Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๔ — ๕๒. ถ้าไม่รอบรู้เรื่องตถาก็ยังไม่ใช่พุทธ

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.64 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาก็ ยังคง กล่าวด้วยความมุ่งหมาย ต่อการกลับมาแห่งศีลธรรม เป็น การกลับมาแห่งศีลธรรม ที่มีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน จะได้เป็นศีลธรรมที่มั่นคง. ทุกครั้งอาตมามีความมุ่งหมาย การกลับมาแห่งศีลธรรม และมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน ยิ่งขึ้น ดังนั้นจึง ได้กล่าวในส่วนที่เป็นเหตุผล หรือ ปรมัตถธรรมนั้นมากขึ้น ; ถ้าไม่มีรากฐาน มันก็ง่อนแง่น คลอนแคลนไปทั้งนั้น. ๕๖

น.65 ๕๗ ในครั้งที่แล้ว ๆ มา ได้เคยบรรยาย โดยหัวข้อว่า ถ้ามัวแก้กันแต่ปลายเหตุปัญหาก็เพิ่มพูน, ผู้ที่มีกำลังสมบูรณ์ มีหน้าที่ช่วยป้องกันปัญหา, โลกกำลังเสียแรงงานเสียเวลา อย่างสูญเปล่า, วิกฤตการณ์ในโลกเราไม่มีใครรับผิดชอบ, เพราะไม่รู้รอบคอบในเรื่องตถาตา. ส่วน ในวันนี้จะกล่าว โดยหัวข้อ ว่า ถ้าไม่รอบรู้เรื่องตถา ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท, ถ้าไม่รอบรู้เรื่องตถาก็ยังมิใช่พุทธบริษัท. ที่จริง ตถตา กับ ตถา เป็นเรื่องเดียวกัน หมาย ถึงกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเช่นนั้นเอง ; หากแต่ว่าคำ เหล่านี้ไม่ถูกนำมาใช้มาพูดกัน จึงฟังดูเป็นของแปลก ตกค้าง อยู่ในพระไตรปิฎก, เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ก็ยังตก ค้างอยู่ในพระไตรปิฎก จึงต้องเอามาพูดกัน. ตถา หรือ ตถาตา เป็นหัวใจของพุทธศาสนา ใช้เป็นเครื่องดับทุกข์ แก้ปัญหาของพุทธบริษัทได้ทุก ชนิดและทุกระดับทีเดียว. ในบาลีมีกล่าวถึง ตถา ก็คืออริยสัจจ์สี่ : ตถา เรื่อง- ทุกข์, ตถา เรื่องทุกขสมุทัย - เหตุให้เกิดทุกข์, ตถา เรื่อง- ทุกขนิโรธ - ความดับสนิทแห่งทุกข์, ตถา เรื่องทุกขนิโรธคา,

น.66 ๕๘ มินีปฏิปทา - ทางให้ถึงความดับสนิทแห่งทุกข์ คือ มรรคมี องค์แปดประการ. ตถา ตัวหนังสือคำนี้แปลว่า เช่นนั้น หรือความเป็น เช่นนั้น ; ดังนั้นจึงเป็นสัจจะ คือของจริง. ถ้าไม่ ตถา คือ มันเปลี่ยนแปลงได้แล้ว มันก็ไม่ใช่สัจจะ; จบ ดังนั้น สัจจะ ก็คือ ตถา อริสัยสัจจ์จึงคือ ตถา, และมีคำขยายความว่า ตถา - เช่นนั้น, อวิตถา - ไม่ผิดไปจากความเป็นเช่นนั้น, อนัญญูตถา - ไม่เป็นโดยประการอื่น จากความเป็นอย่างนั้น ได้แก่เรื่องอริยสัจจ์สี่โดยตรง. พุทธบริษัท ต้องรู้ตลา. ต่อไปนี้ก็จะได้พูดถึงตัว ตถา หรือตัวความจริง ว่า เป็นเรื่องสำคัญถึงขนาดที่ว่า ถ้าไม่รู้ค วามจริงหรือตถา ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท. พุทธบริษัท แปลว่า ผู้รู้ รู้สิ่งที่ควรรู้ ผู้ตื่น ตื่นจากหลับ คือกิเลสหรืออวิชชา, เป็นผู้เบิกบาน คือมีความสุข เพราะไม่มีกิเลสเผาผลาญ. ในทางธรรม ตถา ย่อมดับทุกข์ เพราะทำให้ เข้าถึงความจริงของสิ่งที่เป็นปัญหา ; รู้ว่ามันเป็นอย่างไร.

น.67 ๕๙ ถ้า ในทางโลก ความรู้เรื่อง ตถา ก็ตัดปัญหา การเมือง, สร้างสันติภาพขึ้นมาในโลก เพราะรู้ความจริงว่ามันเป็น อย่างไร เดี๋ยวนี้เราคล้าย ๆ กะว่าหลับตาแก้ปัญหา มันจึงไม่ ประสบความสำเร็จ ตถา แปลว่า เช่นนั้น ฟังดูคล้ายกับว่าพูดเล่น, ตถตา - ความเป็นเช่นนั้น, อวิตถตา - ไม่ผิดไปจาก ความเป็นเช่นนั้น : หมายถึงความเป็นของตายตัวอยู่ในตัว มันเอง ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้. ดังนั้นจะได้ดูกันต่อไป ที่ว่าจริง ๆ หรือเป็น ตถา นั้นมันจริงกันอย่างไร ในข้อไหน. ดูความจริงอันเป็นตถา. ในปัจจุบันนี้ มีความจริงอยู่ว่า ศีลธรรมไม่กลับ มาโลกาวินาศ ถ้าศีลธรรมระบาดโลกธาตุสงบเย็น นี่คือความ จริง. ขอให้ทุกคนใคร่ครวญดู ไม่ยากนัก ไม่ลึกนัก มอง เห็นได้ว่า ถ้าศีลธรรมไม่กลับมาโลกนี้ก็จะวินาศ คือ ทำลายกันเอง, ถ้าศีลธรรมระบาดทั่วๆ ไป โลกนี้ก็จะ สงบเย็น .

น.68 ๖๐ มีความจริงที่ต้องดูต่อไปว่า ถ้าไม่มีศีลธรรม ก็ไม่อาจจะมีประชาธิปไตย, มีแต่ประชาโกง. ถ้าไม่มีศีล- ธรรม ก็ไม่อาจจะมีประชาธิปไตย ; มีแต่ประชาโกง, ไม่มี ประชาที่ควรจะเป็นใหญ่ หรือมาควบคุมการเป็นไปของบ้าน เมือง. และว่า ถ้าศีลธรรมไม่สมบูรณ์ ประชาธิปไตย ก็ไม่เต็มใบ ไม่ได้ครึ่งใบ ไม่ได้เสี้ยวใบด้วยซ้ำไป. ถ้า ไม่มี ศีลธรรมเลย ประชาธิปไตย ก็ไม่มีใบ คือ ตาย, ถ้าศีล- ธรรมสมบูรณ์. ประชาชนก็ไม่โกง ; มีแต่คนจริง คนตรง มารวมกันเป็นผู้บัญชากิจการงานของประเทศชาติ ก็มีแต่ ผลดี ไม่มีประชาชนโกง, ทุกชั้นทุกระดับไม่มีใครโกง ประชาธิปไตยก็เต็มใบ. ทีนี้อยากจะขอให้มองให้ลึกลงไปถึงความจริงที่ว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริง นั้นควรจะตีความว่า ประโยชน์ ของประชาชนเป็นใหญ่, ประโยชน์ของประชาชนเป็น ใหญ่, ไม่ใช่ประชาชนเป็นใหญ่. คำว่า เป็นใหญ่ในที่นี้มันกำกวม ; ขอให้ดูให้ดี ว่ามันกำกวม. ประชาชนเป็นใหญ่ไม่ได้ ; เพราะยังมี

น.69 ๖๑ ประชาชนโกง, เพราะยังไม่มีศีลธรรมสมบูรณ์. แต่ถ้า เอาประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ นั้นพอจะทำได้ ; คือ ให้ใครก็ได้ จัดให้ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่, แล้วก็ จะทำสำเร็จประโยชน์ตามที่ต้องการ. ถ้าเอาประชาชนโกง หรือโกงบางส่วนมาเป็นใหญ่ ก็นำออกไปในทางผิดพลาด. อยากจะให้ เปรียบเทียบดู ว่า ถ้ามีพระราชาองค์ เดียว หรือบุคคลคนเดียว หรือคณะบุคคล ๒-๓ คน แต่ ประพฤติกระทำทุกอย่าง ที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน โดยทั่วไป นี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง คือพรรคการเมือง ที่มีอะไร ๆ ก็เพื่อพรรคของกู เพื่อประโยชน์แห่งพรรคของกู ประเทศชาตินั้นไว้ทีหลัง. ถ้ามันเกิดขึ้นเป็น ๒ พวกอย่างนี้ พวกไหนเป็นประชาธิปไตยกว่ากันโดยแท้จริง. คนคนเดียวที่ทำให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนเป็น ใหญ่ เหมือนพระราชาที่ดี ที่เคยมีมาแล้วแม้ในประวัติศาสตร์ หรือใครก็ได้ เห็นแก่ประชาชน คือประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่เห็นแก่ความเป็นใหญ่ของประชาชน แต่เห็นแก่ประ- โยชน์ของประชาชน กับพรรคการเมืองทั้งหลาย ที่เห็น ประโยชน์แก่พรรคของกู ก่อนประโยชน์ของประเทศชาติ สองอย่างนี้พวกไหนเป็นประชาธิปไตยยิ่งไปกว่ากัน.

น.70 ๖๒ ไม่รู้ตถา จะแก้ปัญหาให้ถูกไม่ได้. ต่อไปนี้ก็อยากจะให้ดูโทษของการที่ไม่รู้ความจริง เหล่านี้ ไม่รู้ความจริงดังที่กล่าวมาแล้ว คือ ไม่รู้ ตถา, ไม่รู้ความเป็นเช่นนั้นของสิ่งใด โทษจะเกิดขึ้นอย่างไร ? ตอบได้สั้น ๆ ว่า ถ้าไม่รู้ ตถา ความจริงอันเด็ดขาดของ สิ่งใด เราก็ ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากสิ่งนั้น ๆ, ไม่รู้ ตถา คือความจริงที่ถูกต้อง ก็ทำไปผิด ๆ. คำว่า ตถา นั้นเป็นสิ่งที่ตายตัว, คือสิ่งทั้งปวงมี เหตุ เป็นไปตามเหตุ. สุข ทุกข์เกิดมาแต่ตถาของมันเอง, คือเหตุผลของมันเอง. ถ้าไปถือเสียว่า สุข ทุกข์มาจาก พระเจ้า หรือเทพเจ้านี้มันผิดตถา แล้ว, หรือว่า สุข ทุกข์ เกิดมาแต่กรรมเก่า มันก็ผิด ตถา แล้ว. เพราะโดยแท้จริง สุข ทุกข์ มันมีปัจจัย มีเหตุของมันเอง คือถ้า ทำผิด ทางอายตนะ ในขณะที่มีผัสสะ ทางตา หู จมูก ลิ้น กายใจ ก็เกิดทุกข์. ถ้า ทำถูก ทางอายตนะ คือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อมีผัสสะ ก็ ไม่เกิดทุกข์. ให้เทวดาไหนมารุม แกล้งให้เกิดทุกข์มันก็ไม่เกิดทุกข์ดอก ถ้าเราทำให้ถูกต้อง

น.71 ๖๓ ตามกฎของธรรมชาติ เมื่อเกิดผัสสะทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี้ก็เป็น ตถา ที่ต้องรู้ไว้ ตามพระพุทธภาษิต ที่ ตรัสไว้เช่นนั้น ว่า สุข ทุกข์ มิได้เกิดมาแต่พระเจ้า สุข ทุกข์ มิได้เกิดมาแต่กรรมเก่า ; แต่เกิดมาจากการทำผิด หรือทำถูก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เมื่อได้รับ อารมณ์นั้น ๆ. อย่างนี้ก็เรียกว่า ตถา ที่ต้องรู้จัก. เดี๋ยวนี้ทุกคนบูชาเนื้อหนัง คือความเอร็ดอร่อย ทางเนื้อหนัง ซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งอาชญากรรมทั้งปวง. ไปดู เถิด อาชญากรกลางถนนทั่วไป ทำอาชญากรรมนั้น เพราะบูชาความอร่อยทางเนื้อหนังเป็นเหตุ, ทางอบาย มุข ทางกามารมณ์ ทางยาเสพติด ทางอะไร ก็เพราะว่า บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังของเขา เขาไม่รู้ ตถา เขาจึงทำอย่างนั้น. ไม่รู้ ตถา ก็ไม่รู้จะแก้กันอย่างไร คือมัน ไม่ ตรงความจริงของธรรมชาติ. แก้ผิด ๆ เหมือนกับเอาน้ำ โคลนล้างโคลน. แก้ผิด ๆ เช่นเอาเศรษฐกิจมาแก้เศรษฐกิจ โดยที่ไม่รู้ว่า เศรษฐกิจเป็นมูลเหตุแห่งความขูดรีด หรือ

น.72 ๖๔ ความไม่มีศีลธรรม. เศรษฐกิจของบุคคลทำไปเพื่อความ เอร็ดอร่อยทางเนื้อทางหนัง มันเป็นการส่งเสริมกิเลส; จะ เอากิเลสมาแก้กิเลสมันเป็นไปไม่ได้. ต้องเอาศีลธรรม เหมือนน้ำสะอาด มาแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเหมือนกะ น้ำโคลน. อย่าเอาน้ำโคลนมาล้างน้ำโคลนเลย มันไม่เกลี้ยง, ต้องเอาน้ำสะอาด มาล้างน้ำโคลน มันจึงจะเกลี้ยง นี่แหละ ถ้าไม่รู้ ตถา มันก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เราจะต้องรู้ ตถา คือความจริงของสิ่งนั้น ว่ามันเป็นอย่างนั้น อย่างไม่ มีทางที่จะเป็นไปอย่างอื่น. เราขาดการศึกษาความจริงแห่งตถตา. ทีนี้ ดูต่อไปถึงปัญหา เราขาดการศึกษา หรือ ขนบธรรมเนียมประเพณี หรือวัฒนธรรมแห่ง ตถา ; ฟังดูก็แปลก แต่เรื่องไม่แปลก เราขาดวัฒนธรรมแห่งความ มี ตถา. เราไม่ได้ให้การศึกษา ไม่ได้สอนให้รู้ความจริง ในเรื่อง ตถา ว่าทุกอย่างมีกฎตายตัวของมันเอง, เป็น กฎแห่งเหตุแห่งปัจจัย ในตัวสิ่งนั้นเองก็ ไปถือเสียว่ามี พรหมลิขิตเป็น ตถา. นี้ดูจะ เป็นเรื่องโง่เขลาที่สุด ที่

น.73 ๖๕ ว่ามีพรหมลิขิตเป็น ตถา ; เว้นไว้แต่ว่าจะเห็นว่า กฎแห่ง ตถา นั่นแหละเป็นตัวพรหม หรือเป็นพรหมลิขิต. อะไร จะเป็นพรหม ? ก็คือกฎแห่งความจริงเรื่อง ตถา, หรือ เรียกอีกอย่างหนึ่งก็เรียกว่าอิทัปปัจจยตา คือต้องเป็นไปตาม เหตุตามปัจจัย นี่เราไม่รู้เรื่อง ตถา ซึ่งเป็นตัวจริง เป็นต้นเหตุ แห่งสิ่งทั้งปวง. เราไม่มีวัฒนธรรมที่จะส่งเสริมให้เขารู้จัก ตถา แต่มีไปในทางตรงกันข้าม. เราไม่มีวัฒนธรรม ที่ ไม่ให้คนตกไปเป็นทาสของความเอร็ดอร่อยทางเนื้อ- หนัง. เราทำโดยเจตนา และโดยไม่เจตนาทั้งนั้น ให้คนบูชา ความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง. ตั้งแต่เกิดมาเป็นทารกก็มีแต่สอนให้ชอบ ความอร่อย ความสวยงาม ความไพเราะ ความนิ่มนวล จนไม่มีขอบเขต. ทารกก็บูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนัง, โตขึ้นเขาจะบังคับความรู้สึกนี้ได้อย่างไร เพราะว่า ถูกอบรม มาตั้งแต่อ้อนแต่ออก. เราไม่มีพ่อแม่คนไหน ที่พาลูกไปที่ร้านขายของ เครื่องเล่น แล้วบอกลูกนั้นว่า ทั้งหมดนั้นเขามีไว้ให้เราโง่ ;

น.74 ๖๖ ของในร้านขายของเด็กเล่น ทั้งหมดนั้น. หรือของใน ร้านอาหารอันเอร็ดอร่อยนั้น เขามีไว้สำหรับทำให้ เราโง่ คือไปหลงบูชาความเอร็ดอร่อย ; มีแต่ธรรมเนียมที่ หามาให้ลูกให้หลานได้กินดี ได้เล่นดี ได้เอร็ดอร่อย แล้วก็ เพื่ออวดเพื่อนบ้านด้วย. พ่อแม่เป็นเสียอย่างนี้ ต้องการจะ อวดว่า เรามีของเอร็ดอร่อยสวยงามให้ลูกหลานเล่นมากกว่า ใคร ๆ เป็นตู้ ๆ. นี่มันเป็นสิ่งที่ ควรพิจารณาดูว่า มันเป็นต้นเหตุ แห่งกิเลสหรือไม่ ? นี่ควรจะวิจารณ์ ควรจะปฏิรูปกันเสีย หรือไม่ ? คำว่า ปฏิรูป คือดึงกลับไปสู่ความถูกต้อง ; ปฏิ แปลว่า กลับ หรือ ทวนกลับ, รูป แปลว่า รูปร่าง. กลับไป มีรูปร่างที่ถูกต้องตามเดิม นั่นแหละคือปฏิรูป เดี๋ยวนี้ มันผิดไปไกลแล้ว, ดึงกลับไปสู่ความถูกต้อง เรียกว่า ปฏิรูป ให้รู้เสียว่า ความอร่อยนั้นเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็ก่อให้เกิดความโลภ อยากจะได้, เกิดความโกรธเมื่อมันไม่ได้, เกิดความหลง เมื่อยังไม่ แน่ว่าจะเป็นอย่างไรดี.

น.75 ๖๗ นี่แหละดูให้ดีเถิด ตามคำกล่าวข้างต้นที่ว่า ถ้าไม่ รู้ตถา คือความจริงข้อนี้ ก็ยังไม่เป็นพุทธบริษัท. ตถา เป็นสัจจะที่ตายตัว ไม่เข้าใครออกใคร สิ่งทั้งปวงมีมาแต่เหตุ คือ เป็นไปตามกฎแห่งเหตุปัจจัย ที่เรียกว่า ตถา. ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ก็ไม่ใช่วิธีการของพุทธ- บริษัท นั่นก็คือไม่สำเร็จประโยชน์ตามที่ต้องการ ถ้าไม่มี ศีลธรรม ก็ไม่มีรากฐานแห่งประชาธิปไตย. ถ้ามีกันแต่ ตัวกู-ของกู มันก็ไม่มีทางที่จะเป็นประชาธิปไตย. ระวัง ให้ดี ตัวกู-ของกู ดูจะเป็นรากฐาน ที่ยึดถือขึ้นมาเป็นใหญ่, แล้วจะเป็นประชาชนเป็นใหญ่ได้อย่างไร ? จะเป็นไปเพื่อ ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่ได้อย่างไร ? ขอให้ท่านทั้ง หลายลองคิดดูให้ดี ๆ. ตลาเป็นกฎของธรรมชาติ, ทุกคนต้องเคารพ. สรุปความว่า กฎเกณฑ์เรื่อง ตถา - ความเป็นอย่าง นั้น ซึ่งขยายความออกไปว่า อวิตถา - ไม่ผิดไปจากความ เป็นอย่างนั้น, อนัญญูตถา - ไม่เป็นไปโดยประการอื่น จาก ความเป็นอย่างนั้น, อิทัปปัจจยตา - คือความที่มีสิ่งนี้ สิ่งนี้

น.76 ๖๘ เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. นี้คือ กฎของธรรมชาติที่ ไม่มีใครตั้ง กฎต้องไม่มีใครตั้ง ต้องเป็นตัวเอง เป็น ธรรมชาติเอง. ถ้ามีใครตั้งนั้นยังไม่ใช่กฎ ; กฎของธรรม- ชาติที่มีอยู่ในตัวเอง สิ่งนี้สิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรม ก็คือตรัสรู้ ตถา หรือตถตา, เรียกชื่อว่าอริยสัจจ์ เพราะมีสิ่งนี้เป็นปัจจัย สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น. พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ทรงเคารพธรรม ที่ตรัสรู้นี้ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด, กฎตถา หรือตถตา จึงเป็นพระเจ้า เป็นพระเป็นเจ้า. หรือเป็นสิ่งสูงสุดของ พุทธศาสนา คือของ พระพุทธเจ้าเอง และ พุทธบริษัท, ล้วนแต่เคารพกฎแห่งตถา เป็นสิ่งที่ต้องประพฤติอย่าง ถูกต้อง จึงจะมีสันติสุข. ถ้าไม่เป็นทาสกิเลส ชีวิตจะเย็น ถ้าไม่มีใครเป็นทาสของความเอร็ดอร่อย แล้วก็จะ ไม่มีใครขายตัวให้แก่กิเลส, เดี๋ยวนี้คนเป็นทาสของความ เอร็ดอร่อย ทางอบายมุข บ้าง ทางกามารมณ์ บ้าง ทาง ยาเสพติด บ้าง : ล้วนแต่ ต้องขายตัวให้แก่กิเลส, คือยอม

น.77 ๖๙ ทำตามกิเลส จนกระทั่งเกิดทุกข์ร้อนเหลือประมาณ. มีแต่ คนเป็นทาสของความเอร็ดอร่อย ฟังดูให้ดี, แล้ว ทุกคน และทั้งชาติจะไม่มีสันติสุข เพราะขายตัวให้แก่กิเลส เสียหมดแล้ว. ถ้าไม่มีใครเป็นทาสของกิเลสแล้ว ประเทศไทยจะ ไม่ขาดดุลย์การค้ากับประเทศใดเลย. เงินที่ใช้ไปเพื่อความ เป็นทาสของกิเลส กินดีอยู่ดีเกินประมาณนั้นมันมีมากนัก กินอยู่แต่พอดี, กินอยู่แต่พอดี ไม่เป็นทาสของกิเลส จะไม่ขาดดุลย์การค้า, จะไม่ทำให้เกิดคอรัปชั่นในทุก ๆ รูป แบบ, ไม่เกิดโรคประสาทเนื่องมาจากนอนไม่หลับ แก่คนที่ เป็นทาสของกิเลส ซึ่งได้ยินว่าระบาดมากขึ้นทุกที. คนเป็น โรคประสาทกันเป็นแสน ๆ จะเข้าเขตเป็นล้านแล้ว, เป็น บ้ากันเป็นหมื่น ๆ แล้ว, เป็นโรคหัวใจกันมากแล้ว ฆ่าตัว ตายกันมากขึ้น นี่เพราะว่ามันเป็นทาสของความเอร็ด อร่อยขายตัวให้แก่กิเลส จึงได้เป็นอย่างนี้. ถ้าไม่มีใครเป็นทาสของกิเลสแล้ว ก็จะเจริญ ด้วยศีลธรรม ; ไม่มีใครโกง ทุกคนไม่โกง, ชวนกันบำรุง รักษาจัดการทุกอย่างเกี่ยวกับประเทศชาติ ให้มีความสงบสุข

น.78 ๗๐ นี้ในทางฝ่ายโลก. อีกทางหนึ่ง ก็ จะมีการบรรลุมรรค ผล นิพพาน คือมีชีวิตเย็น มีชีวิตที่สงบเย็น, ไม่ถูกไฟ คือ กิเลส เผากันที่นี่และเดี๋ยวนี้, ไม่ต้องรอต่อตายแล้ว จะ บรรลุมรรค ผล นิพพาน กันที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือมีชีวิตที่ เยือกเย็น, เย็นเพราะไม่มีไฟเผา. ไฟนั้นคือราคะ โทสะ โมหะ เกิดมาแต่การที่ คนโง่ ไปบูชาความเอร็ดอร่อยทางเนื้อหนังหรือทางอายตนะ กระทำผิดเมื่อมีผัสสะทางอายตนะนั้นแล้ว ก็เกิดไฟ คือกิเลส เผา. นั้นมันเป็นชีวิตร้อน รู้จัก ตถา เป็นคู่ชีวิต จะไม่มีทุกข์. รู้จัก ตถา เรื่องชีวิตร้อนกันเสียบ้าง, แล้วกลัว, แล้วก็ มาหา ตถา ในฝ่ายชีวิตเย็น ก็เป็นอยู่อย่างมีชีวิต เย็น ก็จะไม่เสียทีที่ว่าเป็นมนุษย์, เป็นสัตว์ที่มีความคิด สูงสุด แล้วก็แก้ปัญหาความทุกข์ร้อนนี้ไม่ได้. ต้องเป็น โรคประสาทเป็นต้น ชนิดที่สุนัขและแมวมันไม่เป็น สัตว์ ไม่ต้องกินยานอนหลับ ไม่ต้องกินยาระงับประสาท มันก็อยู่ กันเป็นปรกติ มนุษย์ต้องกินยาระงับประสาท กินยาระงับ

น.79 ๗๑ ต่าง ๆ นานา มันก็ยังไม่มีความสงบสุข เพราะว่าเขาไม่มีการ กระทำที่ถูกต้องต่อ ตถา หรือความเป็นเช่นนั้นโดยเด็ดขาด ของธรรมชาตินั่นเอง. ดังนั้น ขอให้เราทุกคน ๆ ทั้งผู้มีอำนาจวาสนาและ ไม่มีอำนาจวาสนา จ งได้พากันศึกษาเรื่อง ตถา, ปฏิบัติ เรื่อง ตถา ให้ถูกต้องคล่องแคล่ว เหมือนกะว่า เรามีอาวุธ วิเศษสามารถกำจัดศัตรูอย่างยิ่ง คือศัตรูในภายใน. รู้ ตถา คือความจริงของธรรมชาติ ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ เรียกว่า ตถา หรือ อวิตถา หรือ อนัญญฺตถา หรือ อิทัป- ปัจจยตา. ทั้งหมดนั้นรวมเรียกสั้น ๆ ๒ พยางค์ว่า ต ถา. พระองค์ได้นามว่า ตถาคต. ตถาคตะ แปลว่า ผู้ถึงซึ่งตถา คือ ผู้ถึงซึ่งความเป็นอย่างนั้นเอง ชนิดที่ เปลี่ยนแปลงไม่ได้, ไม่มีความทุกข์อีกต่อไป, คงที่. คงที่ เรียกว่า ตาที, ได้รับผลสูงสุดทั้งหมด เรียกว่า เกพลี, อย่างนี้ เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา. ขอให้เรา อบรมลูกหลานของเรา ให้มีความรู้ เรื่องตถา มีความรู้เรื่องตถา เป็นคู่ชีวิต, เป็นคู่ชีวิต คือ

น.80 ๗๒ ควบคุมชีวิตให้ดำเนินไปแต่ในทางที่ถูกต้องและไม่มีความ ทุกข์เลย. ขอให้ได้ฝากมนุษย์ทั้งโลกไว้กับสิ่งสิ่งเดียว คือ ตถา, มีพระเจ้า ตถา คือพระเจ้าที่แท้จริง ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ไม่มีอารมณ์ที่จะอ่อนไหวไปตามความยินดียินร้าย. ตถา-เป็น เช่นนั้นเอง คือคงที่. ขอให้คนทั้งโลกฝากชีวิตไว้กับ สิ่งที่เรียกว่า ตถา สิ่งสูงสุด. ขอให้ทุกคนกำอาวุธ คือความรู้เรื่อง ตถา ไว้ทำ- ลายข้าศึกของคนทุกคนให้หมดไป. อาวุธวิเศษของเรา คือ ความรู้เรื่อง ตถา ว่าทุกสิ่งเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย อย่างไร, ประพฤติอย่าให้ผิดต่อกฎเกณฑ์อันนั้น ความ ทุกข์ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าประพฤติ ผิด เมื่อมีการสัมผัสทางอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ให้มีสติปัญญาเพียงพอที่จะใช้ ตถาเป็นอาวุธป้องกันกิเลส หรือทำลายกิเลส ไม่มีกิเลสมารบกวน มีชีวิตเยือกเย็น เป็น ชีวิตแห่งพระนิพพาน.

น.81 ๗๓ ขอให้ทุกท่านอยู่เป็นสุข เพราะมี อาวุธอันสูงสุด คือตถา ตัดปัญหาทั้งทางโลกและทางธรรม, ความวุ่นวาย ทางโลก, วิกฤตการณ์ทางโลกก็ไม่มี, วิกฤตการณ์ทางจิตใจ ในภายในก็ไม่มี แล้วขอให้อยู่เป็นสุขทุกทิพาราตรีกาลทุกคน ทุกท่านเทอญ .

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต