลสของคน ยิ่งมากยิ่งเร็ว; ความมีศีลธรรมไม่พอ มันก็ควบคุมไม่ได้. เทคโนโลยีก็จูงคนไปตกเป็นทาส ของวัตถุ, ความเอร็ดอร่อยทางวัตถุ, ปัญหามันก็เกิดขึ้น. ความมีศีลธรรม ไม่ทันกับความก้าวหน้าทาง เศรษฐกิจ. เราต้องการให้เศรษฐกิจก้าวหน้า เราก็ระดม เศรษฐกิจก้าวหน้า ; แต่แล้วความมีศีลธรรมมันมีไม่พอ เศรษฐกิจก็กลายเป็นเครื่องมือสำหรับโกง. เศรษฐกิจนั้น ถ้าบริสุทธิ์มันก็เป็นประโยชน์แก่มนุษย์ ; ถ้าไม่มีศีลธรรม แล้ว ก็คือเครื่องมือสำหรับขูดรีด เครื่องมือสำหรับโกง ฉะนั้นอย่าได้บูชาเศรษฐกิจกันนัก, อย่าเอาเศรษฐกิจล้วน ๆ ไปแก้เศรษฐกิจ. ต้องเอาเศรษฐกิจที่มีศีลธรรมไปแก้ เศรษฐกิจ จึงจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

น.18 ๑๐ อีกทางหนึ่ง ความมีศีลธรรมนั้น ไม่ทันกับ ความก้าวหน้าทางประชาธิปไตย. เราเห่อประชาธิปไตย ว่าเมื่อไรจะเต็มใบกันเสียที ; แต่แล้วความมีศีลธรรมมันไม่ พอ มันก็ทำให้มีการเลือกผู้แทนโดยคนโกง ได้ผู้แทนโกง ได้สภาโกง มาตั้งรัฐบาลโกง, อะไรมันก็จะพลอยโกงไปหมด อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น. นี่เรียกว่าความมีศีลธรรม ไม่ ทันกับความก้าวหน้าของประชาธิปไตย ; ประชาธิปไตยก็ ไม่มีโดยแท้จริง, หรือมีก็ไม่อาจจะเต็มใบ ไม่อาจจะครึ่งใบ ไม่อาจจะเสี้ยวใบด้วยซ้ำไป. อีกทางหนึ่ง ความมีศีลธรรมไม่ทันกันกับการ เพิ่มของพลเมือง พลโลกเพิ่มมาก, เพิ่มมาก ; แต่ความมี ศีลธรรมไม่เพิ่ม, ความมีศีลธรรมกลับลดถอยหลัง. ถ้าเรา มีศีลธรรมเพียงพอ การเพิ่มของพลเมืองไม่มีปัญหา, จะจัด ให้ทุกคนเป็นคนมีประโยชน์ มีกำลังมากมหาศาลขึ้นมาได้ทันที แต่ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว ยิ่งเพิ่มยิ่งทำลายตัวเอง, ยิ่งปกครอง กันไม่ได้ มันก็ทำลายตัวเอง. นี่การเพิ่มพลเมืองจึงเป็นปัญ- หาที่กลัวกันมาก จนลดกันเป็นการใหญ่ ; หารู้ไม่ว่า ที่มัน เกิดเป็นปัญหาขึ้นมานั้น เพราะพลเมืองไม่มีศีลธรรม. ถ้าพลเมืองมีศีลธรรม เพิ่มพลเมืองก็ดีจะมีกำลังมากขึ้น.

น.19 ๑๑ ความมีศีลธรรมนี้ ไม่ทันกันกับความหวังกิน ดีอยู่ดี ของคนในโลกปัจจุบันนี้. เขาเฮกันไปนิยมความ กินดีอยู่ดี : อยู่อย่างแข่งกับเทวดา เรื่องอาหารการกิน เรื่องเครื่องนุ่งห่ม เรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องเครื่องใช้ไม้สอย ก็ จะแข่งกันกับเทวดา. ความที่ศีลธรรมไม่พอ ไม่สมสัดส่วน กัน มันก็ กลายเป็นเชือดคอคนที่จะอยู่ ดีกินดีนั่นเอง ให้กลายเป็นผู้ขูดรีด, ให้กลายเป็นผู้เอาเปรียบผู้อื่นอย่างตา ดำ ๆ. ความอยากจะกินดีอยู่ดีเกินฐานะของคน นั่น แหละ คือปัญหาทั่วไป ในหมู่ประชาชนที่เรียกว่าไม่ยึดหลัก ศีลธรรม. ความกินอยู่เกินพอดีนั้นเป็นบาปอกุศลอย่าง เลวร้าย หลักธรรมะในศาสนาถือว่า กินอยู่เกินพอดี นั้นเป็นบาป ; เป็นข้อปฏิบัติของพวกมาร, ไม่ใช่ของพวก สัตบุรุษ. เป็นอันว่า ความมีศีลธรรมนั้นมันลดลงไป ไม่พอกับความเจริญก้าวหน้าในโลก ทุกๆ อย่างมันจึง เกิดเป็นปัญหา.

น.20 ๑๒ มูลเหตุที่ศีลธรรมลดลง. ทีนี้มันมาจากอะไร ? มาจากความสูญเปล่าของ สิ่งที่เราจัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหา; ยกตัวอย่าง เช่น ความสูญ เปล่าของการศึกษา :- การศึกษาที่จัดโดยคนมีกิเลส คนเห็นแก่ตัวนั้น ก็จัดไปในทางเพิ่มความเห็นแก่ตัว, ยิ่งฉลาดยิ่งเพิ่มความ เห็นแก่ตัว. สอนกันแต่หนังสือกับอาชีพ ไม่มีธรรมะ สำหรับจะควบคุมความเป็นมนุษย์ของตน ความเป็นมนุษย์ก็ ไม่มี ; ยิ่งมีการศึกษาชนิดนี้ ยิ่งเพิ่มความเห็นแก่ตัว, ยิ่งจัด การศึกษาชนิดนี้ ก็ยิ่งทำลายทรัพยากรธรรมชาติในโลก นี้. ในทางวัตถุก็ทำลายทรัพยากรในโลกนี้, ในทางจิตใจก็ ทำลายความเป็นสุภาพบุรุษ. เขา ไม่รู้จักตัวเอง ไม่เชื่อตัว เอง ไม่เคารพตัวเอง ไม่นับถือตัวเอง ไม่พอใจตัวเอง, ไม่ แสวงหาความเป็นบุรุษจากความเป็นสุภาพบุรุษ หรือจาก ธรรมะ, กลับไปแสวงหาจากวัตถุซึ่งส่งเสริมกิเลส การศึกษาชนิดนี้ยังส่งเสริมสัญชาตญาณฝ่ายต่ำ โดย ที่มีหลักว่า เราได้แล้วก็เป็นดี, ใครจะเป็นอย่างไรไม่ต้องรู้ เราได้แล้วก็เป็นดี. ดังนั้นจึงต้องคิดหาให้ได้มาก ถึงขนาด

น.21 ๑๓ ว่า เราครองโลกเสียคนเดียว ก็จะเป็นการดี, ครองคนเดียว ไม่ได้ก็หาพวก ที่จะครองโลก แล้วเอามาแบ่งปันกัน. ประ เทศไทยเราก็เคยประสบปัญหาชนิดนี้มาแล้วในอดีต, ขอให้ มองดูให้ดีเถิดว่า การศึกษาที่ไม่พอนั้น มันทำให้คิด จะครองโลก ไม่มีความคิดว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น, ทีนี้ การค้นคว้า สืบเนื่องมาจากการศึกษา ก็ค้น คว้ากันแต่ให้เกิดความสุขสนุกสนานทางวัตถุ, อะไร ๆ ก็เอาวัตถุเป็นหลัก ที่เรียกว่าวัตถุนิยม. ดังนั้นจึงเอาความ สุขทางวัตถุ เป็นหลักสูงสุดกว่าความสุขใด ๆ, จึงหลงใหล ในเรื่องเอร็ดอร่อยทางวัตถุ ทางเนื้อทางหนัง. สยามกัม มองดูที่ผลแล้ว ก็คือ ผลที่กำลังมีอยู่ในโลก คือหลงความสุขทางวัตถุ, มุ่งแต่ความสุขทางวัตถุ ไม่มุ่ง ความสุขทางจิตใจ. นายทุนก็มุ่งความสุขทางวัตถุ. ชน- กรรมาชีพก็มุ่งความสุขทางวัตถุ. ถ้าเมื่อไรเขามุ่งความสุขทาง จิตใจกันแล้ว เมื่อนั้นเขาจะรักกันได้ ; ถ้าต่างคนต่างแย่งวัตถุ กันแล้ว ก็ไม่มีทาง ไม่มีโอกาสที่จะรักกันได้เลย. การค้น คว้ามีแต่ส่งเสริมวัตถุให้คนหลง; คนก็หลง คนก็ รักกัน

น.22 ๑๔ ไม่ได้. การส่งเสริมกิเลสก็มากขึ้น ทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ, สร้างเครื่องมือสงคราม เพื่อจะเอาชนะผู้อื่นและครอง โลก การพ่ายแพ้กิเลสภายในก็ทวีขึ้น. ทีนี้มาดู ด้านกีฬา. กีฬาเดี๋ยวนี้ ไม่สร้างน้ำใจ นักกีฬา ; แต่เพิ่มความไม่เป็นนักกีฬา คือมันเพิ่ม "ตัวกู" ; ได้ยินว่าการแพ้กีฬาโลก ทำให้คนเป็นบ้าเป็นประสาทกันทั้ง ชาติ, ฆ่าตัวเองตายกว่า ๑๐ คน. ความหลงในกีฬาเช่นนี้ กีฬาก็ไม่เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคน ได้อีก ต่อไป. การกีฬาที่แท้จริงนั้นมันเป็นศีลธรรม คือทำลาย ความเห็นแก่ตัว ; กีฬาย่อมทำลายความเห็นแก่ตัว. ดัง นั้นกีฬาย่อมเป็นศีลธรรม; แต่เดี๋ยวนี้เราเล่นกีฬาเพื่อส่ง เสริมความเห็นแก่ตัว, กลายเป็นทำลายศีลธรรม. ครูสอนกีฬานั่นแหละ สอนเอาเปรียบ สอนวิธี เอาเปรียบ หรืออย่างดีที่สุด ก็สอนป้องกันการเสียเปรียบ, ไม่สอนน้ำใจนักกีฬา, ไม่มีใครสอนว่า ยอมแพ้เพื่อรักษา ความเป็นนักกีฬา อย่างนี้ไม่มี. เราอย่าไปเสียงบประมาณ จัดสรรกีฬาชนิดนี้กันเลย. รัฐบาลอย่าต้องเสียงบประมาณ เพื่อการกีฬาชนิดนี้กันเลย ; จัดกีฬาภายในที่เป็นยาวิเศษ

น.23 ๑๕ แก้กองกิเลสทำคนให้เป็นคนกันดีกว่า. จัดกีฬาที่ส่ง เสริมกสิกรรม ที่ส่งเสริมศีลธรรม สนุกสนานยิ่งกว่า กีฬาชนิดที่ทำให้เป็นโรคประสาท. น้ำใจนักกีฬานั้น แพ้ก็ไม่เสียใจ ชนะก็ไม่ดีใจ นั่นแหละคือสปิริตของนักกีฬา ; เพราะเห็นว่ามันเป็น เรื่องแสดงฝีมือ ฝึกฝนความสามารถของมนุษย์ เพื่อเอาไป ใช้ในประโยชน์สูงสุดอย่างอื่น. เรื่องแพ้ไม่เสียใจ เรื่องชนะ ไม่ดีใจ นั่นมันเป็นเจตนารมณ์ของกีฬาที่บริสุทธิ์ ; ถ้ามอง ในทางธรรมะ ก็เป็นเรื่องหลุดพ้น, เรื่องจิตหลุดพ้นจะไป เป็นพระอรหันต์กันเลย ; คือคนไม่เห็นแก่ตัว ไม่ได้ทำอะไร เพื่อเห็นแก่ตัว มันก็ไม่ต้องมีแพ้ ไม่ต้องมีชนะ, มีแต่แสดง ความสามารถในการกระทำ ที่มีประโยชน์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้าจะจัดให้สูงสุดก็จะจัดไปในทางที่ว่า ความมี น้ำใจนักกีฬานั้น ทำให้รักผู้อื่น ให้เสียสละเพื่อผู้อื่น ได้, รักอุดมคติที่ว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันได้ ดังนี้. นี้คือโลกกำลังเสียแรงงาน เสียเวลาอย่างสูญเปล่า. ครั้งที่แล้ว ๆ มา อาตมา ได้แสดงปาฐกถา โดยหัวข้อว่า การ

น.24 ๑๖ ทำงานคือการปฏิบัติธรรม, ถ้าจะให้เย็นฉ่ำ ต้องมีการลด กิเลส, มัวแก้กันแต่ปลายเหตุ ปัญหาก็เพิ่มพูน, ผู้มีกำลัง สมบูรณ์ มีหน้าที่ช่วยป้องกันปัญหา. ในวันนี้ก็ว่า โลกกำลัง เสียแรงงาน เสียเวลาอย่างสูญเปล่า. รีบแก้สิ่งที่เสียเวลาและแรงงานสูญเปล่า. จัดการศึกษาก็ดี การค้นคว้าก็ดี แม้ที่สุดแต่การ กีฬานี้ก็ดี ไม่ช่วยแก้ปัญหา วิกฤติการณ์ของโลก ; แต่ช่วย ให้โลกมีปัญหาเพิ่มขึ้น คือ สร้างความเห็นแก่ตัว, มันกลาย เป็นเรื่องสร้างความเห็นแก่ตัว : การศึกษาเพื่อเห็นแก่ตัว, การค้นคว้าเพื่อเห็นแก่ตัว, แม้แต่ การกีฬาก็ไม่ใช่เพื่อสปิริต ของนักกีฬา. ทำไมจะต้องร้องไห้เมื่อแพ้ ? ทำไมคลุ้มคลั่ง เป็นบ้า กันทั้งเมือง เมื่อแพ้กีฬา ? ทำไมต้องฆ่าตัวตาย ? เพราะหลงความแพ้ความชนะ ที่สะสมไว้มากเกินไป จนไม่ นึกถึงพระเป็นเจ้าเสียเลยว่า ท่านต้องการอะไร. ถ้า จะเล่นกีฬา ต้องเล่นถวายพระเป็นเจ้า คือ แสดงเจตนารมณ์ของกีฬา ให้พระเป็นเจ้าดู คือเรา ไม่

น.25 ๑๗ เห็นแก่ตนเอง เราเห็นแก่ความถูกต้อง ความยุติธรรม ; มีน้ำใจเป็นนักกีฬาแล้ว ก็เป็นการบูชาพระเป็นเจ้า. ขอให้ เล่นกีฬาเพื่อถวายพระเป็นเจ้า ; อย่าเล่นกีฬาเพื่อบูชากิเลส ของตัวเองเลย, ให้มีกีฬาที่บริสุทธิผุดผ่อง เล่นกันอย่างน่าดู เพื่อถวายพระเป็นเจ้า. แพ้ก็ไม่เสียใจ ชนะก็ไม่ลิงโลดอะไร เป็นคนปรกติ ; อย่างนี้จะเรียกว่ากีฬา ลักษณะ กีฬานี้ยังเป็นของจำเป็น ฤๅษีมุนีก็เล่นกีฬา แต่ เขาก็เรียกว่าฌานกีฬา เล่นกีฬาทางจิตใจ : เข้าฌานอย่างนี้ เข้าฌานอย่างโน้น เข้าสมาบัติอย่างนี้ เข้าสมาบัติอย่างโน้น, อย่างโลดโผนสนุกสนาน เหมือนกับคนเล่นกีฬา อย่างนี้ เรียกว่า ฤๅษีมุนีหรือแม้แต่พระอริยเจ้าท่านก็เล่นกีฬา ; แต่ว่าเป็นทางจิตใจ. ท่านสู้กันกับกิเลส เพื่อเอาชนะกิเลส, หรือเล่นกีฬาเพื่อป้องกันกิเลส, กิเลสมันก็ตายไปเอง. ขอให้เรามองดูให้ดีว่า เราในโลกปัจจุบันนี้ กำลัง เสียแรงงาน เสียเวลาอย่างสูญเปล่า ไม่มีประโยชน์แก่ มนุษย์ ; กลับเป็นภัยเป็นโทษแก่มนุษย์ คือสร้างมนุษย์ที่ เห็นแก่ตัว สร้างมนุษย์โกง-โกง-โกง-โกง ไปหมด ทั้ง ใต้ดิน ทั้งบนดิน ทั้งบนฟ้า มีแต่กิริยาอาการที่กระทำไป

น.26 ๑๘ เพื่อเอาประโยชน์ เพื่อกอบโกยประโยชน์ เพื่อจะครองโลก อยู่ด้วยกันทั้งนั้น. ขอให้พวกเราที่อยากจะเป็นสุภาพบุรุษ หรือเป็น มนุษย์ที่นับถือพระพุทธศาสนา หรือพระเป็นเจ้าในศาสนา ใด ๆ รีบชำระสะสางการกระทำที่ผิดพลาด ที่เสียแรงงาน เสียเวลาไปอย่างสูญเปล่า, หรืออย่างที่ไม่จำเป็นที่จะต้อง ทำเช่นนั้นมากระทำเสียให้ถูกต้อง ตามกฎของธรรมชาติ ที่ว่าเราจะต้องทำอย่างไร อยู่กันอย่างไร จึงจะมีความอยู่เป็น สุขทุกทิพาราตรีกาล. การบรรยายสมควรแก่เวลาแล้ว ขอยุติการบรรยายนี้ ด้วยความหวังว่า ท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะได้ชำระสะสาง สิ่งที่ ทำไปอย่างเสียแรงงานหรือเสียเวลาเปล่า ๆ นั้น อย่าให้มี เหลืออยู่เลย แล้วก็จะอยู่เป็นสุขทุกทิพาราตรีกาล โดยไม่ต้อง อ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ มาช่วย. การกระทำที่ถูกต้องนั้น เป็นการช่วยอยู่ในตัวเอง. ขอให้เตรียมตัวอยู่อย่างถูกต้อง สำหรับการกระทำของตน, จะช่วยตนเหมือนกับพระเป็นเจ้า ช่วยอยู่ ฉันใดก็ฉันนั้น. ขอยุติการบรรยายไว้แต่เพียงเท่านี้.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต