Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๗ — ๕๕. ความผิดพลาดอย่างร้ายแรงคือความที่เราขาดพระเจ้า

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.117 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในครั้งนี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง คือความ ที่เราขาดพระเจ้า. ครั้งที่แล้วมากล่าวโดยหัวข้อว่า ทุก ๆ ศาสนาต่างชักนำโลกไปได้ โดยปราศจากภาวะขัดแย้ง ครั้งนี้ว่า ความผิดพลาดอย่างร้ายแรง คือความที่เราขาด พระเจ้า, หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดอีกหน่อยก็ว่า ความผิดพลาด อย่างร้ายแรงเกิดขึ้นเพราะโลกขาดสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ๑๐๙

น.118 ๑๑๐ ความจริงอันนี้เป็นปรมัตถธรรม เพื่อการกลับมา แห่งศีลธรรมที่ควรสนใจอย่างยิ่ง. อาตมาบรรยายทุกครั้ง เพื่อการกลับมาแห่งศีลธรรม ; แต่การกลับมาแห่งศีล ธรรมที่แท้จริงนั้น จะมีปรมัตถธรรมเป็นรากฐาน. ดังนั้นแม้จะกล่าวถึงเรื่องปรมัตถธรรมกลับมา ก็คือการกล่าว ถึงศีลธรรมกลับมา หรือเพื่อการกลับมาแห่งศีลธรรม ขอได้ โปรดทำความเข้าใจอย่างนี้ด้วย. เพราะขาดพระเจ้าจึงมีวิกฤตการณ์. ทีนี้เราดูที่ปัญหา โดยเฉพาะ ปัญหาของโลก ซึ่ง กำลังเต็มไปด้วยวิกฤตการณ์ คือสิ่งเลวร้ายนานาชนิด ปัญหาของเด็กก็อยู่ที่การขาดพระเจ้า, ปัญหาของผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งหลายก็อยู่ที่การขาดพระเจ้า, ปัญหาของประชาชนพลเมือง ของข้าราชการ ของนายทุนํ ของกรรมกร ของอะไรก็ตาม เกิดขึ้นเพราะขาดพระเจ้า, เพราะการขาดพระเจ้า, เพราะ การที่เราขาดพระเจ้า โลกทั้งโลกจึงได้เกิดวิกฤตการณ์. นี่ขอให้สนใจ ทำความเข้าใจกันให้ดี ๆ ในข้อนี้ ซึ่งมัน มีอยู่หลายขั้นตอน ที่เรายังเข้าใจไม่ตรงกันอยู่.

น.119 ๑๑๑ ตอนแรกที่สุดก็คือคำว่า "พระเจ้า." หลายคนจะ งง ; เพราะว่าเราถือเอาความหมายของคำ ๆ นี้ต่างกัน, ต่าง กันมาก จนเข้ากันไม่ได้ หรือจนถึงกับว่า บางลัทธิบาง ศาสนาไม่มีพระเจ้า ; หรือว่าเราจะอยู่กันได้ในโลกนี้ อย่างที่ พวกหนึ่งมีพระเจ้า, พวกหนึ่งไม่มีพระเจ้าก็อยู่กันได้ ; เหมือน ที่เขาชอบพูดตามที่ฝรั่งเขาช่วยพูดให้ว่า พุทธศาสนาไม่มี พระเจ้า. นี่มันเป็นเรื่องหลับตาพูดเกินไป จะต้องทำความ เข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า กันให้เพียงพอเสีย ก่อน. ความรู้สึกมีพระเจ้าเกิดได้ในจิตใจ. คำจำกัดความสำหรับคำว่า พระเจ้า คือ สิ่งสูงสุด ที่เราต้องเคารพเชื่อฟัง เกรงกลัว หวังพึ่งพาอาศัย จน กว่าเราไม่ต้องพึ่งพาอาศัยสิ่งใดอีกต่อไป. เราจะต้องมี พระเจ้าเป็นสิ่งที่พึ่งพาอาศัย จนกว่าจะพ้นความจำเป็นที่จะ ต้องมีที่พึ่งพาอาศัย นี่คือพระเจ้า. ความหมายของคำว่า พระเจ้าคือสิ่งสูงสุด ที่มนุษย์จะต้องเคารพและเชื่อฟัง แล้วเกรงกลัว หวังจะพึ่งพาอาศัยอยู่ตลอดไป.

น.120 ๑๑๒ คำว่า "สิ่ง" ในที่นี้เป็นคำกลาง เป็นสิ่งที่มีชีวิต จิตใจก็ได้ ไม่ต้องมีชีวิตจิตใจก็ ได้ ข้อนี้ก็เป็นเหตุให้ เถียงกันว่า ถ้าไม่มีชีวิตจิตใจจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร ? ขอให้ คิดดูดี ๆ ถ้ามีชีวิต มันก็ต้องมีความรู้สึกอย่างสิ่งที่มีชีวิต, แล้วมันก็จะต้องมีความรู้สึกยินดียินร้าย ซึ่งเป็นทางมาแห่ง อคติ ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ยุติธรรม. ต้องใช้คำว่า "สิ่ง" ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายกลาง ๆ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า ความรู้สึกว่ามีพระ เจ้านี่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เอง ในจิตใจของสิ่งที่มีชีวิต คิดนึกได้. ชีวิตระดับที่คิดนึกได้นี่ จะต้องรู้สึกว่าเขามี พระเจ้า หรือไม่รู้สึก ทั้งที่ดีอยู่ ทั้งที่มีความรู้สึกนั้นอยู่ เพราะไม่ได้แยกแยะ เพราะไม่ได้สนใจ. วิวัฒนาการที่พระเจ้าเกิดขึ้นในจิตใจ. ขอให้พิจารณากันให้ดี ๆ ว่า ความรู้สึกว่าจะไม่มี พระเจ้านี่ มันเกิดขึ้นได้เองในจิตใจอย่างไร ? ขอแยกเป็น ส่วน ๆ เพื่อพิจารณากันโดยง่าย คือ :-

น.121 ๑๑๓ รู้สึกได้ตามธรรมชาติ แม้แต่ สัตว์เล็กน้อย เช่น เบี้ยว ปู หนู งู แย้ มันก็มีความรู้สึกว่า มีสิ่งสูงสุดที่มัน ต้องกลัว ที่มันจะต้องหวังพึ่งพาอาศัย. ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ อย่างหนู ปูนี้ ก็ต้องมีรูนั่นแหละเป็นที่พึ่งพาอาศัย ; มันจะ ต้องทะนุถนอมรักษาที่พึ่งพาอาศัย เช่นรูเป็นต้น เพราะมันมี ความรู้สึกว่า ไม่มีความปลอดภัย, ต้องมีสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า ปลอดภัย. ทีนี้จะมาดูกันถึงคน ชั้นที่เป็นคน ชั้นที่เป็นคนบ่า แรกมีขึ้นมาในโลก เขา คิดนึกได้ เขา ก็มีความกลัว เขา ต้อง ดิ้นรนเพื่อจะให้พ้นจากความกลัว จึงคิดนึกไปตาม ประสาที่คนป่าระดับนั้นจะคิดนึกได้ ; ทำให้เกิดมีความรู้สึกว่า มันมีสิ่งสูงสุด แม้เรายังเข้าใจไม่ได้ ก็เป็นสิ่งสูงสุดที่เราต้อง เคารพเชื่อฟังเกรงกลัว, เรียกกันง่ายๆ ว่า ต้องประจบถือ เอาเป็นที่พึ่ง . คนป่าแรกมีในโลก ก็เกิดความคิดนึกรู้สึก อย่างนี้ได้เอง โดยที่ไม่มีใครสอน ยังไม่มีใครสอน ยังไม่ มีศาสนาไหนเกิดขึ้นในโลก ทีนี้มาดูใกล้ ๆ ที่จะดูได้ง่าย ๆ ก็เช่นเด็กทารกทั่ว ไป, เด็กทารกทั่วไป จะเด็กเล็กเด็กโต มันก็ค่อยมีความรู้

น.122 ๑๑๔ สึกเกิดขึ้นมาว่า มีสิ่งที่เราต้องเคารพเชื่อฟังเกรงกลัว เขาดี กว่าเรา เขาสูงกว่าเรา เป็นที่พึ่งแก่เรา. ความรู้สึกอันนี้จะ เกิดขึ้นในพ่อแม่หรือคนเลี้ยง จนกลายเป็นนิสัย ที่เราจะต้อง เคารพเชื่อฟังพ่อแม่, ยึดถือเอาพ่อแม่เป็นที่พึ่ง ใน ความ หมายเดียวกันกับพระเจ้า คือเป็นสิ่งที่สูงสุดกว่าสิ่งใด สำหรับเรา เป็นสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใด. ต้องเคารพเชื่อฟัง, ต้องหวังการพึ่งพาอาศัย, ความรู้สึกมันเกิดขึ้นได้เองอย่างนี้ ในสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้า ทีนี้มันเปลี่ยนความหมายก็ได้ เปลี่ยนวัตถุนั้น ๆ ก็ได้ ต่อมาความคิด มันเดินไปในทางของกิเลส มันก็ คิดว่าเงินช่วยเราได้ ก็เลยถือพระเจ้าเงิน ที่เรียกกันว่า พระเจ้าเงินตรานี้. คนเป็นอันมากในโลกนี้ถือพระเจ้าเงิน ตรา โดยคิดว่าเงินมันจะช่วยได้, และต้องสนใจเป็นพิเศษ หรือทรัพย์สมบัติที่หาไว้มาก ๆ ปึกแผ่นแน่นหนา นี้ก็จะช่วย เราได้ บางคนคิดว่า อำนาจวาสนาจะช่วยเราได้, บางคน ก็ว่า กำลังอาวุธอันแข็งแกร่งจะช่วยเราได้ และเคารพสิ่ง เหล่านี้เหมือนกับพระเป็นเจ้า. ที่น่าหัว น่าหัวเราะไปยิ่งกว่านั้นก็คือว่า คนหนุ่ม คนสาว ที่กำลังหน้ามืดในทางเพศ เขาอาจ จะรู้สึก ขึ้นมา

น.123 ๑๑๕ เองว่า แฟนของเขานั่นแหละคือพระเจ้า เพราะว่ามัน อยู่เหนือหัวใจของเขาทุกอย่าง. เขาต้องคอยเชื่อฟัง ต้องคอย เอาอกเอาใจ และหวังจะให้รักใคร่ ให้รักตอบ อย่างนี้เป็นต้น. นี่คำว่า พระเจ้าตามความรู้สึกของคนนั้นๆ ใน ระดับนั้น ๆ ในสถานะการณ์เช่นนั้น ซึ่งจะ รู้สึกได้เอง ตามสติปัญญา ของเขา, หรือจะเรียกว่าตามความโง่ของเขา ก็ได้เหมือนกัน. ถ้ารู้น้อยก็คือมีปัญญาน้อย ถ้ารู้ผิดก็คือมี ปัญญาชนิดที่ไม่ถูก จึงต้องใช้คำว่าตามกำลังสติปัญญาของ เขา. ทีนี้ดูต่อไป เพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าสติปัญญานี้ ไม่ได้ หยุดอยู่กับที่ ก้าวหน้าเรื่อย. ฉะนั้นคนที่เคยมีสติปัญญา อย่างแบบคนป่า ก็มีสติปัญญาที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนกว่าจะมี สติปัญญาแบบคนเมือง. คนป่าก็เริ่มมีสติปัญญาคิดนึก ไกลออกไป ไกลออกไปหรือว่าลึก ลึก ลึกเข้าไป, ไปสนใจ กับสิ่งที่น่ากลัว น่าสะดุ้งหวาดเสียว และเป็นสิ่งที่เขา เข้าใจไม่ได้. แต่เขารู้สึกว่าไม่มีทางจะต่อสู้ ; เช่นธรรมชาติ อัน รุนแรง ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง หรือปรากฏการณ์ที่น่ากลัวอีก หลายอย่างตามธรรมชาติ เขาก็มีความคิดเลื่อนขึ้นมาว่า สิ่ง

น.124 ๑๑๖ ที่น่ากลัวนี้เราจะต้องกลัว มันมีอะไรอยู่ในนั้น มีสิ่งที่เรา มองเห็นไม่ได้, เข้าใจไม่ได้อยู่ในนั้น. เราจะต้องกลัว เรา จะต้องบูชา เราจะต้องอ้อนวอน เราจะต้องเคารพ. คน ที่เป็นหัวหน้าจึงคิดค้นพิธีบูชาเคารพ อ้อนวอน จึง เกิดพระเจ้าชนิดนี้ขึ้นมา. คิดดูให้ดี เข้าใจไม่ได้ แต่ก็ ต้องยอมรับเอาว่าเป็นพระเจ้า. ความคิดอันนี้วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ คือ ความคิด เกี่ยวกับพระเจ้าที่เราไม่รู้ว่าเป็นอะไร ได้แต่คำนวณเรื่อย ไปนี่, วิวัฒนาการเรื่อย ๆ มา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ จน ให้ความหมายแก่คำว่า "พระเจ้า" นั้นเป็นพิเศษสูงยิ่งขึ้น ไปว่า พระเจ้าคือผู้สร้างสิ่งทั้งปวง, พระเจ้าคือผู้ควบคุมสิ่ง ทั้งปวง, พระเจ้าคือผู้ทำลายล้างสิ่งทั้งปวงตามยุคตามสมัย , และว่าพระเจ้านั้นมีอยู่ในที่ทั่วไปทุกหนทุกแห่ง, พระเจ้านั้น รู้ทุกสิ่งจนสามารถสร้างทุกสิ่งได้ ไม่มีอะไรนอกไปจากความ รู้ของพระเจ้า, และเป็นใหญ่กว่าสิ่งทั้งปวง. นี่เดี๋ยวนี้ ความหมายของพระเจ้า ในศาสนา ไหนก็ตาม ที่ถือกันว่าเป็นศาสนาแล้ว ไม่พ้นไปจาก ความหมายเหล่านี้ ความหมายเหล่านี้จึงเป็นความหมาย

น.125 ๑๑๗ ของคำว่าพระเจ้า. แต่ก็คิดดูให้ดี มองดูให้ดี ; แม้จะสูงขึ้น มาถึงระดับนี้ก็ไม่พ้นจากความหมายที่กล่าวแล้วข้างต้น ว่า พระเจ้าคือสิ่งสูงสุด ที่เราต้องเคารพ, เชื่อฟังเกรงกลัว, หวังเอาเป็นที่พึ่ง จนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย, นี้เรียกว่าตาม ความรู้สึกซึ่งสูงขึ้นมาตามธรรมชาติ แต่ยังไม่ถึงที่สุด. ดังนั้นจึงต้องขอให้มอง พระเจ้า ในระดับสูงสุด อีกระดับหนึ่ง คือ พระเจ้าตามความรู้สึกของสติปัญญา ที่ก้าวหน้ามาจนถึงระดับสุดท้าย ที่จะมีความหมายแท้จริง อย่างที่คัดค้านไม่ได้ คือพระเจ้าที่เป็นกฎของธรรมชาติ ; เช่น เ ป็นกฎของอิทัปปัจจยตา ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ แล้วทรงเคารพ ทรงอยู่อย่างมีที่เคารพ, เคารพธรรมที่ พระองค์ตรัสรู้ ว่าเป็นสิ่งสูงสุด. นี่พระเจ้ามาสูงสุดอยู่ที่ กฎของธรรมชาติ ซึ่งได้ค้นพบว่าเป็นอย่างไร, โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกฎที่เกี่ยวกับความดับทุกข์ ถ้าดับทุกข์ได้ก็เป็น พระเจ้าสูงสุด. นี่ พระเจ้ามีวิวัฒนาการ มีประวัติศาสตร์ มีอะไรๆ ดำเนินมาอย่างนี้ ตั้งแต่ที่รู้สึกได้เอง ของสัตว์ทั่วไปจน

น.126 ๑๑๘ กระทั่งของมนุษย์, ทีแรกเป็นคน ยังไม่เป็นคนโดยสมบูรณ์, กระทั่งเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว พบพระเจ้าในระดับสุดท้าย. ดังนั้นเรามาจัดระดับของพระเจ้ากันดูสักทีจะดีไหม ? ขออภัยอย่าหาว่าจ้วงจาบอะไรเลย มาจัดระดับของพระเจ้า ตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น ว่าจะมีอยู่อย่างไร. เรา อาจจะจัดระดับของพระเจ้าได้ดังต่อไปนี้. ๑. ในระดับที่จะขอเรียกว่า ปศุศาสตร์ ปศุสัตว- ศาสตร์ ศาสตร์ของปศุสัตว์ ปศุสัตว์นี้อาตมาถือเอาความ หมายตามตัวหนังสือว่า สัตว์ที่ต้องอยู่ในคอก สัตว์ที่อยู่ใน ป่าไม่เรียกว่าปศุสัตว์ สัตว์ที่มันถูกจับขังดอกมาอยู่ในคอกใน เล้า ในความปกครองของคนนี้ เรียกว่าปศุ ปศุสัตว์. ปศุศาสตร์ ปศุสัตว์ศาสตร์ คือ ศาสตร์ของสัตว์ที่ ตกอยู่ในคอก นี้คือพระเจ้าตามสัญชาตญาณแห่งความกลัว ; สัญชาตญาณแห่งความกลัวของสัตว์ ที่มีความรู้สึกคิดนึก ทั่วไป กระทั่งนก หนู ปู เปี้ยว ก็มีพระเจ้า หรือสิ่งที่เขา ต้องการให้คุ้มครอง อย่างที่กล่าวแล้ว, อย่างต่ำที่สุดแต่ว่า รูของมัน เขี้ยวงาอาวุธของมัน ก็เป็นพระเจ้า ที่มันจะต้อง

น.127 ๑๑๙ ยึดถือเอาเป็นเครื่องคุ้มครองหรือต่อสู้ นี่พระเจ้าในระดับ ปศุศาสตร์ ทีนี้สูงขึ้นมา ๒. พระเจ้าในระดับไสยศาสตร์, ไสยศาสตร์ พระเจ้าเกิดขึ้นตามความคิดความรู้ที่ยังไม่ถึงที่สุด เรียกว่ายังไม่รู้ก็ได้ ยังงมงายอยู่ ยังไร้ญาณทัศนะ ; นับตั้ง แต่ของคนป่ายุคแรก ๆ ขึ้นมา จนถึงยุคปัจจุบันก็ยังมี ร่องรอยอยู่ มันเกิดมาจากภาวิตญาณ คือความรู้ที่เจริญแล้ว อย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ. สัญชาตญาณนั้น เรียกว่าไม่มีความรู้อะไรที่ได้รับ การอบรม. เมื่อสัญชาตญาณได้รับการอบรมมาเป็นภาวิตญาณ คือเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ มันก็ รู้ได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ดีกว่า ไม่รู้อะไรเสียเลย. เราจึง เรียกความรู้อันนี้ว่าไสยศาสตร์. ไสยะ - แปลว่า - ดีกว่า คือ ดีกว่าไม่รู้ คือดีกว่าระยะแรก. ไสยศาสตร์คือศาสตร์ที่ดีกว่าระยะแรก หรือดีกว่าไม่มีเสียเลย. ทีนี้ ไสยะ คำนี้ แปลว่าหลับก็ได้ ; เพราะฉะนั้น ไสยศาสตร์นี้จึงเป็นศาสตร์ที่ยังหลับอยู่ ยังไม่ตื่นไม่ลืมตา. พระเจ้าในระดับไสยศาสตร์ก็มีอยู่พวกหนึ่ง ; เช่นผี สาง เทวดา กระทั่งต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ หรือฟ้า ดิน

น.128 ๑๒๐ ในความหมายกว้าง ๆ ที่ไม่รู้ว่าอะไร เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์, เรียกว่า ไสยศาสตร์ แปลว่า ศาสตร์ที่ดีกว่าที่แล้วมา แต่ก็ ยังหลับอยู่. มันเป็นมรดกตกทอดลงมาจนถึงทุกวันนี้, ยังละไม่ได้ เลิกไม่ได้ เพราะมันเข้ากันได้กับความรู้สึก สัญชาตญาณ ของมนุษย์หรือของคน คือพึ่งผู้อื่น. ไสยศาสตร์ เขามีหลักพึ่งผู้อื่น ไม่ได้พึ่งตนเอง, เป็นศาสตร์ที่ลง ทุนน้อย อ้อนวอนเอาก็ได้, ไม่ต้องใช้สติปัญญาอะไร เลย ; เพราะมัน ตั้งอยู่บนความงมงาย ; ฉะนั้นไสยศาสตร์ จึงยังมีอยู่กระทั่งทุกวันนี้. ขอให้ใคร่ครวญดูให้ดี. นี่ระดับ ไสยศาสตร์ พระเจ้าในระดับไสยศาสตร์ ๑. พระเจ้าในระดับ ปศุศาสตร์ ๒. พระเจ้าในระดับไสยศาสตร์. ๓. พระเจ้าในระดับพุทธศาสตร์ พุทธะ คำนี้ แปลว่า ตื่น คือ ตื่นจากหลับ, ตื่นจากนอน. แต่เราก็ใช้ คำแปลรวบรัดว่ารู้ เพราะว่าถ้ายังหลับอยู่ มันไม่รู้ มันต้อง ตื่นจากหลับเสียก่อนจึงรู้ พ้นจากความหลับ. ดังนั้นจึงพ้น จากความเป็นไสยศาสตร์; ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงแต่ดีกว่า, และเป็นศาสตร์ที่ตื่น. ดังนั้นจึงไม่ใช่ไสยศาสตร์, พุทธ- ศาสตร์ไม่ใช่ไสยศาสตร์ เพราะว่าดีที่สุด และเพราะว่าตื่น

น.129 ๑๒๑ แล้วจากหลับของไสยศาสตร์ ด้วยอำนาจภาวิตญาณ. ภาวิต- ญาณคือญาณที่ได้เจริญอบรมถึงที่สุดแล้ว ของบุคคลในระดับ พระพุทธเจ้า, ซึ่งแม้พระพุทธองค์เอง ก็ ทรงมีสิ่งนี้เป็นที่ เคารพสักการะ อย่างที่ได้ตรัสไว้ในวันตรัสรู้, ว่าตรัสรู้ แล้วจะเคารพอะไร ? ทรงค้นไปค้นมาก็พบว่า ต้องเคารพ พระธรรม. พระพุทธเจ้าทุกองค์เคารพพระธรรม, ธรรมที่ตรัสรู้นั้นเอง. ธรรมที่ตรัสรู้นั้นก็คือกฎแห่งอิทัป- ปัจจยตา ว่า ความทุกข์จะเกิดขึ้นอย่างไร, ความทุกข์จะ ดับไปอย่างไร. นี่ ทรงเคารพกฎ อันนี้ ในฐานะเป็นสิ่งควรเคารพ หรือสูงสุด แล้วมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ไสยศาสตร์; เพราะ เป็นพุทธศาสตร์ คือลืมตาแล้ว ตื่นจากหลับคือกิเลส แล้วก็เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่มีลักษณะ Philosophy ซึ่งต้องใช้ การคำนวณ. พุทธศาสนาเป็นวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่ Philosophy เพราะว่าพุทธศาสนามีพระเจ้าอย่างที่ไม่ต้อง คำนวณ มีพระเจ้าชนิดที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันนี้ก็ยอมรับได้ ต่างกันอย่างนี้ : พระเจ้าในระดับปศุศาสตร์, พระเจ้า ในระดับไสยศาสตร์, พระเจ้าในระดับพุทธศาสตร์.

น.130 ๑๒๒ ลองมาเทียบกันดูพร้อม ๆ กันทั้งสามระดับ บางที จะช่วยให้เข้าใจได้ขึ้น พูดอย่างย่อที่สุด สามระดับก็คือ พระเจ้าของสัตว์, พระเจ้าของคนนอนหลับ, พระเจ้า ของคนตื่น. ถ้าเรียกเป็นศาสตร์ ศาสตร์ คือความรู้ที่ตัด ปัญหาได้, ศาสตร์คือสิ่งที่มีคมที่ตัดปัญหาได้ คือความรู้ นี่ เป็นศาสตร์ ระดับสัตว์ ระดับคน แต่ยังหลับอยู่ ระดับ คนตื่นเต็มที่แล้ว. ๑. อย่างแรก พระเจ้าของสัตว์ตามความรู้สึก ของสัตว์ ก็พระเจ้าที่เกิดมาจากความรู้สึกกลัวตาย ตามสัญ- ชาตญาณ ลัทธินี้จะพึ่งผู้อื่น ผู้กลัวตายตามสัญชาตญาณนี้ แหละพึ่งสิ่งอื่น พึ่งสิ่งอื่น ใช้คำว่าสิ่งอื่นนอกไปจากตน. ๒. พระเจ้าแห่งความเชื่อ ของผู้ที่ยังไม่ลืมตา เขายังหลับตาอยู่, เขาเชื่อว่าอะไร อย่างไร เขาก็มีสิ่งนั้นเป็น พระเจ้า ยังไม่อาจลืมตา นี้เป็นการเชื่อผู้อื่น พระเจ้าแห่ง ลัทธิการเชื่อผู้อื่น. ๓. พระเจ้าของสติปัญญา ของผู้ลืมตาแล้ว ลืมตาถึงที่สุด คือพึ่งตัวเอง

น.131 ๑๒๓ พระเจ้า สำหรับคนที่จะพึ่งสิ่งอื่นวัตถุอื่น นี่ ระดับ ปศุศาสตร์. พระเจ้าของคนที่พึ่งผู้อื่นไม่อาจจะพึ่งตน นี่ ไสยศาสตร์. และพระเจ้าของผู้ที่พึ่งตนได้ พึ่งตัวเองได้เต็ม ที่ของผู้ลืมตาแล้ว นี้คือพระเจ้าแห่ง ระดับพุทธศาสตร์. เปรียบเทียบดูพร้อมกันทั้งสามศาสตร์ พระเจ้าแห่งปศุศาสตร์, พระเจ้าแห่งไสยศาสตร์, พระเจ้าแห่งพุทธศาสตร์มีอยู่อย่างนี้. ทีนี้ ดูกันอีกมุมหนึ่ง ก็ได้ ในสามอย่างนี้ว่า พระ- เจ้าทางรูปธรรม ตามที่สัตว์รู้สึกอย่างรูปธรรม รูปธรรม วัตถุธรรมอันใดจะเป็นที่พึ่งได้ ที่เห็นได้ด้วยตา จะเป็นบุคคล ก็ได้ ที่เห็นได้ด้วยตานี้. พระเจ้าทางรูปธรรม ก็มีอยู่ระดับ หนึ่ง. พระเจ้าในลักษณะที่เป็นวิญญาณ เป็นนามธรรม ไม่เห็นได้ด้วยตาแต่ยังงมงาย จนต้องสมมติเอา คาดคะเนเอา คำนวณเอา. พระเจ้าในระดับที่ เป็นสัจจธรรม ตัวจริง เป็นกฎ ของธรรมชาติ ซึ่งค้นพบโดยประจักษ์ โดยบุคคลสูงสุด เช่นพระพุทธเจ้า.

น.132 ๑๒๔ พระเจ้าไหนจะเป็นอย่างไร ? พระเจ้าไหนเที่ยงแท้ ยุติธรรมที่สุด ? พระเจ้าไหนมีความเที่ยงแท้แม้ไม่ต้องอ้อน- วอนก็ช่วย ? อาตมาคิดว่า พระเจ้าที่ต้องอ้อนวอนจึงจะ ช่วยนั้น เป็นพระเจ้าที่เล่นตัว, เป็นพระเจ้าที่มีความรู้สึก อย่างคนจะเรียกร้องสินบน, จะเรียกว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เก๊. ฉะนั้นการอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นระวังให้ดี ๆ มันจะเป็น สิ่งศักดิ์สิทธิ์เก๊ไปก็ได้ ; เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงนั้น ไม่ควรจะต้องอ้อนวอน. ท่านมีความเป็นธรรม มีความยุติ- ธรรม ท่านก็ช่วยทันทีที่เห็นผู้นี้ประพฤติดีควรจะช่วยนี่แหละ พระเจ้ามีระดับเป็นระดับ ๆ ยุติธรรมไม่ยุติธรรม ก็ดูกันที่ ตรงนี้. ทุกคนต้องมีพระเจ้าในรูปแบบที่สมควรแก่ตน. นี้จะดูกันถึงข้อสำคัญที่สุดที่ว่า มนุษย์จะต้องมี พระเจ้า ในรูปแบบที่เหมาะสมกับสติปัญญาของตน ตามกิเลส ตัณหา อวิชชา ของตน ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ; จะมีพระเจ้าเหมือนกันทุกคนไม่ได้ เพราะคนมันโง่หรือ ฉลาดผิดกันมาก สูงต่ำกว่ากันมาก. แต่ละคนจะมีพระเจ้า ในรูปแบบที่เหมาะแก่สถานะแห่งสติปัญญาของตน

น.133 ๑๒๕ ทีนี้ พุทธบริษัทก็มีหน้าที่เหมาะแก่สถานะของ ตน คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงมีพระเจ้าชนิดที่พระพุทธ เจ้าท่านมี, มีธรรมะเป็นพระเจ้า, มีการประพฤติธรรมะด้วย ตนเองนั่นเป็นพระเจ้า. ถ้าใครมีต่ำลงไปกว่านั้นคนนั้นก็ยัง ไม่ใช่พุทธบริษัท, หรือพุทธบริษัทที่ยังไม่ถึงขนาดของพุทธ บริษัท. เขายังถือพระเจ้าในระดับของไสยศาสตร์อยู่ ; ประกาศ ตัวเป็นพุทธบริษัทแต่ถือพระเจ้าในระดับของไสยศาสตร์อยู่. เขาต้องเลื่อนชั้น แน่นอนเขาต้องเลื่อนชั้น ; ถ้าเขาไม่เลื่อน เขาจะไม่มีความเป็นพุทธบริษัท. ทั้งนี้เพราะว่าการมีพระพุทธ เจ้าแบบไสยศาสตร์นั้น ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานไม่ได้ ; ต้องเลื่อนชั้นมาเป็นคนที่ถือพระเจ้าแบบพุทธศาสตร์เสียก่อน จึงจะทำการบรรลุมรรคผลนิพพานได้, ข้อนี้ขอให้ระวังให้ดีๆ. ในปัจจุบันนี้ ทั้งโลกมีการศึกษา ชนิดที่เป็น ปฏิปักษ์กับความหมายของพระเจ้าในทุกความหมาย การศึกษาในโลกไม่ช่วยให้มีสิ่งสูงสุดที่แท้จริง, ที่ต้องเคารพ เชื่อฟัง, เอาเป็นที่พึ่งได้จริง. การศึกษาทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่า ไม่มีสิ่งสูงสุด ไม่ต้องเคารพเกรงกลัวสิ่งใด นอกจากประโยชน์ของตัวเอง, ไม่หวังพึ่งใคร. ยุวชน

น.134 ๑๒๖ ไม่มีบิดามารดาหรือครูบาอาจารย์ ในความหมายแห่งพระเจ้า ; มิหนำครูบาอาจารย์ ก็ไม่มีคุณค่าในลักษณะความหมายแห่ง พระเจ้าด้วยเหมือนกัน. เรา ได้ฟังวิทยุ ที่พ่อแม่ต้องโฆษณาทางวิทยุ ประกาศ ให้ลูกสาวที่หายไปบอกให้รู้ว่า เดี๋ยวนี้พ่อแม่ให้อภัยหมดแล้ว กลับมาบ้านเถิด กลับมาบ้านเถิด พ่อแม่ให้อภัยหมดแล้ว. คิดดูให้ดีเถอะ ว่านี้มันเป็นอย่างไรกัน พ่อแม่ต้องง้อลูกสาว ของตนเอง ที่หนีไปอย่างไม่มีความถูกต้องอะไร,ไปอยู่ที่ ไหนก็ไม่รู้, ให้กลับมาเถิด พ่อแม่ยกโทษให้หมดแล้ว. นี่การศึกษามันผิดมาก จนถึงทำให้เกิดปรากฏการณ์อย่างนี้. ขอให้จัดการศึกษาชนิดที่มีพระเจ้า ที่ทำให้คนเรามี พระเจ้าที่เป็นที่พึ่งได้จริง ศาสนิกควรกระทำที่ไม่ผิดประสงค์ของพระเจ้า. ทีนี้มาดูกันเป็นข้อสุดท้ายว่า พระเจ้าจริง ๆ, พระ- เจ้าแท้จริง, พระเจ้าที่ยุติธรรมแท้จริง ตามความหมาย แห่งพระเจ้านั้น พระเจ้าชนิดนี้ จะไม่ยื้อแย่ง ศาสนิก ของ ศาสนาอื่น ไม่ว่าในระดับไหน. พระเจ้าไม่เคยยื้อแย่ง,

น.135 ๑๒๗ ไม่คิดจะยื้อแย่ง ไม่มีหลักการที่จะแย่ง ศาสนิกของ พระเจ้าอื่นแห่งศาสนาอื่น แห่งลัทธิอื่น. ฟังให้ดี ๆ แต่ว่า ศาสนิกแห่งพระเจ้าหนึ่ง ๆ ต่าง หาก ที่ยื้อแย่งศาสนิกอื่นมา, กระทำไปโดยไม่รู้ว่า นั่นมันผิดความประสงค์ของพระเจ้าของตนเอง. ความ ประสงค์ของพระเจ้า ของตนเอง ที่ตนเองถือว่าถูกต้อง บริสุทธิ์ยุติธรรมนั้น ไม่ได้ประสงค์ให้เราไปยื้อแย่ง ศาสนิกของศาสนาอื่นมา จึงไม่ควรทำ จึงทำไม่ได้, มัน ผิดความประสงค์ของพระเจ้าที่แท้จริง. ปล่อยให้พระเจ้าจัดการเอง; ให้เกิดวิวัฒนาการ ขึ้นในสติปัญญาของเขา เขาก็เลื่อน ๆ พระเจ้า เขาก็เปลี่ยน ศาสนาไปตามระดับของสติปัญญา. ทุกคนมีศาสนาที่ เหมาะสมกับสถานะแห่งสติปัญญาของตน ๆ มันก็ไม่เกิด ปัญหาอะไรขึ้นมา ; เราก็อยู่กันอย่างเป็นผาสุกในโลก ในโลก ในสากลโลก. ในโลกทั้งหมดนี้ เราอยู่กันอย่างเป็นผาสุก ; ถ้าหากว่าเราต่างคนต่างมีพระเจ้า ที่ถูกตรงตามสถานะแห่ง สติปัญญาของตน ๆ

น.136 ๑๒๘ หวังว่าท่านผู้ฟังทั้งหลาย จะได้เข้าใจความหมาย ข้อนี้ว่า เดี๋ยวนี้วิกฤตการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในโลกอย่าง ร้ายแรง ก็เพราะการที่ชาวโลกขาดพระเจ้า, มีพระเจ้า กันแต่ปาก, มีพระเจ้ากันเพียงแต่พิธีรีตอง, แล้ว ศาสนิกนั้น ๆ ก็เป็นเจ้ากี้เจ้าการ ทำอะไรในนามของ พระเจ้า ชนิดที่พระเจ้าไม่ได้ปรารถนาเลย, ไม่ประสงค์ เลย ให้มันทะเลาะวิวาทกัน อย่างนี้ ขอให้ทุกคนตระเตรียมกันเสียใหม่ให้ถูกต้อง ให้มี พระเจ้าที่ถูกต้องกับสถานะแห่งสติปัญญาของตน ; แล้ว เราก็อยู่กันอย่างมนุษย์ผู้มีจิตใจอย่างมนุษย์, ไม่มีปัญหาวิกฤต- การณ์ใด ๆ เกิดขึ้น. ลูกเด็ก ๆ ก็มีพระเจ้าอย่างลูกเด็ก ๆ วัยรุ่นก็มีพระเจ้าอย่างวัยรุ่น หนุ่มสาวก็มีพระเจ้าอย่างคน หนุ่มสาว, พ่อบ้านแม่เรือนก็มีอย่างคนพ่อบ้านแม่เรือน, กระทั่งคนแก่คนเฒ่า, คนมีการศึกษาน้อย มีการศึกษามาก อะไรก็ตามเถอะ ล้วนแต่มีพระเจ้าที่ยึดถือเป็นสูงสุด เคารพ กลัวเกรง เชื่อฟัง ถือเอาเป็นที่พึ่ง อย่างเหมาะสมแก่สติ ปัญญาของตน ๆ. ในที่สุดนี้ ขอแสดงความหวังว่า พวกเราทุกคน จะผ่านพ้นวิกฤตการณ์เลวร้ายเสียได้ ; เพราะว่าพระ

น.137 ๑๒๙ เป็นเจ้าหรือพระเจ้ากลับมา ไม่มีความผิดพลาดร้ายแรง คือ ละเมิดต่อพระเจ้า ซึ่งทุกคนควรจะมี. โดยการกระทำอย่างนี้ จะแก้ปัญหาวิกฤตการณ์เลวร้ายทั้งหลายได้. มีพระเจ้าแล้ว ก็มีจิตใจอ่อนโยน เคารพเชื่อฟังในสิ่งที่ควรเคารพเชื่อ ฟัง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบของศีลธรรมที่ต้องมี ประจำโลก. ถ้าโลกขาดศีลธรรมแล้วจะต้องวินาศ, ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาจะวินาศ. ความเจริญจะกลายเป็นความวินาศ ถ้าหากว่าขาด ศีลธรรม, ความเจริญมันจะกลายเป็นความวินาศ ถ้าว่าโลก มันขาดศีลธรรม, ความเจริญในโลกจะกลายเป็นความวินาศ ฉิบหาย แหลกลาญหมด ถ้าว่ามันขาดศีลธรรม นี่ความเจริญ ที่บูชากันนักนั้น จะเป็นความวินาศ ถ้าขาดศีลธรรม ; ขอให้ศีลธรรมกลับมา โดยความรู้ในทาง ปรมัตถธรรมอย่างถูกต้อง ; โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือปรมัตถ- ธรรมที่ว่า เราต้องมีพระเจ้าที่ตรงตามสถานะแห่งสติ ปัญญาของเราแล้วจงอยู่กันเป็นผาสุก ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต