Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๖ — ๕๔. ทุกศาสนาต่างชักนำสัตว์โลกไปโดยไม่เกิดภาวะขัดแย้ง

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.99 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า ทุกศาสนาต่างชักนำสัตว์โลกไป โดย ไม่เกิดภาวะขัดแย้ง. ในครั้งที่แล้วมา ได้กล่าวในหัวข้อว่า ภาวะขัดแย้ง ต้องไม่มีในแวดวงแห่งศีลธรรม. ครั้งนี้ว่า ทุกศาสนาต่างชักนำสัตว์โลกไป โดยไม่เกิดภาวะขัดแย้ง. การบรรยายนี้เป็นไปเพื่อศีลธรรมกลับมา. ศาสนาทุกศาสนาเป็นที่ตั้งแห่งศีลธรรม, เป็น รากฐานของศีลธรรม ; เหมือนกับว่าแผ่นดินเป็นที่ตั้งแห่ง ๙๑

น.100 ๕๒ โอชะของแผ่นดิน. โอชะแห่งแผ่นดินก็เป็นที่ตั้งที่อาศัยของ พืชพันธุ์ธัญญาหาร, พืชพันธุ์ธัญญาหารก็เป็นที่ตั้งของสัตว์ และมนุษย์. แผ่นดินมีความสำคัญอย่างนี้ฉันใด ศีล- ธรรมก็มีศาสนาเป็นรากฐาน เป็นที่ตั้งอย่างสำคัญ ฉันนั้นเหมือนกัน. [ทบทวน : ธรรมชาติจัดให้มีศาสนาลมกาละเทศะ.] ขอทบทวนหัวข้อในครั้งที่แล้วมาสักอย่างหนึ่งว่า ท่านทั้งหลายอย่าตั้งปัญหาขึ้นมาว่า ศาสนาไหนผิด ศาสนาไหนถูก หรือว่าศาสนาไหนดีกว่าศาสนาไหน, เพราะเหตุใด ? เพราะเหตุว่า ทุกศาสนา แต่ละศาสนา ย่อม เหมาะสมแก่กาละเทศะสถานการณ์ อย่างหนึ่ง ๆ ด้วยกัน ทั้งนั้น; ซึ่งศาสนาอื่นไม่เหมาะในสถานการณ์บางอย่าง ; แต่ก็มีศาสนาที่เหมาะแก่สถานการณ์อย่างนั้น. แม้ในประเทศหนึ่ง ๆ ก็ยังมีกาละมีเทศะ มีสถาน- การณ์หลายอย่าง ที่ต้องใช้หลายๆ ศาสนามาช่วยกัน ใน กรณีหนึ่ง ในสถานการณ์อย่างหนึ่ง ศาสนาหนึ่งช่วยได้ อีกศาสนาหนึ่งอาจจะนั่งดูตาปริบ ๆ อยู่ก็ได้ ; เช่นมีการขอ

น.101 ๙๓ ความร่วมมือกันทำสงคราม หรือว่าจะใช้ยาฆ่าแมลงเป็นต้น ศาสนาหนึ่งอาจจะอำนวยให้ ; แต่อีกศาสนาหนึ่ง ไม่อาจจะอำนวยให้ ; โลกจึงต้องมีกันทุกศาสนา ข้อนี้เราอาจจะ เปรียบเทียบ ได้ เหมือนกับ เครื่อง มือในการขนส่ง มีอยู่มากมายหลายชนิด; แต่ว่า แต่ ละชนิดย่อมเหมาะแก่สถานการณ์ อย่างหนึ่ง, เราจะดูกัน ตั้งแต่ว่ายาน อวกาศ ดาวเทียม เรือบิน รถไฟ เรือไฟ รถ- ยนต์ รถจักรยาน รถลาก เลื่อนสำหรับลาก แพ เรือถ่อ เรือแจว สารพัดอย่าง ที่เป็นเครื่องมือการขนส่ง. ทำไมต้อง มีมากอย่าง อย่างนี้ล่ะ ? ก็เพราะว่าสถานการณ์บางอย่าง มันอำนวยแก่การใช้เครื่องมือบางอย่าง เช่นจะเอารถยนต์ไป วิ่งในนาในคลอง มันก็ทำไม่ได้, ในสถานการณ์บางอย่าง เรือแจวเรือถ่อเท่านั้นใช้ได้ เรือไฟเรือยนต์ใช้ไม่ได้, จะ เอายานอวกาศมาขี่ไล่จับตั๊กแตน อย่างนี้มันก็ทำไม่ได้. เรา จึงต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมแก่สถานการณ์ครบทุกอย่าง ; ดังนั้นเราจึงมีศาสนาครบทุกอย่าง ซึ่งธรรมชาติบังคับให้ ต้องเป็นอย่างนั้น อย่างที่เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้, และก็ได้ เป็นมาแล้วและกำลังเป็นอยู่.

น.102 ๙๔ ที่นี้มาดูกันต่อไป ก็ขอให้มา คิดกันเสียใหม่ว่า เอาศาสนา ทุกศาสนา มารวมกัน จัดเป็นระบบการขนส่ง ทางวิญญาณ ของโลก. การขนส่งทางวัตถุนั้นมันก็มีอย่าง หนึ่ง ; เดี๋ยวนี้เรายังต้องการการขนส่งทางวิญญาณ คือข นส่ง จิต วิญญาณของมนุษย์ จากความทุกข์ไปสู่ภาวะที่ไม่มี ทุกข์ ระบบการขนส่งที่สมบูรณ์ อย่างนี้ ก็จะ สามารถ ขนส่งสัตว์โลก ให้ ข้ามฟากได้ครบถ้วนตามรสนิยมของ แต่ละคน ๆ, หรือตามพื้นเพแห่งอุปนิสัยจิตใจของตน ตามที่ ธรรมชาติสร้างสรรค์ให้, นี่มันมีให้เลือกอย่างครบถ้วน อย่างนี้ ก็มีหวังว่าจะช่วยได้ทั้ง คนโง่ คนฉลาด คนปาน กลาง, คนมีวัฒนธรรมอย่างนั้นมีวัฒนธรรมอย่างอื่น, ให้ ได้รับประโยชน์ทางจิตใจ เพราะการขนส่งที่ศาสนาทั้งหลาย ทั้งปวงช่วยกันตั้งขึ้น. ในมัน หลอกแรกสมัย ชาวพุทธยังไม่พบพุทธศาสตร์ได้ทุกคน, เรามาดูกันให้ละเอียดสักหน่อย คือดูในข้อที่ว่า เด็ก ๆ ทารกนี่เขาตั้งต้นขึ้นมาในโลกนี้ ด้วยความรู้สึกที่ เป็นไสยศาสตร์ ; เพราะบิดามารดาผู้เลี้ยงดู จะบรรจุความรู้

น.103 ๙๕ อย่างไสยศาสตร์ความรู้สึกทางไสยศาสตร์ ลงไปในเด็ก ๆ ตั้งแต่เริ่มการเติบโต, คือจำเป็นต้องให้เด็ก ๆ มีความเชื่อ มีความกลัว ความหวังพึ่งพาอาศัย ในสิ่งที่เด็กนั้นยังไม่ เข้าใจได้ ยังไม่อาจจะเข้าใจได้. ให้เด็ก ๆ กลัวตุ๊กแก เพราะ คนโง่สอน, เด็กจะกลัวไม้เรียว, เด็กกลัวไม่ได้กินขนม, ถ้าอย่างนี้จิตใจของเขาเหมาะที่จะถือศาสนาอะไร ? หรือกำลัง ถือศาสนาอะไร ? เขาจะถือศาสนาที่ไม่ต้องมีเหตุผล, มีแต่บอกให้เชื่ออย่างเดียว. เป็นลักษณะแห่งไสยศาสตร์ เช่นนี้มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งหนุ่มสาว จนกระทั่งแก่เฒ่ากว่า จะเลือกถือพุทธศาสตร์ได้นั้น มันยากมันไกล; บางคนก็ได้ ตายไปแล้ว โดยไม่ได้แตะต้องพุทธศาสตร์, ไม่ได้พบ พุทธศาสตร์ ทั้งที่เรียกตนเองว่า เป็นพุทธหรือเป็นชาว พุทธ. นี่เป็นความผิดของใคร ? ไม่ใช่ความผิดของ เจ้าหน้าที่ของพุทธศาสนาเองนั่นดอกหรือ ? ทำไมไม่ทำ ให้เด็ก ๆ รู้เรื่องความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ และวิธีจะดับ ทุกข์โดยตรง, ทำไมต้องผ่านไปทางสิ่งที่เด็ก ๆ รู้ ไม่ได้ ? ให้เชื่อกันไว้อย่างเดียว และเหนียวแน่นจนแกะออกไม่ได้.

น.104 ๙๖ ท่านทั้งหลายคิดว่า ทุกคน ฉลาดพอที่จะถือ พุทธศาสนาได้ทุกคนเจียวหรือ. อาตมากำลังเผชิญอยู่ กับปัญหา คือทำพุทธบริษัทให้ถือพุทธศาสนาไม่ได้, ทำ พุทธบริษัทให้ถือพุทธศาสนาไม่ได้. ฟังดูก็น่าหัวเราะ หรือบ้าบอเต็มที่ การที่ทำพุทธบริษัทให้ถือพุทธศาสนาไม่ได้ นี่แหละ กำลังเป็นปัญหาแท้จริง, เป็นปัญหาสำคัญ. เขายัง มีศาสนาอะไรของเขาไม่รู้ ติดตัวไปจนตาย แกะออกไม่ได้ นั่นแหละคือไสยศาสตร์. เราจะต้องดูให้ดีว่า บางคนยังไม่อาจจะถือพุทธ- ศาสตร์ได้โดยแท้จริง แม้จะเอาพุทธศาสตร์มาถือ ก็ถือ อย่างไสยศาสตร์ กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์. เข้าใจไม่ได้, วิพากษ์ วิจารณ์อะไรก็ไม่ได้ ไปเสียหมดอย่างนี้, เป็นเหตุให้ต้องมี ศาสนาเผื่อ ศาสนาเผื่อเลือก สำหรับคนบางประเภทอยู่ เรื่อยไปในโลกนี้. ความต่างกันของศาสนา. ที่นี้อยากจะให้ดูกันต่อไปถึงข้อที่ว่า การที่มีศาสนา ต่างๆ ให้เผื่อเลือกนั่นแหละ ดูจะดีกว่าที่จะมีเพียงศาสนาเดียว

น.105 ๕๗ คนเขาไปซื้อของในร้านขายของที่มีมากอย่างให้เลือก นี่มันก็ มีเหตุผลอยู่ : โลกนี้จึงมีศาสนาหลายศาสนา โดย ที่ธรรมชาติเป็นสิ่งบันดาลให้เกิด. แล้วมันก็ สำเร็จประ- โยชน์ตรงที่ว่า มีศาสนาที่ต่างกัน, มีหลักปฏิบัติในศาสนา ที่ต่างกัน, มีอะไร ๆ ที่ต่างกันอยู่ในตัวศาสนานั้น ๆ ต่างกัน ทั้งระหว่างศาสนาก็ต่างกัน : แม้ในศาสนาเดียวแท้ ๆ ก็ยัง แบ่งแยกเป็นข้อที่แตกต่างกัน. แต่ว่า ความแตกต่างกัน นี่แหละ กลับจะเป็นประโยชน์ คือจะแก้ปัญหาได้ทุก ปัญหา คือทั้งปัญหาของคนโง่, ขออภัยพูดหยาบคาย กับ ปัญหาของคนโง่ก็แก้ได้, ปัญหาของคนไม่สู้จะโง่ก็แก้ได้, ปัญหาของคนฉลาดก็แก้ได้ เพราะว่าเรามีศาสนาต่างกัน จะมีแต่ศาสนาเดียวจะแก้ได้อย่างไร ? ดังนั้นขอถือโอกาส แยกแยะความต่างกัน พิจารณากันให้ครบถ้วน ทุก ปัญหา : - ๑. ในชั้นแรกก็ดูความต่างกันของโครงสร้าง ของศาสนา นั้น หรือคำสอนในศาสนานั้น ตั้งต้นที่ไหน, ดำเนินไปอย่างไร ไปจบลงที่ไหน ? บางศาสนาก็ตั้งต้น ด้วยความเชื่อ, บางศาสนาก็ตั้งต้นด้วยกำลังจิต, บาง

น.106 ๕๘ ศาสนาก็ตั้งต้นด้วยกำลังปัญญา ดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ที่วางไว้แล้วไปจบลงที่ไหน ? บางศาสนาไปจบลงที่การมี ตัวตน , มีตัวตนนิรันดรบางศาสนาไปจบลงที่การหมด ตัวตน ไม่มีตัวตน ว่างจากตัวตน. นี่มันก็เป็นการต่างกัน อย่างตรงกันข้ามอยู่แล้ว ยังมีข้อปลีกย่อยที่ทำให้ต่างกันอย่าง น่าพินิจพิจารณา. ทำไมพระเจ้าพระสงฆ์ ในเมืองไทยนี้เรียกตัวเองว่า "อาตมา" ? นี่คือเชื้อเหลือของศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนา ฮินดู นี่ถือว่า มีอาตมัน อาตมันเวียนว่ายไปกว่าจะไปรวมกับ ปรมาตมัน. พระสงฆ์ตัวเหลือง ๆ แท้ ๆ ใช้คำพูดเรียกตัวเอง ว่าอาตมา คืออาตมัน คืออัตตา. มัน ปนเปกันถึงขนาดนี้ ยังไม่ได้สะสาง. นี่เราดูว่ามันมี โครงสร้างที่ต่างกัน พวกหนึ่งมี อัตตาเป็นตัวตน, เรียกว่าเป็น สัสสตทิฏฐิ แล้วก็จะ ไปจบ ลงที่การมีตัวตนอย่างถาวร เป็นสัสสตทิฏฐิตัวใหญ่. ดังนั้น เราจึงต้องทำการประนีประนอมกัน เพื่อความต่างกันนี้จะ ไม่เกิดเป็นพิษเป็นภัยคือการขัดแย้งขึ้นมา. การขัดแย้งนั้น เป็น อุบัททวะเมื่อเรียกโดยภาษาบาลี และเป็นความอุบาทว์

น.107 ๙๙ เมื่อเรียกโดยภาษาไทย. การขัดแย้งต้องเป็นสิ่งที่มีไม่ได้ ; เมื่อเรา จะอยู่ร่วมชาติ ร่วมประเทศกัน ต้องจัดให้อยู่ ด้วยกันโดยไม่มีความขัดแย้ง. ๒. ดูต่อไปถึง ความต่างของที่มา บางศาสนา บอกว่า ศาสนาหรือคำสอนนี้มาจากพระเจ้า, มาจาก พระพรหม ผ่านมาทางปากของพราหมณ์, พราหมณ์พูดแทน พระพรหม. บางศาสนาว่าส่งมาจากสวรรค์, คำสอนนี้ คำสั่งนี้มาจากสวรรค์, บางศาสนาว่ามาจากการค้นพบของ พระศาสดา. จากธรรมชาติ โดยวิธีธรรมชาติ ตามกฎของ ธรรมชาติ นี่เรียกว่าที่มามันก็ต่างกัน. ๓. ที่นี้จะดู ความต่างของพระศาสดา บาง ศาสนาบอกว่า พระศาสดานั้นพระเจ้าส่งมา เป็นผู้แทน พระเจ้าเป็นภาคส่วนของพระเจ้า. แต่ บางศาสนาบอกว่า เป็นมนุษย์ธรรมดา ที่ได้อบรมการศึกษาโดยทางจิตใจมา จนรู้จักกฎของธรรมชาติแล้วก็เปิดเผยขึ้นมา. บางศาสดา ถือว่าเป็นวรรณะกษัตริย์. บางศาสดา ถือว่า เป็น วรรณะแพศย์ เกิดในตระกูลช่างไม้ อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่ วรรณะของพระศาสดานั้นก็ยังต่างกัน.

น.108 ๑๐๐ แต่ว่าข้อนี้ไม่มีปัญหาแก่พุทธศาสนาเลย พุทธบริษัท ไม่สนใจว่า พระศาสดาจะเป็นอย่างไร, จะมาอย่างไร, จะ ประสูติที่ไหน, ในลักษณะอย่างไร, ประสูติกลางดิน ก็ได้ พระพุทธเจ้าประสูติกลางดิน. ยังร้ายไปกว่าพระศาสดาบาง องค์บางศาสนาเสียอีก, ข้อนี้ไม่สำคัญ ปัดทิ้งไปเสียก็ได้ ไม่ต้องศึกษาก็ได้ ไม่ต้องเอามาเถียงกัน ; มาเปรียบกันว่า ใครจะดีกว่าใคร. ขอแต่ ให้คำพูดที่ตรัสสอนนั้นมันดับ ทุกข์ได้ก็พอ ไม่ต้องสนใจในประวัติส่วนพระองค์ของท่าน แม้คำสอนนั้น ๆ ก็ยอมให้วิพากษ์วิจารณ์อย่างหั่นแหลก จงวิพากษ์วิจารณ์คำสอนของพุทธศาสนาอย่างหั่นแหลก จนกระทั่งพบด้วยตนเองว่า ปฏิบัติตามแล้วมันดับทุกข์ ได้จริง มันน่าลองดู. แล้วก็ลอง. เมื่อลองก็เห็นจริง เมื่อ เห็นจริงก็เชื่อ แล้วก็จบกัน. นี่ความต่างของพระศาสดา ไม่เป็นข้อขัดข้องที่เรา จะศึกษาคำสอนของท่าน. เรา อย่าไปสนใจที่เนื้อที่ตัว ของพระศาสดา; แต่สนใจที่คำสอนของท่าน. พระพุทธ- องค์ทรงกำชับ อย่างนี้ อย่าเชื่อเพราะว่ามีในพระไตรปิฎก เขียนไว้, หรือว่า อย่าเชื่อเพราะว่าผู้พูดน่าเชื่อ, อย่าเชื่อ

น.109 ๑๐๑ เพราะว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา, อย่างนี้เป็นตน. ดังนั้นจึง ไม่มีปัญหา ที่ศาสดาจะมีประวัติส่วนพระองค์ต่างกันอย่างไร. ๔. ความต่างของวิธีการเผยแผ่ บางทีก็มี ปาฏิหาริย์, บางทีก็มีปาฏิหาริย์จริง ๆ คือสำเร็จประโยชน์ จริง ๆ บางทีก็มีปาฏิหาริย์หลอกเด็ก ไม่เป็นสัจจบริสุทธิ์ ต้องมีของล่อก็มี, ไม่ต้องมีของล่อก็มี, ลงทุนมากก็มี, ไม่ต้องลงทุนเลยก็มี พุทธศาสนาไปเผยแผ่ที่ไหนไม่ต้องลงทุน; มี แต่ว่าพวกคน ที่นั่นแหละเขาจะมาลงทุนเอง, แล้วขน เอาพระพุทธศาสนาไปสั่งสอน ไปตั้งสมาคมอบรมกัน ที่ยุโรป ที่อเมริกา โดยที่เจ้าของพุทธศาสนาไม่ต้องลงทุนแม้แต่สตางค์ เดียว. แต่ว่าบางศาสนาต้องเอาไสยศาสตร์มาล่อ ต้องเอา ปาฏิหาริย์มาล่อ ต้องเอาเรื่องอะไรที่เป็นเครื่องล่อมาล่อ. บางศาสนาต้องหอบหิ้วเอาธนาคารมาด้วย, เอาโรงเรียนมา ด้วย, เอาโรงพยาบาลมาด้วย. บางศาสนาก็ต้องเอาดนตรีมา ด้วย เอาอะไรที่มันสนุกสนานมาด้วย. นี่มันต่างกันอย่างตรง กันข้าม อย่างลิบลับทีเดียว ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น ? เพราะมันต่างกันตามวิธีของการเผยแผ่ ซึ่งทำไปตาม ความคิดความเห็นของคนผู้เผยแผ่.

น.110 ๑๐๒ ๕. ความต่างกันของผู้รับการเผยแผ่. สัตว์โลก ผู้รับการเผยแผ่ ส่วนมากนั้นอยู่ใต้อำนาจของประ- โยชน์. เขาหลงในประโยชน์อย่างโง่เขลา จึงต้องใช้ประโยชน์ เป็นเครื่องดึงจูงเขาไป. หลักการอย่างนี้ใช้ไม่ได้กับพุทธ- ศาสนา พระพุทธศาสนาสอนให้มีจิตใจอยู่เหนืออำนาจ อิทธิพลของประโยชน์, ให้มีจิตใจหลุดพ้น. ในโลกนี้มีสัตว์โลกที่ต้องการเงินเป็นสรณะก็มี, ต้อง การบุญเป็นสรณะก็มี, ต้องการสวรรค์เป็นสรณะก็มี, ต้อง การนิพพานเป็นสรณะก็มี. การที่จะมี ศาสนาหลาย ๆศาสนา ไว้เผื่อเลือก ดูก็จะเป็นผลดี เป็นทางดี ที่จะไม่ทำให้ ใครว่างจากศาสนา : คนโง่ก็ไม่ว่างจากศาสนา. คนโง่น้อย ก็ไม่ว่างจากศาสนา, คนฉลาด คนปูนกลาง ก็ล้วนแต่ไม่ ว่างจากศาสนา ผู้รับการเผยแผ่ต่างกันอย่างไร ศาสนาก็มี ให้อย่างครบถ้วนตามความต่างกัน, ผู้ที่ยังติดอยู่กับ ไสยศาสตร์ ก็ถือศาสนาชนิดที่พึ่งผู้อื่น. ส่วนพุทธ- ศาสนาสอนเรื่องการพึ่งตน ก็สอนได้แก่ผู้ที่มีความรู้สึก จะพึ่งตน หรือมีวัฒนธรรมแห่งการพึ่งตน ผู้รับการเผยแผ่ ต่างกันเท่าไร ก็ควรจะมีศาสนาที่ต่างกันจำนวนมากเท่านั้น.

น.111 ๑๐๓ ๖ ความต่างกันแห่งขอบเขตของการคุ้มครอง ศาสนาไหนคุ้มครองไปถึงไหน ? ใกล้ไกลเท่าไร ? ศาสนา บางศาสนาโดยเฉพาะ พุทธศาสนา, ขออภัย ไม่ใช่ยกตัวเอง, ว่า พุทธศาสนาคุ้มครองลงไปถึงสัตว์เดรัจฉาน, ทำลาย มันไม่ได้. คุ้มครองไปถึงพืชพันธุ์ธัญญาหาร ถือว่ามีชีวิต; ภิกษุจะทำลายพืชพันธุ์ไม่ได้. คุ้มครองลงไปถึงแผ่นดิน ; ภิกษุจะขุดแผ่นดินโดยตนเองไม่ได้. นี่คุ้มครองไปถึงสัตว์ เดรัจฉาน ถึงพืชพันธุ์ธัญญาหาร ถึงแผ่นดิน. แต่ บาง ศาสนา ไม่คุ้มครองลงไป แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน คือมี หลักการที่ว่าฆ่าสัตว์ไม่บาป ห้ามแต่ฆ่าคน. พุทธศาสนามุ่ง หมายจะคุ้มครองทั้งหมด พุทธบริษัทก็ถือหลักอย่างนั้น มีศาสนาชนิดนี้เป็นเครื่องถือ รับถืออยู่. ดูเถิด, ธรรมชาติเป็นเหตุให้มีศาสนาหลาย ศาสนา อย่างที่ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะเหตุใด ? ก็ เพราะเหตุว่า ต่างกันมาตั้งแต่นิสัยจิตใจของมนุษย์ วัฒนธรรมของมนุษย์ การดำรงชีพของมนุษย์ ; แล้วก็ ผู้ที่สั่งสอนในยุคนั้น ในถิ่นนั้น ในประเทศนั้น ในสถาน การณ์อย่างนั้น ซึ่งมันไม่เหมือนกัน. เราจึงมีหลายศาสนา พร้อมกันในโลก โลกนี้จะต้องมีหลายศาสนาพร้อมกัน ในโลก.

น.112 ๑๐๔ ทุกศาสนา ควรทำสหกรณ์ขนส่งมนุษย์ไปจากทุกข์. ทีนี้จะดำเนินการอย่างไร, จะดำเนินการกันอย่างไร ? อาตมาขอเสนอว่า เรามา เป็นสหกรณ์กันดีกว่า เรียกว่า "สหกรณ์ขนส่งมนุษย์ ออกไปเสียจากกองทุกข์." ทุก ศาสนามาทำสหกรณ์กันดีกว่าเรียกว่า "สหกรณ์ขนส่งมนุษย์ ออกไปเสียจากกองทุกข์” ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สุขของ มหาชนทั้งเทวดาและมนุษย์ เพื่อประโยชน์ของ คน ทั้ง เทวดา และ มนุษย์ คือทั้งของคนจน ทั้งของคนมั่งมี ของคนที่ยังต้องอาบเหงื่อ; ของคนที่ไม่ต้องอาบเหงื่อ ของคนร่ำรวย ของคนยากจน กระทั่งว่า “ถ้าว่ามีเทวดาบน สวรรค์มันก็ยังจมอยู่ในกองทุกข์ คือกิเลสของเทวดาเหล่านั้น ยังมี ราคะ โทสะ โมหะ ยังหลงว่ามีตัวกู มีของกู. เราจะมีประโยชน์สุขไม่ได้ ถ้าเรายังมีความรู้สึก ยึดถือตัวกู; มันทรมานอยู่ด้วยการแบกตัวกู ส่งจิตใจ ออกไปเสียจากกองทุกข์; หมายความว่า ไม่มีอะไรที่เป็น เครื่องยึดถือไว้อย่างหนักอกหนักใจ, มีแต่ความหลุดพ้น,

น.113 ๑๐๕ มีแต่ความว่าง, มีแต่ความปล่อยวาง, อย่างนี้แหละเรียกว่า ถึงที่สุด. จัดให้อย่างนี้แหละ เป็นไป ตามความประสงค์ ของสิ่งสูงสุด ซึ่งจะเรียกว่า พระเจ้า ก็ได้, จะเรียกว่า กฎของธรรมชาติ ก็ได้. กฎของธรรมชาติไม่มีชีวิตจิตใจ แต่มันมีหลักเกณฑ์อย่างหนึ่งอยู่ คือถ้ามันไม่ถึงที่สุด มันไม่ ยอมหยุด มันจะต้องดิ้นรนต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุด คือที่ ๆ มันหยุดได้ จึงถือว่าเป็นความประสงค์ของธรรมชาติด้วย เหมือนกัน, ที่ให้สิ่งทั้งหลายวิวัฒนาการไป จนถึงสิ่งสูงสุด, เขตสูงสุด ที่หยุดการหมุน หยุดการว่ายเวียน. เรามาร่วมกันเป็นสหกรณ์กันดีกว่า เรียกว่า "สหกรณ์ขนส่งมนุษย์ ออกไปจากกองทุกข์" ตามความ ประสงค์ของสิ่งสูงสุด; เพื่อประโยชน์แก่ชีวิตทุกชีวิต ทั้งสัตว์มนุษย์ ทั้งสัตว์เดรัจฉาน ทั้งพืชพันธุ์ธัญญาหาร และทั้งแก่สิ่งที่ไร้วิญญาณคือตัวโลกนั่นเอง แผ่นดินโลก นั่นเอง. การเผยแผ่ที่ดี คือลงทุนน้อย ได้ผลมาก. ที่นี้ก็จะดูถึง การได้ผลในการเผยแผ่. ถ้าเผยแผ่ ไม่ได้ผลก็ไม่มีประโยชน์อะไร ไปนอนเสียดีกว่า; ต้อง

น.114 ๑๐๖ เผยแผ่ให้ได้ผล. อาตมาอยากจะพูดว่า หลักการที่กำลังก้อง อยู่ในโลกนี้ ที่ว่า The small the beautiful .. The small the beautiful ยิ่งน้อยยิ่งดี, ยิ่งน้อยยิ่งดี, ยิ่งสันโดษนั่นแหละ ยิ่งดี กำลังยึดถือกันอยู่ในโลกสมัยนี้ นั่นแหละถูกต้อง ที่สุดแล้ว. เดี๋ยวนี้เรามันเผยแผ่ด้วยความมักใหญ่ ด้วยความ มักมาก. มีผู้เขียนบันทึกไว้ผ่านสายตาอาตมา ยังจำได้เขา เขียนไว้ว่า เมื่อพระบาดหลวงในคริสต์ศาสนามีทรัพย์สมบัติ แค่หมวกกับไม้เท้า ก็เผยแผ่ศาสนาได้ มโหฬาร. ทีนี้เมื่อ ภิกษุสงฆ์ ในพุทธศาสนา มีแต่บาตรกับจีวรเที่ยวไป ก็เผยแผ่ ได้อย่างมโหฬาร. ครั้นมา ถึงกาลที่บาดหลวง นุ่งห่มผ้าแพร ใส่แหวนเพชร มีเครื่องสวมศีรษะประดับทองคำ ประดับ เพชร ก็เผยแผ่ไม่ค่อยจะออก เพราะมาหลงติดกันอยู่เสีย ที่นั่น ทั้งคนเผยแผ่และคนฟัง. เมื่อภิกษุมีความเป็นอยู่ ชนิดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้อย่างล้อ ๆ ว่า แหม ! เป็นอยู่ เหมือนกับคหบดีเชียวนะ ! นี่การเผยแผ่มันแผ่ไม่ออก ไปดูในโบสถ์วิหาร ซึ่งไม่เคยมีในครั้งพุทธกาล โบสถ์วิหารสมัยนี้ มีเครื่องประดับราคาเป็นแสนเป็นล้าน,

น.115 ๑๐๗ มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่. ถ้าพระพุทธองค์เสด็จมาเห็น เข้า ท่านก็ไม่เข้าใจได้ว่านี่รูปของใคร พระพุทธเจ้าประสูติกลางดินโคนต้นไม้ ตรัสรู้ กลางดินโคนต้นไม้ สั่งสอนกลางดินโคนต้นไม้ นิพพานกลาง ดินโคนต้นไม้, อยู่ในสภาพต่ำสุด สันโดษที่สุด การเผย แผ่ของพระองค์จึงเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง. เดี๋ยวนี้ มาอยู่กันในสภาพที่มักมาก เป็นคนมักมากด้วยปัจจัยสี่ เป็น ต้น มันก็เผยแผ่ไม่ออก, ซ้ำยังเถลไถลออกไปนอกลู่นอก ทาง ให้สิ่งที่มิใช่ศาสนามาปนปลอม และชักออกไม่ได้, พิธี รีตองมีลักษณะแห่งไสยศาสตร์ คือวิงวอนสิ่งอื่นนอกจากตน ให้มาช่วยตน จนศาสนาแท้จริงสูญหายไป, แล้วพาลพาโลว่า มีใครมาทำให้พุทธศาสนาสูญหายไป. ที่แท้ก็เพราะสอน ผิดนั่นเอง . แล้วไปโทษว่าคนนั้นคนนี้ว่าถือดาบมาทำลาย พระพุทธศาสนา นี่เป็นเรื่องพูดเท็จ ขอให้เราตั้งใจกันเสียใหม่เผยแผ่ชนิดที่ลงทุน น้อย มีผลมาก, ลงทุนน้อยมีผลมาก ตามแบบครั้งพุทธ- กาล เหมือนที่มันก้องอยู่ในโลกเวลานี้ว่า The small the beautiful ยิ่งเล็กนั่นแหละยิ่งดี.

น.116 ๑๐๘ สรุปความว่า กลับไปสู่สภาพเดิมกันเถิด มาเป็น สหกรณ์ร่วมกัน. ทุกศาสนาขนส่งมนุษย์ ออกไปจากโลก แห่งกองทุกข์, ขนส่งทางวิญญาณ ไม่มีการขัดแย้งกัน ; แต่ว่าช่วยกันคนละไม้ละมือ. นี่แหละคือหัวข้อที่ว่า ทุก ศาสนาต่างชักนำสัตว์โลกไปได้โดยไม่เกิดภาวะขัดแย้ง และศาสนาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์, และลงทุนน้อยที่สุด น้อยเหลือประมาณ แต่ ได้ผลมหาศาล. ขอให้พุทธบริษัท และ ศาสนิกบริษัทแห่งศาสนา ใดก็ตาม มองเห็นความจริงข้อนี้แล้วร่วมมือกัน เพื่อ ประโยชน์สุขของสัตว์โลกทั้งเทวดาและมนุษย์, แล้วทุก คนก็ปฏิบัติเช่นนั้น, เข้ากันได้กับหลักการเช่นนั้น, แล้วทุก คนก็จะมีความสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเป็นแน่นอน.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต