น.46 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ยังกระ ทำไป เพื่อการกลับมาแห่งศีลธรรม ซึ่งมีปรมัตถธรรมเป็น รากฐาน. ที่เขาพูดกันอย่างหรูหราเวลานี้ก็คือ มีปรัชญา, มีปรัชญาเป็นรากฐานของศีลธรรม. ทุกเรื่องที่กระทำจะมี ปรัชญาเป็นรากฐาน ; แต่อาตมากล่าวว่ามี ปรมัตถธรรม เป็นรากฐาน คือมีความรู้ชั้นลึกของเรื่องนั้น ๆ เป็น รากฐาน ของเรื่องที่จะกระทำ ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีความรู้เรื่องอนิจจํ ทุกข์ อนตฺตา อันเป็นปรมัตถธรรมแล้ว ศีลธรรมคือความไม่เห็นแก่ตัว, ๓๘
น.47 ๓๙ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นต้น ก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย. จะมา บังคับขอร้องกันลงไปตรง ๆ ว่า จงไม่เห็นแก่ตัว นี้มันก็ไม่มี อะไรที่เป็นรากฐานส่วน ลึก. ถ้าเราเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา, ไม่ยึดมั่นถือมั่นเพื่อตัว มัน ก็มีส่วนที่จะเห็นแก่ผู้อื่น. หรือว่าเมื่อเห็นว่า เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ซึ่งเป็นความรู้ชั้นปรมัตถธรรม คนก็จะมีการเห็นแก่ผู้อื่น สงเคราะห์แก่ผู้อื่น ไม่ฉ้อ ไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่คอรัปชั่น ได้โดยง่าย. ดังนั้น ศีลธรรมจึงต้อง มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ศีลธรรมมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน นี้เป็นสิ่งที่ จะต้องมีตลอดไปแก่ทุกเรื่อง. วิกฤตการณ์ทั่วโลกเกิดขึ้น เพราะไม่มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ; ถ้าจะให้หยุด วิกฤตการณ์เหล่านั้นก็ต้องมีศีลธรรมที่มีปรมัตถธรรมเป็น รากฐาน. ปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ที่จะพูดในวันนี้ คือสิ่ง ที่เรียกว่า ตถาตา. หัวข้อบรรยายในวันนี้จึงมีว่า เพราะ เราไม่รู้รอบคอบเรื่องตถาตา, เพราะว่าสัตว์โลกไม่มีความ รู้รอบคอบเรื่องตถาตา จึงเต็มไปด้วยสภาพที่ไร้ศีลธรรม.
น.48 ๔๐ ตถาตา เป็นคำย่อของสิ่งที่ตรัสรู้. ตถาตา คำนี้แปลกหูท่านทั้งหลาย อาตมาเอามา แสดง มาเปิดเผยให้ได้ยินได้ฟัง ก็เพราะว่า เป็นสิ่งที่จะช่วย โลกได้ และเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาด้วย. ตถาตา แปลว่าเช่นนั้น หรือ ความเป็นเช่นนั้น ; ถ้าพูดอย่างภาษา ชาวบ้านก็ว่าเช่นนั้นเอง เหมือนกับที่เราตะโกนกันว่า เช่น นั้นเองโว้ย. นี่คือคำว่า ตถาตา. บางคนอาจจะฟังเป็นเรื่องไร้สาระ พูดเล่น แล้วก็ ไม่สนใจหรือจะเอาไปเป็นเรื่องพูดเล่น ; เช่นเรื่องสุญญตา จิตว่างก็เอาไปทำให้เป็น จิตว่างแบบอันธพาลเสียหมด ไม่ สำเร็จประโยชน์, นี้ก็เหมือนกัน ตถาตา ตถาตา-เช่นนั้น เอง ขออย่าได้เอาไปพูดเล่นเป็นเรื่องอันธพาลไปเสีย ว่าเช่นนั้นเอง แล้วก็ไม่ต้องทำอะไร ; เช่นนั้นเองแล้วจะทำ อะไรก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงศีลธรรม. ตถาตา เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ถอด มาจากคำว่า อิทัปปัจจยตา สิ่งทั้งปวงมีเหตุปัจจัย ; เพราะมี สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้
น.49 ๔๑ จึงเกิดขึ้น, ที่เรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นสิ่งสูงสุดที่พระ- พุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้. ที่เราเรียกกันว่า ตรัสรู้อริยสัจจ์ ๔ นั่น, อริยสัจจ์ ๔ นั่นก็เป็นตถาตา; แต่พระองค์มักจะ เรียกสั้น ๆ ว่า ตถา ตา ตถาสี่ ตถา ๔ อย่าง : ตถาคือ ทุกข์, ตถาคือเหตุให้เกิดทุกข์, ตถาคือความดับแห่งทุกข์ ตถาคือทางให้ถึงความดับแห่งทุกข์ มันก็คำเดียวกัน. ตถา แปลว่า เช่นนั้น, ตถาตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น คือมี เหตุปัจจัย แล้วก็เป็นไปตามเหตุปัจจัย นี่คือสิ่งที่ ได้ตรัสรู้. ครั้นตรัสรู้แล้ว ทรงดำริว่า เราตรัสรู้แล้ว จะมี อะไรเป็นที่เคารพ ; ทรงคิดค้นไปเท่าไร ๆ ก็ไม่พบว่าควร จะมีสิ่งใดเป็นที่เคารพ นอกจาก ธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้นเอง คือ ตถาตา หรืออิทัปปัจจยตา. พระองค์ทรงเคารพธรรม คืออิทัปปัจจยตา ซึ่งเรียกสั้น ๆ ว่า ตถาตา เป็นที่เคารพ สูงสุดของพระพุทธเจ้า, และ ทรงประกาศว่า พระพุทธ- เจ้าทุกพระองค์เคารพธรรม คืออิทัปปัจจยตา หรือวิธี การแห่งการดับทุกข์. คำว่า ตถาตา เป็นที่ สรุปรวมของคำว่า อิทัป. ปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท. ตถาตา แปลว่า ความเป็นเช่นนั้น ;
น.50 ๕ ๒ ขยายออกไปเป็น อวิตถตา-ความไม่ผิดไปจากความเป็นอย่าง นั้น, ขยายออกไปเป็น อนัญญูถตา -ความไม่เป็นอื่นไปจาก ความเป็นอย่างนั้น, อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปปาโท-กล่าวคือ ความที่เมื่อมีสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย. สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เป็น การอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ดังนี้. นี่เป็นสิ่งสูงสุด ที่พระพุทธองค์ทรงเคารพ ในฐานะ เป็นสิ่งสูงสุด จัดเป็นพระเจ้าก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นอย่างบุคคล, เป็นพระเจ้าอย่างที่เป็นกฎของธรรมชาติ ฉะนั้นคำว่า ตถาตา หรือ เช่นนั้นเอง นั้น เป็นกฎอันสูงสุด, เป็น พระเจ้าในพระพุทธศาสนา, ซึ่งควรจะอธิบายกันให้ชัด แจ้งสักวันหนึ่ง ว่าพุทธศาสนาก็มีพระเจ้า ; หากแต่ว่าเป็น พระเจ้าที่มิใช่เป็นอย่างบุคคล แต่เป็นพระเจ้าชนิดที่เป็น กฎของธรรมชาติ โทษของความไม่รู้จักตถาตา. ทีนี้ ก็จะดูกันต่อไปถึง โทษ หรือความเลวร้าย ที่เกิดขึ้นจากการไม่รู้จักตถาตา.
น.51 ๔๓ เมื่อไม่รู้จักว่า เช่นนั้นเอง มันก็มีความคิดนึกที่ผิด แปลกไปจากธรรมดา ; เช่นของ อร่อยมา ก็หลงใหล ว่า อร่อย ดีใจ ยินดี เมื่อของ ไม่อร่อยมา ก็โกรธแค้น ขัด- เคือง ; นี่คนไม่รู้จัก ตถาตา. ถ้าเขารู้จัก ตถาตา เขาก็รู้ว่า ความอร่อยนั้น ก็เป็น เพียงความรู้สึก แก่ระบบประสาทตามธรรมชาติเท่านั้นเอง หรือความไม่อร่อย ก็เป็นเพียงความรู้สึกที่ เกิดแก่ระบบ ประสาทตามธรรมชาติด้วยเหมือนกัน แล้วจะไปยินดียินร้าย กะมันทำไมเล่า. นี่ถ้า รู้จัก ตถาตา- ความเป็นเช่นนั้นเอง ของทุกสิ่งทุก ๆ สิ่ง ไม่ยกเว้นอะไรแล้ว ก็คงปรกติอยู่ใน ความปรกตินั้นได้ ไม่หวั่นไหวเป็นยินดียินร้าย. ความไม่ยินดียินร้าย เป็นศีลธรรม, ตถตา เป็น ปรมัตถธรรมที่จะช่วยให้เกิดศีลธรรม คือความไม่ยินดี ยินร้าย ; เพราะเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง ได้มาก็ตถาตา สูญเสียไปก็ตถาตา แล้วจะไปยินดียินร้ายกะมัน ทำไม. หาตถาตา -ความเป็นเช่นนั้นเองที่ถูกต้อง มาแก้ไขปัญหา- สืบต่อไป โดยไม่ต้องมีความทุกข์, เอากันที่ไม่มีความทุกข์.
น.52 ๔๔ เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่อง ตถาตา ก็ยินดียินร้าย ; ยินดีก็เกิด โลภะบ้าง ราคะบ้าง ก็เผาให้ร้อนเป็นไฟไปเลย, ยินร้าย คือ โทสะหรือโกธะ ก็เผาอย่างยิ่ง, ถ้าโง่หลงอยู่ก็เป็นโมหะ สงสัย กังวล วนเวียนอยู่ที่นั่นเอง. ความไม่รู้จัก ตถาตา ทำให้ เกิดโลภะ โทสะ โมหะ เผาตัวเอง ให้เร่าร้อนอยู่ ดังนี้. ทีนี้ ถ้าเป็นเรื่องที่คนอื่นทำให้ ลูกหลานทำผิดทำ ให้เดือดร้อน เพื่อนบ้านทำผิดทำให้เดือดร้อน คนอันธพาล ทำผิดทำให้เดือดร้อน เราก็เดือดร้อน. แต่ถ้า รู้ว่ามันเป็น เช่นนั้นเอง ก็ไม่ต้องเดือดร้อน แล้ว จะแก้ไขอย่างไร ก็แก้ไขไปตามกฎของตถาตา คือจะได้สิ่งที่ต้องการโดย ไม่ต้องเดือดร้อน แม้สิ่งแวดล้อมเราจะกลายเป็นพิษเป็น ภัยไปทั้งหมด ก็หัวเราะเยาะได้ว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง. บิดามารดา ไม่ต้องเดือดร้อน ด้วยความเป็นอันธ- พาลของลูกหลานของตน ซึ่งมีมากขึ้นทุกที ดังที่ปรากฏอยู่ ในหน้าหนังสือพิมพ์, เพื่อนบ้านมิตรสหาย ก็ทำความเดือด- ร้อนแก่กัน. และแม้ที่สุดแต่ว่า คู่ผัวตัวเมีย ก็ยังทำความ เดือดร้อนแก่กัน. เมื่อ ๒-๓ วันนี้ หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า สามีน่ะ บังคับให้ภรรยาไปเป็นโสเภณี เพื่อเอาเงินมาให้ตน
น.53 ๔๕ ซื้อยาเสพติด. คิดดูสิ ถ้ามันหลงเรื่องอร่อยของยาเสพ ติด มันก็คือโง่แสนจะโง่ในเรื่องเกี่ยวกับ ตถาตา ก็ทำให้เกิดความ โกลาหลวุ่นวายกันขึ้นแม้ในครอบครัว ทีนี้ ผู้บังคับบัญชา ก็ทำให้ ผู้ใต้บังคับบัญชา เดือดร้อน เพราะไม่เห็นตถตา; เพราะไม่เห็นความเป็น เช่นนั้นเองของผู้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชา เมื่อคนใน บังคับบัญชาทำไม่ถูกใจ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ, ไม่ให้อภัย แก่ความโง่ หรือความไม่สามารถของเขา ซึ่งมันเป็นเช่น นั้นเอง, ผู้บังคับบัญชาก็กลายเป็นคนบ้า อาละวาดไปได้ นี่ขอให้ดูเถอะว่า โทษเลวร้ายเพราะไม่รู้จัก ตถาตา. ถ้าเข้าใจตถาตา ปัญหาจะไม่มี. ทีนี้ ก็เป็น เรื่องของธรรมชาติ เช่นว่า น้ำท่วมใหญ่ ฝนตกเกินไป อย่างนี้เป็นต้น ก็ไม่ควรจะไปโง่ไปหลงให้ มันร้อนใจ, ป่วยการ. เราแก้ไขต่อสู้ไปตามเรื่องของ ตถาตา. แม้แต่ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ซึ่งเป็น ของธรรม- ชาติธรรมดา ก็เห็นว่ามันเป็นอย่างนั้นเอง. อย่าไปทุกข์ไป
น.54 ๔๖ ร้อนให้เป็นทุกข์ แต่แก้ไขไปตามสมควร , หรือหัวเราะ เยาะความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ว่ามันเป็นเช่น นั้นเอง ตามกฎของธรรมชาติเท่านั้น. นี่ ถ้าว่า มีความรู้เรื่องอิทัปปัจจยตา มันก็ไม่ เกิดปัญหา เหล่านี้ เมื่อไม่มีมันก็ต้องเกิดปัญหาเหล่านี้. เดี๋ยวนี้ บ้านเมืองเราเต็มไปด้วยอาชญากร เต็มไป ด้วยอบายมุข เพราะเขาหลงในความเอร็ดอร่อยของสิ่งที่ เขาหลง ไม่เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง : อร่อยก็เช่นนั้นเอง, ไม่อร่อยก็เช่นนั้นเอง, แล้วก็จะไปหลงยินดียินร้ายกะมันทำไม การใช้ปัจจัย ๔ คืออาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย การบำบัดโรคของผู้ไม่รู้ตถาตา ก็ทำเกินขอบเขต กินเกินขอบเขต อย่างจะแข่งกับเทวดา : แต่งตัวเกินขอบ- เขตอย่างจะแข่งกับเทวดา บ้านเรือนรถยนต์ เครื่องใช้ไม้ สอย ก็จะทำวิมานแข่งกันกับเทวดา ; แม้แต่การจะบำบัดโรค ก็กลายเป็นเรื่องสำอางไปอย่างนี้ ประเทศชาติก็ขาดดุลย์การ ค้ากับประเทศอื่น เพราะพลเมืองไม่รู้เรื่องตถาตา นี่ขอ ให้คิดดูให้ดี.
น.55 ๔๗ การที่โกงกันไม่รู้สิ้นสุด เอาเปรียบ คอรัปชั่น กันไม่รู้สิ้นสุด ก็เพราะไม่รู้เรื่องตถาตา มีการหลงในความ อร่อยทั้งนั้น เป็นเหตุให้โกงกัน. ถ้าว่ามันไม่รู้เรื่องเช่น นั้นเอง มันก็หลงในความอร่อย เมื่อไม่พอ มันก็ต้องโกง, แล้วความอยากในความอร่อยนี้ไม่รู้จักพอ เพราะฉะนั้นต้อง โกงกันถึงที่สุด. ความอร่อยปิดบัง, ไม่เห็นตถาตา. ขอให้ดู ความอร่อย ซึ่งหลอกลวง ปิดบังไม่ ให้เห็นตถาตา ไม่ให้เห็นเช่นนั้นเอง นั่นแหละเป็นตัว การทั้งหมด ที่สร้างปัญหานานาขึ้นมาในโลกนี้. ประชาชน พลเมืองไม่เห็นตถาตา หลงในความเอร็ดอร่อย ก็ไม่ถือ ธรรมะ ก็พร้อมที่จะเอาเปรียบ พร้อมที่จะโกง. นี่กลาย เป็นว่า คนในโลกทุกคนหลงในความอร่อยแล้วก็พร้อมที่จะ โกง แล้วก็โกงด้วย ครั้นทุกคนอยู่ในสภาพอย่างนี้แล้ว อะไร ๆ มันก็จะต้องโกงต่อ ๆ ๆ กันไปหมด. เมื่อประชาชน โกง เขาก็เลือกผู้แทนโกง หรือเลือกโดยวิธีคดโกง ก็ได้ ผู้แทนโกงมา. ผู้แทนโกงมารวมกันเป็นสภาโกง ตั้งรัฐบาล
น.56 ๔๘ ก็ได้รัฐบาลโกง. รัฐบาลโกงก็ได้เจ้าหน้าที่ทุกคนเป็นคนโกง แล้วก็โกงกันสนุกแหละ. แม้แต่ครูบาอาจารย์ก็จะโกง ตุลา- การก็จะโกง หมอก็จะโกง, ในที่สุดพระเจ้าพระสงฆ์ก็ต้อง โกง. ขออภัยที่จะต้องพูดให้ตรงไปตรงมาอย่างนี้ ขนาดนี้ แล้วเทวดาทั้งหลายก็โกง ไม่ทำหน้าที่โดยถูกต้อง กระทั่ง พระเจ้าชนิดที่เป็นบุคคล อย่างที่เป็นบุคคลก็ต้องโกง ขอโอกาสเล่าเรื่องนี้สักหน่อย เพื่อประโยชน์แก่ การทำความเข้าใจ ว่าทุก อย่างมันมาจากความอร่อยที่เป็น ปัญหา เรื่องสำหรับเด็ก ๆ แต่ว่ามีความหมายสำหรับคนแก่ หัวหงอกก็ได้ สัตว์ทั้งหลายขึ้นไปพ้องพระอิศวรเป็นเจ้า ว่ามนุษย์ เบียดเบียนเหลือเกินแล้ว, มนุษย์เบียดเบียนเหลือเกินแล้ว, ขอให้พระเป็นเจ้าช่วยที ... ในสัตว์เหล่านั้นมีกุ้ง สัตว์กุ้งใน น้ำน่ะ ตามขึ้นไปด้วย บอกว่า มนุษย์ชอบกินกุ้งกันใหญ่แล้ว เบียดเบียนเหลือประมาณแล้ว. ถ้าพูดอย่างเดี๋ยวนี้ก็ กิโล ละหลายร้อยบาทแล้ว พระอิศวรก็เอะใจขึ้นมาว่า เอ, ถ้า อย่างนั้นเนื้อของแกก็คงจะกินอร่อย. ฉันก็อยากจะลอง เพียงเท่านี้กุ้งก็ถอยหนี โดยไม่ได้กลับหลังหัน คือตัวกู้หลัง
น.57 ๔๙ โก่งนั่นแหละ ถอยไปในลักษณะอย่างนั้น ไม่ได้กลับหลัง หันเอาหน้าไป อุจจาระของกุ้งขึ้นไปอยู่บนขมองศีรษะหมด เพราะความกลัว นี่นิทานเล่าสำหรับเด็ก แต่มีความหมายสำหรับ ผู้ใหญ่ คือบอกให้รู้ว่า ถ้าเห็นแก่ความอร่อยแล้ว แม้แต่ พระเป็นเจ้าก็โกง อยากจะลองกินเนื้อกุ้ง. นี่พระเจ้าที่มี ความรู้สึกอย่างบุคคลนั้น เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้ ต้องเป็นพระ- เจ้าที่มิใช่บุคคล ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล เป็นกฎของ ธรรมชาติ จึงจะเอาเป็นที่พึ่งได้. ในเรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า เพราะความอร่อยเป็น เหตุนี้ แม้แต่พระเจ้าก็ยังลำเอียง. ฉะนั้นขอให้เรา รู้จักความ เลวร้าย ของสิ่งที่เรียกว่า เอร็ดอร่อย ซึ่งโลกกำลังบูชา. เทคโนโลยีในโลกนี้ ใช้กันไปแต่ในทางสร้างสรรค์ความ เอร็ดอร่อย มอมเมาคนในโลกด้วยกันทั้งนั้น : อร่อยทางตา อร่อยทางหู อร่อยทางจมูก อร่อยทางลิ้น อร่อยทางผิวหนัง อร่อยทางจิตใจ.
น.58 ๕๐ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือมอมให้หลงอร่อย. คำว่า เทคโนโลยี เป็นคำที่บูชากันมาก หลักการนี้ ก็บูชากันมาก คือการใช้เทคนิคต่าง ๆ ให้ถูกต้องตามเรื่องของ เทคนิค, แล้วเขาก็สำเร็จประโยชน์ในการงานนั้น มันเป็น เครื่องมือประเสริฐวิเศษที่สุดอย่างยิ่ง ; แต่เขาก็ได้ ใช้ไปใน การที่จะมอมเมาให้คนทั้งโลกหลงในความเอร็ดอร่อย. เมื่อทุกคนหลงในความเอร็ดอร่อยแล้ว ทุกคนก็ต้องโกง, แล้วการโกงก็จะโกงขึ้นไปเป็นลำดับ ๆ จนกระทั่งเทวดาก็โกง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลเสียแล้ว. พระเป็นเจ้าก็โกง โดย อยากจะลองกินเนื้อกุ้ง แม้จะเป็นเรื่องเล่าสำหรับเด็ก ; แต่ ก็มีประโยชน์สำหรับคนแก่ที่จะดูให้รู้ว่า ทุกอย่างมันตั้งต้น ที่หลงในความอร่อย. เราอย่ามาหลงในความอร่อยกันเลย เห็นว่ามันเป็น เช่นนั้นเอง อร่อย ก็คือความรู้สึกของระบบประสาทตาม ธรรมชาติ ไม่อร่อยก็เป็นความรู้สึกแก่ระบบประสาทตาม กฎของธรรมชาติ มันก็เหมือนกัน. ฉะนั้นอย่าไปหลงดีใจ เมื่อได้, อย่าไปหลงโกรธแค้นเมื่อไม่ได้, หรือเศร้าโศกเมื่อ
น.59 ๕๑ มันไม่ได้ แม้แต่ได้อะไรตามที่พอใจ ก็หลงใหลเหมือน กะลิงได้ตุ้ง , ลิงได้ตุ้ง. ต้องขอโอกาส ยกตัวอย่างเรื่องที่พูด กันอยู่ในภาคใต้ ว่า ลิงได้ตุ้ง. ทางภาคกลาง ภาคนี้ จะมี หรือไม่ก็ไม่ทราบ ว่าลิงมันเข้าไปขโมยแตงในไร่ พอมันหยิบ ขึ้นมาได้ลูกหนึ่งมากอดไว้ มันก็โลด ๆ เต้น ๆ ว่าลิงได้ตุ้ง. คนในโลกก็เหมือนกัน เมื่อได้อะไรสมใจ ไม่รู้ว่า เป็นอิทัปปัจจยตาหรือเป็นตถาตา ก็หลงรักหลงพอใจ มีจิตใจโลดเต้นเหมือนกะลิงได้ตุ้งจนออกมาทางร่างกาย ร่างกายมันก็โลดเต้นเหมือนกะลิงได้ตุ้ง เป็นคำค่าหรือคำ สรรเสริญ ก็คิดดูเอาเอง ว่าพอได้อร่อยมันก็โลดเต้นเหมือน กะลิงได้ตุ้ง. ครั้นไม่อร่อยเล่า มันก็โกรธบ้าง หรือเสียใจบ้าง เหมือนกะลิงโง่ ที่เอาหางยอนลงไปในรูป ถูกปูกัดไว้ขึ้น ไม่ได้ ก็นั่งเศร้าโศกอยู่. นี่เมื่อไม่ได้ก็เศร้าโศกอยู่ เหมือน กะลิงที่ออกมาจากอำนาจของปูไม่ได้. โลกนี้กำลังเป็น อย่างนี้ เพราะไม่รู้ตถาตา - ความเป็นเช่นนั้นเอง * ลิงได้ตุ้ง คือ ลิงได้ตุ้งแตง (ภาษาพูดทางภาคใต้)
น.60 ๕๒ ของสิ่งที่มาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ทั้งในลักษณะที่อร่อย และไม่ อร่อย. คนมีอวัยวะสำหรับรู้สึกตั้ง ๖ อย่าง คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ดังนั้นเรื่องอร่อยเรื่องไม่อร่อย มันก็เกิดได้มาก ตลอดวันจนนับไม่ไหว; ก็แปลว่า คนโง่ที่ไม่รู้ตถาตา - ความเป็นเช่นนั้นเอง นี้ ก็โลด ๆ เต้น ๆ เป็นลิงได้ตุ้ง, หรือว่าบางทีก็มานั่งซบเซาอยู่. ทั้ง ๒ อย่างนี้ คือยินดี หรือยินร้าย นี้ ทำให้ เป็นทุกข์เสมอกัน. อย่ามองแต่ว่ายินดี ได้ดี แล้วก็พอใจ แล้วก็ไม่มีปัญหา ; ของอร่อยหรือที่บูชากันว่าเป็นของดี นั่นแหละ กลับหลอกลวงมาก มอมเมามาก ยิ่งกว่าของร้าย. แต่แม้คนโง่ที่ไปบูชาของร้าย ก็เพราะคิดว่าเป็นของดี ; ฉะนั้นของดีจึงมีสำหรับคนโง่ที่ไม่รู้จักตถาตา ว่ามันเป็น เช่นนั้นเอง. ถ้าใคร ไม่รู้เรื่อง ตถาตา ว่าเป็นเช่นนั้นเอง แล้ว มันจะเป็นเรื่องร้ายไปหมด; เพราะไปหลงรัก หลงเกลียด หลงโกรธ หลงวิตกกังวลอาลัยอาวรณ์ จนนอน ไม่หลับ ทำเองก็ได้ ลูกหลานทำให้ก็ได้ เพื่อนฝูงทำให้ ก็ได้ ธรรมชาติทำให้ก็ได้ กลายเป็นคนเจ้าทุกข์ไป.
น.61 ๕๓ พุทธบริษัทควรเข้าถึงหัวใจของศาสนา. สรุปความว่า ถ้าเห็นจริง เห็นความจริงของ ตถาตา ว่า ทุกสิ่งมันเป็นเช่นนั้นเองแล้ว ก็จะไม่หลง รักที่น่ารัก ไม่หลงโกรธที่น่าโกรธ ไม่หลงเกลียดที่น่าเกลียด ไม่หลงกลัวที่น่ากลัว ไม่หลงเศร้าที่น่าเศร้า อย่างที่กำลัง โศกเศร้าใจแห้งอยู่ ; เพราะไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า เรื่องมัน เป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ. ขอให้พุทธบริษัททั้งหลาย ได้เข้าถึงหัวใจของพระ- พุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้เอง ท่านเรียกว่า ตถาตา - ความเป็นเช่นนั้นเอง, อวิตถตา - ความไม่ผิด ไปจากความเป็นอย่างนั้น, อนัญญาตา - ความไม่เป็นโดย ประการอื่นไปจากความเป็นอย่างนั้น, อิทัปปัจจยตาปฏิจจ. สมุปปาโท - คือความที่ - เมื่อสิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้ ก็เกิดขึ้น, มันเป็นการอาศัยกันแล้วเกิดขึ้น ดังนี้. นี่คือความ เป็นเช่นนั้นเอง. อย่าเอาไปล้อกันเล่น เสียดีกว่า เช่นนั้นเอง ๆ แล้วก็ใช้เพื่ออันธพาล, ใช้เพื่อสนองกิเลส, ใช้เพื่อล้อ
น.62 ๕๔ กันเล่น หรือใช้เพื่อแก้ตัวสำหรับคนที่เป็นอันธพาล, ไม่ ประพฤติให้อยู่ในร่องในรอยของพระธรรม หรือของพระ- ศาสนา. ใช้คำอันธพาลพูดว่าเช่นนั้นเอง ๆ แล้วก็เอา แต่ตามที่ตัวจะต้องการ อย่างนี้เป็นอันธพาล. เช่นเดียว กับเรื่อง สุญญตา - ความมีจิตว่าง นี่ ก็ได้กลายเป็นเรื่อง อันธพาลสำหรับ แก้ตัวของคนพาล หรือสำหรับจะล้อธรรมะ เล่น, เป็นเรื่องหนึ่งไปแล้ว คือเรื่องจิตว่าง. เดี๋ยวนี้ กลัวว่าเรื่อง เช่นนั้นเอง จะได้รับการ ต้อนรับเช่นนั้น จึงขอร้องไว้ที่ก่อนว่าช่วยระวังให้ดี ๆ. ถ้าคุณ ไม่รู้เรื่อง เช่นนั้นเอง มันก็จะกัดเอา, จะกัดเอา จะกัดถึงหัวใจ อยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะไม่รู้เรื่อง เช่นนั้นเอง, ไม่ต้อนรับเช่นนั้นเองให้มันถูกต้อง. ถ้าเป็น อย่างนี้แล้ว แม้แต่สุนัขและแมวข้างบ้านของท่าน ก็ทำให้ เดือดร้อนได้ ไม่ต้องพูดถึงลูก ถึงหลาน เหลน ที่เป็นคน มันมีกิเลส มันทำไปตามกิเลสแล้ว จะไม่ทำให้ท่านเดือดร้อน. เวลาหมดเสียแล้ว เรื่องยังไม่จบ ถ้ามีโอกาสก็ไว้ พูดกันคราวหลัง. เดี๋ยวนี้ขอสรุปความว่า วิกฤตการณ์เลว ร้ายทั้งหลายในโลกทั้งปวงนั้น เกิดขึ้นเพราะว่าคนใน
น.63 ๕๕ โลกไม่รู้เรื่องตถาตา. อาตมา เคยพูดกันมาเป็นลำดับ เมื่อ หลายเดือนมาแล้ว หัวข้อว่า รู้ กันแต่ปลายเหตุปัญหาก็เพิ่ม- พูน, ผู้มีกำลังสมบูรณ์มีหน้าที่ช่วยป้องกันปัญหา, โลกกำลัง เสียแรงงานและเวลาอย่างสูญเปล่า, ความเลวร้ายในโลก ของเราไม่มีใครรับผิดชอบ, เพราะเราไม่รู้รอบคอบในเรื่อง ของตถาตา. ขอแสดงความหวังว่า ท่านจะรู้เรื่องตถาตา, มีชีวิตอยู่อย่างไม่ขัดกับตถาตา คือความเป็นเช่นนั้น เองของธรรมชาติ ; แล้วก็ จะมี จงมี ต้องมี ไม่ต้องมีใคร มาให้พรก็มีได้เอง ว่า จะเป็นสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเป็น แน่นอน.
Buddhadasa