น.27 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย. การแสดงปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาก็ยังคงทำ ไป ด้วยความมุ่งหมายเพื่อการกลับมาแห่งศีลธรรม โดยมี ปรมัตถธรรมเป็นรากฐานสืบต่อไป คำว่า มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐานนั้นก็คือ มี สัมมาทิฏฐิเป็นรากฐาน หรืออย่างที่เขาพูดกันอย่างโก้หรู ในปัจจุบันนี้ ว่า มีปรัชญาเป็นรากฐาน. ถ้าจะใช้คำว่าปรัชญา ก็ขอให้ถือเอาความหมายที่ถูกต้อง ตามความหมายของคำ ๆ ๑๙
น.28 ๒๐ นั้น คือความรอบรู้ รู้กระทั่งในส่วนลึก จึงจะมีลักษณะเป็น สัมมาทิฏฐิ. มิจฉาทิฏฐินั้นตรงกันข้าม ทำให้หลงไปบูชาเทค- โนโลยีแห่งการกินดีอยู่ดี หลงเทคโนโลยี กินดีอยู่ดีในระดับ เทวดา หรือจะแข่งกันกับเทวดา ; นี้มันน่าเศร้าหรือมัน น่าหัว ถ้ามนุษย์เรา จะมี ความเป็นอยู่ที่แข่งกับเทวดา นั่นแหละระวังให้ดี ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ เต็มไปทั่วทั้งใน ประเทศนอกประเทศจนทั่วโลก วิกฤตการณ์เหล่านี้ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ. วิกฤตการณ์เหล่านี้มันได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน ของศีลธรรมที่ สูญหายไป เสื่อมไป, มันเป็นวิกฤตการณ์ในโลก ทั่วโลก และมองดูเหมือนจะไม่มีใครรับผิดชอบ. อาตมารู้สึกอย่างนั้น จึงได้ให้หัวข้อว่า วิกฤตการณ์ในโลกของเรา ที่ไม่มีใคร รับผิดชอบ ; มีแต่จะฉวยโอกาส ที่โลกมีวิกฤตการณ์นั่น แหละเป็นโอกาสแห่งการกอบโกยผลประโยชน์ให้แก่ตน. ใช้ โอกาสแห่งวิกฤตการณ์ เป็นเครื่องฉวยโอกาสแห่งตน คือการ ทำนาบนหลังคนที่มีความยุ่งยากลำบาก. คิดดูให้ดี มันเป็น เรื่องบุญเรื่องกุศล หรือว่ามันเป็นเรื่องของอะไร.
น.29 ๒๑ ทีนี้เราจะได้พิจารณากันถึง วิกฤตการณ์ภายใน ประเทศก่อน, อาตมาต้องขอโอกาสที่ว่าบางคนอาจจะรำคาญ เพราะว่าทราบอยู่ดีแล้ว หรือว่าอาตมาพูดบ่อยก็ได้. ตัวอย่างวิกฤตการณ์ในประเทศ วิกฤตการณ์ในประเทศ คือความยุ่งยากลำบาก ระส่ำระสาย โกลาหลวุ่นวาย ต่าง ๆ นานา เนื่องจากอาชญา- กรรมล้นเมือง :— อาชญากรล้นเมือง อาชญากรรมก็ล้นเมือง ; เช่นโจรกรรมที่เคยมีแต่ในป่าในดง หรือริมบ้านริมเมือง เดี๋ยวนี้มันก็มาอยู่ใจกลางเมือง กระทั่งบนรถเมล์ กระทั่งใน ห้องนอน. นี่เรียกว่าอาชญากรรมมันล้นเมือง. มีความอดอยากยากจน มีเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ใหม่ ๆ เกิดขึ้น, คนไม่รู้หนังสือ มียาเสพติดระบาดใน หมู่นักศึกษา. มีคอรัปชั่นทั่วไป ในหมู่เจ้าหน้าที่ราชการและ ประชาชน.
น.30 ๒๒ อบายมุขล้นเมือง : ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำ การงาน นี้มันล้นเมือง. ไสยศาสตร์ ความงมงายก็คับเมือง. อุบัติเหตุ เช่นอุบัติเหตุในท้องถนนก็เพิ่มมากขึ้น มีการทำให้คนตายโดยประมาทมากขึ้น. มีการทำบุญเอาบาป เช่นจัดการทอดผ้าป่าหรือการ กุศลใด ๆ เพื่อกินเหล้าเพื่อเล่นไพ่ นี้เรียกว่าทำบุญเอาบาป ก็มากขึ้น. การทำลายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศชาติ เช่นป่าไม้เป็นต้น มันก็ยังไม่รู้จักหยุดสักที. มียุวชนที่ไม่มีบิดามารดา คนเฒ่าคนแก่, คือยุวชน ที่ไม่เคารพบิดามารดา ครูบาอาจารย์ คนเฒ่าคนแก่, ล้อเล่น แม้แต่บุคคลที่ไม่ควรจะล้อ ถูกเอามาล้อว่าเป็นเกย์บ้าง ไม่เป็นเกย์บ้าง ซึ่งชนิดนี้มันไม่เคยมีในสมัย ปู่ ย่า ตา ยาย รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย ไม่หยาบคายกันถึงอย่างนี้ การอยู่อย่าง เสมอกัน ไม่มีสูง ไม่มีต่ำ ไม่มีที่เคารพ นั้น ปู่ ย่า ตา ยาย
น.31 ๒๓ ท่านสาปแช่งว่ามันเป็นเสนียดจัญไร แม้ พระพุทธเจ้าท่านก็ ตรัสว่า การอยู่เสมอกัน ไม่มีสูง ไม่มีต่ำนั้น เป็นทุกข์ ดัง พระบาลีว่า ทุกฺโข สมานสงฺ วาโส - การอยู่อย่างเสมอกันนั้น ทำให้เกิดความยุ่งยากลำบากหรือเป็นทุกข์. นี่เป็น ตัวอย่างแห่งวิกฤตการณ์ ที่มันมีอยู่ใน ประเทศของเรา. ขอให้ดูให้ดี แล้วก็ไม่ต้องปฏิเสธ คือให้ รู้จักมันให้ดี เพื่อจะคิดกันต่อไปว่า เราควรจะกระทำอย่างไร ในเรื่องนี้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็ว่า ใครจะเป็นผู้รับผิด ชอบเรื่องนี้. ยังไม่มี ใครรับผิดชอบในวิกฤตการณ์ วิกฤตการณ์วุ่นวายโกลาหลเสื่อมเสียในประเทศ นี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะให้ คนมือเปล่า รับผิดชอบ หรือจะให้ คนถือปืน รับผิดชอบ หรือจะให้ คนถือเสียม ถือจอบรับผิดชอบ หรือจะให้ คนถือบาตร ถือใบลานเทศน์ ข้ออยู่บนธรรมาสน์รับผิดชอบ หรือจะให้ คนที่ถือปากกา ถลุงกระดาษวันหนึ่งเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ตันทั่วทั้งโลกนี้เป็นผู้ รับผิดชอบ จะให้ นายทุน รับผิดชอบหรือให้คอมมิวนิสต์รับ
น.32 ๒๔ ผิดชอบ ขอให้คิดดู จะให้ นักการเมืองพวกไหน เป็นผู้ รับผิดชอบ. มองดูแล้ว ก็ ยังหาตัวผู้รับผิดชอบไม่ค่อยจะได้ คนมือเปล่า บิดามารดา ครูบาอาจารย์ นี้ก็ยากที่จะรับผิด ชอบ ; เพราะไม่มีใครเชื่อฟัง. จะให้คนถือปืนรับผิดชอบ เขาก็มีหน้าที่ ที่บังคับคนให้รับผิดชอบ ตัวเขาเองอาจจะไม่ รับผิดชอบ แต่มีหน้าที่บังคับให้คนอื่นรับผิดชอบ. จะให้คน ถือจอบถือเสียม ชาวไร่ชาวนารับผิดชอบ มันก็ยังไกลเกินไป. จะให้คนถือบาตรถือใบลานเทศน์จ้ออยู่บนธรรมสาน์- รับผิดชอบ; อย่างนี้อาตมาก็เอาด้วยคนหนึ่งละที่ท่านทั้ง หลายก็เห็นอยู่. ที่พูดทางวิทยุกระจายเสียงมาจะร่วม ๕๐ ครั้ง แล้วนี่ ก็เพราะความรับผิดชอบ, เพราะความรู้สึกรับผิด ชอบ ในวิกฤตการณ์อันเลวร้ายนี้, จึงได้ พูดแต่เรื่อง ศีลธรรมกลับมา, ศีลธรรมกลับมา จะร่วม ๕๐ ครั้งเข้า แล้ว เพราะความรู้สึกรับผิดชอบ. นี่เรียกว่าอาตมาคนหนึ่ง ละ สมัครรับผิดชอบ. นี้จะให้คนถือปากกาถลุงกระดาษในโลกนี้ วันละ พัน ๆ ตันหรือถึงหมื่นต้นรับผิดชอบ มันก็ดูยังจะยากอยู่ ; เพราะว่า สื่อมวลชนบางประเภท มีแต่ส่งเสริมสิ่งซึ่งเป็น
น.33 ๒๕ เหยื่อของกิเลส ทำให้ยุวชนมีจิตทรามเสียเป็นส่วนมาก. นี่ รับผิดชอบอย่างไรกัน สื่อมวลชนที่ดีก็มี แต่ดูจะไม่ได้ตั้งใจ จะรับผิดชอบ, ยังมอบหมายความรับผิดชอบให้ไม่ได้อยู่ดี ; เว้นไว้แต่ว่าเขาจะสมัครใจรับผิดชอบ เรียกว่า ไม่มีใคร เจตนาจะรับผิดชอบ. จะให้นายทุนรับผิดชอบ ดูจะเป็นผู้สมัครกอบโกย ในโอกาสแห่งวิกฤตการณ์เสียมากกว่า, จะให้คอมมิวนิสต์หรือ ชนกรรมาชีพรับผิดชอบ ก็ดูจะขัดกันกับความรู้สึก หรือไม่ มีอำนาจอะไรที่จะทำความรับผิดชอบ. เป็นอันว่า เรายัง ไม่มีใครรับผิดชอบ ที่จะ แก้ไขวิกฤตการณ์อันเลวร้ายเหล่านี้ได้ ; วิกฤตการณ์ จึง เต็มอยู่ในบ้านในเมืองและเต็มโลก วิกฤตการณ์ทั่วโลกก็ยังมีมาก. ดูถึงวิกฤตการณ์ทั่วโลกกันเสียที, สงครามร้อน ก็มีอยู่ทั่ว ๆ ไปในโลกเวลานี้, สงครามเย็นมีตลอดกาล, มีการรวมหัวกันจะแบ่งโลกเพื่อครอบครอง, มีการหลอกลวง
น.34 ๒๖ มีการกดขี่ขูดรีด หรือเอาเปรียบกันในระหว่างในประเทศ หรือในระหว่างกลุ่มของประเทศ สันติภาพสูญหายไป. ถ้านึกถึงก่อนสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก่อนสงคราม โลกครั้งที่หนึ่ง ๑๙๑๔ ก็มีสันติภาพในโลกมากกว่าเดี๋ยวนี้. เดี๋ยวนี้เรียกว่าโลกมันเจริญก้าวหน้า โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ โผล่ขึ้นมาใหม่นี้ สันติภาพสูญหายไป, สู้เมื่อสมัยที่เราไม่เคย ได้ยินคำว่าเทคโนโลยีไม่ได้. องค์การที่ตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ ยุติธรรมในโลก องค์การระหว่างชาติ ก็อยู่ ใต้อาณติใต้ อิทธิพลของชนชาติบางกลุ่ม มันก็พิทักษ์ความยุติธรรม ไว้ในโลกไม่ได้ ทำหน้าที่พิทักษ์ความยุติธรรมเหมือนนั่งจับ ปูใส่กระด้ง ไม่มีวันสิ้นสุด. นี้คือวิกฤตการณ์ในโลก. ต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์. ทีนี้จะดูต่อไป เพื่อแก้ไขปัญหานี้ ว่าอะไรเป็น ต้นเหตุแห่งวิกฤตการณ์ อาตมาขอสรุปความสั้น ๆ ตาม หลักของธรรมะว่า เพราะ คนในโลก ตกเป็นทาสของ อายตนะ คือความเอร็ดอร่อยทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางผิวหนัง ทางใจ, ตกเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยทางนี้
น.35 ๒๗ เรียกว่าเป็นทาสของอายตนะ จนกระทั่งทารก ก็จะตกเป็น ทาสของอายตนะมาเสียตั้งแต่ในครรภ์แล้ว, คลอดออกมา จากท้องแม่ ก็ถูกกระทำให้ตกเป็นทาสของความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อ ทางหนัง ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นต้น. นี่ โลกมันหมุนมาถึง ยุคที่เทคโนโลยีครองโลก หลงใหลบูชาเทคโนโลยีกันสุดเหวี่ยง, มีการบูชาทางวัตถุหรือ รสอร่อยทางวัตถุ อะไร ๆ ก็สำเร็จอยู่ที่วัตถุ. บูชาวัตถุ ส่ง เสริมกิเลส ส่งเสริมตัณหา ส่งเสริมอวิชชา ความโง่ความ หลง ด้วยสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีนั่นเอง. เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนองกิเลส. อาตมาขอโอกาสพูด ถึงเทคโนโลยี แสดงความ หมายของเทคโนโลยี ตามประสานักบวชในศาสนา ไม่ใช่ อ้างตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ หรือนักเทคโนโลยิสต์อะไรที่ ไหน ; แต่เมื่อมองดูสิ่งที่เขาเรียกกันว่าเทคโนโลยีในโลกแล้ว มันก็มีความรู้สึก ตามแบบของคนที่เล่าเรียนมาแต่ทาง
น.36 ๒๘ ศาสนา. อาตมาจึงขอกล่าวตามความรู้สึก แต่ก็ขอร้องให้ ท่านทั้งหลายทุกคน มองดูสิ่งที่เรียกว่าเทคโนโลยีนั้นให้ดี ๆ อาตมามองเห็นว่า เทคโนโลยีก็คือการใช้เทคนิค ให้สำเร็จประโยชน์ที่สุด. สิ่งทุกสิ่งมีเทคนิคของมันเอง, การ ใช้เทคนิคของมันให้ถูกต้อง, ให้เป็นผลดีที่สุด เรียกว่าวิชา เทคโนโลยี จะเอาไปใช้กับอะไรก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ เราได้ เทคโนโลยี มาใช้เป็นเครื่องมือสนองกิเลสตัณหาของ มนุษย์ ยิ่งกว่ายุคใด ๆ. ไม่มียุคไหน ที่เขาได้ใช้วิชาเทคโน- โลยีสนองกิเลสตัณหาของคน มากเท่ากับยุคนี้. ดังนั้นเราจึง พูดได้ว่า เทคโนโลยีก็คือเครื่องมือส่งเสริมกิเลสตัณหา ของมนุษย์ ดูให้ดีแล้วจะเห็นว่า เทคโนโลยี นั่นแหละ มัน ทำลายทรัพยากรในโลก ในแผ่นดินนี้ยิ่งกว่าสิ่งใด ๆ. เทค- โนโลยีรุนแรงขึ้นเท่าใด ทรัพยากรธรรมชาติในโลก ก็ยิ่ง หมดไปเร็วเท่านั้น ; สักวันหนึ่งน้ำมันในโลกในแผ่นดินนี้ จะไม่เหลืออยู่แม้แต่สักหยดเดียว. หรือว่าต่อไปข้างหน้า แร่ ธาตุที่จะใช้เพื่อปฏิกรรมปรมาณูนั้น แร่ธาตุเหล่านั้นก็จะ
น.37 ๒๙ หมดไป ไม่เหลืออยู่แม้แต่สักกรัมเดียว ในโลกนี้. นี่แหละ คือสิ่งที่เทคโนโลยี มันจะทำลายทรัพยากรในโลก ให้หมดไป. เทคโนโลยีสนองกิเลสตัณหา ของคนมากเหลือ เกิน เขาจะต้องการส่งเสริมกิเลสตัณหากันแบบไหน เทคโน โลยีก็ผลิตให้ได้ทันท่วงที, แล้วก็ในลักษณะอุตสาหกรรม คือมีโรงงานอันใหญ่หลวง มีทุนมหาศาล ผลิตสิ่งที่สนอง กิเลสตัณหา ออกมาสนองความต้องการของประชาชนในโลก. ทุกคนรุมกันซื้อ รุมกันหา มาไว้ใช้เต็มบ้านเต็มเรือน, มัน ก็ขายดี ก็ร่ำรวยยิ่งว่าเศรษฐีสำหรับผู้ที่ผลิตวัตถุปัจจัยสนอง กิเลสตัณหา ตามแบบเทคโนโลยี เพื่อที่จะช่วยให้มนุษย์อยู่ดี กินดี ไม่มีขอบเขต อยู่ดีกินดี เพื่อแข่งกับเทวดาได้อย่าง เต็มที่. กินดีอยู่ดี เป็นคำพูดที่เป็นอันตราย เพราะ ไม่ มีขอบเขต. พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยใช้ ; พระพุทธเจ้าท่าน จะ ทรงใช้คำว่า กินอยู่แต่พอดี, กินอยู่แต่พอดี โภชเน มตฺตญฺญุตา - กินอยู่แต่พอดี มันก็ไม่เกินไปได้. แต่ถ้า พูดว่า กินดีอยู่ดี พออร่อยเข้ามันก็เพิ่ม ๆ ๆ จนไม่มี ขอบเขต, จนกระทั่งวันนี้ จะกินดีอยู่ดีเพื่อแข่งกับเทวดา
น.38 ๓๐ เสียแล้ว. ดูบ้านเรือน ดูเครื่องใช้ไม้สอย ดูยานพาหนะ ดูคนใช้สิ่งต่าง ๆ ที่ส่งเสริมความสะดวกสบาย กิเลสตัณหา ของคนที่สามารถแสวงหา. เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือครองโลก. เราจึงมองดูกันใหม่ มองเห็นว่า เทคโนโลยีนี้ มันเป็นเครื่องมือของผู้ที่คิดจะครองโลก โดยเฉพาะใน ทางเศรษฐกิจและการเมือง. ใครใช้เทคโนโลยีได้มาก ก็ สามารถครองโลก ; มนุษย์สมัยนี้พากันหมอบราบคาบแก้ว บูชาเทคโนโลยี ราวกับว่าเป็นพระเจ้า มีพระเจ้าองค์ใหม่ คือพระเจ้าเทคโนโลยี ทำให้คนในโลกหันหลังจากพระเจ้า ที่ เคยนับถือมาแต่ก่อน หันหน้าไปบูชาพระเจ้าเทคโนโลยี. พระเจ้าเทคโนโลยีจึงขับไล่พระเจ้า ที่มนุษย์เคยยึดถือกันมา แต่ก่อนนั้น ตกบัลลังก์ไป หรือว่าตกเหวไปแล้วก็ได้. พระ- เจ้าที่เราอ้างถึงกันอยู่ว่า จงมาช่วย ๆ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายทั้ง ปวงในสากลจักรวาลจงมาช่วย พระเจ้านั้นเดี๋ยวนี้ตกเหวไป แล้ว เพราะความผลักดันของพระเจ้าเทคโนโลยี. พระเจ้า เทคโนโลยีกำลังครองโลก.
น.39 ๓๑ แต่พอมองดู การงานของพระเจ้าเทคโนโลยี นั้นก็คือยักษ์มาร ภูตผีปีศาจอันดุร้ายที่สุด. พระเจ้าที่ทำ ลายทรัพยากรของโลกให้หมดสิ้นไป สินแร่สินทรัพย์ตาม ธรรมชาติเข้าไป ๆ ในปากของพระเจ้าเทคโนโลยี แล้วก็ ออกมาเป็นวัตถุสำหรับหลอกลวงคน ให้เป็นทาสของกิเลส ตัณหา. นี่พระเจ้าเทคโนโลยีจึงเป็นยักษ์เป็นมาร, เป็นภูติผี ปีศาจอันร้ายกาจ ที่คนสมัยนี้หลงบูชา, มาแย่งบัลลังก์ของ โลก แทนพระเจ้าที่แท้จริง ที่เคยยึดถือนับถือกันมาแต่กาล ก่อน. แล้วใครจะรับผิดชอบในวิกฤตการณ์อันนี้, ใครจะรับ ผิดชอบ ? ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบ. อาตมาเห็นว่า มนุษย์ผู้ที่ทำบาปนั้นแหละ จะ ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ; ร่วมกันทำลายโลกนี่ ก็จะต้องรับ ผิดชอบเอง. มนุษย์ที่มาร่วมกันบูชาวัตถุ รสอันเกิดจากวัตถุ อันได้มาจากเทคโนโลยีนั่นแหละ เขาจะต้องรับผิดชอบ ; เราแต่ละคนนั่นแหละจะต้องรับผิดชอบ. ขอให้รู้จักรับ ผิดชอบกันเสียเถิด จะให้บิดามารดาครูบาอาจารย์รับผิดชอบ
น.40 ๓๒ ข้างเดียวนั้น มันก็เป็นไปไม่ได้ ; ทุกคนต้องรับผิดชอบ ร่วมกัน รับผิดชอบ. ธรรมชาติไม่ยอมให้มนุษย์ หลีกเลี่ยงจากความรับ ผิดชอบ. กฎของธรรมชาติไม่ยอมให้มนุษย์หลีกเลี่ยงความ รับผิดชอบอันนี้ ก็เห็นอยู่ตำตาแล้วว่า มนุษย์ สมัยนี้ กำลัง ได้รับโทษ จากการทำผิดทำบาปอันนี้ คือ ไม่มีสันติสุข หรือสันติภาพ เหลืออยู่ในโลกเลย. โลกเต็มไปด้วย วิกฤตการณ์ทั่วทุกหัวระแหง ; แต่ธรรมชาติก็ต้องหาตัวผู้ รับผิดชอบพบอยู่ดี. พระเจ้ารู้จักทำหน้าที่โดยกฎของธรรม- ชาติ หรือ กฎของธรรมชาติ นั่นแหละ เป็นพระเจ้า ที่แท้จริงจะรับผิดชอบอันนี้ คือจะลงโทษ พวกคนที่ทำ ผิดเหล่านี้ ให้มันเกิดปัญหายุ่งยาก ลำบาก ทนทุกข์ทรมาน จนจะฆ่าฟันกันเองให้วินาศ ให้หมดเกลี้ยงไปจากโลก. ท่าน ลงโทษด้วยการให้ยุคมิคสัญญี กลียุค ที่กำลังมีอยู่ใน โลกเวลานี้. นี่เราจะทำกันอย่างไรดี ? มนุษย์ที่อยู่ในโลกนี้ จะทำ กันอย่างไรดี ? จะต่อสู้แก้ไขด้วยอะไร ? อาตมาเห็นว่า ต้อง ต่อสู้ด้วยศีลธรรม ด้วยการกลับมาแห่งศีลธรรม มี
น.41 ๓๓ สัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ. สัมมาทิฏฐิคือสิ่งที่พระพุทธองค์ ประทานไว้สำหรับโลก โดยตรัสว่า สมฺมาทิฏฐิ สมาทานา สพฺพิ ทุกข์ อุปจฺจฺ -ผู้สมาทานสัมมาทิฏฐิ ย่อมก้าวพ้นจาก ความทุกข์ทั้งปวงได้. พระพุทธเจ้าก็ตรัส, สาวกของพระ- พุทธเจ้าก็กล่าว, เทวดาก็นำไปกล่าวเป็นหลักเกณฑ์ทั่ว ๆ ไป, เรียกว่าเป็น ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงรับรอง เราต้องมี สัมมาทิฏฐิ ประพฤติต่อสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้อง, หรือว่าถ้ามี สัมมาทิฏฐิแล้ว ก็จะประพฤติสิ่งทั้งปวงได้อย่างถูกต้อง. จะยก ตัวอย่าง ซึ่งขออภัยหน่อย ยกตัวอย่างว่า ม้านี่พระเจ้าสร้างมาสำหรับเป็นสัตว์พาหนะ ไม่ใช่เอามาใช้ เพื่อการพนันกัน ให้วินาศฉิบหาย เป็นปัญหาในสังคม. ม้าพระเจ้าสร้างมา เป็นสัตว์พาหนะหรือสัตว์แรงงาน ไม่ใช่ สร้างขึ้นมา สำหรับใช้แข่งกันเป็นการพนัน. เราต้องมี สัมมาทิฏฐิ รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น เราต้องรู้ว่า จะเอาม้าไป ทำอะไรที่ไหน, เราจะต้องรู้จักใช้ม้า ให้ตรงตามหน้าที่ของ ม้า. เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าจะเอาม้าไปไหน ถ้าเลิกแข่งม้า ก็เอา ไปไถ่นาซี่ คนไทยจะโง่กว่าฝรั่งถึงขนาดไถนาด้วยม้าไม่เป็น
น.42 ๓๔ อย่างนี้มันจะเป็นไปได้ไหมเล่า ? ฝรั่งเขาเคยใช้ม้าไถนามา แต่ไหนแต่ไร เขาก็นำหน้าเรา เราไปตามกันเขาอย่างนั้น อย่างนี้แต่ที่จะตามกันในฐานะที่เอาม้าไถนานี้มันทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้วัวควายมันหายไปหมดแล้ว เขาฆ่าแกงกัน กินเองบ้าง ส่งออกนอกบ้าง จนไม่มีวัวควายแม้แต่จะดูสัก ตัวหนึ่งแล้ว ; เราก็ยังไม่รู้จักเอาอย่างฝรั่งว่าเอาม้าไถนา. เรารู้จักเอาอย่างฝรั่ง สูบไปป์คุ้นโต ๆ แทนสูบบุหรี่ใบจาก นิดเดียว, บุหรี่ใบจากขนาดเท่าก้านธูปนี้. เรารู้จักเอาอย่าง ฝรั่งไปสูบไปป์คุ้นโต ๆ ทำไมจะไม่รู้จักเอาม้าไถนาแทนวัว บ้างเล่า ? คนไทยนี้จะโง่กว่าฝรั่ง ถึงขนาดไถนาด้วยม้าไม่ เป็นเชียวหรือ ? นี่ ปู่ ย่า ตา ยายจะร้องไห้ เรากำลังทำผิดด้วยมิจฉาทิฏฐิ ไปบูชาเทคโนโลยี, บูชาเทคโนโลยี ทำผิดจากธรรมชาติ จนทำลายธรรมชาติ ต่อไปเราจะไม่มีแม้กระทั่งม้าสำหรับจะไถนา, วัวควายก็กำลัง สูญหายไป. เทคโนโลยีเข้ามาแทน ไถนาด้วยเครื่องจักร เกิดปัญหาซับซ้อนยุ่งยากไขว้เขวก้าวก่ายกัน จนแก้ไม่ทัน ; เป็นปัญหาทางอุตสาหกรรม, เป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ,
น.43 ๓๕ แล้วก็เลยไปเป็นปัญหาทางการเมือง. สันติภาพก็ไม่มีที่อยู่ มีแต่วิกฤตการณ์อันระส่ำระสาย ขอให้เรามีสัมมาทิฏฐิ เอาสัมมาทิฏฐินี้เป็นเครื่อง แก้ปัญหาเถิด สัมมาทิฏฐิจะทำให้รู้ว่า ศีลธรรม ธรรมะ ในฐานะที่เป็นศีลธรรมนั้นจะช่วยแก้ปัญหา. เราไปบูชา ปรปักษ์ของศีลธรรม ไปบูชาข้าศึกของศีลธรรม จนศีลธรรม หายไปจากโลก ; เอากลับมาเถิด, เอาศีลธรรมกลับมาเถิด. ถ้ามีศีลธรรมก็รู้ว่า หน้าที่ของมนุษย์นั่นแหละ คือศีลธรรม, ธรรมะคือหน้าที่ หน้าที่คือธรรมะ. เรา ไม่หลงเอาอบายมุขมาบูชา ; แต่เอาศีลธรรมมาบูชา, สนุก อยู่ในการทำหน้าที่ คือประพฤติธรรม, เป็นสุขเพราะพอใจ ในการได้ทำหน้าที่คือศีลธรรม. หาความสุขได้จากการงานที่ กำลังกระทำอยู่ ไม่ต้องไปตามสถานเริงรมย์ ส่งเสริมกิเลส แล้วก็พูดว่าความสุข ความสุข, แล้วก็ทำกันจนเงินเดือนไม่ พอใช้ ต้องคอรัปชั่นกันทุกระดับอยู่แล้ว. ศีลธรรมกลับมา ประพฤติศีลธรรมอยู่ แล้วก็พอ ใจว่า ได้ประพฤติธรรมแล้วก็เป็นสุขอยู่ที่นั่น ; พอใจใน หน้าที่ ความสุขก็จะเกิด จากหน้าที่หรือการทำหน้าที่ โดย
น.44 ๓๖ หลักของศีลธรรมที่ว่า ผลิตให้มาก ผลิตได้มากเพราะ ว่าเราพอใจ เพราะเราพอใจเราจึงผลิตได้มาก. เมื่อผลิต ได้มากแล้ว อย่ากินดีอยู่ดีให้เกินไป. จงกินอยู่แต่พอดี เก็บไว้แต่พอดี มันก็มีเหลือสำหรับจะช่วยเพื่อนมนุษย์. ศีลธรรมมีเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ปัญหาก็หมด นี่ก็คือการที่ เรารับผิดชอบเต็มที่ เราจะรับผิดชอบในวิกฤตการณ์ ที่ มนุษย์โง่เขลาได้ทำให้เกิดขึ้น อย่างเต็มที่ จะช่วยกันขจัดปัด เป่าให้หมดสิ้นไป. วิกฤตการณ์ในโลกของมนุษย์ไม่มีใครรับผิดชอบ. ผู้มีสัมมาทิฏฐิ นั่นแหละ จะเป็นผู้รับผิดชอบ. จะทำให้ ศีลธรรมกลับมา. แล้วขจัดปัดเป่าให้หมดสิ้นไป. ให้วิกฤต- การณ์ ในโลกของเรา มีผู้รับผิดชอบ คือคนทั้งหลายที่มี สัมมาทิฏฐิ ทำให้ศีลธรรมกลับมา. เลิกบูชาพระเจ้าเทค- โนโลยี ซึ่งเป็นปีศาจมารร้าย ดุร้าย ร้ายกาจที่สุดเสีย ; กลับไปบูชาพระเจ้าที่แท้จริง คือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อันมีอยู่อย่างตายตัว สร้างเหตุแห่งสันติสุขก็มีสันติสุข, ไป สร้างเหตุแห่งความทุกข์ มันก็มีความทุกข์. นี้เป็นหลักเกณฑ์ ของการที่เราจะต้องรับผิดชอบ.
น.45 ๓๗ เวลาสำหรับการบรรยายก็หมดแล้ว อาตมาขอจบ ลงด้วยการแสดงความหวังว่า ขอให้ท่านทั้งหลายรับผิด ชอบ, ท่านทั้งหลายร่วมกันรับผิดชอบ แก้ไขวิกฤตการณ์ อันเลวร้ายนี้ ให้หมดไปจากประเทศ ให้หมดไปจากโลก แล้วก็อยู่กันเป็นผาสุก ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.
Buddhadasa