Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๙ — ๕๗. ปรมัตถธรรมสำหรับข้าราชการพลเรือน

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.153 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, อาตมาได้บรรยายปาฐกถาธรรมมาตลอดเวลา ใน เรื่องปรมัตถธรรมในฐานะเป็นปรัชญาที่เป็นรากฐานของ ศีลธรรม, ส่วนในวันนี้จะกลายเป็นรากฐานของจริยธรรม ของข้าราชการพลเรือน ตามคำขอร้องของเจ้าหน้าที่, นับว่า เป็นการบรรยายพิเศษ ตามโอกาสอันจะต้องมี เพื่อศีลธรรม และจริยธรรม ที่กว้างขวางออกไป; ไม่มีหน้าที่การงาน อันไหน ที่ไม่เป็นศีลธรรมของมนุษย์เรา; ดังนั้นจึง ๑๔๕

น.154 ๑๔๖ ต้องรู้เรื่อง รากฐานของศีลธรรมนั้นๆ ซึ่งในที่นี้เรียกว่า ปรมัตถธรรม. ทั้งทหารและพลเรือนมีหน้าที่เป็นพลโลก. ทีนี้จะได้พิจารณากันถึงคำว่า ข้าราชการพลเรือน ก่อน. คำนี้เป็นคำที่ต้องวินิจฉัยกันให้สมบูรณ์. . เราควรจะ มองกัน ให้ลึกซึ้งถึงธรรมชาติ ว่าคนทุกคนที่เป็น ประ- ชาชนคนไทย มีหน้าที่พัฒนาชาติ, จะเรียกตัวเองว่า ข้าราชการหรือประชาชนก็ตาม มีหน้าที่พัฒนาประเทศชาติ แต่เรานิยมแยกเป็นข้าราชการทหารบ้าง, ข้าราชการพลเรือน บ้าง, โดยลืมไปว่า ในยามสงคราม ทหารเป็นทหาร. แต่ใน ยามที่ไม่มีสงคราม ทหารก็คือพลเรือนนั่นเอง, และเป็น ระยะที่ยาวนานกว่าระยะที่มีสงคราม. บัดนี้เราก็ได้เห็นทหารเข้ามาช่วยเหลือ ในกิจการ พลเรือนมากขึ้น, ดังนั้น ข้าราชการทหาร ในยามที่ไม่มี สงคราม ก็ควรรับฟังในเรื่องนี้ เพื่อความเข้าใจอันดี และร่วมมือกับทุกคน. เรากล่าวได้ว่า พลเรือนมีหน้าที่ภาย-

น.155 ๑๔๗ ในรั้วบ้าน ทหารมีหน้าที่ตามริมรั้วหรือนอกรั้วออกไป ตาม ควรแก่กรณี, แต่จะมีผลสมบูรณ์ได้ ก็ต่อเมื่อร่วมมือกัน ทั้ง ๒ หน้าที่. ดูแต่ม้า เรามี ๒ ชนิด ม้าไว้ลากรถตามถนน ก็มี, ม้าไว้ออกสงครามก็มี, หรือแถมมีม้าเพื่อเล่นการ พนันด้วย, มันมีได้หลายชนิด: แต่ก็ต้องจัดต้องทำให้กลม กลืนกัน จึงจะได้รับประโยชน์จากม้า อย่างนี้เป็นต้น. ข้อสำคัญเราอย่าลืมว่า เราทุกคนเป็นพลโลก, เป็นพลของโลก, หน้าที่ของพลเรือนขยายออกไปเป็นหน้าที่ ของพลโลก, เราต้องรับรู้ไปถึงความรอดของโลก ทั้งทหาร และทั้ง พลเรือน ต้องรับรู้หน้าที่ของพลโลก มิฉะนั้น เราจะคุ้มครองบ้านเรือนของเราได้โดยยาก ยิ่งบัดนี้แล้ว โลกมันจะเล็กนิดเดียว จนเราไม่อาจจะแยกตัวเราออกจากใคร หรือไม่มีใครจะแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด, ขอให้ถือเป็น หน้าที่ของคนทุกคน ที่จะนึกถึงโลก เหมือนสมเด็จพระ- โลกนาถสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านมีหน้าที่จัดการคุ้มครองโลก, ท่านจะเป็นข้าราชการพลเรือนด้วยหรือไม่ ก็ลองคิดดู เป็น ข้าราชการของโลก, เป็นข้าราชการของพระธรรม, คุ้มครอง โลกอยู่อย่างแท้จริง ; ถ้าคิดกันอย่างนี้ แล้วก็จะเป็นการง่าย นิดเดียว ที่จะเป็นข้าราชการของประเทศไทย.

น.156 ๑๔๘ ข้าราชการกับประชาชนต้องไม่เป็นปรปักษ์กัน. ทีนี้มาดูกันถึง ความหมายของคำว่าข้าราชการ ควรจะรู้กันไว้ว่า ข้าราชการนั้นถูกสงเคราะห์ไว้ในวรรณะ- กษัตริย์ คือบุคคลที่มีหน้าที่ในการปกครอง. การปกครอง และการทหาร เป็นหน้าที่ของวรรณะกษัตริย์ ; วรรณะ โดยหน้าที่นี่เลิกไม่ได้ เขาเลิกกันแต่วรรณะโดยชาติ กำเนิด, ไม่ถือเอาชาติกำเนิดเป็นเครื่องหมายวรรณะ. แต่เอา หน้าที่ที่กำลังกระทำอยู่ เป็นเครื่องหมายของวรรณะ, ทุกคน ยังมีหน้าที่. จงดูหน้าที่ของเขา ว่ามีหน้าที่ที่ควรสงเคราะห์ เข้าในวรรณะไหน แล้วก็ดำรงตัวให้เหมาะสม กับการที่ เป็นวรรณะนั้น ; จะเป็นคนไม่มีวรรณะนั้นไม่ได้, ไม่มี วรรณะตามหน้าที่นั้นไม่ได้, เท่ากับคนไม่มีอาชีพ หรือเป็น คนตายแล้ว. วรรณะที่มีหน้าที่ปกครองนั้น มีหน้าที่ทำให้ คนทุกคนร้องออกมาว่าพอใจ, พอใจ, ตามความหมายของ คำว่าราชา ราชา, เป็นคำแรกหลุดออกมาจากปากของมนุษย์ เมื่อได้รับการปกครองที่ดี. คำว่าราชา ราชา แปลว่าพอใจ.

น.157 ๑๔๙ บัดนี้ เรากระทำได้ตามนั้นหรือเปล่า ? ขอให้คิด ดูให้ดี, เดี๋ยวนี้ดูเถิด ประชาชนยังมีความรู้สึกว่ารัฐบาลคือ ปรปักษ์ รัฐบาลคือปรปักษ์ของประชาชน, อยู่กันคนละฝ่าย คนละพวก, คล้ายกับว่ามีประโยชน์อันขัดกัน. ประชาชนเรียกรัฐบาลว่าหลวง ๆ ; หลวงท่านจะ เอาอย่างนั้น หลวงท่านจะเอาอย่างนี้, ในความหมายที่เป็น ฝ่ายตรงกันข้าม. มีประชาชนกี่คนที่พูดว่า รัฐบาลของเรา ; แม้แต่คำพูดที่ใช้อยู่ในหนังสือราชการ ก็ยังแยกว่า ของ ประชาชนบ้าง ของราชการบ้าง, ยังแยกข้าราชการกับ ประชาชนเป็นคนละพวก, มีหน้าที่คล้าย ๆ กับว่าต่อสู้กัน หรือเป็นปรปักษ์ต่อกัน, ประชาชนยังใช้คำว่าหลวง หลวง ท่านจะเอาอย่างนั้น หลวงท่านจะเอาอย่างนี้ หรือว่าหลวง ไม่ช่วยเรา. นี่เป็นสิ่งที่พิจารณาแล้ว ก็จะเห็นว่า ยังมีอะไรที่ บกพร่องอยู่. ทำไมประชาชนเรียกฝ่ายรัฐบาลว่าหลวง ? นั้น จะมีความหมายพิเศษ ไม่ต้องวินิจฉัยกันในที่นี้ ท่านทั้งหลาย ควรจะวินิจฉัยได้เอง.

น.158 ๑๕๐ เหตุที่ทำให้แต่ละวรรณะเข้าใจกันไม่ได้. ทีนี้ อาตมาจะขอร้องให้พิจารณากันต่อไปว่า การ ศึกษา ของเรา ไม่สมบูรณ์, หรือจะเรียกว่าการศึกษาในโลก ก็ได้ ไม่สมบูรณ์. คือให้เรียนกันแต่หนังสือและอาชีพ เรียนหนังสือกันจนสุดที่จะเรียนได้ แล้วก็เรียนอาชีพในรูป แบบเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่างมากมายมหาศาลลึกซึ้ง ; แต่มันก็ ไม่สมบูรณ์ เพราะไม่ได้เรียนกันในข้อที่ว่า เราจะเป็น มนุษย์กันอย่างไร, เราจะเป็นมนุษย์กันอย่างไร นี้เราไม่ได้ เรียน, การศึกษามันจึงไม่สมบูรณ์ มีลักษณะเหมือนกับว่า เป็นสุนัขที่หางด้วน ไม่น่าดู หรือพระเจดีย์ยอดด้วน มันก็ ไม่น่าดู. การศึกษาไม่สมบูรณ์ นี่แหละ เป็นเหตุให้วรรณะ ประชาชนกับวรรณะการปกครองเข้าใจกันไม่ได้, ประ- ชาชนกับผู้ปกครองเข้าใจกันไม่ได้ ว่าเราเป็นพลโลกด้วยกัน ; เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน ; จึงไม่ได้ทำหน้าที่ เพื่อหน้าที่, และไม่ได้ทำหน้าที่ร่วมกัน. เพราะการศึกษา ไม่สมบูรณ์ ไม่ทำให้เราสำนึกในข้อนี้ แต่ละคนมุ่งทำ

น.159 ๑๕๑ ประโยชน์ส่วนตน. ทุกคนเป็นคนของประโยชน์ของตน, ขออภัยใช้คำว่าเป็น คนของประโยชน์ของตน คือรายได้ หรือเงินเดือน เขาไม่รู้ว่าหน้าที่ของมนุษย์ทุกชนิด ล้วนแต่ เป็นธรรม. ธรรมะคือหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติ ในฐานะที่เป็นมนุษย์. ถ้ารู้ว่าการทำหน้าที่เป็นธรรมะแล้ว จะบูชาหน้าที่ จะพอใจในหน้าที่ แล้วจะหาความสุขได้ที่โต๊ะ ทำงานนั่นเอง, มีความสนุก, มีความสุขที่โต๊ะทำงาน, ก็ทำ งานได้มากก็เหลือใช้ ไม่ต้องทำคอรัปชั่น เพราะเงินเดือน ไม่พอใช้. นี่หาความสุขจากการทำงานที่โต๊ะทำงาน นั้นเป็น การประพฤติธรรม, ไม่ต้องทำคอรัปชั่น เพื่อไปหาความสุข จากสถานกามารมณ์ จนเงินเดือนไม่พอใช้. ไม่เป็นคนรถโลก ต้องทำหน้าที่ให้สมบูรณ์. ดูต่อไป ในระบอบประชาธิปไตย ข้าราชการต้อง รู้ว่า โต๊ะทำงาน โต๊ะทำงานนั่นแหละ คือบัลลังก์ที่ ประชาชนมอบให้, โต๊ะทำงานคือบัลลังก์ที่ประชาชนมอบ ให้แก่ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่ อย่างมีอำนาจเหนือประชาชน,

น.160 ๑๕๒ เป็นของศักดิ์สิทธิ์. ดังนั้นพอเข้ามาในห้องทำงาน ก็ควรจะ พนมมือให้แก่โต๊ะทำงาน ในฐานะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์. และ ทำในใจให้ถูกต้องว่า โต๊ะทำงานนี้คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชน มอบให้. เหมือนกับพระในบางนิกาย จะขึ้นเทศน์บน ธรรมาสน์ ก็เคารพธรรมาสน์, ทำอาการเคารพธรรมาสน์ เสียก่อน ; เพราะว่า ธรรมาสน์เป็นสิทธิของพระพุทธองค์ ที่จะประทับนั่งแสดงธรรม, เราเป็นสาวกจะขึ้นไปนั่ง ต้องทำ ความเคารพธรรมาสน์เสียก่อน อย่างนี้เป็นต้น ก็จะทำ หน้าที่ของตนอย่างประณีต ละเอียด ลออ ลึกซึ้งมีผลสมบูรณ์ การทำให้ประชาชนน้ำตาตก ถือว่าเป็นบาป มหันตโทษของข้าราชการ , เมื่อแยกกันเป็นข้าราชการ และประชาชนแล้ว ขอให้รับรู้ว่า การทำให้ประชาชนน้ำตา ตกนั้น เป็นบาปมหันตโทษของข้าราชการ สิ่งที่มี เกียรติสูงสุดของมนุษย์ คือการทำหน้าที่ บริสุทธิ์ คือธรรมะ คือการประพฤติธรรม, ต้องไม่เป็น คนรกโลก เพราะบกพร่องในหน้าที่ของมนุษย์คนหนึ่ง มนุษย์คนใด บกพร่องในหน้าที่ ของมนุษย์ คนนั้นชื่อ ว่าเป็น คนรกโลก, ครั้นบกพร่องแล้วก็ยังไม่ละอาย ไม่มีหิริ ไม่มี

น.161 ๑๕๓๕ โอตตัปปะ, นี่มันไม่เพียงแต่บกพร่อง มันกลายเป็นว่าไม่ทำ หน้าที่เอาเสียเลย, ไปทำทุจริต, แล้วยังส่งเสริมการทำ ทุจริต. ระบบจรรยาบรรณของข้าราชการพลเรือน ต้อง สมบูรณ์จนป้องกันสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าให้เกิดขึ้น,จอดเรือดาว ทุกคนควรสำนึกโทษของอบายมุข. ที่นี้ มองดูกันในแง่ของประชาชน ทางด้านประ- ชาชน ที่ว่าการศึกษาที่ไม่สมบูรณ์นั้น ประชาชนไม่ได้ รู้ว่า ประเทศชาติของเราร่วมกันกับรัฐบาลหรือกับ ข้าราชการ. ประชาชนยังไม่ได้ถือว่า รัฐบาลหรือข้าราชการ คือผู้ที่ทำหน้าที่แทนเรา เพื่อเรา ในการจรรโลงประเทศชาติ ซึ่งรวมเราด้วยกันทั้งหมด. การเป็นประชาชนที่ดี ก็คือ การเป็นข้าราชการพลเรือนที่ดี คนหนึ่งด้วยเหมือนกัน ประชาชนมีหน้าที่จรรโลงประเทศชาติ เช่นเดียวกับข้าราช- การ ; ควรจะจัดประชาชน ให้เป็นข้าราชการคนหนึ่งด้วย เพราะเป็นหน้าที่, เพราะต้องรับผิดชอบร่วมกันและเท่ากัน. ประชาชนควรร่วมมือกับทางราชการ ในการต่อต้าน อบายมุขทุกชนิด แม้เป็นอบายมุขที่รัฐบาลเป็นผู้จัดขึ้น เพื่อเป็นการรับบริจาคโลหิตจากประชาชน

น.162 ๑๕๔ อบายมุข คือ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร เกียจคร้านทำการงาน. อบายมุข ๖ ประการ เป็นปากประตูแห่งอบาย สำหรับจะจมลงไปในอบาย, เราจะต้องรู้สำนึกในข้อนี้, รับผิดชอบกันในข้อนี้, ไม่โยนกลองไปมาให้แก่กันและกัน จนผลร้ายเกิดขึ้นเป็นส่วนรวม. ทุกคนช่วยผดุงศีลธรรม. ประชาชนควรร่วมมือกันประท้วง สิ่งที่เป็นข้าศึก แก่ศีลธรรม, เรียกร้องศีลธรรมให้มีมา, ให้รัฐบาลปรับปรุง ความมีศีลธรรม ในประเทศชาติ, โดยรู้ว่า ศีลธรรมคือ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างตัวเอง ในการสร้างชาติ, หรือ ในการสร้างโลก. เดี๋ยวนี้พิจารณาดูเถิด ความไม่มีศีลธรรมกำลังมี โทษร้ายอย่างไร, การสหกรณ์ทำไม่ได้ การผลิต การ เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง ล้วนแต่โกง, โกงคือเอา เปรียบ, มุ่งหมายแต่การเอาเปรียบกันทั้งโลก. นี้คือไม่ มีศีลธรรม, ศีลธรรมตั้งอยู่ไม่ได้. ระบบสหกรณ์นั้นเป็น ระบบที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ แต่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า

น.163 ๑๕๕ มนุษย์ไม่มีศีลธรรม, ต่อเมื่อมนุษย์มีศีลธรรม ระบบเช่น ระบบสหกรณ์จึงจะเป็นไปได้ นี่ ศีลธรรมจำเป็น ในการสร้างตัวเอง สร้าง ชาติและสร้างโลก ต้องช่วยกันผดุงศีลธรรม ให้มีศีล ธรรมรอบด้าน, เรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งกระทรวงศีลธรรม ขึ้นควบคุมกระทรวงทั้งหลาย, ให้บ้านเมืองเต็มไปด้วยศีล- ธรรม. ระวังอย่าให้ศาสนาหมดเสียก่อนคอมมิวนิสต์มา. มัว แต่พูดกันว่า คอมมิวนิสต์มา ศาสนาหมด ; แต่เดี๋ยวนี้มันอยู่ ในสภาพที่ว่า คอมมิวนิสต์ยังไม่ทันมา ศาสนาก็จะหมด เสียแล้ว คือศีลธรรมไม่ปรากฏ นั่นเอง. ศีลข้อเดียวพอ ; ทุกคนถือศีลข้อเดียวพอ, คือศีล รักผู้อื่น, รักผู้อื่น รักผู้อื่น, ถือศีล รักผู้อื่นแล้ว มันก็ ไม่ฆ่าใคร ไม่ลักขโมยใคร ไม่ทำกาเมสุมิจฉาจาร ต่อบุตร ภรรยาของใคร ไม่โกหกหลอกลวงใคร ไม่ดื่มน้ำเมา ให้ใคร เขารำคาญ, ศีลอื่น ๆ ทั้งหลายก็มีมาโดยครบถ้วน. นี่แหละ ประชาชนควรจะสำนึกตน ใน การที่ จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์, รู้สึกว่าเราก็เป็น ข้าราชการพลเรือน คนหนึ่งด้วย เหมือนกัน ; ไม่มีใคร

น.164 ๑๕๖ ที่ไม่เป็นข้าราชการพลเรือน คือผู้มีหน้าที่ทำประเทศชาติให้ ดำรงอยู่ได้ และให้เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ทั้งข้าราชการประชาชนต้องรับผิดชอบร่วมกัน. ที่นี้จะมองดูกัน ทางด้านรวมกันทั้งข้าราชการและ ประชาชน, เมื่อทำหน้าที่ร่วมกัน รับผิดชอบร่วมกัน การ ศึกษาไม่สมบูรณ์ ทำไมไม่มองเห็นสิ่งจำเป็น หรือความถูกต้อง ในข้อนี้. ถ้าการศึกษาสมบูรณ์ เราก็จะมีความรู้สึกอัน ถูกต้อง ร่วมกันได้ ทั้งข้าราชการและประชาชน ล้วน แต่เป็นข้าราชการพลเรือน. เราจะต้องถือธรรมะในข้อที่ว่า เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน, เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วย กัน ตามธรรมชาติ. หรือแม้ในแง่ของการเมือง เราก็มี ความรับผิดชอบ เป็นตายด้วยกัน, แล้วเราจะสูบเลือดกัน อย่างไร, จะเอาเปรียบกันได้อย่างไร, จะเกลียดชังกันได้ อย่างไร, จะเป็นเราเป็นเขากันได้อย่างไร. เราต้องพึ่งพา อาศัยกัน เพราะเราไม่อาจจะช่วยตัวเองได้เสมอไป; เพราะ ว่าเรามี สติปัญญาไม่เท่ากัน เราจึงต้องแบ่งหน้าที่การ

น.165 ๑๕๗ งานกันทำ ตามชั้นเชิง แห่งสติปัญญา ; แต่ก็มีประโยชน์ ร่วมกัน อย่างที่จะแยกกันไม่ได้. ดูเถิด ในโลกปัจจุบันนี้ เขาถือประโยชน์ของ เขาเป็นพระเจ้า เขาบูชาประโยชน์ของเขาเป็นพระเจ้า .. พระเจ้าอย่างชนิดแต่ก่อนเก่านั้นตายหมดแล้ว ; ฉะนั้นเดี๋ยว นี้มีประโยชน์เป็นพระเจ้า. กิเลสกำลังครองโลก, กิเลสของ มนุษย์กำลังครองโลก ทุกคนมีประโยชน์เป็นพระเจ้า เราจะ คบกับเขาอย่างไรได้. ขอให้ระวังให้ดี, ต้องระมัดระวังให้เกิดประโยชน์ ร่วมกัน ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย เขาจึงจะยินดีคบกับเรา. แต่เรา ก็ไม่ต้องถือหลักตามเขา ว่าบูชาประโยชน์เป็นพระเจ้า เราบูชาความถูกต้องเป็นพระเจ้า, บูชาธรรมะเป็นพระเจ้า ชาวพุทธต้องถือพุทธศาสตร์ให้ถูกต้อง. มาดูตัวเราเองให้ดี ว่าชาวพุทธ ประชาชนชาวไทย ที่เป็น ชาวพุทธนี้ เราถือพุทธศาสตร์ในการสร้างชาติ ; ไม่ใช่ถือไสยศาสตร์. พุทธศาสตร์เป็นของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิก บาน, ไสยศาสตร์เป็นของผู้ยังหลับอยู่ คำว่า ไสย แปล ว่า หลับอยู่ ดีกว่าที่จะไม่มีเสียเลย ไสยะ แปลว่า ดีกว่า คือดี กว่าที่จะไม่มีอะไรเสียเลย แม้ว่ายังหลับอยู่. แต่เราต้องถือ

น.166 ๑๕๘ พุทธศาสตร์ ไม่ใช่ไสยศาสตร์ อย่าทำพุทธศาสตร์ให้กลาย เป็นไสยศาสตร์ โดยไม่รู้สึกตัว. มีคนพูดกันว่า ยุคนี้สร้างพระเครื่องขึ้นมามากมาย แต่ก็มีจำนวนอันธพาลในท้องถนนเพิ่มขึ้นมากมายเหมือนกัน อย่างกับจะแข่งขันกันทีเดียว, เราสร้างพระเครื่อง วัตถุแห่ง การคุ้มครองขึ้นมา ต้องใช้ให้ถูกต้องตามหลักของพระ- พุทธศาสนา อย่าให้กลายเป็นไสยศาสตร์ไปเสีย ยังมีอะไร อีกมากที่ต้องระวังกันในข้อนี้. ประชาชน คนใดแขวนพระเครื่อง ผู้นั้นต้อง เป็นข้าราชการพลเรือนที่ดี. ใครแขวนพระเครื่อง ผู้นั้น ต้องเป็นข้าราชการพลเรือนของบ้านเมือง ของประเทศชาติ ที่ดี ต้องรับผิดชอบในการพัฒนาชาติ. ตำรวจ หรือ ทหาร แขวนพระเครื่อง ก็เพื่อคอยเตือน ให้พิทักษ์ความเป็น ธรรม และความยุติธรรมในโลก อย่างเอาชีวิตเข้าแลก ; ไม่ใช่แขวนเพียงเพื่อแก้ความขี้ขลาด เพราะไม่เห็นคุณค่า ของธรรม ที่มีค่ายิ่งกว่าชีวิต. ถ้าเรามีการศึกษาถูกต้องและ สมบูรณ์ ปัญหาเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น ทั้งฝ่ายข้าราชการและ ฝ่ายประชาชน.

น.167 ๑๕๕ วันเช่นวันนี้เป็นวันเตือนให้รับผิดชอบร่วมกัน. สรุปความได้ว่า วันที่เป็น วันข้าราชการพลเรือน นี้เป็นวันที่ระลึก, เ ป็นวันที่เตือนให้รู้ว่า ประชาชนก็ดี ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหารก็ดี ล้วนแต่มีความ รับผิดชอบร่วมกัน ในการป้องกันประเทศชาติ ; แม้พระ- เจ้าพระสงฆ์ทุกองค์ ก็มีหน้าที่ให้ความร่วมมือในกิจกรรม อันนี้ อย่างถูกต้อง อย่างเป็นธรรม; เพื่อให้ธรรมะ ครองเมือง, ให้ธรรมะครองเมือง, ให้ธรรมะครองโลก, สมตามความมุ่งหมายของพระธรรม หรือของพระศาสนา ประเทศที่พัฒนาอย่างยิ่ง เจริญด้วยวัตถุอย่างยิ่งใน โลกนี้ ก็มีอยู่หลายประเทศ จงมองดูว่าในประเทศเหล่านั้น มีสันติสุขอะไรกัน ? มีสันติสุขชนิดไหน ? ที่พอจะดูเป็น ตัวอย่าง, ดูเหมือนจะยังยุ่งยาก เดือดร้อนยิ่งกว่าประเทศที่ ด้อยพัฒนาเสียด้วยซ้ำไป. เราจงเป็นตัวของตัวเอง ที่ ประกอบอยู่ด้วยธรรม ตามคำสั่งสอนของสมเด็จพระ- บรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า กันเถิด.

น.168 ๑๖๐ ฆราวาสธรรม จะแก้ปัญหาได้หมด. ธรรมะที่จะช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ก็คือ “ธรรมะที่ เรียกว่าฆราวาสธรรม. ฆราวาสธรรม อาศัยธรรมะนี้แล้ว จะแก้ปัญหาได้หมด. จะสร้างความเจริญได้ทั้งทางโลกิยะ และทางโลกุตตระ, ฆราวาสอาศัยฆราวาสธรรมนี้เถิด มีพระบาลีว่า ยส . เสเต จตฺโร ธมฺมา สทฺธสฺส ฆรเมสิโน สจฺจํ ทฺโม ธิติ จาโค สเว เปจ . จ น โสจติ ธรรมะ ๔ ประการคือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ มีในฆราวาสผู้ครอง เรือนแล้ว เขามีแล้ว จะไม่เศร้าโศก. เ ขามีธรรมะ ๔ ประการนี้แล้ว จะไม่เศร้าโศก คือจะไม่มีปัญหา ไม่มีความ ทุกข์ยากแต่ประการใด, เจริญด้วยโลกิยประโยชน์ในโลกนี้, และถ้าต้องการเจริญในทางโลกุตตรประโยชน์ก็ทำได้ ขอให้ พิจารณาดูให้ดี. สัจจะ คือ ความจริง จริงต่อทุกสิ่ง และที่จริง สำคัญที่สุด ก็คือ จริงต่อความเป็นมนุษย์ของตนเอง. จริงต่อความเป็นมนุษย์ของตนเอง แล้วก็ไม่มีทำอะไรผิด.

น.169 ๑๖๑ การที่จะมีสัจจะหรือจริงอยู่ได้ ต้องมี ทมะ คือ บังคับตนเอง. จิตที่มีกิเลสนั้น มันเหมือนกับช้างตก มัน ; ต้องเป็นควาญช้างที่ฉลาด จึงจะบังคับมันได้. ถ้าเป็น ควาญช้างที่โง่เขลา ก็มีแต่ช้างจะฆ่าเสียเท่านั้น, มันจึงต้องมี การบังคับอย่างฉลาด. เมื่อมีการบังคับแล้ว ก็ย่อมมีความเหน็ดเหนื่อย เจ็บปวด จึงต้องมี ขันติ คือ ความอดกลั้น อดทน ทนได้ เพื่อจะมีการบังคับตัวอยู่ได้ตามสัจจะอันนั้น ต้องอดทน ทนได้ทุกอย่างทุกประการ, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือ ทนต่อการ บีบคั้นของกิเลส ทีนี้เพื่อไม่ให้ทนมากเกินไป จนทนไม่ไหวก็มี ; จาคะ คือ บรรเทากิเลส สละกิเลส สละสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่ ในจิตใจ ออกไปเสียจากจิตใจ อยู่เรื่อย ๆ. ถ้าทำอย่างนี้ แล้ว ประโยชน์ทั้งทางโลกิยะและทางโลกุตตระก็มีได้แก่ ฆราวาสผู้นั้น. ฆราวาสธรรมจึงจำเป็นสำหรับฆราวาส ในที่ทุกสถาน. และยังมี พระพุทธภาษิต ที่น่าสนใจอีกข้อหนึ่งว่า อิง . ฆ อญฺเญปิ ปุจ . ฉส . สฺ ปุถู สมณพ . ราหม . เณ ยทิ สจ . จามทา

น.170 ๑๖๒ จาคา ขนตยา ภิยฺโยธ วิชฺชติ คือทรงท้าว่า ให้ไปถามสมณ- พราหมณ์เหล่าอื่น เป็นอันมากในโลกนี้ดูเถิด ว่าสำหรับ ฆราวาส แล้ว ยังมีธรรมะไหนที่ดียิ่งไปกว่า สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ. พระพุทธองค์ทรงท้าไว้อย่างนี้ ให้ไปถามสมณ- พราหมณ์ผู้รู้ทั้งโลกดู ว่าสำหรับฆราวาสแล้ว มีธรรมะ ไหนประเสริฐกว่าธรรมะ ๔ ประการ นี้. ฉะนั้นขอให้เราชาวไทย พุทธบริษัท จงถือเอา ของขวัญ ที่พระพุทธองค์ทรงประทานไว้สำหรับโลก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงแนะนำให้ใช้ ธรรมะ ๔ ประการนี้ เป็นเครื่องจรรโลงประเทศชาติ และ แก้ปัญหาของประเทศชาติ ซึ่งควรจะเคารพรับถือเป็น อย่างยิ่ง. เมื่อมาถึงวันเช่นวันนี้ ข้าราชการพลเรือน ก็จะต้องสำนึกถึงธรรมะ สำหรับฆราวาส ที่จะใช้แก้ ปัญหาได้ ทุกอย่างทุกประการ. และจะนำมาซึ่งประโยชน์ ทุกอย่างทุกประการพร้อม ๆ กันไป. หวังว่าท่านทั้งหลาย จะได้มีการปรับปรุง ความเป็น ข้าราชการพลเรือนของเรา ให้กว้างขวาง. ให้เป็นกันทุกคน แม้กระทั่งพระเจ้าพระสงฆ์ ก็เป็นข้าราชการพลเรือน ใน

น.171 ๑๖๓ ฐานะที่จะต้องรับภาระ ในการจรรโลงประเทศชาติ. ทุกคน เป็นผู้มีหน้าที่ในการจรรโลงประเทศชาติ ; แม้แต่สัตว์พาหนะ ของเราเช่นวัวควาย เป็นต้น ก็ต้องจัดให้มีหน้าที่ ในการ จรรโลงประเทศชาติ. ขยายความหมายของคำว่า ข้าราชการ พลเรือนออกไปให้กว้างขวาง, ให้กว้างขวางจนสุดที่จะกว้าง ขวางได้ ก็จะมีข้าราชการพลเรือน ที่เพียงพอที่จะจรรโลง ประเทศชาติได้ โดยแท้จริง. หวังว่า เราทั้งหลาย จะมีธรรมะทั้ง ๔ ประการ นั้น สำหรับฆราวาส จรรโลงประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรือง แล้วมีความผาสุกสวัสดีอยู่ ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต