น.172 ท่านสาธุชน ผู้สนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรม ก็ยังคงทำไป ด้วยความ มุ่งหมายแห่งการกลับมาแห่งปรมัตถธรรม เพื่อเป็นรากฐาน ของศีลธรรม เหมือนครั้งที่แล้ว ๆ มา. แต่โดยเฉพาะใน ปัจจุบันนี้ จะกลับมาเพื่อแก้ปัญหา เกี่ยวกับศาสนาของคน ต่างวัฒนธรรม อีกส่วนหนึ่งด้วย ในครั้งที่แล้วมาได้บรรยายโดยหัวข้อว่า ไม่ต้องแตก ร้าวเพราะมีศาสนาต่างกัน วันนี้บรรยายสืบต่อจากครั้งนั้น โดยมีหัวข้อว่า พระเจ้าบนสวรรค์กับพระเจ้าในหัวใจ ๑๖๔
น.173 ๑๖๕ มนุษย์. มีพระเจ้าอยู่ ๒ ชนิดอย่างนี้ เราจะทำให้กลมกลืน กันได้อย่างไร ? วัฒนธรรมไทยมี "พระเจ้า" แบบไทย. ข้อแรกก็จะนึกถึง วัฒนธรรมกันก่อน. วัฒน- ธรรมไทยของชาวพุทธที่แท้จริง มีหลักแห่งการพึ่งตัว เอง เป็นวัฒนธรรมไทย; ส่วน วัฒนธรรมทาส นั้น มีหลักพึ่งผู้อื่น ตรงกันข้ามอยู่. วัฒนธรรมไทยพึ่งตัวเอง, วัฒนธรรมทาสพึ่งผู้อื่น ชนชาติไทยมีโอหัง แห่งการพึ่งตัวเอง ไม่ยอม แพ้ แม้จะต้องถอยหนีก็ไม่ยอมแพ้ อาศัยมานะเพื่อละมานะ ตามหลักธรรมะ. ที่ว่า โอหัง ในที่นี้ หมายถึง ความเข้มแข็ง ในการที่จะยกตัวเอง ช่วยตัวเอง ต่อสู้เพื่อตัวเอง. ฟังดูเป็นคำหยาบคาย เป็นเรื่องของกิเลส แต่ก็มีความหมาย ไปในทางที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ แม้จะใช้คำว่า "โอหัง" คือไม่ยอมแพ้. ชนชาติไทยมีวัฒนธรรมอย่างนี้ ก็จำเป็นที่ จะต้องมีพระเจ้า ชนิดที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมของตน.
น.174 ๑๖๖ พระเจ้าจึงต้องมีหลายรูปแบบ อย่างน้อยก็สองรูปแบบ เพื่อ เหมาะสมแก่บุคคลที่มีวัฒนธรรมของตนแต่ละอย่าง ๆ. ควรเข้าใจความหมายของ "พระเจ้า" ให้ถูก. ทีนี้ก็มาถึงคำว่า พระเจ้า คำว่าพระเจ้ากำลังเป็นคำ ที่เข้าใจผิดกันอยู่มาก ในหมู่ชนชาวไทยพุทธบริษัท จนเป็น เหตุให้เกิดการแตกแยกเพราะคำ ๆ นี้ก็มี. ได้ยินคนเขาพูด กันว่า ท่านพุทธทาสชักจะเลอะเทอะแล้ว คือพูดถึงพระเจ้า ซึ่งไม่มีในพุทธศาสนา ; อย่างนี้ไม่ถูก เพราะคนถือพระเจ้า อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ด้วยกันทั้งนั้น. เราจะต้องพิจารณาดู ให้ดี. สิ่งที่เรียกว่าพระเจ้านั้น มิใช่สิ่งที่พึงรังเกียจ แต่เป็นสิ่งสูงสุด, หมายถึงสิ่งสูงสุด ชีวิตที่มีความคิดนึก จะต้องมี. สุนัขและแมวมันก็มีสิ่งสูงสุด ที่มันจะต้องเคารพ เชื่อฟังและเกรงกลัว, ทุกคนมีสิ่งสูงสุด. พระพุทธเจ้าเมื่อ ตรัสรู้ใหม่ๆ ก็ทรงแสวงหาสิ่งเป็นที่เคารพหรือสิ่งสูง สุด; ในที่สุด ก็ ทรงพบว่ากฎอิทัปปัจจยตาของธรรมชาติ ที่พระองค์ได้ตรัสรู้นั่นแหละคือสิ่งสูงสุด ที่พระพุทธเจ้า
น.175 ๑๖๗ ทุกพระองค์ ทั้งในอดีตและอนาคตจะต้องเคารพและเคารพ; จึงเป็นอันว่า แม้แต่ พระพุทธเจ้า เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ยังมีสิ่งสูงสุดที่ต้องเคารพ. ทำไมจะต้องรังเกียจคำว่า "พระเจ้า" ซึ่งหมายถึงสิ่งสูงสุด. คนไทยเรามีอายุนับเป็นพัน ๆ ปีมา นับว่าแข่งขัน ทางวัฒนธรรม หรือการบ้านการเมืองมากับชนชาติจีน ก็ล้วนแต่มีสิ่ง ที่เรียกว่า สิ่งสูงสุด อย่างที่จีนเขาเรียกว่า เง็กเซียนฮ่องเต้ หรืออะไรก็ตาม ซึ่ง มีความหมายเท่ากัน กับพระเจ้า. เราเคยมีสิ่งชนิดนี้ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด คู่กันมากับชนชาติไทย จนเปลี่ยนแปลง ความหมาย ไป ตามวัฒนธรรมใหม่ๆ ซึ่งได้รับ โดยเฉพาะวัฒนธรรม อินเดีย คือพระพุทธศาสนา; ความหมายของสิ่งสูงสุด จึงค่อยเปลี่ยนไปตามหลักของพระพุทธศาสน. เราก็ยังมี พระเจ้า อยู่นั่นเอง คือสิ่งสูงสุดที่จะต้องเคารพ จะต้อง เชื่อฟัง. ในประเทศไทยเรา ยุคปัจจุบันนี้ สังเกตดูให้ดี เรามีคำว่าพระเจ้าใช้อยู่ในภาษาไทย ของเรา ก่อนแต่ ศาสนาคริสต์จะเข้ามา. ครั้นศาสนาคริสต์เข้ามาสู่ประเทศ- ไทย เราก็ให้เขายืมเอาคำ ๆ นี้ไปใช้ สำหรับเป็นความหมาย
น.176 ๑๖๘ หรือคำแปลของคำว่า God เราให้เขายืมไปใช้หรือเขาขอยืมไป ใช้ก็ตามใจ, เป็นการยืมเอาคำว่าพระเจ้า ซึ่งเรามีใช้อยู่ก่อน แล้ว ในภาษาพูดของเรา เอาไปใช้. ให้เขายืมไปหมด จนเรา ไม่มีใช้อย่างนั้นหรือ ? มันจะหลับหูหลับตามากไปหน่อย ละมัง. เราให้เขายืมไปใช้ จนกลายเป็นของของเขาไป, เห็นว่าคำว่าพระเจ้าเป็นของศาสนาอื่นไปเสียแล้ว. มัน ก็เกิดมี ปัญหาขึ้นมา เราเลยไม่มีพระเจ้า, แล้วเกลียดสิ่ง ที่เรียกว่าพระเจ้าก็ได้, จึงได้ มีคำพูดที่มีผู้เขียนไว้ ใน ลักษณะที่เป็นการแสดงถึงความเสื่อมทางจิตใจอย่างสูง- สุด ของมนุษย์คนไทยที่ไม่มีพระเจ้า คือ คำพูดที่เขียนไว้ ในหนังสือเรียนสมัยเก่าว่า ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปู ปลา, ที่ซื่อตรงทรงศีลา ว่าใบ้บ้าสาระยำ. คิดดูเถิดว่า มันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในจิตใจของคนไทยเราอย่างไรบ้าง เกี่ยวกับพระเจ้า. สมัยหนึ่งเปลี่ยนแปลงถึงกับว่า ถ้าใครถือ พระเจ้า, เป็นคนซื่อถือพระเจ้า ก็หาว่าเป็น คนโง่เง่าเต่า ปูปลา. ผู้ประพฤติดีมีศีลกลับมาว่าเป็นคนใบ้บ้า. คิดดู เถิดว่ามันรวนเรกันสักกี่มากน้อย.
น.177 ๑๖๙ ถ้ายังมีพระเจ้าในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด ยึดถือ กันอยู่ ความผันผวนทางวัฒนธรรมจะไม่เลวร้าย ถึง ขนาดที่เห็นอยู่เดี๋ยวนี้ว่า, คนที่ไม่มีพระเจ้านั้นมันเป็น อย่างไร ? ข้อนี้ขอให้ท่านทั้งหลายคิดดูให้ดี ๆ ว่า คำว่าพระเจ้า เป็นคำไทย เราเคยใช้หรือไม่ ? เดี๋ยวนี้เราจะมาถือว่าคนไทย ไม่มีพระเจ้า หรือในพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้ามันก็ไปกันใหญ่. เรามีพระเจ้าอย่างโบราณ ของสมัยคน ป่ามาแต่โบราณ แล้วก็ค่อยเปลี่ยนแปลง ๆ จนได้รับพระพุทธศาสนา. พอได้รับพระพุทธศาสนา มาเป็นศาสนาของตน ความหมาย ของพระเจ้าก็เปลี่ยนไป. พระพุทธศาสนาสอนการพึ่งพาตัวเอง การทำ ตามกฎอิทัปปัจจยตา เป็นหลักเกณฑ์ที่ตายตัว, เป็นกฎของ พระธรรม, เป็นพระธรรมแท้, เป็นสิ่งที่แน่นอนตายตัว ยุติธรรมบริสุทธิ์, ควรจะถือเอาเป็นที่พึ่งได้ จนกระทั่งว่า พระพุทธองค์ ก็ทรงเคารพกฎอิทัปปัจจยตา ในฐานะเป็น สิ่งสูงสุด ที่พระพุทธองค์ก็ทรงเคารพ และ พระพุทธเจ้า ทุกๆ พระองค์ ทั้งอดีตทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต ก็ล้วนแต่ เคารพพระธรรมเจ้า.
น.178 ๑๗๐ เป็นอันว่า ชาวพุทธเราก็มีพระเจ้า หรือสิ่งสูงสุด, สิ่งสูงสุดหรือพระเจ้า หากแต่เป็นพระเจ้าชนิดหนึ่ง คือ มิใช่พระเจ้าอย่างบุคคล, มิใช่พระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่าง บุคคล. ดังนั้นจึง ทำให้เกิดมีพระเจ้าขึ้นเป็น ๒ ประเภท คือ พระเจ้าอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคล, และ พระเจ้าที่ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล เพราะเป็นกฎของ ธรรมชาติ, จึงเกิดมีพระเจ้าพวกที่อยู่บนสวรรค์ และพระ- เจ้าที่อยู่ในหัวใจคน ; เหมือนหัวข้อข้างต้นที่ว่า พระเจ้า บนสวรรค์ กับ พระเจ้าที่มีอยู่ในหัวใจมนุษย์ นี้ จะกลม กลืนกันได้อย่างไร ? ดูความต่างของพระเจ้า. ทีนี้เราก็มาดู ความต่างกันของพระเจ้า โดยหลัก ใหญ่ๆ คือพระเจ้าอย่างบุคคลและพระเจ้าอย่างที่มิใช่บุคคล สำหรับ พระเจ้าอย่างบุคคลนั้น มีไว้สำหรับพวกที่ ยังไม่สามารถถือพระเจ้าชนิดที่ไม่ใช่บุคคล, ขอให้ฟังให้ ดี ๆ ว่าพระเจ้าที่เป็นอย่างบุคคล มีความรู้สึกอย่างบุคคลนั้น มีไว้สำหรับพวกที่ยังไม่สามารถถือพระเจ้าชนิดที่มิใช่บุคคล
น.179 ๑๗๑ ไม่มีความรู้สึกอย่างบุคคล. พระเจ้าที่มิใช่บุคคล, ไม่เป็น บุคคลนั้น มีไว้สำหรับพวกที่สามารถ ถือพระเจ้าชนิด นั้น คือมันถือยากขึ้นมาอีก มีความละเอียดประณีตลึกซึ้ง ยิ่งขึ้นมาอีก. พระเจ้าชนิดที่บุคคล ว่ากันว่า อยู่ในสวรรค์คอย เป็นที่พึ่ง แก่ผู้อ้อนวอนบวงสรวง. นี่เป็นไสยศาสตร์ เพราะมีหลักการสำหรับการพึ่งผู้อื่น : เป็นไสยศาสตร์ หมายความว่า ดีกว่าไม่มีเสียเลย, หรือสำหรับผู้ที่ยังหลับอยู่ ยังไม่ตื่นโดยสมบูรณ์. ส่วน พระเจ้าอีกอย่างหนึ่ง เป็นพระเจ้าที่เป็น กฎของธรรมชาติ, เป็นพระธรรมเจ้า นี้มีอยู่ในหัวใจ คน ; ไม่อยู่ในสวรรค์ แต่อยู่ในหัวใจคน, หรือว่า ถึงกับ มีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นคน สิงสถิตอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นบุคคลหรือ เป็นโลกหรือเป็นสากลจักรวาล. ดังนั้น ที่อยู่ของพระเจ้า จึงมีทั้งที่อยู่บนสวรรค์ เบื้องบน บนฟ้า, และมีพระเจ้าอีกชนิดหนึ่ง อยู่ในหัวใจคน. อันไหนจะเป็นไสยศาสตร์, อันไหนจะเป็นพุทธศาสตร์ ? ท่านทั้งหลายลองเหลือบตามองดูเอง ก็คงจะมองเห็นได้
น.180 ๑๗๒ นี่แหละ ทำให้เกิดการแบ่งพระเจ้า เป็นพระเจ้า ประเภทไสยศาสตร์ สำหรับพวกที่รู้จักแต่จะพึ่งผู้อื่น, และ พระเจ้าของพุทธศาสตร์ คือพวกที่สามารถพึ่งตนเอง, เป็นพระเจ้าที่เป็นกฎของธรรมชาติอันตายตัว. ความรู้สึกของมนุษย์ก็ต่างกัน. ทีนี้มนุษย์เรามีความแตกต่างกัน ชนิดที่จะเหมือน กันไม่ได้ ; แต่ถ้าจะแยกแยะโดยหลักใหญ่ ๆ มันก็ควรจะมีได้ สัก ๒ พวก คือ มนุษย์ที่ยังมีความรู้สึก ในทางพึ่งผู้อื่น, ให้ผู้อื่นช่วย, อาศัยการช่วยเหลือของผู้อื่น ; และมนุษย์ อีกพวกหนึ่ง คือ สามารถจะพึ่งตัวเอง เพราะรู้จักตัวเอง, รู้จักใช้ตัวเองให้เป็นที่พึ่ง, รู้จักทำที่พึ่ง โดยใช้กฎของ ธรรมชาติ อันเด็ดขาดและสูงสุด คือกฎของอิทัปปัจจยตา. มนุษย์พวกหนึ่ง จึงเหมาะสำหรับไสยศาสตร์ ; มนุษย์ อีกพวกหนึ่ง ก็จะเหมาะแต่พุทธศาสตร์ ; คือว่าพึ่ง ผู้อื่นหรือพึ่งตนเอง มันมีอยู่ ๒ พวก ดังนี้. โลกนี้ยังจำเป็นที่จะต้องมีมนุษย์ ๒ ชนิด ; แม้ที่ สุดแต่ในชนชาติเดียวกันแท้ๆ ก็ยังมีมนุษย์อยู่ ๒ ชนิด,
น.181 ๑๗๓ คือพวกที่รู้จักแต่พึ่งผู้อื่นหรือสิ่งอื่น, และพวกที่รู้จักพึ่งตน เอง. ในชนชาติเดียวกันแท้ๆ ก็ยังต้องมี ๒ ชนิด อย่างนี้ ; ไม่ต้องพูดถึงต่างถิ่นต่างยุคต่างสมัยต่างวัฒนธรรม ซึ่งมันต่างกันมาก มันก็ จำเป็นที่จะต้องมีพระเจ้าต่างกัน. มีพระเจ้าต่างกันก็ไม่ต้องทะเลาะกัน. ทีนี้เราจะจัดหลีกกันอย่างไร ที่จะไม่ให้พระเจ้านี้ กระทบกัน ? ขอโอกาสใช้คำธรรมดา ๆ สามัญ ดูจะหยาบคาย ไปสักหน่อยว่า จะจัดหลีกกันอย่างไร ที่จะไม่ให้พระเจ้านี้ เกิดกระทบกัน. นี้ ต้องเห็นอกเห็นใจกัน ; พวกที่ยังมี ความรู้สึกยึดถือการพึ่งผู้อื่น เป็นไสยศาสตร์ ก็ต้องมีพระเจ้า แบบของเขา. เราอาจจะพูดได้ว่า ไสยศาสตร์ยังจำเป็น สำหรับผู้มีปัญญาอ่อน, ยังไม่สามารถรับเอาพุทธศาสตร์ , อย่างนี้มันก็ต้องมี. เพราะว่าผู้มีปัญญาอ่อนจะมีมากกว่าผู้มี ปัญญาแก่กล้า; ในโลกนี้ ก็ต้องมีพระเจ้าสำหรับผู้มี ปัญญาอ่อน ที่มีหน้าที่จะคอยช่วยเหลือตามการอ้อน- วอนบวงสรวง.
น.182 ๑๗๔ แต่ว่าผู้ที่ถือพุทธศาสตร์กันนี้ ก็อาจจะ เอาพุทธ- ศาสตร์มาปรับปรุง ให้เหมาะสมกับแบบของไสยศาสตร์ คือพึ่งผู้อื่น เป็นการแก้ปัญหาไปทีก่อน. เราไม่ต้อง ทะเลาะกัน, ไม่ต้องทะเลาะกัน เพราะมีศาสนาต่างกัน , หรือแม้จะมีพระเจ้าต่างกัน . เราไม่ต้องทะเลาะกันในภาย ในชาติ, เราสามารถป้องกันอันตราย อันจะเข้ามาจากภาย นอก ในรูปของพระเจ้า. เราอาจจะ เ อาสัญญลักษณ์ในพระพุทธศาสนา เช่นพระพุทธรูป วัดวาอาราม สิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ เป็นที่ พึ่งในนามของพระเจ้าไปก่อน ดังที่กำลังกระทำอยู่ทั่วไป ทุกหัวระแหง. นี้ก็ยังดีกว่าที่จะไปรับเอาไสยศาสตร์อื่น มาทั้งดุ้น ๆ เพื่อถือไว้อย่างที่เข้ากันไม่ได้กับพุทธศาสตร์. บรรพบุรุษของเรา ก็เคยทำกันมา ในลักษณะที่เรียกว่า ถือพุทธปนไสย ; แต่ว่าเป็นไสยที่แยกตัวออกไปจากพุทธ เคยสำเร็จประโยชน์อย่างนี้เรื่อย ๆ มา จนกว่าจะวิวัฒนาการ สูงขึ้น เป็นพุทธศาสตร์อย่างเต็มตัว, ไสยก็หมดไปเอง, ลูกเด็ก ๆ เกิดขึ้นมา ยังไม่มีความรู้ ก็ต้องถือไสยศาสตร์ แบบนี้ไปก่อน ; สอนให้พึ่งผู้อื่น, สอนให้พึ่งสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์
น.183 ๑๗๕ มองไม่เห็นตัวไปก่อน, ซึ่งยังคงเป็นธรรมเนียมประเพณีอยู่ แม้ในบัดนี้, ครั้นเขาโตขึ้น ได้รับธรรมะเพียงพอแล้ว ก็รู้จักพึ่งธรรมะ เอาพระธรรมเป็นพระเจ้า. พระเจ้าของชาวพุทธคือกฎอิทัปปัจจยตา. การที่จะพูดว่าในพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า หรือ สิ่งสูงสุดนั้น ไม่มีเหตุผล เป็นคำพูดที่หลอกตัวเอง เพราะ ว่าพระเจ้าแปลว่าสิ่งสูงสุด, สิ่งสูงสุดเหนือสิ่งใด จนพระ- พุทธเจ้าเองก็ทรงเคารพและทรงมี. ในพุทธศาสนาก็มี พระเจ้า เพราะว่าการมีพระเจ้านั้น เป็นความรู้สึกของ สัญชาตญาณ คือสิ่งที่มีชีวิตจิตใจรู้จักคิดนึก แล้วก็ ต้องมีพระเจ้าคือสิ่งสูงสุดในความรู้สึก. ทีนี้มันก็เกิดมีปัญหาบ้างเล็กน้อย ที่ว่า พระเจ้า ชนิดที่ชาวพุทธยอมรับไม่ได้ คือพระเจ้าที่มีความรู้สึก อย่างบุคคล , เป็นพระเจ้าที่รู้จักรัก รู้จักโกรธ รู้จักเกลียด อย่างบุคคล, ต้องการจะเอามนุษย์เป็นผู้บวงสรวงบูชา คือ พระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่างบุคคล, ต้องการการบวงสรวงบชา
น.184 ๑๗๖ จึงจะโปรดปราน ; นี้เป็นพระเจ้าชนิดที่ชาวพุทธยอมรับ ไม่ได้. พระเจ้าที่ชาวพุทธยอมรับได้ ก็คือไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่เป็นอย่างบุคคล ; แต่เป็นกฎเกณฑ์ของพระธรรม ของธรรมชาติ ระบุเฉพาะไปยังกฎอิทัปปัจจยตา, สิ่งสูง สุดในพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงพบ แล้วก็ทรง เคารพ ในฐานะเป็นสิ่งสูงสุด. พระเจ้าที่ไม่ใช่บุคคลนี้ เฉียบขาด ไม่ต้องการให้ใครประจบประแจง ; แต่ สิงสถิตย์อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง จนเรียกว่า ในทุกปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นพืช มิใช่นอนเป็นสุขอยู่บนสวรรค์, แต่สิงสถิตอยู่ในทุกปรมาณู ของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นโลก, คือเป็นคนเป็นสัตว์ และ เป็นพืช ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามกฎนั้น หรือตามบัญชาของ พระเจ้าชนิดนั้น. ทำให้พระเจ้ามีอยู่ในใจ แล้วมนุษย์ก็จะกลมกลืนกันได้. เมื่อเกิดมีพระเจ้าอย่างบุคคล และพระเจ้าอย่างที่ มิใช่อย่างบุคคลขึ้นเป็นสองพวกดังนี้แล้ว เรามีหนทางที่จะ
น.185 ๑๗๗ ทำความกลมกลืนกันได้อย่างไร ; เพราะว่าแม้แต่ในชนชาติ เดียว ก็ยังมีบุคคลที่มีจิตใจต่างกันเป็นสองระดับ ? หนทาง ที่จะกลมกลืนกันได้ ก็คือว่า เราอย่าไปรังเกียจกันและ กัน. พระเจ้าที่ยังเป็นไสยศาสตร์ ก็เก็บไว้ให้สำหรับคน ปัญญาอ่อนทุก ๆ ประเภท เพื่อว่าเขาจะค่อย ๆ พัฒนาขึ้นเป็น ผู้มีปัญญาอันสมบูรณ์, มีปัญญาอันแก่กล้าในอนาคต ; เพราะ ว่าถ้าเกินกว่านั้นเขารับไม่ได้. เหมือนเด็ก ๆ ปากเล็กอยู่ จะป้อนข้าวคำโต ๆ ให้กินได้อย่างไร ; ก็ต้องป้อนข้าวคำเล็ก ๆ ที่เหมาะสำหรับปากของเด็ก ๆ. แต่ครั้นโตแล้ว จะป้อนข้าว คำเล็ก ๆ เหมือนเด็ก ๆ อยู่ มันก็น่าหัว ; มันก็ต้องเปลี่ยน แปลงเป็นธรรมดา. ขอให้เราทุกคน รู้จักการพัฒนาในทางจิตใจ. ผู้มีปัญญาอ่อนทุกคนอย่าได้หยุดชะงักอยู่, จะต้องพัฒนาขึ้น เป็นผู้มีปัญญาสมบูรณ์ ในอนาคตยิ่งขึ้นไป. ส่วน พระเจ้า องค์ที่เป็นพุทธศาสตร์ สำหรับพุทธศาสตร์ มีอำนาจ เด็ดขาดนั้น ผู้ที่มีปัญญาเต็มขนาดย่อมรับได้, และยัง แสวงหาได้ด้วยตนเอง.
น.186 ๑๗๘ เราไม่อาจจะมีพระเจ้าเพียงองค์เดียวในโลกนี้ เรา ต้องมีพระเจ้าหลายองค์ ที่เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังมีอะไร ต่างกันตามแบบของตน ๆ. พระเจ้าในจิตใจของมนุษย์ หรืออยู่ในจิตใจของมนุษย์นั้น มีทางที่จะวิวัฒนาได้ ตาม กาลตามเวลา ตามการศึกษาอบรม ที่เราจะจัดให้ถูกต้อง. ส่วนพระเจ้าที่มีความรู้สึกอย่างบุคคลอยู่ในสวรรค์นั้น คงพูด กันไม่รู้เรื่องกับคนชนิดนี้ ; เพราะต้องการให้อ้อนวอนอย่าง เดียว. ชาวพุทธต้องการช่วยตัวเอง จึงรับไม่ได้ เพราะ ปัญญามีไม่พอไม่เหมาะที่จะทำเช่นนั้น. ฉะนั้นขอให้เรามาปรับปรุงกัน ในทางสติปัญญา พระเจ้าที่อยู่ในสวรรค์ ก็มีไว้สำหรับพวกหนึ่ง, พระเจ้า ที่มาอยู่ในหัวใจมนุษย์ ก็มีไว้สำหรับพวกหนึ่ง. ในทาง พุทธศาสนานั้น ถือว่าสวรรค์เป็นเพียงที่อยู่ชนิดหนึ่ง ของผู้ที่ประพฤติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา ใน ระดับหนึ่ง, คือในระดับที่จะอยู่ในสวรรค์. สวรรค์จึงมิใช่ สิ่งสูงสุด, ไม่ใช่เป็นสิ่งที่สุดของความทุกข์ เป็นเพียงที่อยู่ ชนิดหนึ่ง ระดับหนึ่ง แบบหนึ่ง ของผู้ที่มีการประพฤติถูก ต้องตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตาในระดับหนึ่งเท่านั้น และ
น.187 ๑๗๙ ก็ มิใช่จุดประสงค์ของพุทธบริษัท หรือของพุทธศาสนา ที่จะไปจบกันอยู่เพียงสิ่งที่เรียกว่าสวรรค์. สวรรค์ที่แท้ จริงนั้น มันอยู่ในหัวใจของคน. ฟังดูให้ดี ๆ ว่า สวรรค์ที่แท้จริงนั้นอยู่ในหัวใจ ของคน ที่ประพฤติดีประพฤติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของ อิทัปปัจจยตา ในระดับที่เป็นสวรรค์. ดังนั้น ขอเชิญพระ- เจ้าที่ชอบอยู่แต่ในสวรรค์ จงมาอยู่ในหัวใจของมนุษย์ ที่มีความประพฤติถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา เถิด ก็จะมีความกลมกลืนกันเป็นอันดี ระหว่างพระเจ้า บนสวรรค์กับพระเจ้าในหัวใจของมนุษย์. หวังว่า ท่านทั้งหลาย ทุกคน จะรู้จักวิธีทำตน ให้มีพระเจ้าชนิดที่อยู่ร่วมกันได้ในโลก , ในแผ่นดินของ เราทุก ๆ คนแล้ว มีความสงบสุข สวัสดีอยู่ทุกทิพาราตรีกาล- เทอญ. —————
Buddhadasa