Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๕ — ๕๓. ภาวะแย้งขัด ต้องไม่มีในแวดวงแห่งศีลธรรม

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.82 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย ปาฐกถาธรรมในครั้งที่แล้วมา อาตมาได้กล่าวโดย หัวข้อว่า ถ้าไม่รอบรู้เรื่องตถาก็มิใช่พุทธบริษัท. คำว่า ตถา แปลว่าเช่นนั้นเอง คือความจริงที่เป็นสัจจะของธรรมชาติ สากล. เมื่อไม่รู้ตถา หรือความจริงของธรรมชาติ ก็จะต้องทำ อะไรผิด ๆ ไม่สมกับที่จะเป็นพุทธบริษัท, สาวกของพระ- พุทธเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน. นี่ครั้งที่แล้วมาพูดว่า ถ้าไม่รอบรู้เรื่อง ตถา ก็ไม่ใช่พุทธบริษัท. ครั้งนี้จะพูด โดยหัวข้อว่า ภาวะแย้งขัดต้องไม่มีในแวดวงแห่งศีล- ธรรม. ๗๔

น.83 หน้าที่กำจัดอุปัทวะ. ภาวะแย้งขัดเป็นอุปัททวะ ในภาษาบาลีเรียกว่า อุบัททวะ, ภาษาไทยก็คือคำว่า อุบาทว์ เป็นคำหยาบคาย ต่ำช้าเหลือประมาณ ; แต่ว่าภาวะขัดแย้งหรือแย้งขัดนั้น เป็นอุบัททวะ ไม่มีผลดีแก่ใครหรือฝ่ายใด ดังนั้นจึงต้องไม่ มีในแวดวงแห่งศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นศีลธรรมในภายใน ศาสนาหนึ่ง ๆ หรือว่าเป็นศีลธรรมระหว่างศาสนา ความแย้งขัด เป็นสิ่งที่เราทั้งหลายก็รู้จักกันดี : ความแย้งขัด ในตัวเอง ก็เป็นความเจ็บไข้ไม่สบายทุกข์ ทรมานในตัวเอง, ความแย้งขัด ในครอบครัว ก็คือ ความโกลาหลวุ่นวาย ระส่ำระสายในครอบครัว, ภาวะแย้ง ขัด ในบ้านเมือง ก็เป็นบ้านเมืองที่ หาความสงบสุขไม่ได้, ภาวะแย้งขัด ในประเทศ ก็เป็นประเทศที่อยู่กันอย่าง ทำลาย ล้างกันเอง, ภาวะขัดแย้งหรือแย้งขัด ในโลก หรือ ใน จักรวาล ก็คือ ความวินาศของโลก เป็นแน่นอน. ศาสนาทุก ๆ ศาสนาในโลก มีหน้าที่ขจัดภาวะแย้ง- ขัด หรือภาวะขัดแย้งของมนุษย์นั้นเอง, จะกำจัดความ

น.84 ๗๖ ขัดแย้ง ทั้งชนิดที่เป็นภายในหรือภายนอก คือ ทั้งที่เป็น ชนิดนามธรรม หรือเป็นรูปธรรม. ขอให้ท่านทั้งหลาย มองดูให้รู้จักภาวะขัดแย้ง ชนิดที่เป็น รูปธรรม คือทาง วัตถุ, ชนิดที่เป็น นามธรรม คือ จิตใจ และ สติปัญญา. ดังนั้น ทุก ๆ ศาสนาต้องไม่วิวาทกัน ต้องไม่ขัดแย้งกัน และทำโลกนี้ให้หมดจากความขัดแย้ง ตามหน้าที่ของศาสนา. ในศาสนาพระศรีอาริยเมตไตรย ต้องไม่มีการขัดแย้งแต่ประ- การใด เพราะท่วมท้นไปด้วยความรัก ความเมตตา สติ- ปัญญา. เมื่อศาสนามีหน้าที่ขจัดความขัดแย้ง แล้วศาสนิก จะมาทำการขัดแย้งแก่กันและกัน นี้เป็นไปไม่ได้; ถ้า เป็นไป มันก็ไม่ใช่ศาสนิกหรือไม่ใช่ศาสนา. หน้าที่ ของ พวกเรา ทุกคน ก็คือการ ช่วยกันเผยแผ่พระศาสนา เพื่อ ทำลายความขัดแย้ง. การเผยแผ่ พระพุทธศาสนานั้น คือ การ ทำให้รู้ พุทธศาสนา, การเผยแผ่คริสตศาสนา ก็เป็น การทำให้รู้คริสตศาสนาหรือคริสตธรรม มิใช่การแย่งชิง ศาสนิกระหว่างกัน.

น.85 สิ่งสูงสุดแห่งศาสนาของตน ๆ จะ เรียกว่าพระเจ้าก็ได้ จะเรียกอย่างอื่นก็ได้. พุทธศาสนานี้ก็มีสิ่งสูงสุด สูงสุดจนพระพุทธเจ้า เคารพ คือ ท่านได้ตรัสรู้ธรรม ที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา แล้วท่านก็เคารพในฐานะเป็นสิ่งสูงสุดในทันที โดยมีหลักว่า จะอยู่โดยไม่มีที่เคารพนั้นเป็นไปไม่ได้. ท่านจึงเคารพพระ ธรรมที่ท่านตรัสรู้ และ พระธรรมที่ท่านตรัสรู้ ก็คือกฎ- อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท พุทธบริษัทจึงมีพระเจ้า ตามแบบของพุทธบริษัท คือกฎสัจจธรรมของธรรม- ชาติ โดยไม่ต้องเป็นตัวบุคคล เป็นสิ่งสูงสุด และทำ หน้าที่ของพระเจ้าได้ ก็เรียกว่าเป็นพระเจ้า. หน้าที่เรื่อง สร้าง เรื่องควบคุม เรื่องทำลาย เรื่องดูอยู่ในที่ทุกแห่ง เรื่อง เป็นใหญ่เหนือสิ่งทั้งปวง นี้มันก็มีอยู่ในกฎอิทัปปัจจยตา ; เราจึงถือเอาเป็นพระเจ้าเป็นพระเป็นเจ้าในพระพุทธศาสนา. เมื่อถึงซึ่งตถา คือสัจจธรรมที่เป็นเช่นนั้นเอง หรือกฎอิทัปปัจจยตานี้แล้ว ย่อมไม่มีความขัดแย้ง คือไม่ อาจจะทำความขัดแย้งกับใคร, หรือถ้าเขาทำการขัดแย้งมา ก็ได้แต่หัวเราะ. แต่ถ้าเราวิวาทกัน มีความขัดแย้งกันด้วย

น.86 ๗๘ เรื่องนี้ ก็เท่ากับว่าเรามีอัตตา. เราเอาอัตตา คือ ตัวกู - ของกู ขึ้นมาเป็นพระเจ้า เป็นพระเป็นเจ้า ก็เท่ากับว่าเรา ลบหลู่ดูถูกพระเจ้าที่แท้จริง หรือจะเรียกว่าฆ่าพระเจ้า ด้วย ความโง่เขลาของตนเอง มันจะเกิดผลอะไรขึ้นมา. ขอให้ ระวังกันสักหน่อย. ผู้ที่มีพระเจ้าอยู่ในตน จะขัดแย้งกับใครไม่ได้ ; ผู้ที่มีพระคริสต์อยู่ในตน ผู้ที่มีพระพุทธอยู่ในตน จะมีทาง ขัดแย้งกันได้อย่างไร ? เมื่อดูถึงหัวใจอันแท้จริงแล้ว มันเป็น ไปไม่ได้ ; ถ้ามันเป็นไปก็ไม่ใช่ความจริง ปัญหาเกิดขึ้นเพราะศาสนิกปฏิบัติไม่ถูกต้อง ตามคำสอน. เดี๋ยวนี้ ปัญหากำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ระหว่าง ศาสนา ซึ่งอื้อฉาวอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ หรือเสียงทาง วิทยุ, แสดงความขัดแย้งอย่างไม่น่าเชื่อ ในถ้อยคำที่รุนแรง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ ในหมู่ชนที่มีพระเจ้าของตน ๆ. เช่นคำว่า ปลอมปนศาสนวัตถุ ปลอมปนศาสนพิธี ปลอมปน

น.87 ๗๙ ศาสนบุคคล ปลอมปนศาสนธรรม มัน เป็นคำที่มีความ หมายคดโกงเหลือประมาณ, แล้วยังกล่าวว่า การกระทำ นั้น เป็นไปเพื่อการแย่งชิงศาสนิกจากกัน. คำกล่าวที่อื้อฉาวอยู่นั้น หาว่าเป็นการกระทำของ คริสตศาสนานิกายโรมันคาทอลิก ที่มุ่งกระทำต่อพุทธศาสนา แตกตื่นหรือถึงกับตื่นตูมเป็นการใหญ่ คล้ายกับว่าจะเตรียม รบกันอย่างนั้นแหละ อาตมาก็ถูกขอร้องจากหลายทิศหลาย ทาง เพื่อให้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในทางที่จะ เป็นผลดีแก่มนุษย์เรา. อาตมาก็มีสติปัญญาเพียงเท่านี้ ก็จะ ทำไปตามกำลังสติปัญญา ว่าจะเป็นผลดีได้อย่างไร. ในชั้นแรกนี้ อาตมา สงสัยว่า จะเป็นการเข้าใจ ผิดระหว่างกันและกัน ก็ได้, หรือเป็นการตีความหมายแห่ง ถ้อยคำที่ใช้พูดกันอยู่นั้นผิด, ผิดต่อกันและกันเป็นความ หมายที่ผิดจากความจริงก็ได้ ; เพราะ พิจารณาดูแล้วจะ เห็นว่า การกระทำตามรายละเอียดเหล่านั้น ไม่ควร จะมี แก่ผู้ที่เรียกตัวเองว่า คริสตังหรือคริสเตียน เอา เสียเลย.

น.88 ๘๐ อาตมาได้ศึกษาเรื่องราวของพระเยซูมาเป็นปีๆ ด้วย เหมือนกัน ทั้งที่เป็นพุทธบริษัท ; ได้เห็นชัดว่า พระเยซู คริสต์นี้ท่านเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ยุติธรรม เมตตากรุณา ถึงขนาดที่สอนว่า "ถ้าเขาตบแก้มซ้าย แล้วก็ให้เขาตบ แก้มขวาอีกเถิด ถ้าเขาขโมยเสื้อไป ก็เอาผ้าคลุมนอกไป ให้เขาด้วย" เช่นนี้แล้ว จะไม่เรียกว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมมีเมตตา กรุณาอย่างไร แล้วท่านก็ประกาศพระองค์ว่า เป็นผู้มาทำ คำสอนให้เต็ม ; เช่นคำสอนของศาสนายิวที่มีอยู่ก่อนว่า "การทำกาเมสุมิจฉาจารนั้นเป็นบาป” แต่พระเยซูมาสอน ให้เต็มยิ่งขึ้นไปกว่านั้นว่า "แม้แต่เพียงคิดจะทำก็เป็น บาป" นี่ท่านทำให้มันเต็มอย่างนี้ เมตตากรุณามากอย่างนี้ ดังนั้น การกระทำใดๆ ที่จะเป็นการฉ้อฉลกล โกงนั้น ย่อมมีไม่ได้ในหัวใจ หรือในพระหฤทัยของ พระคริสต์. เมื่อไม่มีหัวใจของพระคริสต์ ก็ไม่ใช่ความคิด หรือการกระทำ ตามแบบของพระคริสต์, มันก็ไม่ใช่การ กระทำที่ควรจะเรียกว่าของคริสเตียน ; เพราะไม่มีหัวใจของ พระคริสต์อยู่ในการกระทำนั้น ก็เรียกว่าการกระทำอย่างคริส เตียนไม่ได้ เมื่อไม่เป็นการกระทำอย่างคริสเตียนแล้ว มันก็ต้องเป็นการกระทำของซาตาน คือเป็น Satanic.

น.89 ๘๑ ชาวพุทธจะไปสู้รบตบมือกับซาตานทำไมกัน จะมิกลายเป็นสิ่งที่น่าหัวเราะเยาะไปหรือ คือมันไม่คู่ ควรกัน. อย่างคำโบราณกล่าวว่า เอาพิมเสนไปแลกเกลือ แล้วมันจะได้อะไรที่เป็นผลดี. หรือว่าเป็นราชสีห์ที่สะอาด แล้วจะไปสู้รบกับหมูที่สกปรก นี้มันจะเป็นอย่างไร มัน ไม่มีเหตุใด ๆ ที่จะพึงกระทำ. ดังนั้น พุทธบริษัทไม่ต้องไปรับรู้ ไม่ต้องไปต่อ ต้านในการกระทำ ซึ่งไม่เป็นคริสเตียนเหล่านั้นให้เสียเวลา. เมื่อซาตานเข้ามาตบหน้ากันกลางวันแสกๆ อย่างนี้ เราก็ปิดประตูใส่หน้าซาตาน นอนหลับกลางวันกัน เสียดีกว่า ; แม้ว่าการนอนหลับนี้ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก แต่ถึง อย่างนั้นก็ยังดีกว่า ที่จะเปิดประตูออกไปสู้รบกับซาตาน เมื่อมันเป็นเรื่องของซาตาน พุทธบริษัทอย่าไป รับรู้ อย่าไปต่อต้าน อย่าไปเกี่ยวข้องด้วย ; ปล่อยให้ เจ้าของซาตานจัดการเอง ปล่อยให้ผู้ที่สร้างซาตานขึ้นมานั้น แหละเป็นผู้จัดการ, หรือเป็นผู้รับผิดชอบในการกระทำนั้น ๆ. การรบกับซาตานนั้น มันเหมือนกับการรบกับผี ท่านลองคิดดูว่า จะไปรบกับผี ซึ่งหาตัวตนอันแท้จริงไม่ได้

น.90 ๘ ๒ หาความเป็นธรรมไม่ได้ . อย่าเตรียมรบเลย ถ้าจะต้องการ รบกับซาตาน รบกับกิเลสซึ่งเป็นซาตานในตัวเองนั้นน่ะจะ ถูกต้อง ซาตานข้างนอกเพื่อแย่งชิงประโยชน์กันนั้นไม่มี เหตุผล และไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด. พุทธบริษัทต้องยึดมั่นในพระพุทธภาษิต. เราเมืองไทย เป็นพุทธบริษัท เป็นเมืองพุทธแห่ง พุทธบริษัท จะต้องยึดมั่นพระพุทธภาษิต ให้สมกับที่เป็น สาวกของพระศาสดา. ในกรณีที่กำลังเกิดอื้อฉาวอยู่นี้ ขอให้ ยึดพระพุทธภาษิตสัก ๓ สถาน :- สถานที่หนึ่ง ก็คือ พระพุทธภาษิตที่ว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธิ - จงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ. อสาธฺ สาธุนา ชิเน - จงชนะความชั่ว ด้วยความดี, สจฺเจนาลิกวาทินํ - จงชนะคำเท็จพล่อย ๆ พูดพล่อย ๆ ด้วยสัจจะ คือ คำจริง นี้สถานหนึ่ง เป็นวิธีที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้สำหรับ ชนะ. อีกสถานหนึ่ง ก็คือ พ ระบาลีพรหมขาลสูตร แห่ง ทีฆนิกาย ได้ตรัสไว้ ยืดยาว ; สรุปความแล้วก็จะได้ความ

น.91 ๘๓ ว่า เ ขาด่าเราเราอย่าโกรธ . ถ้าเราไปโกรธเสียแล้ว เราก็ ไม่รู้ว่าเขาพูดผิดหรือพูดถูก, แม้เขาจะสรรเสริญเรา ก็อย่า ไปยินดีหลงใหล, เพราะว่าถ้าไปหลงใหลในคำสรรเสริญเสีย แล้ว ก็จะไม่รู้ได้ว่า คำสรรเสริญนั้นมันจริงหรือเท็จ. นี่ อย่าโกรธ อย่าขุ่นข้อง ในจิตใจแม้แต่เพียงว่า ขุ่นมัว จงมีจิตใจปรกติ ว่างจากกิเลสตัณหา , พิจารณาดู สิ่งเหล่านั้น ว่ามันผิดถูกอย่างไร ถ้าผิดเราก็แก้ไข ถ้าถูก เราก็ส่งเสริม ให้ยิ่งขึ้นไป ในฐานะเป็นสัตว์มีชีวิตเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น นี้ก็สถานหนึ่ง. อีกสถาน หนึ่ง นั้น ตรัสว่า อกโกจฉฺ มํ อวธิ มํ - เขาได้ด่าเราแล้ว เขาได้ตีเราแล้ว, อชินิ มํ อหาสิ เม - เขา ได้ชนะเราแล้ว เขาได้ปล้นสดมภ์เอา อะไรของเราไปแล้ว, เย จ ตํนูปนยุหฺติ เวริ เตสูปสมมติ - ผู้ใดไม่ผูกความ อาฆาตนั้นไว้ เวรย่อมระงับไปเพราะการกระทำของผู้นั้น. นี่หมายความว่า เขาด่าเรา เขาว่าร้ายเรา เขาปล้น เอาอะไรของเราไปแล้วก็ตาม ต้องไม่โกรธต้องไม่ผูกเวร จึงจะเรียกว่า ปฏิบัติตรง ตามคำสอนของพระพุทธองค์, คือจัดว่าเป็นบุคคลของพระพุทธเจ้า. ถ้าไม่ทำอย่างนี้ เรา

น.92 ๘๔ นั่นแหละจะหมดความเป็นพุทธบริษัทโดยสิ้นเชง แล้วก็ล้ม เหลวกันเท่านั้น. เราไม่ควรจะใจเบา ตื่นตูม ขี้ขลาด ทนไม่ได้ต่อโลกธรรม ซึ่งเป็นของธรรมดา. เราต้องมี จิตใจเข้มแข็ง ยึดธรรม, หรือพระธรรม, หรือพระธรรมเจ้า สูงสุดนั้น เป็นหลักสำหรับการต่อสู้ ถ้าเขาเข้ามา อย่างมิตร เราก็ ต้ อนรับเขาอย่างมิตร, ถ้าเขา เข้ามาอย่างศัตรู เรา ก็ต้อนรับเขาอย่างเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้โง่เขลา . เขาเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเรา แต่เขาเป็นผู้โง่เขลา เขาจึงได้ทำตนเป็นศัตรู ; ต้อนรับเขาด้วยเมตตากรุณา หรือคุณธรรมอันสูงสุดที่มีอยู่ ในพระเยซูคริสต์, ถึงขนาดที่ว่า เขาตบแก้มซ้ายแล้วให้เขา ตบแก้มขวาเสียด้วยเถิด อย่างนี้เป็นต้น. พุทธบริษัทรู้ศาสนาถูกต้องจะไม่บูชาประโยชน์. ทีนี้หลายคนเป็นห่วงพระพุทธศาสนา ว่าจะสูญหาย ไปเสีย. นี้เป็นสิ่งที่แปลกที่สุด ว่าพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่สูญ- หายได้, หัวใจพุทธศาสนาเป็นกฎสัจจธรรมของธรรม- ชาติ จะสูญหายไปได้อย่างไร ตลอดเวลาที่ธรรมชาติ

น.93 ๘๕ มีอยู่ หัวใจของพุทธศาสนามีอยู่ : มันเหลือแต่ว่า เราจะ ปฏิบัติตามหรือไม่ ? ถ้าเราไม่ปฏิบัติตาม มันก็เหมือนกับไม่มี, คือไม่มีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจะต้องปฏิบัติตาม. อย่า หลงไปว่า จะมีใครอื่นมาทำให้พุทธศาสนาสาปสูญ อันตรธาน. พระพุทธองค์ตรัสว่า ศาสนาจะยังอยู่หรือจะ สาปสูญ ก็โดยพุทธบริษัทสี่นี่เอง คือภิกษุภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา. เดี๋ยวนี้ เรากำลังทำผิดหน้าที่ของพุทธบริษัทสี่ ; ละเลย หน้าที่สูงสุด คือไม่สอนให้ชาวพุทธเป็นพุทธ , ไม่ได้สอนให้ ชาวพุทธเป็นพุทธ, ไม่สอนให้ชาวพุทธเป็นพุทธ, สอนจน ออกนอกทางของพุทธ, เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ มันก็ไม่เป็น พุทธ, หรือว่า เป็นพุทธที่ไม่รู้จักพุทธ. ฟังดูก็แปลกว่า เ ป็นพุทธที่ไม่รู้จักพุทธ คือเป็น พุทธแต่บัญชีหรือทะเบียน . เกิดมาก็ลงบัญชีว่าเป็นพุทธ ก็ไม่รู้จักพุทธ. ขนาดว่าเขามายักคิ้วทีเดียวก็วิ่งตามเขาไป หรือเหมือนกับว่าเด็กทารกน้อย ๆ มันไม่ได้รับการอบรมอะไร ให้รู้จักผิด - ถูก ; พวกโจรเอาขนมชั้นเดียวมาล่อ มันก็ทั้ง

น.94 ๘๖ บิดามารดาวิ่งหนีตามโจรไป ทิ้งพ่อแม่วิ่งหนีตามโจรไป. นี้มันเป็นความผิดของพ่อแม่ ที่ไม่ได้อบรมลูก ใช่ไหมเล่า ? เราทั้งหลาย จงอบรมพุทธบริษัทให้เป็นพุทธ- บริษัทจริง ก็จะไม่มีใครมาแย่งชิงได้, ที่แย่งชิงไปได้ นั้นหาใช่พุทธบริษัทไม่. ที่เขาแย่งชิงไปได้แล้วแต่หนหลัง หรือจะแย่งชิงต่อไปในอนาคต ; ถ้าแย่งชิงไปได้ นั้นก็ไม่ ใช่พุทธบริษัท ให้เขาไปเถิด. พุทธบริษัทที่แท้จริง ไม่มีใครแย่งชิงได้, เราไม่ต้องไป ร้อนใจ. เมื่อเขาไม่ เป็นพุทธบริษัท เขาก็ต้องไปตามประโยชน์, จะต้อง เป็นไปตามประโยชน์ เพราะเขาบูชาประโยชน์เป็นพระเจ้า. การขัดแย้งเป็นอุปัทวะในวงศีลธรรม. ทีนี้ วิธีแย่งชิง นั้น หรือการแย่งชิงนั้น ไม่ใช่ เรื่องของธรรมะ, ไม่ใช่เรื่องของศาสนา. เรา บอกกล่าวกันเสียสักหน่อยว่า การปลอม นั่น ปลอมนี่อย่างนั้นอย่างนี้นั้น มันเป็นการกระทำที่พิจารณาดู เองเถิด ว่าเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม. ศาสนิกที่มีปัญญา

น.95 ๘๗ อยู่บ้างก็จะเข้าใจได้เอง ว่ามันเป็นการกระทำของใคร เป็นการกระทำของซาตานหรือเป็นการกระทำของใคร ? เราควรจะไว้ใจ ในศรัทธาแห่งพุทธบริษัทของเราเองกันบ้าง; อย่าไปรับรู้, อย่าไปต่อต้านอะไร ให้มันเกิดความขัดแย้ง ขึ้นมา. มันจะกลายเป็นอุบัททวะ หรือสิ่งที่เรียกว่าอุบาทว์ใน ภาษาไทย ขึ้นมาในระหว่างศาสนา, มันจะเป็นอุบัททวะ ที่เกิดขึ้นมาในแวดวงของศีลธรรม. ในแวดวงของศีล- ธรรมนี้ ต้องไม่มีความขัดแย้ง ; ถ้ามีความขัดแย้ง มันก็ ไม่ใช่ศีลธรรม. จะเป็นศีลธรรมในศาสนาไหนก็ตามใจ ; ถ้าเป็นศาสนาแล้วไม่มีการขัดแย้ง ไม่ส่งเสริมการขัดแย้ง, ไม่ใช้วิธีการแย้งเป็นเครื่องทำลายล้างกัน. นี่เพราะพุทธบริษัทรู้เรื่องตถา คือความเป็นอย่าง นั้น ๆ ตามที่เป็นจริงของธรรมชาติ พุทธบริษัทจึงอยู่ได้ อย่างพุทธบริษัท คือเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่สร้าง ปัญหาใดๆ ขึ้นมาในโลกนี้เลย, และไม่เป็นคนใจเบาหูเบา มีความรู้สึกที่ไวเกินไป อะไรนิดหนึ่งก็มองในแง่ร้าย. มอง ในแง่ดีเสียดีกว่า ถึงจะผิด ก็ยังดีกว่าที่จะมองในแง่ร้าย ซึ่ง ไม่มีทางที่จะถูกเอาเสียเลย.

น.96 ๘๘ พุทธบริษัทรู้จัก "ตลา" แล้วย่อมไม่มีอุบีทวะ. ในครั้งที่แล้วมาอาตมาพูดว่า ถ้าไม่รู้เรื่องตถา ก็ไม่ ใช่พุทธบริษัท. บัดนี้มันเป็นโอกาส หรือเป็นเวลาที่จำ เป็นแล้ว ที่พุทธบริษัทจะต้องใช้ความรู้เรื่องตถาหรือ ตถตา แปลว่า ความเป็นอย่างนั้น, ความเป็นอย่างนั้น เอง, ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น, ไม่เป็นโดยประการอื่น นอกเหนือไปจากความเป็นอย่างนั้น, เป็นกฎตายตัวของ ธรรมดา, เป็นอิทัปปัจจยตา คือเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยที่ มีอยู่ อาศัยเหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้น. ถ้าอาศัยเหตุปัจจัยที่เป็น กิเลส มันก็มีการกระทำอย่างกิเลส ของพวกซาตานทั้งหลาย ถ้ามีเหตุปัจจัยที่มิใช่กิเลส แต่เป็นคุณธรรมอันถูกต้อง ของพระศาสนาแล้ว ก็จะเป็นการกระทำของบริษัท ที่แท้จริงของศาสนานั้น ๆ ซึ่งทุก ๆ ศาสนามีหน้าที่ ที่จะ ต้องรับผิดชอบในเขตหรือในถิ่นของตัว. WHENweUG เราอย่ามัวโง่มาตั้งปัญหาว่า ศาสนานี้ผิดหรือ ถูก ศาสนาไหนดีกว่ากัน นั้นเป็นปัญหาของคนโง่. แต่เราจะตั้งปัญหาว่า ศาสนานี้เหมาะสมแก่มนุษย์ในถิ่นไหน ในยุคสมัยไหน ; ศาสนานี้เหมาะสมแก่มนุษย์ในยุคไหนใน

น.97 ๘๙ ถิ่นไหน เลือกให้เหมาะ ๆ ศาสนามีให้เลือก หลายศาสนา ล้วนแต่เหมาะเฉพาะแก่มนุษย์ ในถิ่นหนึ่ง ๆ ในยุค หนึ่ง ๆ ตามพื้นเพแห่งจิตใจและวัฒนธรรมของชนชาติ นั้น. ทุกศาสนาต้องใช้ได้แก่มนุษย์ในโลก ตามถิ่นตามสมัย ที่เหมาะสม ; ไม่มีศาสนาไหนผิด ไม่มีศาสนาไหนถูก ไม่มีศาสนาไหนดีหรือเลวกว่าศาสนาไหน ถ้าใช้ให้ถูก กาละให้ถูกเทศะ. เรื่องก็เลยไม่ต้องทะเลาะวิวาทกัน ไม่มีการ ขัดแย้งกัน ; โลกก็ได้รับศาสนาอันเหมาะสมแก่ฐานะของตน, แก่กาลเวลาของตน, แก่ยุคแก่ถิ่นของตน ทุกศาสนาช่วย กันทำให้โลกมีความสุขอย่างนี้. ขอให้พุทธบริษัทเราจงระมัดระวังในเรื่องนี้ อย่าให้ เกิดการขัดแย้งขึ้นมา ในแวดวงของศีลธรรม, ในขอบเขต ของศีลธรรมไม่ต้องมีการขัดแย้ง ; เพราะการขัดแย้งนั้นคือ ตัวอุบัททวะโดยบาลี หรืออุบาทว์ในภาษาไทย. ความขัดแย้ง เป็นความอุบาทว์ ต้องไม่มี, อย่าไปทำให้เกิดความขัดแย้ง ; ถ้ามันจะเกิดขึ้นมา ก็จงจัดการระงับมันเสีย. นั่นแหละมันก็ จะเป็นการอยู่ร่วมกันในโลก, ไม่มีการขัดแย้งเลย. นั่นแหละ คือศาสนาของพระศรีอาริย์ ศรีอาริยเมตไตรย; ถ้ามีการ

น.98 ๙๐ ขัดแย้งแล้ว เป็นศาสนาหรือเป็นโลกของซาตาน. อย่า เอาเลย. หวังว่า พุทธบริษัท ทุกคน จะระมัดระวังตน ไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาในแวดวงแห่งศีลธรรม, รู้จักความหมายของคำว่า พุทธบริษัท คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก- บานแล้ว เป็นอยู่อย่างสงบสุขทุกทิพาราตรีกาลเทอญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต