Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๘ — ๕๖. ไม่ต้องแตกร้าวกันเพราะมีศาสนาต่างกัน

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.138 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรม คงดำเนินไปในหัวข้อ ที่ว่า "ปรมัตถธรรมต้องกลับมา." อาตมาขอย้ำสัจจะที่ว่า "ศีล ธรรมกลับมาโลกาสว่างไสว" "ศีลธรรมไม่กลับมาโลกาวินาศ" ดังนั้น ศีลธรรมจำเป็นต้องกลับมา และปรมัตถธรรม ก็ต้องกลับมา ในฐานะเป็นรากฐานของศีลธรรม. ปรมัตถธรรมกลับมา ในฐานะเป็นเหตุผลของศีลธรรม หรือ จะเรียกว่า "ปรัชญาของศีลธรรม" ตามที่เขาเรียกกันก็ได้ ๑๓๐

น.139 ๑๓๑ และความรู้ข้อนี้ ก็ยังเป็นปรมัตถธรรม คือหัวข้อที่จะได้ กล่าวต่อไปว่า ไม่ต้องแตกร้าวกันเพราะมีศาสนาต่างกัน . ขอให้มองให้เห็นความสำคัญ ที่จะต้องเป็นไปตาม กฎเกณฑ์ของธรรมชาติว่าเราไม่ต้องแตกร้าวกัน เพราะมี ศาสนาต่างกัน นี้ก็เป็นเครื่องส่งเสริมศีลธรรม และในบาง ส่วนก็เป็นศีลธรรมอยู่ในตัว; เพราะว่าในโลกนี้ต้องมี ศาสนาหลายศาสนา แล้วคนในโลกก็จะต้องถือศาสนาต่าง ๆ กัน. "ดังนั้นหัวข้อที่จะกล่าว. ในวันนี้จึงมีว่า "ไม่ต้อง แตกร้าวกัน เพราะมีศาสนาต่างกัน” ซึ่งจะได้บรรยายเป็น ข้อ ๆ ไปดังนี้ :- โลกจำเป็นต้องมีศาสนาหลายศาสนา. ข้อแรกก็คือข้อที่ว่า โลกไม่อาจจะมีศาสนาแต่ เพียงศาสนาเดียว ศาสนาเกิดขึ้นมาในโลกนี้ตามลำดับ ตามยุคตามสมัย ตามวิวัฒนาการของมนุษย์หรือของโลก ในสังคมต่าง ๆ กัน ซึ่งจะเห็นได้โดยไม่ยากในสมัยดึกดำบรรพ์ ก็มีศาสนาในอันดับแรกเริ่ม เกิดขึ้นมาตามลำดับ จนกว่าจะ มาถึงศาสนาในระดับที่สมบูรณ์ ตามแต่วิวัฒนาการของ มนุษย์ ที่ทำให้จิตใจของมนุษย์สูงขึ้น. ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้

น.140 ๑๓๒ ที่โลกนี้จะมีศาสนาแต่เพียงศาสนาเดียว ใครคิดว่าจะมีได้แต่ ศาสนาเดียว คงจะเป็นคนบ้า. ข้อต่อไปที่จะต้องพิจารณาก็คือว่า คนต้องถือศาสนา ต่างกันตอบอย่างกำปั้นทุบดินก็ว่า "เพราะคนต่างกัน" คน ไม่เหมือนกัน คนจึงถือศาสนาต่างกัน. โดยแท้จริง แม้ ปากเขาจะพูดว่า ถือศาสนาเดียวกัน ก็ยังถือศาสนาต่างกัน แม้ปากจะพูดว่า ถือพุทธศาสนาด้วยกัน แต่ก็ยังมีถือพุทธ ศาสนาชนิดที่ต่างกัน. นี่เป็นสิ่งที่มีโดยธรรมชาติ, หรือ ต้องมีโดยธรรมชาติ, เพราะปัจจัยหลายอย่างหลายประการ ถ้าดูกันภายนอก ก็จะเห็นปัจจัยเหล่านี้คือยุคหนึ่ง ๆ ถิ่น หนึ่ง ๆ ย่อมมีศาสนาเกิดขึ้นแบบหนึ่ง ๆ อย่างเหมาะสมแก่คน ในยุคนั้นหรือถิ่นนั้น เมื่อยุคมันเปลี่ยน ศาสนามันก็เปลี่ยน แล้วคนก็จะถือศาสนาเดียวอย่างเดิมอยู่ไม่ได้ มันจึงมีกัน หลายแบบ และหลายศาสนาเพิ่มขึ้น ๆ. หรือจะดูกันง่าย ๆ สั้น ๆ ก็ว่า ต่างคนต่างถือศาสนา เพื่อสืบสกุลของบรรพบุรุษของตน ๆ เมื่อสกุลของบุคคล มันมีหลาย ๆ สกุลและต่างกัน ก็มีศาสนาต่างกัน ถือศาสนา

น.141 ๑๓๓ ตามแบบแห่งวงศ์สกุลของตน จนเป็นประเพณี นี้ก็เป็น เหตุให้คนถือศาสนาต่างกัน. หรือจะดูว่าเหตุการณ์มันบังคับ เช่นมีสงคราม บังคับให้คนเปลี่ยนศาสนามีอำนาจกองทัพ มาบังคับให้คนเปลี่ยนศาสนา อย่างนี้มันก็จำเป็นจะต้องมี การเปลี่ยนศาสนาอาจมี ได้ตามความจำเป็น. การเปลี่ยนศาสนาซึ่งหมายความว่า ถือศาสนาต่าง ไปจากเดิมจากบรรพบุรุษ หรือว่าอย่างน้อยจะดูเห็นว่า ประโยชน์นั่นแหละบังคับให้คนเปลี่ยนศาสนา; เช่น ระบบราชการ บังคับว่าต้องถือศาสนานั้น ต้องถือศาสนานี้ จึงจะรับเข้ามาในระบบราชการ ระบบนั้นระบบนี้ ซึ่งเคยมี มาแล้ว. คนก็ต้องถือศาสนาต่างกัน ไปตามความจำเป็น ประโยชน์บังคับให้เปลี่ยนศาสนา มีได้ตลอดเวลา ทีนี้บางที การย้ายสถานที่ การแปลงชาติเป็นต้น ทำให้ต้องเปลี่ยนศาสนา หรือบางทีแม้แต่การแต่งงาน ก็ยัง เป็นเหตุให้เปลี่ยนศาสนา

น.142 ๑๓๔ ทีนี้ถ้าจะดูถึงปัจจัยในภายใน คือในหัวใจของคน เรา บางคนก็มีจิตใจเหมาะสำหรับศาสนาชนิดหนึ่ง ๆ โดยหลัก ทั่วไปท่านถือกันมาแต่โบราณกาลว่า :- บางคน มีจิตใจเป็น "ศรัทธาธิกะ" ก็ ความเชื่อ เป็นเบื้องหน้า มีความเชื่อเป็นเจ้าเรือน เขาก็ต้องถือ ศาสนา ที่มีหลักเกณฑ์แห่งความเชื่อเป็นใหญ่. บางคนมีนิสัยเป็น "วิริยาธิกะ" มีการบังคับจิต เป็นเจ้าเรือน. เขาก็ต้องมีศาสนา ที่เหมาะสมกับการที่จะ เป็นผู้มีจิตเข้มแข็ง บังคับจิตของตนได้อย่างนั้นอย่างนี้ มัน ก็มีศาสนาชนิดที่มีการบังคับจิตเป็นหลักใหญ่เป็นศาสนาของ ฅน ๆ. บางคนก็มีนิสัยเป็น "ปัญญาธิกะ" คือ มีปัญญา เป็นเจ้าเรือน ถือสิ่งต่าง ๆ ตามอำนาจของปัญญา คนพวก นี้ก็จะต้องมีศาสนา ชนิดที่มีปัญญาเป็นเจ้าเรือนเป็นใหญ่ นั่นแหละเป็นหลัก นี้ปัจจัยในภายในก็ดี ปัจจัยในภายนอกก็ดี ล้วนแต่ มีอยู่สำหรับทำให้คนถือศาสนาต่างกัน. ยิ่งกว่านั้นยังมีข้อ

น.143 ๑๓๕ เท็จจริงที่ว่า ในคนๆเดียวก็ยังถือศาสนาได้หลายศาสนา, หรือผสมกันอยู่หลายศาสนา ที่แล้วมา หรือที่กำลังเป็นอยู่ คนเดียวกันถือหลายศาสนาก็ได้. เราจะเห็นได้ว่าคนไทยถือศาสนาพุทธปนไสย เรียก ตัวเองว่าพุทธ. ก็ยังไหว้เทพเจ้าผีสางเทวดาเป็นสรณะ แม้ที่ สุดแต่ยังไหว้วิญญาณบรรพบุรุษ อย่างที่เรียกกันว่า ไหว้เจ้า ไหว้ตรุษจีน ไหว้ศาลเจ้า ไหว้หลักเมือง เหล่านี้ก็เรียกว่ามี พุทธควบกันอยู่กับไสย ถือศาสนาสองศาสนา พราหมณ์ ที่ทำหน้าที่พราหมณ์ ที่ว่าถือศาสนาพราหมณ์ ก็ยังสมาทาน ไตรสิกขาอย่างพุทธบริษัท ในพิธีต่าง ๆ ครอบครัวเดียวกัน ถือศาสนาต่างกน โดยเสรีภาพ มันก็อยู่กันได้. นี่เรียกว่า คนเดียวถือหลายศาสนา; ยิ่งกว่านั้น ในข้อความอรรถกถา ยังมีกล่าวว่า ผัวเป็นนายพราน เมียเป็นโสดาบัน ก็ยังอยู่กัน ได้. เราในคราวเดียวกันถือศาสนาหลายศาสนา ก็ยังอยู่กัน ได้ ทำไมมันจึงเป็นอย่างนั้น ? ก็เพราะว่ามีเหตุผล รู้จัก ถือเอาประโยชน์ ไม่ต้องสร้างสิ่งที่เป็นอุปสรรค กีด ขวางซึ่งกันและกัน หรือถ้าจะกล่าวอีกทีหนึ่ง ก็คือไม่ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอุปาทานมากจนเกินไป อย่างหลับหูหลับตา.

น.144 ๑๓๖ บางคนอาจถือศาสนาไม่ตรงที่ปากพูด. ที่นี้มาดูกันต่อไป ถึงข้อเท็จจริงที่มีอยู่ แม้ใน เวลานี้ เกือบจะทุกคนถือศาสนาต่างไปจากที่ปากว่า หรือว่าจดทะเบียน ปากว่าเป็นพุทธ แต่ก็ถือศาสนาไสย "ถือศาสนาเงิน" ซึ่งมีคำกล่าวล้อเลียนว่า ปากว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ-ถือพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ แต่ในใจของเขา ถือว่า สตางค์ สรณัง คัจฉามิ- ข้าพเจ้าถือสตางค์ เป็นสรณะ. นี่ถือศาสนาเงิน คนถือศาสนาต่างจากที่ปากพูด คือใจ ถืออย่างปากถืออย่าง. การเปลี่ยนศาสนามีมูลมาจากประโยชน์ เพราะ ว่าเขาถือศาสนาประโยชน์. เราไม่อาจจะถือศาสนาเหมือนกัน ในโลกนี้ เพราะคนมีเหตุปัจจัยต่างกัน, มีนิสัยสันดาน ต่างกัน, อย่างที่ว่าบางคนมีศรัทธาเป็นเจ้าเรือน, บาง คนมีวิริยะเป็นเจ้าเรือน, บางคนมีปัญญาเป็นเจ้าเรือน, ดังที่กล่าวมาแล้ว ศาสนาจึงเกิดขึ้นต่างกัน, ศาสนายิวหรือ ศาสนาอาหรับเครือเดียวกัน ก็มีศรัทธาธิกะ. หรือว่าชาว อาหรับบางเผ่าก็จะมี วิริยาธิกะ เป็นเจ้าเรือน. ในอินเดียดู กันโดยหลักทั่วๆ ไปแล้ว เป็นพวกที่มีปัญญาเป็นเจ้าเรือน.

น.145 ๑๓๗ ดังนั้นความคิดนึก ระบบความคิดนึกมีมากมายในประเทศ อินเดีย. รสนิยมต่างกัน อาจถือศาสนาต่างกันได้. ดูอีกทางหนึ่งเราไม่อาจถือศาสนาเหมือนกัน ก็เพราะ ว่า เรามีรสนิยมที่ต่างกัน. ครอบครัวเดียวกันชอบอาหาร ต่างกัน ; แต่ก็อยู่กันได้, บางทีก็จะดีเสียอีก ที่ว่าเราไม่ชอบ อาหารเหมือนกัน ไม่ต้องแย่งกัน หรือแบ่งกันได้โดยง่าย คิดดูให้ดีว่าศาสนายิวบริษัทไม่กินหมู ศาสนาคริสเตียนบริษัท กินหมู ต่างกันอย่างนี้ มันก็ไม่ขัดขวางกันหมูก็ไม่แพง ; เพราะว่าพวกหนึ่งกิน พวกหนึ่งไม่กิน ; ถ้าเกิดกินพร้อมกัน ทั้งสองพวก หมูมันก็แพง. ในเมืองไทยเรานี้ ถ้าเพื่อนชาวมุสลิม เกิดกินหมู ขึ้นมาบ้าง หมูมันก็จะแพงกว่านี้มาก, ถ้าขัดขวางกันก็ไม่ เห็นว่ามันจะเป็นประโยชน์ สู้ต่างคนต่างมี ต่างคนต่างกิน ยังจะดีกว่า. พวกมหายานกินเจไม่กินเนื้อ ; พวกหินยานก็ ซื้อเนื้อได้ถูกลงไปอีก. มันเป็นผลของการที่ว่า ต้องมีศาสนา หรือลัทธิ ที่ถือต่างกัน แต่ต้องอยู่กันได้ ; ยิ่งถือศาสนา

น.146 ๑๓๘ ไม่เหมือนกัน ยิ่งทำให้เราอยู่กันได้สะดวกกว่า เพราะมันต้อง เป็นไปตามนิสัยใจคอ ของบุคคลนั้น ๆ มันฝืนไปไม่ได้ แต่ เรามาจดการในข้อที่ว่า แม้จะถือศาสนาต่างกัน แต่ เราก็อยู่กันได้. แบบของศาสนาย่อมจำแนกไปได้หลายรูป. ที่นี้จะดูศาสนากันในหลายทิศทาง หลายรูปแบบ ดังต่อไปนี้ ศาสนาจำเป็น. ศาสนาจำเป็น ข้อนี้เราเห็นได้ ที่ว่า นักวิทยาศาสตร์แท้จริงเขาไม่อาจยอมรับระบบ dogma- tic sytem คือบัญญัติเอาเองตามพอใจ ในลักษณะที่มันผืน หลักวิทยาศาสตร์ ให้เชื่ออย่างนั้น ให้เชื่ออย่างนี้เป็น dogmatic sytem. แต่นักวิทยาศาสตร์เหล่านั้น เขาเกิดใน บิดามารดาที่ถือลัทธินั้นมาก่อน เพราะเห็นแก่บิดามารดา เขาจึงยอมถือ, หรือประกาศว่า ตนถือศาสนาที่มี. นี่ก็เพื่อ ความสงบเรียบร้อย หรือว่าเป็นการแสดงว่าเคารพขนบ- ธรรมเนียมประเพณี กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา ; อย่างนี้ ก็ทำได้ นี่เรียกว่า ศาสนาจำเป็น dogmatic system ก็มีคน ถืออยู่.

น.147 ๑๓๙ ทีนี้มาถึง ศาสนาหลอกลวง ในกรณีที่มีการหลอก ลวง ให้ไปถือศาสนาอื่น คือเปลี่ยนศาสนา ผู้นั้นก็ต้อง ถือศาสนาหลอกลวงไปจนตาย. คนถูกหลอกลวงให้ไปถือ ศาสนาที่ตนเข้าใจไม่ได้ ; เขาเอาประโยชน์หลอกเอาไป เขาก็ ไปถือเอาศาสนาหลอกลวงไปจนตาย. ถ้ามีการกระทำกัน อย่างนี้แล้ว ไม่เท่าไร โลกนี้ก็จะเต็มไปด้วย ศาสนาหลอก ลวง, หลอกลวงตัวเอง, จิตใจเห็นอย่างหนึ่ง แต่ไปถือ ศาสนาอีกศาสนาหนึ่ง เพราะเห็นแก่ประโยชน์ ; แม้จะ ถือไปอย่างละเมอ ๆ ตามที่ได้ประโยชน์ ก็ยังเป็นการหลอก ลวง. นี้เป็นศาสนาหลอกลวง ที่ถูกหลอกให้ไปถือระวัง ให้ดี, เลิกกันเสียเถิด อย่าทำเลย, โลกนี้จะเต็มไปด้วย ศาสนาแห่งการหลอกลวง. ทีนี้ก็มาถึง "ศาสนาภรรยา " พั่งดูมันก็ตลกขบขัน ศาสนาภรรยา. คนยอมเปลี่ยนศาสนา เพื่อไปแต่งงาน กับผู้หญิงซึ่งเขาพอใจ, แล้วเขาเกี่ยงงอนให้เปลี่ยนศาสนา คนนั้นก็เปลี่ยนศาสนา เพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงที่ตนรัก เหลือประมาณ นี้ก็มีอยู่จริง. นี่เขาไม่ได้ทำไปเพื่อศาสนา โดยแท้จริง เพราะไม่เข้าใจ, ไม่เข้าถึงหัวใจของศาสนานั้น ๆ.

น.148 ๑๔๐ แต่เขาก็ต้องถือ มันกลายเป็น ศาสนาของเมีย หรือ ศาสนา ของผัว ; แต่เขาก็ต้องเอามาถือ, ก็ทำให้ถือศาสนาต่างกัน แม้ในครอบครัว, เรียกว่า ศาสนาที่ขึ้นอยู่กับประโยชน์. สรุปความในที่สุดก็ว่า คนส่วนมากถือศาสนา ประโยชน์.ศาสนาประโยชน์คือเอาประโยชน์เป็นใหญ่, ไม่เอาพระเจ้าเป็นใหญ่, ไม่เอาพระพุทธ พระธรรม พระ สงฆ์เป็นใหญ่, แต่ ถือเอาประโยชน์เป็นใหญ่, ให้ ได้ประโยชน์ก็แล้วกัน. บางทีก็เอาพระเจ้าไปขายเสียถูก ๆ, เอาพระศาสดาไปขายเสียถูก ๆ, เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปขายเสียถูก ๆ, เพื่อประโยชน์นิดเดียวของตน เอง คนส่วนมากถือศาสนาประโยชน์, ถือศาสนา เพื่อประโยชน์ ที่ถือศาสนาโดยบริสุทธิ์ใจนั้น มันมีกี่มาก น้อย? ถึงแม้ที่พูดกันว่าศาสนานั้นศาสนานี้ ถือแล้วจะได้ ไปอยู่ในสวรรค์. นี่มันก็เพื่อประโยชน์ ถือพุทธศาสนาแล้วอยู่เหนือประโยชน์. ดูจะมีแต่ พุทธศาสนา เท่านั้น ที่ถือแล้วถึงที่สุด แล้ว จะอยู่เหนือประโยชน์, ไม่ต้องการประโยชน์ ; เพราะ

น.149 ๑๔๑ ว่าจะต้องสละประโยชน์ทิ้งไป, ไม่ยึดมั่นถือมั่นในประโยชน์ ใด ๆ จึงจะบรรลุนิพพาน เป็นวิมุติ เป็นความหลุดพ้นจาก อำนาจประโยชน์ทั้งปวง. เรื่องสวรรค์ก็กลายเป็นเด็กเล่น เพราะเป็นเรื่องประโยชน์ตามอำนาจแห่งความรู้สึกของคนมี กิเลส, ต้องการจะอยู่ดีกินดียิ่งขึ้นไปกว่าที่อยู่ในเมืองมนุษย์, มันเป็นการหลงในประโยชน์อย่างที่สุด. มเพราะว่า เขาไม่รู้ หรือไม่อาจจะรู้ว่า ศาสนาที่แท้จริงนั้นเพื่อดับทุกข์, ไม่ใช่ ประโยชน์ตามที่กิเลสต้องการ, ต้องเพื่อดับทุกข์. กิเลสเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ เขา ต้องการจะ เข่นฆ่ากิเลส หรือว่าเขาต้องการประโยชน์ นั้น มัน อยู่ที่จิตใจ ของเขา. แต่คนส่วนมากเขา ถือศาสนาประ- โยชน์ และ เขาไม่รู้ว่าเขามีทุกข์ เขา ไม่รู้จักว่าความ ทุกข์นั้นเป็นอย่างไร ? ส่วนมากจึงถือศาสนาประโยชน์ ในชื่อต่าง ๆ กัน, ถือศาสนาอะไรก็เอาศาสนานั้นเป็นเครื่อง บังหน้า แสวงหาผลประโยชน์ ตามที่กิเลสต้องการ, ไม่ได้ คิดที่จะทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไป, แล้วอยู่เหนืออิทธิพลของ ประโยชน์ทั้งปวง.

น.150 ๑๔๒ อย่างว่าในพุทธศาสนา นี้ สอนให้เห็นความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นสุญญตา เป็นต้น, เรียกว่า ความ เป็นเช่นนั้นเอง ของสิ่งทั้งปวง ; แม้แต่สวรรค์ ก็มีความเป็น เช่นนั้น ก็เลยไม่ปรารถนาแม้แต่สวรรค์, แต่ต้องการวิมุติ คือความหลุดพ้นออกไปเสียจากอิทธิพลเหล่านี้. ค่าทั้งหลาย ค่าของอะไร, อะไร ๆ อย่างไร ๆ อยากจะอยู่เหนือค่าของสิ่ง เหล่านั้น ; อยู่เหนือค่า เหนือคุณค่า เหนืออิทธิพล ของ สิ่งทั้งปวง. แล้ว ใครสักกี่คนที่จะถือศาสนา เพื่อจะอยู่ เหนือคุณค่าของประโยชน์ทั้งปวงอย่างมีใจหลุดพ้น, เป็นวิมุติหลุดพ้นไปจากอิทธิพล ของสิ่งทั้งปวงในโลกนี้ จนเรียกว่าเป็นโลกุตตระ อยู่เหนือโลก. ขอให้พวกเรามาสำรวจดูศาสนาหลายชื่อ หลายชนิด กระทั่งแยกออกมาเป็น ศาสนาของกิเลส, ศาสนาของประ- โยชน์, เป็นศาสนาที่ถือตามความจำเป็น, เป็นศาสนาที่ถือ โดยถูกหลอกลวง ก็มี, กระทั่งว่าศาสนาภรรยา, เป็นต้น คนไม่อาจถือศาสนาเหมือนกันทุกคน. มันจำเป็นที่ว่า ยังละกิเลสไม่ได้อยู่เพียงใด ? ก็ต้อง ถือหลายศาสนาหรือคนเดียวถือได้รวมกัน ๆ หลายศาสนา.

น.151 ๑๔๓ ดังนั้นโลกทั้งโลกจึงต้องมีหลายศาสนา. โลกต้องมีศาสนา หลายศาสนา แล้วคนก็ต้องถือศาสนานั้น ๆ ต่างกันตามอุป- นิสัยของตน ๆ. เขามีอุปนิสัยแห่งความเชื่อ ก็ถือศาสนา ความเชื่อ. เขามีอุปนิสัยแห่งการใช้กำลังจิต ก็ถือศาสนา แห่งการใช้กำลังจิต. เขามีอุปนิสัยแห่งปัญญา เขาก็ต้องถือ ศาสนาแห่งปัญญา. คนก็ต้องถือศาสนาต่างกัน เพราะเหตุ ปัจจัยทั้งภายในและภายนอก มันต่างกันอย่างนี้. คนเดียวใน คราวเดียวกัน ก็ถือศาสนาผสมกันอยู่หลาย ๆ ศาสนา ตาม ความรู้ ตามการศึกษา ตามประเพณี ตามวัฒนธรรม ที่ประสมปนเปกันยิ่งขึ้น คนเดียวเลยถือศาสนาหลายศาสนา. นี่ก็เพราะเป็นไปตามอำนาจแห่งประโยชน์ จนกล่าว ได้ว่า เขาถือศาสนาต่างจากปากที่เขาพูดว่า เขาถือศาสนา อะไร, หรือจดทะเบียนว่าถือศาสนาอะไร, จดทะเบียนว่าถือ ศาสนาอะไรนั้นเป็นเรื่องโลก ๆ เป็นเรื่องชาวบ้าน สำหรับ ทำหนังสือเดินทาง หรือสำหรับจดทะเบียนอะไรบางอย่าง. นี้เป็นการแสดงอยู่แล้วว่า เรา ไม่อาจจะถือศาสนา เหมือนกันทุกคน, ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้, และเรา ไม่ ควรจะหลอกลวงซึ่งกันและกัน ให้เปลี่ยนศาสนา; เพราะ

น.152 ๑๔๔ ว่ามันจะทำให้โลกนี้มีแต่ศาสนาหลอกลวง คือล่อหลอกเอา ไปถืออยู่อย่างที่ตัวไม่รู้จัก ไม่ต้องแตกร้าวกันจะอยู่เป็นสุข. เป็นอันว่าเราไม่ต้องแตกร้าวกัน เพราะมีศาสนา ต่างกัน, เราไม่ต้องแตกร้าวกัน เพราะมีศาสนาต่างกัน. เราหาทางให้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ; เพราะเราต้องมีศาสนา ต่างกัน เ ราก็ต้องหาทางประนีประนอมออมชอมปรับ- ปรุง ให้อยู่ด้วยกันได้ โดยไม่ต้องแตกร้าวกัน ; แม้แต่ ว่าสามีถือศาสนาหนึ่ง ภรรยาถืออีกศาสนาหนึ่ง ก็ยังอยู่กัน ได้ ; ถ้าคนมันฉลาด, ถ้าคนมันรู้เท่าทันกิเลส และรู้จัก ความหมายของความเป็นคนอย่างแท้จริง. ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย ได้พินิจพิจารณาดูเถิดว่า เราจะต้องไม่แตกร้าวกันทั้งที่มีศาสนาต่างกัน ซึ่งเป็น ปัจจัยสำคัญ สำหรับมนุษย์ในโลกปัจจุบันนี้ จะต้องทำให้ ได้อย่างนี้ หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้ ขจัดปัญหานี้ให้หมด สิ้นไป. แล้วมีศาสนา ชนิดที่เป็นประโยชน์แก่ความ สุขของแต่ละคน. อยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต