น.188 ท่านสาธุชน ผู็มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้ กล่าวโดยหัวข้อว่า ปฏิญญาตัวเป็นชาวพุทธ เรียกตัวเอง ว่า "ข้าพเจ้า". [ทบทวน] ขอซ้อมความเข้าใจ ในข้อที่ว่า มีความมุ่งหมายใน การบรรยายเพื่อ ปรมัตถธรรมจะกลับมา, กลับมาเป็นราก ฐานของศีลธรรม เพื่อชาวพุทธจะได้มีศีลธรรม ตามแบบ ของชาวพุทธโดยสมบูรณ์. ถ้าปราศจากศีลธรรมแล้ว ๑๘๐
น.189 ๑๘๑ มันก็เท่ากับว่า หมดพระพุทธศาสนา, หรือพุทธศาสนา หมด ก่อนที่คอมมิวนิสต์ไม่ทันจะมา. เราเกรงกันอยู่ว่า คอมมิวนิสต์มาศาสนาหมด; แต่เดี๋ยวนี้ระวังให้ดี เราอาจจะ ทำให้หมดเอง เสียก่อนแต่คอมมิวนิสต์มา คือความไม่มีศีล- ธรรมเต็มไปหมด ในหมู่ชาวพุทธ. ในครั้งที่แล้วมา อาตมาบรรยายโดยหัวข้อว่า พระ- เจ้าบนสวรรค์ หรือพระเจ้าในหัวใจของมนุษย์. ในครั้งนี้ หัวข้อว่า ปฏิญญาตัวเป็นชาวพุทธ แต่เรียก ตัวเองว่า "ข้าพเจ้า" , ปฏิญญาตัวเองเป็นชาวพุทธ แต่เรียกตัวเองว่า "ข้าพระเจ้า", หรือข้าพเจ้า ตามที่ใช้กันอยู่ทั่วไป. ในบัดนี้ ครั้นถูกถามว่า ท่านมีพระเจ้าหรือ ? ก็ ตอบว่า หามิได้ ข้าพเจ้าไม่มีพระเจ้า ไม่ถือพระเจ้า ; เพราะข้าพเจ้าเป็นพุทธบริษัท. ดูเถิดว่า มันเป็นการตะลบ ตะแลงกันซึ่งหน้าสักเท่าไร สำหรับผู้ที่ เรียกตัวเองว่าชาว พุทธ, แล้วก็เรียกตัวเองว่า "ข้าพเจ้า" พร้อม ๆ กันไป นี่ต้องทำความเข้าใจกันให้ถูกต้องในเรื่องนี้.
น.190 ๑๘๒ ชาวพุทธมีพระเจ้ามาแต่โบราณ. เราจะมองดูให้กว้างออกไปในประวัติศาสตร์อันยาว นาน เมื่อชาวไทยเป็นไทยอยู่ในโบราณกาลนั้น มีพระเจ้า หรือไม่ ? ข้อนี้แม้จะเป็นเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ ก็เป็นที่ เชื่อได้ว่า ชาวไทยก็เคยมีพระเจ้า อยู่ด้วยกันทั้งนั้น ; เพราะ ว่า ความรู้สึกว่ามีพระเจ้าหรือสิ่งสูงสุดนั้น มันมีได้แม้ โดยสัญชาตญาณ . สัตว์ทั้งหลายก็มีสิ่งที่มันเกรงกลัว ถือว่า เป็นสิ่งสูงสุด ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็รู้ สึกได้. ทีนี้ ชาวไทย เราเมื่อยังอยู่ในดินแดนที่เป็นประเทศ จีนเวลานี้ ก็ต้องเคยมีพระเจ้า โดยแน่นอน มีคำเรียกหลาย คำที่มีความหมายเช่นเดียวกับพระเจ้าอยู่บนสวรรค์ ต่อมา ชาวไทย เคลื่อนย้ายลงมาในดินแดนปัจจุบัน ก็ได้พบกัน กับศาสนาพราหมณ์ ชอบวัฒนธรรมอย่างอินเดียหรืออย่าง พราหมณ์ ก็มีพระเจ้าอย่างพราหมณ์ ; จะเรียกว่าพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม พระอะไรก็แล้วแต่, แต่ก็มีพระเจ้า อย่างพราหมณ์. ครั้น ต่อมาอีก เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาถึง ก็ ได้พบ พระพุทธศาสนา ถือพุทธศาสนาบวกกันเข้ากับศาสนา-
น.191 ๑๘๓ พราหมณ์ ก็ยังมีพระเจ้าตามแบบพราหมณ์ เป็นส่วนใหญ่, น้อยคนที่จะมีพระเจ้าเป็นแบบอื่นไปได้ ; เพราะยังไม่ได้เข้า ถึงหลักแห่งหัวใจของพระพุทธศาสนา ซึ่งมีลักษณะเหมือน พระเจ้า, โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ เรื่องกฎของอิทัปปัจจยตา ซึ่งเป็นสิ่งสูงสุด มีลักษณะอย่างเดียวกันกับพระเจ้า. ต่อมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มา พบกันกับศาสนาคริสต์ จะเป็นคริสตังหรือคริสเตียนก็แล้วแต่ ก็ได้ยกคำว่า "พระ เจ้า" ไปให้ฝ่ายศาสนาคริสต์ใช้ เพื่อเทียบความหมาย ตรงกับคำว่า GOD, ชาวคริสต์เขาก็ยืมไปใช้ จนรู้สึกว่าเป็น คำของชาวคริสต์ไป พุทธบริษัทเลยขยะแขยงที่จะมี พระเจ้าทั้งที่เคยมีมาตลอดกาล . เดี๋ยวนี้ก็ปฏิเสธว่า ข้าพเจ้าไม่มีพระเจ้า เป็นคำที่ น่าหัว ตลบตะแลงซึ่งหน้า "ข้าพระเจ้าไม่มีพระเจ้า", เป็นคำ ที่ตลบตะแลงน่าหัว. ข้าพเจ้า มัน บอกอยู่ในตัวแล้ว ว่า เป็นข้าของพระเจ้า , แล้วข้าพระเจ้าไม่มีพระเจ้านี้. คิดดูให้ดี. นี่กล้าตลบตะแลงถึงอย่างนี้ ก็เพราะว่ากระ- ดากอายุ ที่ว่าจะกลายเป็นคริสต์ไป, ที่จริงคำว่า พระเจ้า เป็นของไทย , เป็นของพุทธมีมาแต่เดิม เพิ่งให้เขายืมไป
น.192 ๑๘๔ ใช้ ให้ยืมไปจนหมดจนตัวเองไม่มี, แล้วก็มาปฏิเสธว่า ข้าพระเจ้าไม่มีพระเจ้า แต่ในหัวใจก็ยังรู้สึกว่า มีสิ่งสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะเป็นพระเจ้า. โดยเนื้อแท้แล้ว สิ่งที่มีชีวิตรู้สึกคิดนึกเป็น กลัว ตายได้แล้ว ก็จะต้องมีพระเจ้าทั้งนั้น ด้วยอำนาจแห่ง สัญชาตญาณ. สิ่งที่มีชีวิตจะรู้สึกได้ด้วยตนเองว่า มีสิ่งสูงสุด ซึ่งมันต้องกลัว ไม่กลัวไม่ได้, ถ้าทำผิดต่อสิ่งเหล่านั้นแล้ว มันจะตาย เขากลัวอะไร สิ่งนั้นเป็นพระเจ้า. นี่เป็น ปรมัตถธรรม ที่ต้องกลับมาเป็นรากฐานของศีลธรรม. เรามีพระเจ้าด้วยกันทั้งนั้น เป็นสิ่งที่เรากลัว, เป็นสิ่งที่ทำ ให้เราต้องประพฤติปฏิบัติ ตามกฎของพระเจ้า เพื่ออยู่กัน เป็นผาสุก. นี้ก็เป็นปรมัตถธรรม ที่เป็นรากฐานของ ศีลธรรม เราต้องให้มันกลับมา. ความหมายของพระเจ้ามีทั้งภาษาธรรม-ภาษาคน. ทีนี้จะดูกันต่อไปถึงสิ่งที่เรียกว่า พระเจ้า คำว่า พระเจ้า นี้มีความหมายหรือ ต้องมีความหมาย ทั้งฝ่าย ภาษาธรรมภาษาคน, ฝ่ายภาษาคน คือเท่าที่คนจะรู้สึก
น.193 ๑๘๕ ด้วยสติปัญญาของคนธรรมดาสามัญทั่วไป; ส่วนในภาษา ธรรมนั้นละเอียดลึกซึ้ง จะรู้ได้ก็แต่ผู้ที่มีสติปัญญาถึงขนาด นั้น. ดังนั้นเราจึงเกิดมีพระเจ้าขึ้น ๒ ชนิด : พระเจ้า พวกหนึ่งอยู่บนสวรรค์, พระเจ้า อีกพวกหนึ่งอยู่ในหัว ใจของมนุษย์ ดังที่ได้กล่าวแล้วในการบรรยายครั้งที่แล้วมา. พระเจ้าบนสวรรค์ก็มีรูปร่างอย่างมนุษย์ มีความ รู้สึกเหมือนคน : รักก็ได้ เกลียดก็ได้ อะไรก็ได้. นี่พระ เจ้าบนสวรรค์ อยู่เป็นสุขในสวรรค์ มีความรู้สึกอย่างบุคคล. ทีนี้ พระเจ้าที่อยู่ในหัวใจของมนุษย์ นั้น มีความ หมายถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งมิใช่คน, เป็นธรรมชาติที่อยู่ใน ฐานะที่เป็นกฎ เป็นกฎเกณฑ์ ควบคุมคนทั้งคนอยู่. เมื่อ คน รู้จักสิ่งนี้แล้ว ก็มีไว้ในหัวใจ สำหรับคอยตักเตือน ตน, และเข้าถึงกฎอันนี้ ได้ด้วยจิตใจ, พระเจ้าชนิดนี้ไม่ ต้องอยู่บนสวรรค์ แต่ว่าอยู่ในหัวใจของคน. ถ้าจะรู้จักสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้ากันให้ดีที่สุดแล้ว เราจะ ต้องถือเอาโดยความหมาย หรือคุณสมบัติที่ทำให้สิ่งนั้น ๆ ได้ นามว่าอย่างนั้น. สำหรับ พระเจ้านี้ เราจะมีบทนิยามว่า
น.194 ๑๘๖ ได้แก่สิ่งสูงสุดยิ่งกว่าสิ่งใด ในความรู้สึกของสัตว์ที่มีชีวิต ทั่วไป. ใจความสำคัญ ก็คือ สิ่งที่สูงสุดกว่าสิ่งใด ซึ่งทุก สิ่งจะต้องกลัว, หรือว่ามีอยู่ก่อนสิ่งใด ; มันจึงดูเหมือนกับ ว่าได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา เพราะว่าสิ่งนั้นมีอยู่ก่อนแล้ว, สิ่งต่าง ๆ จึงได้เกิดขึ้น. พระเจ้านี้มีอยู่ในฐานะเป็นกฎของธรรมชาติ ควบคุมสิ่งทั้งปวง ควบคุมมนุษย์ มีอยู่ในหัวใจของมนุษย์ เพราะมนุษย์รู้จัก แล้วก็เก็บไว้ในหัวใจ, พระเจ้าคือสิ่งสูงสุดกว่าสิ่งใด ในความรู้สึก แม้พระพุทธองค์ก็มีสิ่งสูงสุดชนิดนี้เป็นที่เคารพ. ตั้งแต่วัน ที่ตรัสรู้นั้น ทรงเลือกหาว่าพระพุทธเจ้าจะเคารพอะไร, ในที่สุดก็พบว่า ธรรมะที่ตรัสรู้นั้นเอง เป็นสิ่งที่พระ- พุทธเจ้าทุกพระองค์ควรเคารพ. ธรรมะนั้นก็คือ กฎ อิทัปปัจจยตา คือกฎที่ว่า ความทุกข์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร, และความทุกข์จะดับไปอย่างไร, เป็นกฎเฉียบขาด เด็ดขาด ตายตัว อยู่ในสากลจักรวาล. เมื่อรู้จักกฎอันนี้ ก็ถือว่านี้เป็น สิ่งสูงสุด, นับถือเป็นสิ่งที่ควรเคารพ แม้แก่พระพุทธเจ้า ทุก ๆ พระองค์ ทั้งในอดีต ทั้งในอนาคต และทั้งในปัจจุบัน
น.195 ๑๘๗ ดูคุณสมบัติของพระเจ้ากับกฎอิทัปปัจจยตา. ทีนี้ ก็จะมาดูกันที่กฎนั้น ที่เรียกว่า กฎอิทัป- ปัจจยตา กฎนี้ สามารถสร้างสิ่งทั้งปวง , สามารถ ควบคุม สิ่งทั้งปวง , สามารถยุบ เลิกทำลายล้างสิ่งทั้งปวง . กฎนี้ ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด อยู่ในที่ทุกหนทุกแห่ง สามารถสร้าง ทุกสิ่งได้ ; เพราะมันเหมือนกับว่ารู้สิ่งทั้งปวง. นี่คือคุณ สมบัติเหล่านี้ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในบัดนี้ว่า เป็น คุณ- สมบัติของสิ่งที่เรียกว่า "พระเจ้า" , คือ สามารถสร้างสิ่ง ทั้งปวง สามารถ ควบคุมสิ่งทั้งปวง สามารถยุบ เลิกทำลาย ล้างสิ่งทั้งปวง ตามคราวตามโอกาส. สิ่งนี้ยิ่งใหญ่กว่าสิ่งใด ในที่ทั้งปวง สิ่งนี้มีอำนาจอยู่ในที่ทั้งปวง ทุกหนทุกแห่ง สิ่งนี้รู้จักที่จะ สร้างทุกๆ สิ่งไม่ว่าอะไร ที่มนุษย์เราจะรู้จัก สร้างกันขึ้นมาในสมัยนี้, แม้ในสมัยปัจจุบันนี้เป็นสมัย วิทยาศาสตร์ มันก็สร้างขึ้นมาได้ โดยไม่แปลกไปจากความรู้ ของกฎอันนี้, กฎอันนี้มีอยู่ในที่ทั่วไปนั้น หมายความว่า มีอยู่ ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล. จักรวาล ใหญ่เท่าไรมีเท่าไร เป็นสุริยจักรวาลทั้งหลาย ทุก ๆ ปรมาณู
น.196 ๑๘๘ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาลนั้น มีกฎอันนี้สิงอยู่, คือ กฎ- แห่งอิทัปปัจจยตา ที่มีใจความสำคัญว่า เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้ จึงมี, เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี, เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น, เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้จึงดับไป ดังนี้, เรียกว่ากฎนี้มีอยู่ในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็น จักรวาล. ในตัวเราคนหนึ่งนี้ก็ดูเถิด ตัวเรา ทุกๆ ปรมาณู มีกฎของอิทัปปัจจยตาควบคุมอยู่ กฎนี้ถ้าไปควบคุมใน ทุกปรมาณูของทุกๆ สิ่ง ดังที่พูดชนิดที่น่าขบขันหรือล้อ เลียนว่า แม้ในกองขี้หมา ทุก ๆ ปรมาณูในกองขี้หมา ก็มี กฎของอิทัปปัจจยตานี้ควบคุมอยู่. ถ้าพระเจ้าเป็นบุคคล พระเจ้าจะไปอยู่ในกองขี้หมาได้อย่างไร และถ้าพระเจ้าเป็น กฎของธรรมชาติ เช่นกฎอิทัปปัจจยตา เป็นต้นแล้ว สามารถจะเข้าไปควบคุมอยู่ในทุกๆปรมาณู ของสิ่ง ทั้งปวง ได้จริง. กฎนี้เป็นกฎของธรรมชาติ หรือจะเรียกว่าธรรมะ ที่เป็นกฎของธรรมชาติ, ธรรมะในฐานะที่เป็นกฎของ ธรรมชาติ, นี่แหละคือพระเจ้าของชาวพุทธ ธรรมะใน ฐานะที่เป็นกฎของธรรมชาติ เรียกว่า "สัจจธรรม"
น.197 ๑๘๙ นี้เป็นพระเจ้าของชาวพุทธ เรียกโดยปุคคลาธิษฐาน ในภาษาคนธรรมดา ๆ ว่า "พระเจ้า" แปลว่าสิ่งสูงสุด. ต้องรู้จัก กฎของธรรมชาติในฐานะเป็นที่สร้าง สิ่งทั้งปวง ควบคุมสิ่งทั้งปวง ทำลายสิ่งทั้งปวง, ยิ่งใหญ่ กว่าสิ่งทั้งปวง อยู่ในที่ทั้งปวง รู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อาจจะสร้าง ขึ้นได้ รู้กฎของธรรมชาติอย่างนี้; แม้ข้อนี้ก็เป็นปรมัตถ- ธรรม ที่จะเป็นรากฐานของศีลธรรม. ดูให้ดี ไม่นับถือกฎของธรรมชาติข้อนี้ ก็คือไม่นับถือ พระเจ้า; ไม่มีกฎของธรรมชาติข้อนี้เป็นหลัก ก็คือไม่มี พระเจ้าเป็นเครื่องยึดถือ. ท่านปฏิญญาตัวเองว่าเป็นชาวพุทธ แล้วก็เรียกตัวเองว่า "ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า" มันหมายความว่า อย่างไร. ชาวพุทธที่มีกฎอิทัปปัจจยตาเป็นสิ่งสูงสุด นั่นแหละ เป็นชาวพุทธที่มีพระเจ้าอย่างแท้จริง ๆ มีความหมายอย่าง เดียวกันกับในศาสนาอื่น ที่เขามีพระเจ้า. ไม่ปฏิบัติตามกฎของพระเจ้าก็ต้องรับทุกข์. ทีนี้จะมาดูข้อเท็จจริง. เกี่ยวกับการปฏิบัติของ มนุษย์ต่อพระเจ้า หรือต่อกฎของธรรมชาตินั้น. มนุษย์
น.198 ๑๙๐ ไม่ปฏิบัติตามกฎของพระเจ้า ทั้งที่เรียกตัวเองว่า "ข้าพเจ้า" นั่นคือความผิดเลวร้ายที่สุดของมนุษย์. มนุษย์จึงต้องตก ไปอยู่ในอำนาจของสิ่งเลวร้าย จะเรียกว่า ซาตาน พญามาร อะไรก็ได้ แล้วแต่บัญญัติไว้ในศาสนานั้น ๆ ว่าเรียกว่าอะไร. มนุษย์ตกไปเป็นทาสของซาตาน อยู่ในอำนาจของ ซาตาน เพราะไม่มีพระเจ้า เพราะไม่ปฏิบัติตามกฎของ พระเจ้า ข้อนี้เป็นกันทั้งโลก ท่านทั้งหลายฟังให้ดี ๆ ว่า อาตมากำลังพูดว่า เป็นกันทั้งโลก ที่มนุษย์ไม่ปฏิบัติ ตามกฎของพระเจ้า และ ตกไปอยู่ใต้อำนาจของมารร้าย ต้องเป็นทุกข์อยู่ทุกทิพาราตรี. การที่ไม่ปฏิบัติตามกฎของธรรมชาติอย่างเลวร้าย ที่สุดนั้น ก็จะยก ตัวอย่าง คือ อวัยวะสำหรับการสืบพันธุ์ ธรรมชาติสร้างมาสำหรับเพื่อการสืบพันธุ์โดยบริสุทธิ์ ; แต่ มนุษย์ไม่ใช้อย่างการสืบพันธุ์ ไปใช้อย่างกามารมณ์อัน สกปรก ซื้อขายให้เช่ากันให้วุ่นไปหมด จนมีโรคร้ายเกิดมา จากกามารมณ์ เรียกว่ากามโรค เป็นปัญหาระดับโลก ทีเดียว. อาชญากรรมอันเลวร้ายทั้งหลาย เกิดขึ้นเป็น อันมากเพราะมนุษย์ไปบูชากามารมณ์, ไปใช้อวัยวะสืบ-
น.199 ๑๙๑ พันธุ์ สำหรับการสืบพันธุ์นั้น เพื่อกามารมณ์ ร้อยเท่า พันเท่า หมื่นเท่า แสนเท่า จากความมุ่งหมายเดิม, ต้อง มีปัญหาระดับปัญหาโลก คือปัญหาเกี่ยวกับการปราบ- ปรามกามโรค. นี้แหละคือข้อที่มนุษย์เลวกว่าสัตว์ ; เลวร้าย ไปกว่าสัตว์ เพราะสัตว์ไม่ต้องมีปัญหานี้. นี้เป็นหลักทั่ว ๆ ไป ที่ทุกคนจะมองเห็นได้ว่า มนุษย์ได้ทำผิดต่อกฎของ ธรรมชาติ, เป็นการขบถต่อกฎของธรรมชาติ ทีนี้ ยังมีสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เป็นอุปกรณ์ประกอบ กันของกามารมณ์ ตัวอย่าง เช่น จมูกนี้ธรรมชาติสร้างจมูก ขึ้นมา สำหรับให้หายใจเอาอากาศที่ดีเข้าไปสืบต่ออายุร่างกาย มนุษย์ก็เอาไปใช้เป็นเครื่องดูดฝุ่น; แต่ไม่ใช่ดูดฝุ่นตามพื้น หรือตามพรม, เอาไปดูดฝุ่นตามหน้า ตามใบหน้าของคนอื่น ที่ตนหลงใหล ปทุมถันของสตรีมีไว้กักน้ำนมไว้เลี้ยงทารก มนุษย์ ก็เอาไปใช้เป็นอุปกรณ์แห่งอาชญากรรม เอาไปใช้เป็นแตร สำหรับบีบ ที่ตำรวจจะต้องตามจับอยู่ทุกคราว ที่มีงานแฟร์ งานคนมาก ๆ สัตว์เดรัจฉานไม่มีความเลวร้ายอันนี้นะไม่ต้อง ถูกตำรวจจับ เพราะความเลวร้ายอันนี้.
น.200 ๑๙๒ สรุปแล้วก็คือว่า อายตนะทั้งหก : ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้ธรรมชาติสร้างมาให้สำหรับให้เราเป็นคนฉลาด ; แต่บัดนี้มากลายเป็นสำหรับให้เป็นคนโง่ คนหลง คนงมงาย ในกามารมณ์. อายตนะทั้งหกเป็นที่ตั้งแห่งกามารมณ์ไปเสีย ทำให้เกิดกิเลส เกิดทุกข์ เป็นปัญหาโลก. เรากลายเป็น สัตว์บาป เป็นสัตว์เลวร้าย เป็นสมุนของพญามาร แล้วก็มี มารโลก โลกแห่งมารอยู่ในหัวใจ. เมื่อใดเราโง่เราหลงชนิดนี้ เราก็มีโลกแห่งมารอยู่ ในหัวใจ. เมื่อไรเราฉลาดมีกฎของพระเจ้าเป็นหลักแล้ว เราก็ มีโลกของพระอยู่ในหัวใจ. โลกของมารมีอยู่ในหัวใจคน เมื่อคนมันโง่; โลกของพระมีอยู่ในหัวใจของคน เมื่อ คนมันไม่โง่. แม้ ข้อนี้ก็เป็นปรมัตถธรรม ที่จะต้องรู้ เอามาเป็นรากฐานของศีลธรรม เพื่อมนุษย์จะได้มีศีล ธรรม. ทีนี้เราก็มาเป็นข้าพเจ้าอย่างถูกต้องเถิด ให้ตรงตาม ความหมายของคำว่าข้าพระเจ้า. เรามีกฎอิทัปปัจจยตาถือเป็น หลักเป็นสิ่งสูงสุด เหมือนพระเจ้าผู้สร้าง ผู้ควบคุม ผู้ทำลาย ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้อยู่ ผู้รู้ในสิ่งทั้งปวง. พระเจ้ามีในทุก ๆ ปรมาณู ที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล.
น.201 ๑๙๓ พระเจ้าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แท้จริง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องติดสินบน ไม่ต้องติดสินบน. พระเจ้าที่แท้จริง ไม่ต้องติดสินบน ด้วยการเซ่นสรวงอ้อนวอน เหมือนกับ ติดสินบนให้แก่คน ถ้าจะชอบคำว่าอ้อนวอน บวงสรวง แก่พระเจ้าที่แท้จริง ก็ขอให้อ้อนวอนบวงสรวงด้วยการ ปฏิบัติให้ตรง ตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า คือกฎอิทัป- ปัจจยตานั้น เป็นกฎฝ่ายที่ดับทุกข์สิ้นเชิง มีอยู่. ปฏิบัติตามกฎนั้นให้เคร่งครัดเถิด นั่นแหละ คือ การอ้อนวอนพระเจ้าที่แท้จริง. แนวปฏิบัติต่อพระพุทธเจ้า. ถ้าจะสรุปเอามาใช้เฉพาะในแวดวงของศีลธรรม จะ ได้เป็นบทสรุปว่า จงทำงานให้สนุก และเป็นสุขเมื่อทำ การงาน. งานคือหน้าที่ของมนุษย์, หน้าที่ของมนุษย์ ก็คือธรรมะ. จงทำการงานให้สนุก แล้วเป็นสุขเมื่อทำการ งาน คือเมื่อมีธรรมะ. เมื่อสนุกเป็นสุขในการทำ ผลงานก็มี มาก เราก็กินเก็บแต่พอดี เหลือไว้ช่วยเพื่อนมนุษย์ มีความ เป็นอยู่ถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ มีชีวิตที่เป็นประโยชน์
น.202 ๑๙๔ ฝ่าย ถือศีลเพียงข้อเดียวก็พอ คือรักผู้อื่น , รักผู้อื่น , รักผู้อื่น แล้วก็จะมีศีลทุก ๆ ข้อเอง. รักเขาแล้วก็ไม่ฆ่าเขา ไม่ขโมยเขา ไม่ละเมิดกาเมของเขา ไม่โกหกเขา ไม่ดื่ม น้ำเมาให้เขารำคาญ . แม้ข้อนี้ก็คือปรมัตถธรรม ที่เป็นราก ฐานของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม อันจะต้องกลับมา. ศีลธรรม ไม่กลับมาโลกาวินาศ, ศีลธรรมกลับมาโลกาสงบเย็น. ขอโอกาสย้ำในข้อนี้ไว้อย่างนี้เสมอ .. ในที่สุดนี้ ขอให้มองเห็นปรมัตถธรรมเหล่านี้ ใน ฐานะที่จะต้องกลับมาเป็นรากฐานของศีลธรรม. ขอให้ชาว พุทธที่เป็นชาวไทย หรือชาวอะไรก็สุดแท้ จงได้มีพระเจ้า หรือ พระเจ้าที่แท้จริง ที่ถูกต้องตามหลักของชาวพุทธ คือพระเจ้าที่พระพุทธองค์ก็ทรงเคารพ เหมือนอย่างที่กล่าว มาแล้วข้างต้น ว่าพอตรัสรู้ก็เลือกหาที่เคารพ ก็พบที่เคารพว่า ธรรมะที่ตรัสรู้นั่นเอง. ธรรมะที่ตรัสรู้นั้น คือกฎสูงสุดของธรรมชาติ อันเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา เป็นกฎตายตัวที่ว่า ความทุกข์ จะต้องเกิดมาด้วยเหตุปัจจัยอย่างนี้, ความทุกข์จะดับไปด้วย
น.203 ๑๙๕ แก่กันและกันด้วยเหตุปัจจัยอย่างนี้, เป็นกฎตายตัวอย่างนี้ เรียกว่ากฎอิทัปปัจจยตา, เป็นพระเจ้าของชาวพุทธ. นี้ เป็นพระเจ้าในภาษาธรรม หรือเมื่อกล่าวอย่าง ธรรมาธิษฐาน เอาธรรมะเป็นหลัก ไม่เอาบุคคลเป็นหลัก แล้วพระเจ้าก็มีอยู่ในลักษณะอย่างนี้ เป็น พระเจ้าของชาว พุทธ, ไม่ทำลายอิสระภาพหรือเสรีภาพของผู้ใด. เราไม่ ต้องสูญเสียอิสระภาพหรือเสรีภาพ เพราะการนับถือพระเจ้า เพระาเป็นการบัญญัติไปตามกฎของธรรมชาติ. นี้ศักดิ์สิทธิ์ แท้จริง, ศักดิ์สิทธิ์แท้จริง หรือแท้จริงเพราะศักดิ์สิทธิ์ถึง ที่สุด ซึ่งอาจจะพิสูจน์ได้ทุกเมื่อ ลองปฏิบัติให้ผิดจากกฎ ของธรรมชาติอันนี้ เราก็มีทุกข์, ปฏิบัติถูกตามกฎเกณฑ์ อันนี้ ก็ไม่มีทุกข์. สรุปความว่า อย่าโง่เมื่อมีผัสสะ ก็ไม่มี ทุกข์ ; ถ้าโง่เมื่อมีผัสสะ ก็ต้องเป็นทุกข์. กฎเกณฑ์อันนี้ใช้ได้แก่คนทุกชาติทุกศาสนา แม้ กระทั่งสัตว์เดรัจฉาน : อย่าทำผิดเมื่อผัสสะ แล้วจะ ไม่มีทุกข์. ดูให้ละเอียดออกไป แม้พรรณ พฤกษาชาติทั้ง หลาย ก็ยังต้องมีกฎเกณฑ์อันนี้ ถือหลักเกณฑ์อันนี้ เมื่อ
น.204 ๑๙๖ มีอะไรมากระทบ ต้องประพฤติปฏิบัติต่ออย่างถูกต้อง แล้ว ก็จะไม่ต้องเป็นทุกข์เลย. มนุษย์เรารอดตัวเพราะปฏิบัติถูกตามกฎเกณฑ์อันนี้ ; ถ้าเราปฏิบัติถูกตามกฎเกณฑ์ อันนี้ เราก็จะไม่เลวร้าย กว่าสัตว์เดรัจฉาน, เราก็จะไม่ต้องละอายแก่สัตว์ เหมือน ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น; เพราะว่าเรามีพระเจ้าที่แท้จริง, มีพระเป็นที่แท้จริง ตามแบบของชาวพุทธ, ชาวพุทธเราก็มีพระเจ้าร่วมกันกับพระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้ามีอะไรเป็นพระเจ้า เราก็มีสิ่งนั้นเป็นพระเจ้า ; ชาวพุทธทั้งหลายก็มีพระเจ้าร่วมกันกับพระพุทธเจ้า, คือมี กฎเกณฑ์แห่งอิทัปปัจจยตานั่นแหละ ว่าเป็นสิ่งสูงสุดใน ฐานะที่เป็นพระเจ้า. พระองค์ตรัสว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้น เห็นเรา, ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม ; ผู้ใดเห็นปฏิจจ- สมุปบาท ผู้นั้นเห็นธรรม, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นปฏิจจ- สมุปบาท คือกฎเกณฑ์ของอิทัปปัจจยตา , ส่วนที่มีความ หมายสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะ" เรามีพระเจ้าที่แท้จริง สมกับที่เป็นไทย เป็น อิสระ และเป็นชาวพุทธ ผู้รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ; เราจงมี
น.205 ๑๕๗ พระพุทธเจ้ากันในลักษณะนี้ ; แม้นี้ก็เป็นปรมัตถธรรมที่ จะต้องกลับมา ตั้งอยู่ในฐานะเป็นรากฐานของศีลธรรม ทั่ว ๆไป. ขอให้เราทั้งหลาย เข้าถึงปรมัตถธรรมอันนี้ มีพระ- เจ้าร่วมกันกับพระพุทธเจ้าแล้ว มีความเป็นอยู่ที่เป็นผาสุก ทุกทิพาราตรีกาล เทอญ.
Buddhadasa