Buddhadasa.org

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] ตอนที่ ๑๒ — ๖๐. ชีวิตทุกฝีก้าวต้องเดินตามกฎอิทัปปัจจยตา

ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — ปรมัตถธรรมกลับมา [ตอนที่ ๒] (๑๒ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.206 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าว โดยหัวข้อว่า ชีวิตทุกฝีก้าว ต้องเดินตามกฎอิทัปปัจจยตา [ทบทวน.] ขอซ้อมความเข้าใจทุกครั้งไปว่า อาตมาแสดงปาฐก- ถาธรรม ด้วย หวังว่าปรมัตถธรรมจะกลับมา เพื่อเป็นปรัชญา หรือเป็นรากฐานของศีลธรรม, เพื่อศีลธรรมของชาวพุทธ จักได้สมบูรณ์ เรื่องอิทัปปัจจยตาเป็นเรื่องที่อยู่ในฐานะของ ๑๙๘

น.207 เอามาศึกษาทำความเข้าใจกัน เพื่อจะเป็น รากฐานของการปฏิบัติศีลธรรม. ในครั้งที่แล้วมา อาตมาแสดงโดยหัวข้อว่า ปฏิญญา ตัวเป็นชาวพุทธ เรียกตัวเองว่าข้าพเจ้า คือ ประกาศตัวเป็น ชาวพุทธหรือพุทธบริษัท ; แต่เรียกตัวเองว่า ข้าพระเจ้า คือ ข้าของพระเจ้า. ชาวพุทธเป็นข้าของพระเจ้าอะไร ? ใน ครั้งนั้นก็ได้แสดงแล้วว่า เป็นข้าของพระเจ้า คือกฎของ ธรรมชาติอันสูงสุดที่เรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา. เดี๋ยวนี้มันมีปัญหาอยู่ว่า ปฏิญาณตัวเป็นชาว พุทธ เรียกตัวเองว่าข้าพเจ้า. แต่ครั้นเครียดหนักเข้า ข้าพเจ้าก็กลายเป็นตัวกู, ข้าพเจ้ากลายเป็นตัวกู แทนที่จะ เป็นข้าของพระเจ้า มันกลายเป็นตัวกู ; เสมือนหนึ่งว่าจะ เป็นพระเจ้าเสียเอง. ดังนั้น ในครั้งนี้ขอบรรยาย เรื่องว่า ชีวิตทุกฝีก้าว ต้องเดินตามกฎของอิทัปปัจจยตา. ขอย้ำ อีกครั้งหนึ่งว่า ปฏิญญาตัวเป็นชาวพุทธเรียกตัวเองว่า ข้าพเจ้า ชีวิตทุกฝีก้าว ต้องเดินตามกฎของอิทัป- ปัจจัยตา.

น.208 ๒๐๐ อิทัปปัจจยตา เป็นหัวใจของ สิ่งที่ตรัสรู้. ทีนี้ก็มาถึง ข้อว่า อิทัปปัจจยตานั้นคืออะไร ? อิทัปปัจจยตาเป็นคำที่ไม่ค่อยจะคุ้นหู แม้ของพุทธบริษัท ในประเทศไทย, เก็บเงียบไว้ในพระคัมภีร์ หรือในพระไตร- ปีฎก ทั้งที่สิ่งนี้เป็นหัวใจสำคัญ ของสิ่งที่พระพุทธองค์ได้ ตรัสรู้ และ เป็นหัวใจของสิ่งที่เราจะใช้เป็นหลักปฏิบัติ. เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้นั้น ทรงคำนึงคำนวณ แต่เรื่องอิทัปปัจจยตา ตั้งแต่หัวค่ำจนตรัสรู้. ขอให้เปิดดู ในพระบาลีที่กล่าวถึงเรื่องนี้โดยตรงว่าพระพุทธองค์ทรง ค้นคว้าเรื่องอะไร, ทบทวนเรื่องอะไรไป ๆ มา ๆ ตั้งแต่หัวค่ำ จนรุ่งสาง ? ก็คือ ทบทวนเรื่องอิทัปปัจจยตา โดยนัย แห่งปฏิจจสมุปบาท ว่า ทุกข์เกิดมาจากอะไร ? ทุกข์เกิด มาจากชาติ - ชาติเกิดมาจากภพ - ภพเกิดมาจากอุปาทาน - อุปาทานเกิดมาจากตัณหา - ตัณหาเกิดมาจากเวทนา - เวทนา เกิดมาจากผัสสะ - ผัสสะเกิดมาจากอายตนะ - อายตนะเกิด มาจากนามรูป - นามรูปเกิด มาจากวิญญาณ - วิญญาณเกิด มาจากสังขาร - สังขารมาจากอวิชชา, ดังนี้เป็นต้น. ทบ- ทวนไปมาอย่างนี้ตั้งแต่หัวค่ำจนถึงหัวรุ่ง ซึ่งเป็นการตรัสรู้

น.209 ๒๐๑ เสร็จแล้วก็ยังมาทรงทบทวนในที่สงบสงัด เราเรียกกันว่า รัตนฆรเจดีย์ มาทรงทบทวนเรื่องอิทัปปัจจยตา ในที่นั้นอีก. นี่แหละคือสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ เรียกว่า อิทัปปัจจยตา คือกฎของธรรมชาติ เกี่ยวกับการที่ความทุกข์เกิดขึ้น อย่างไร, ความทุกข์จะดับไปอย่างไร ; ถ้าเรียกสำหรับ กรณีที่เป็นทุกข์ของมนุษย์โดยตรง ก็เรียกว่า ปฏิจจ. สมุปบาท ; ถ้าเรียกเต็มที่ก็ต้องเรียกว่า อิทัปปัจจยตา- ปฏิจจสมุปาโท, อิทัปปัจจยตาปฏิจจสมุปบาท ดังนี้. ครั้นพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทบทวนการตรัสรู้ แล้วก็ทรงปริวิตกว่า ตรัสรู้แล้วจะเคารพอะไร ? พระพุทธเจ้า จะต้องเคารพอะไร ? ในที่สุดก็ ทรงแน่พระทัยว่า เคารพ ธรรมะที่ตรัสรู้นั่นเอง; ดังนั้นพระพุทธเจ้าท่านก็ ทรง เคารพธรรมะ ที่ชื่อว่าอิทัปปัจจยตา ทรงประกาศใน ขณะนั้นว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ทั้งอดีตทั้งอนาคต และปัจจุบัน ล้วนแต่เคารพธรรมะที่ตรัสรู้คือ อิทัป- ปัจจยตา. อิทัปปัจจยตา เป็นเรื่องหัวใจของสิ่งที่ตรัสรู้ และเป็นหลักของการปฏิบัติ ในขั้นที่เรียกว่าเป็นหัวใจ;

น.210 ๒๐๒ ดังนั้นคำว่า อิทัปปัจจยตา จึงควรจะมาติดอยู่ที่ริมฝีปาก ของพุทธบริษัททุกคน ที่จะร้องออกมา ทั้งในยามสุขและ ในยามทุกข์, และแม้แต่พลั้งปากด้วยความตกใจ. เมื่อความ สุขเกิดขึ้น ก็ร้องว่าโอ๊ะ, มันแค่ อิทัปปัจจยตา ; อย่าไปหลง ใหลกับมัน. ถ้า ความทุกข์เกิดขึ้น ก็โอ๊ะ อิทัปปัจจยตา อย่า ต้องไม่เป็นทุกข์เสียใจกับมัน. เมื่อ พลั้งปากเพราะความตกใจ ไม่ควรจะพลั้ง อย่างวิสัยคนโง่ ใช้คำหยาบคายโสกโดกพลั้ง ปากออกมา ไม่ถูกสำหรับความเป็นพุทธบริษัท ซึ่งจะต้อง พลั้งปากออกมาว่า อิทัปปัจจยตา. แล้วก็เลิกกัน. อิทัปปัจจยตา แก้ปัญหาทุกชนิดได้. อิทัปปัจจยตานี้ ป้องกันการเกิดแห่งความทุกข์ทุก ชนิด เพราะทำให้ไม่มีการกระทำผิดในขณะแห่งผัสสะ. สิ่ง ที่เรียกว่าผัสสะ เป็นคำที่ควรจะเข้าใจแตกฉาน สำหรับพุทธ- บริษัททุกคน เพราะ ปัญหาทุกอย่างตั้งต้นที่ผัสสะ. ตามที่ พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้. ผัสสะคือสิ่งที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำให้เกิดการปรุงแต่งขึ้นในจิตใจ เป็น ความรักบ้าง เป็นความโกรธบ้าง เป็นความเกลียดบ้าง เป็นความกลัวบ้าง เป็นความวิตกกังวล อาลัยอาวรณ์บ้าง อิจฉาริษยาก็มี หึงหวงไปตามเรื่องก็มี ; นี่ เ พราะว่าไม่มี

น.211 ๒๐๓ ความรู้, ไม่มีสติ อันเกี่ยวกับอิทัปปัจจยตา . ถ้ามีความ รู้เรื่องอิทัปปัจจยตา ” คือกระแสแห่งการเกิดของความทุกข์ หรือความดับแห่งความทุกข์แล้วก็ควบคุมผัสสะนั้นได้, ไม่ให้ ไหลไปในทางที่จะให้เกิดความทุกข์, แต่ให้ไหลไปในทางที่ จะดับทุกข์ ขอสรุปว่า อิทัปปัจจยตาแก้ไขปัญหาของมนุษย์ ทุกๆ ชนิด เพราะว่าอิทัปปัจจยตาช่วยให้เราอยู่เหนือโลก เหนือโลก ขอให้ฟังให้ดี ๆ ว่าเหนือโลก, คือ ช่วยให้อยู่ เหนือโลก , เหนือโลกแห่งอารมณ์ทั้งปวง, สาคโมโตเลิมก โลกไม่มีอะไร นอกจากอารมณ์ที่มากระทบทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ; ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ โลกก็ไม่มี. สิ่งที่มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น เรียกว่าอารมณ์ . ถ้าเราพ่ายแพ้แก่อารมณ์ ก็อยู่ใต้ โลก , ถ้าเราชนะอารมณ์ควบคุมอารมณ์ได้ เราก็อยู่เหนือ โลก และ มีลักษณะเป็นโลกุตตระ . หรือโลกุตตรสภาพคือ สุภาพแห่งความอยู่เหนือโลก . ดังนั้นเรา จะได้พิจารณากัน ถึงคำว่า โลกุตตระ คืออะไรสืบต่อไป. อิม มิติ

น.212 ๒๐๔ ลักษณะสภาวะของโลกุตตระ. โดยทั่วไปตามปกติ คนเขาจัดโลกุตตระไว้สูงสุด จนแตะต้องไม่ได้ ในระดับเดียวกับนิพพาน ต้องรออีกหมื่น ปีแสนปีจึงจะถึง และถ้าอยู่ก็อยู่สูง ๆ ๆ จนไม่รู้ว่าสูงไปถึง ไหน, เหนือโลก. ถ้าพูดอย่างเดี๋ยวนี้ ก็เหนืออวกาศ, เหนือ อวกาศ, เหนืออวกาศ จนไม่มีอะไร จนว่างเปล่า อย่างนี้มัน จะสำเร็จประโยชน์อะไร. สภาพโลกุตตระ นั้นคือ ภาวะที่จิตของเรา, มนุษย์ คนที่อยู่ในโลกนี้แหละ, แต่ว่าจิตนั้นมีสภาพอยู่เหนือ อารมณ์, เหนืออำนาจของอารมณ์, เหนืออิทธิพลของ อารมณ์ ที่มากระทบในทุกๆ กรณี. ในชีวิตประจำวัน จะมี อารมณ์มากระทบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในทุกกรณี จิต อย่าได้โง่ จนพ่ายแพ้แก่อำนาจของอารมณ์, แล้วไปอยู่ใต้ อำนาจของอารมณ์ จิตจะอยู่เหนืออำนาจของอารมณ์ เป็นสิ่งที่มีได้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในทุกวันนี้. เราจะต้องรู้ จักทำจิตของเราให้พร้อมอยู่เสมอ ที่จะไม่พ่ายแพ้แก่อารมณ์ ไม่ให้เกิดการพ่ายแพ้แก่อารมณ์ แล้วสนองตัณหา โดยทุก วิถีทาง ซึ่งเป็นสิ่งเลวร้ายที่สุด, พ่ายแพ้แก่อารมณ์แล้ว

น.213 ๒๐๕ สนองตัณหานี้ สนองความต้องการของตัณหานี้คือสิ่ง- เลวร้ายที่สุดของมนุษย์. ในชีวิตประจำวันนี้ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ ต้องมีความ สามารถในการที่จะไม่พ่ายแพ้แก่อำนาจของอารมณ์, ไม่ต้อง รออีกหมื่นปีแสนปี, ต้องที่นี่และเดี๋ยวนี้ ในชีวิตประจำวัน. จิตอยู่เหนือสภาพของอารมณ์ ไม่โง่จนไปบูชาอารมณ์ สนองตัณหา แล้ว นั่นแหละคือสภาพโลกุตตระ ของ คนเราในโลกนี้ ปัจจุบันนี้ ที่นี่, ไม่ต้องรออีกหมื่นปีแสนปี. จิตมีสภาพชนิดนี้ เรียกว่า โลกุตตระสภาพ คือ อยู่เหนือ อารมณ์. ขอได้โปรดกำหนดฟังให้ดี ๆ ว่า จิตมันอยู่เหนือ อำนาจของอารณ์ ที่เข้ามากระทบเรา ; เราก็ไม่จมลงไปใน โลกคืออารมณ์, แต่เราอยู่เหนือโลก คืออารมณ์. นี่สำคัญมาก จะแก้ปัญหาทุกชนิดของมนุษย์ เพราะ ว่า ปัญหาทุกชนิดของมนุษย์ มาจากการที่โลกอยู่ใต้ อำนาจของอารมณ์. รัฐบาลหรือประเทศชาติขาดดุลการค้า ปีละหมื่น ๆ ล้าน เพราะว่าประชาชนจมอยู่ในอำนาจของ อารมณ์, เห็นแก่ความสนุกสนาน เอร็ดอร่อยของอบายมุข. ถ้ามีการยกจิตขึ้นได้เหนืออารมณ์ ไม่เป็นทาสของอารมณ์

น.214 ๒๐๖ เป็นโลกุตตระแล้ว ประเทศชาติจะแก้ปัญหาดุลการค้าได้ ในพริบตาเดียวก็ว่าได้. แต่แล้วเรา ทั้งที่เป็นพุทธบริษัท ก็เอาความอยู่เหนืออารมณ์นี้ ไปไว้เสียไกล ไกลหมื่นชาติ แสนชาติ เหนืออวกาศ ไม่รู้ว่าที่ไหน ก็เลยไม่ได้รับประ- โยชน์อะไร. ขอให้รู้จักสิ่งที่เรียกว่า โลกุตตระ. คือความ ที่จิตอยู่เหนืออำนาจของอารมณ์นี้ เอามาใช้ให้ทันแก่ เวลา. โลกุตตรธรรมแก้ปัญหาทุกชนิดได้. การเดินถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา คือมีชีวิต อยู่อย่างที่ไม่เป็นทาสของอารมณ์ อยู่เหนืออารมณ์เสมอ จะไม่เกิดตัวกู - ของกู ซึ่งเป็นกิเลสตัณหาขั้นประธาน, จะไม่มีความทุกข์ทรมาน เพราะอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ บุคคลก็ไม่มีความทุกข์ สังคมก็ย่อมไม่มีความทุกข์ ; เพราะเมื่อบุคคลอันเป็นองค์ประกอบของสังคม ไม่มีความ ทุกข์แล้ว สังคมก็ไม่มีความทุกข์. อย่าทำผิดเมื่อผัสสะ, อย่าไปตกอยู่ใต้อำนาจของ อารมณ์ จนต้องสนองตัณหาอย่างโง่เขลาทุก ๆ ประการ ควบ- คุมความถูกต้องอันนี้ไว้ให้ได้ คือไม่ทำผิดเมื่อมีผัสสะ มีจิตอยู่เหนืออารมณ์. มีบทกลอน สำหรับให้ท่านทั้งหลาย ท่องจำกันได้ง่ายๆ ว่า :

น.215 ๒๐๗ ความทุกข์ เกิดที่จิต เพราะทำผิด เมื่อผัสสะ. ความทุกข์ จักไม่โผล่ ถ้าไม่โง่ เมื่อผัสสะ. ความทุกข์ เกิดไม่ได้ ถ้าเข้าใจ เรื่องผัสสะ. กรุณาช่วยจำไว้ด้วย. ทีนี้ขอโอกาสพูดสักหน่อย พูดให้คนบางคนตกใจ ถึงกับช็อคทีเดียว คือ คนจำพวกหนึ่งเขาเห็นว่า โลกุตตร- ธรรมนี้เอามาใช้ในโลกนี้ไม่ได้ ต้องเก็บไว้สูงเหนืออวกาศ รอกันอีกหมื่นปีแสนปี จึงจะมีโลกุตตรธรรม. อาตมาขอ ยืนยันว่า ต้องใช้ที่นี่และเดี๋ยวนี้ คือเมื่อมีอะไรมา กระทบ แล้วอย่าตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ มีจิตใจอยู่ เหนืออารมณ์ นั่นแหละคือโลกุตตรธรรมที่จะใช้กันได้ที่นี่ และเดี๋ยวนี้. โลกุตตรธรรม นั่นแหละ จะแก้ปัญหาทุก ๆ ชนิดของมนุษย์ได้ ; เช่นว่า ชาติจะไม่ขาดดุลการค้า อย่าง ที่กล่าวมาแล้วว่า ถ้าประชาชนมี จิต อยู่เหนืออารมณ์, ไม่ตก เป็นทาสของอบายมุข หรือสนองตัณหา โดยประการทั้งปวง. ไม่เป็นทาสของอารมณ์ มีจิตอยู่เหนืออารมณ์แล้ว จะไม่มี การทะเลาะวิวาทด่าทอกันแม้ในสภาผู้แทนราษฎร, และฝ่าย

น.216 ๒๐๘ ค้าน ก็จะไม่ค้านให้พัง ไม่ค้านให้รัฐบาลพัง ; แต่ค้าน ให้ถูกต้อง ให้งดงาม ให้น่าดู ให้สมบูรณ์, แล้วไม่มีการค่า ทอกันที่ไหน ๆ, ไม่มีการคดโกงกันในที่ไหน ๆ ทุกหนทุก แห่ง ทุกระดับของคนในโลก. แม้ที่สุดแต่ กิจการทางศาสนา ก็ไม่มีความมุ่งหมายที่จะทำลายล้างกัน เพราะโลกุตตระ นั้นมันมีความหมายแต่เพียงว่า จิตอยู่เหนืออารมณ์. จิตอยู่ เหนืออารมณ์ จิตอยู่เหนืออารมณ์ จิตอยู่เหนืออารมณ์ ในชีวิตประจำวัน. ขอให้เข้าใจ รู้จัก โลกุตตรสภาพ คือ ความที่จิตอยู่เหนืออารมณ์ ที่จำเป็นที่จะต้องใช้ในทุก ๆ กรณีของมนุษย์เรา. อุปสรรคในการถึงโลกุตตระ. ที่นี้ก็ดูถึงปัญหาหรืออุปสรรคแห่งเรื่องนี้ ก็คือการ ที่คนเรามี จิตตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ จนเคยชินเป็น นิสัย. ข้อนี้เป็นมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก คือพอคลอดออกมา ก็เริ่มมีจิตอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์โดยอัตโนมัติ โดยไร้เจตนา, คือว่าพอคลอดออกมา ก็มีคนแวดล้อมให้เรามีความพอใจ ในอารมณ์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น คือรสอร่อยทาง

น.217 ๒๐๙ อาหาร ทางผิวกายมีการประคบประหงม ให้เป็นสุขสบาย อย่างยิ่ง, ทางจิตใจ ก็ขับกล่อมเอาอกเอาใจกันอย่างยิ่ง จน ทารกนั้นมีจิตตกอยู่ใต้อำนาจของอารมณ์จนชินเป็นนิสัย. ข้อนี้มันยาก ที่ว่าจะปรับเป็นความรับผิดชอบของ ใคร ๆ บิดามารดาก็ทำไปด้วยความรัก, พี่เลี้ยงนางนมก็ทำไป ตามขนบธรรมเนียมประเพณี, และทำด้วยความรัก จนเป็น ธรรมเนียมไปแล้ว ที่จะต้องทะนุถนอมบำรุงบำเรอ เอาอก เอาใจทารกนั้น ให้สบายไปด้วยอารมณ์อันน่าปรารถนา. คนเราจึงเริ่มจมโลก จมอารมณ์ แจมกิเลส จมกองทุกข์ เรื่อย ๆ มาตั้งแต่แรกคลอด. อารมณ์ ในที่นี้ ก็คือ สิ่งที่เข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสเรียกอายตนะทั้งหก นี้ว่าโลก, โลก. โลกมันคืออายตนะทั้งหกนี้, และ ตรัสเรียก ว่ามหาสมุทร. มหาสมุทร คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สำหรับ ตกจมลงไป แล้วตายยิ่งกว่าตกทะเล. แต่ทั้งหมดนี้ ก็มิได้ หมายความว่า เราไม่มีทางที่จะรู้สึกตัวหรือรู้จักมัน แล้วถอน ตัวออกมาเสีย.

น.218 ๒๑๐ อิทัปปัจจยตาแก้ปัญหาได้. ทีนี้การที่ จะแก้ปัญหา เหล่านี้ ก็คือการมาทำ ความเข้าใจกันเสียใหม่ ให้ถูกต้อง, รู้เรื่องกฎของอิทัป- ปัจจยตา ที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้วทรงเคารพ ในฐานะ เป็นพระเจ้าสูงสุด กันเสียใหม่ให้ถูกต้อง. ถ้าพูดให้เป็น อุปมาก็ว่า ให้ทำตามประสงค์ของพระเจ้า พระเจ้าคือกฎ- อิทัปปัจจยตา. เรา ต้องทำให้ตรงตามความประสงค์ของ พระเจ้า นั่นแหละจะเกิดการถอนตนขึ้นมาจากโลก ไม่จม โลก, ไม่จมกองทุกข์, ไม่จมวัฏฏสงสาร, ไม่จมอยู่ในกองไฟ คือกิเลส; แม้แต่นิวรณ์ที่รบกวนอยู่ตลอดวัน ก็ไม่มี. เดี๋ยวนี้ประชาชนจมอยู่ในอบายมุข จมอยู่ใน สภาพที่ไร้ศีลธรรม, บูชากิเลสตัณหา, เอากิเลสตัณหา เป็นพระเจ้า, แล้วก็สนองกิเลสตัณหาด้วยอารมณ์ จึงตก อยู่ใต้อำนาจของอารมณ์ จงมีศีลให้ถูกต้อง จะถอนตัวออกมาจากความ เลวร้ายห้าประการมีปาณาติบาตเป็นต้น. จงมีสมาธิให้ถูก ต้องจะถอนตนจากนิวรณ์ จากความฟุ้งซ่านแห่งจิตใจ, มี

น.219 ๒๑๑ ปัญญาให้ถูกต้อง ก็จะถอนตนออกมาได้จากกิเลส อนุสัย อาสวะทั้งปวง. ขอให้เราสนใจที่จะ ถอนตนขึ้นมาจากหล่ม, คือ หล่มแห่งจิตใจ ได้แก่อารมณ์ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ, ซึ่งถ้ามาสำหรับให้รัก ก็จมลงไปในความรัก ก็เรียกว่าจม เหมือนกัน, ถ้ามาสำหรับให้โกรธให้เกลียด ก็จมลงไปใน ความโกรธหรือความเกลียด ก็เรียกว่าจมเหมือนกัน, ถ้ามา สำหรับให้กลัวก็กลัว นี่ก็เรียกว่าจมอยู่ในอารมณ์ด้วยเหมือน กัน. ฉะนั้นขอ ให้สังเกตดู ทุก ๆ ท่าน ทุก ๆ ผู้ ทุก ๆ รูป ทุก ๆ นาม ว่า เรากำลังจมอยู่ในห้วงแห่งความรัก ความโกรธ ความเกลียด ความกลัว, ความวิตกกังวล ความอาลัยอาวรณ์ ความอิจฉาริษยา ความหึงความหวง ความอาฆาตมาดร้าย ความล้างแค้น, ถ้าค้านรัฐบาลก็ ค้านให้พัง อย่างนี้จริงหรือไม่ ? ถ้าเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่จม อยู่ในอารมณ์มากเกินไป ก็ ควรจะถอนตนขึ้นมาเสีย. ถ้าจะ สรุปให้สั้น ๆ กันตลอดเรื่องก็ว่า อย่าทำผิด เมื่อผัสสะ, อย่าโง่เมื่อผัสสะ, อย่าเผลอเมื่อผัสสะ, ที่จะ

น.220 ๒๑๒ เข้ามาทางอายตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. นี่คือวิธี ถอนตน ในชีวิตประจำวัน. ตลอดทั้งวัน ๆ อย่าให้มีความผิด ความโง่ ความเผลอ เมื่อผัสสะแล้ว จิตก็จะไม่ตกลงไปใน อำนาจแห่งอารมณ์ ; นั่นแหละคือภาวะโลกุตตระ คือความ ที่จิตของมนุษย์อยู่เหนืออารมณ์. เรา อย่ามองข้าม และไม่สนใจ; เพราะว่าไม่รู้ ว่าเป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้กัน ที่นี่และเดี๋ยวนี้ในโลกนี้, ไม่ต้อง รอไว้หมื่นปีแสนปี, หรือว่าอยู่สูงสุดเอื้อมเหนืออวกาศ เหนือ อวกาศ, เหนืออวกาศ จนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน, อย่างนั้นไม่มี ประโยชน์อะไร จะทำให้คำสั่งสอนของพระพุทธองค์เป็น หมันไปแก่ตัวเอง, เป็นหมันไปแก่ตัวเอง, เป็นหมันไปแก่ ตัวเอง, ของคนโง่ คนเผลอ คนทำผิดเมื่อมีผัสสะ. รอดตัวได้ เพราะปฏิบัติตามกฎอิทัปปัจจยตา. ความเอาตัวรอดชนิดนี้มีได้ เมื่อปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามกฎของอิทัปปัจจยตา ; มีหลักสั้น ๆว่า เมื่อตากับรูป, ยกตัวอย่างตากับรูปกระทบกัน ก็เกิดจักษุวิญญาณ. เมื่อ สามประการนี้ทำงานอยู่ด้วยกัน คือ ตา กับ รูป กับ จักษุ

น.221 ๒๑๓ วิญญาณทำงานอยู่ด้วยกัน คือจักษุวิญญาณ รู้สึกอยู่ใน อารมณ์ คือรูป โดยทางตา นี้เรียกว่ามันทำงานอยู่ด้วยกัน ; สามประการนี้ทำงานอยู่ด้วยกัน อันนี้ เรียกว่าผัสสะ. เพราะมีผัสสะมันก็ต้องมีเวทนา ถ้าในขณะแห่ง ผัสสะมันโง่ ก็ไม่มีวิชชา มันมีแต่อวิชชามันก็เป็นผัสสะ โง่. ผัสสะโง่ ก็คลอดเวทนาโง่ สำหรับจะยินดียินร้าย หลงใหล รัก โกรธ เกลียด กลัวไปตามเรื่อง ; นี้เพราะผัสสะ มันโง่, เวทนามันก็โง่, เมื่อ เวทนาโง่ จึงเกิดตัณหา คือ ความอยากความต้องการ อย่างโง่ ๆ. ถ้าผัสสะไม่โง่ เวทนา ไม่โง่ ก็ไม่อาจจะเกิดความอยากโง่ ๆคือตัณหา ; แต่มันเกิด การปรารถนาที่ถูกต้อง ซึ่งสังเกตดูแล้วใน บาลีทั่วไป ก็เรียก ว่าสังกัปปา เป็นความอยากที่ประกอบด้วยสติปัญญา. เอามา ให้ศีลให้พรกัน สงฺกปฺปา จนฺโท ปณฺณรโส ยถา ทุกคราวที่ ให้พร ว่า ให้ สังกัปปะของท่านสมบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ เต็มดวง. สังกัปปะ ก็คือ ความอยาก แต่ไม่ใช่ความอยาก ด้วยความโง่, ตัณหาเป็นความอยากด้วยความโง่. เรามีกันแต่ความอยากด้วยความโง่ ไม่มีความอยาก ด้วยสติปัญญา ; เพราะว่าเป็นทาสของอารมณ์เสียแล้ว, อยู่

น.222 ๒๑๔ ใต้อำนาจของอารมณ์เสียแล้ว จึงมีแต่ความอยากชนิดที่เป็น ตัณหาในชีวิตประจำวันาก ฉะนั้นเราจึงไม่มีการโงหัวขึ้นมา จากอำนาจของอารมณ์, มีแต่จมลงไปใต้อำนาจของอารมณ์ แล้วก็กระทำไปตามอารมณ์ คือการสนองตัณหานั้น ๆ. ขอให้ปฏิบัติถูกต้องตามกฎของอิทัปปัจจยตา โดย นัยะที่ว่ามาคือ ฉลาดทันเวลาแห่งผัสสะ, ฉลาดในเวลา, ทันเวลาแห่งผัสสะ, คือมีอะไรมากระทบ จิต ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. ฉลาดให้ทันเวลา นั่นแหละ จะไม่มีการ ตอบสนองตัณหาแต่ประการใด; ต้องทำอย่างนี้ทุก ๆ กรณีในชีวิตประจำวัน. ที่เรียกว่า ชีวิต ทุกฝีก้าว ต้องเดินตามกฎแห่ง อิทัปปัจจยตา พุทธบริษัทเรียกตัวเองว่าข้าพเจ้า; ชีวิต ทุกฝีก้าว ต้องเดินตามกฎแห่งอิทัปปัจจยตา จึงจะสมกับ เป็นพุทธบริษัท และเรียกตัวเองว่าข้าพเจ้า, เป็นข้าของ พระเจ้าอันสูงสุด คือพระเจ้าอิทัปปัจจยตา ที่พระพุทธองค์ ก็ทรงเคารพ. อย่าให้ข้าพเจ้านั้นเป็นข้าพเจ้าที่หลอกลวง, คือข้าพเจ้าแห่งตัวกู. ข้าพเจ้านั้นต้องปฏิบัติตามกฎของ

น.223 ๒๑๕ พระเจ้า ; จะมามีตัวกูยกตัวกูขึ้นเป็นใหญ่ อย่างนี้ไม่เรียกว่า ข้าพเจ้า. ฉะนั้นผู้ใดทุกคน ที่เรียกตัวเองว่าข้าพเจ้า หรือ เขียนอยู่ทุก ๆ ครั้งเขียนอยู่ว่า ข้าพเจ้า, หมายถึงข้าพระเจ้านี้, ก็ขอให้เป็นคนฉลาด เป็นข้าของพระเจ้า คือกฎของ อิทัปปัจจยตา, คือความรู้กฎของธรรมชาติ ว่าทุกข์จะเกิด อย่างไร, ทุกข์จะดับไปอย่างไร, ข้าพเจ้าไม่เป็นคนโง่ใน ทุก ๆ กรณี ไม่ว่ากรณีใด. อย่างนี้จึงจะเรียกว่าข้าพเจ้า. ในที่สุดก็จะได้ เป็นข้าของพระเจ้า ทำงานสนุก เป็นสุข เมื่อทำการงาน. เขาจะทำงานสนุก เป็นสุขเมื่อทำการงาน ไม่ต้องรีบเลิกงานไปสถานอาบอบนวด ; เหมือนข้าราชการ ส่วนใหญ่ ที่เป็นทาสของอารมณ์, รีบเลิกงานไปสถาน อาบอบนวด เงินเดือนไม่พอใช้ ต้องคอรัปชั่น. ฉะนั้นเรื่องของ โลกุตตระสามารถจะแก้ได้ แม้ เรื่องคอรัปชั่นของข้าราชการ. ขอให้สนใจเป็นพิเศษทุกคน คนที่เคยเชื่อว่าโลกุตตระอยู่ไกลอีกหมื่นปีแสนปี อยู่สูงเหนือ อวกาศ, เลิกเชื่ออย่างนั้น ; มันไม่สันทิฏฐิโก. สันทิฏฐิโก ต้องเห็นด้วยตนเองว่า ที่นี่และเดี๋ยวนี้เป็นอย่างนี้.

น.224 ๒๑๖ ขอให้ประชาชนชาวพุทธทั้งหลาย รู้จักใช้ โลกุตตรธรรม คือ ความที่จิตมีอำนาจเหนืออารมณ์ เพื่อแก้ปัญหาประจำวันในทุก ๆ กรณี, แล้วมีความสุข สงบเย็นอยู่ตามแบบของพุทธบริษัท ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ. (รูปภาพโลโก้สำนักพิมพ์) พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒ - ๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๘, ๒๒๒๑๖๘๔

น.225 รายชื่อหนังสือ ชุดลอยปทุม อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ อันดับ เรื่อง พิมพ์ครั้งที่ ๑. คู่มือมนุษย์ ๘ ๒๘. โลกพระศรีอารย์อยู่แค่ปลายจมูก ๒ ๒. ศิลปแห่งการดู ๒๙. การทำงานเพื่องาน ๑ ด้วยยถาภูตสัมมัปปัญญา ๑ ๓๐. สันโดษไม่เป็นอุปสรรค ๓. ศิลปแห่งการมีพระพุทธเจ้า แก่การพัฒนา ๑ อยู่กับเนื้อกับตัว ๑ ๓๑. ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ? ๑ ๔. ธรรมะสำหรับคนเกลียดวัด ๑ ๓๒. เค้าเงื่อนของธรรมะ ๕. ธรรม ๒๔ เหลี่ยม (มีภาษาจีน ) ๔ และ อิทัปปัจจยตา ๑ ๖. พูดกับเณร ๑ ๓๓. การอยู่ด้วยปัจจุบัน ๗. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๑ ๒ ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ๑ ๘. เห็นธรรมชาติ ๓๔. พุทธศาสตร์ กับไสยศาสตร์ ๑ คือเห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ๑ ๓๕. อานาปานสติภาวนา(มีภาษาจีน) ๒ ๙. ธรรมโอสถสำหรับโลก ๑ ๓๖. อิทัปปัจจยตาในฐานะ ๑๐. ความมีสุขภาพอนามัยทางจิต ๒ สิ่งสูงสุดแห่งพระพุทธศาสนา ๑ ๑๑. ปรมัตถธรรมคำกลอน ๑ ๓๗. นรกกับสวรรค์ ๑ ๑๒. นิพพานที่นี่และเดี๋ยวนี้ ๒ ๓๘. ดับทุกข์สิ้นเชิง ๑ ๑๓. ธรรมพรปีใหม่ ๓ ๓๙. มรดกธรรมคำกลอน ๑ ๑๔. ตถตาช่วยได้ ๑ ๔๐. ทิศทั้งหก ๑ ๑๕. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๒ ๑ ๔๑. ฟ้าสางทางธรรมโฆษณ์ ๒ ๑๖. ศีลธรรมกลับมา ตอนที่ ๓ ๑ ๔๒. ฟ้าสางทางฝ่ายบรรพชิต ๑ ๑๗. ค่าของครู ๒ ๔๓. มหรสพของพระอรหันต์ ๑ ๑๘. พระผู้มีพระภาคเจ้า ๔๔. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๑ ๑ ทรงเป็นกัลยาณมิตร ๑ ๔๕. เช่นนั้นเอง ๑ ๑๙. ถอยหลังเข้าคลองกันเถิด ๑ ๔๖. ความสะอาด ความสว่าง ความสงบ ๑ ๒๐. การเก็บความโกรธใส่ยุ้งฉาง ๒ ๔๗. อะไร ๆ ในชีวิตสักแต่ว่า ๒๑. การปรุงเป็นทุกข์อย่างยิ่ง เป็นเรื่องของจิตสิ่งเดียว ๑ การดับเป็นสุขอย่างยิ่ง ๑ ๔๘. ปรมัตถธรรมกลับมา ตอน ๒ ๑ ๒๒. อาหารหล่อเลี้ยงใจ ๒ ๔๙. ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก ๑ ๒๓. ปุญญกิริยาวัตถุ ๑ ๕๐. พบชีวิตจริง ๑ ๒๔. พ่อแม่สมบูรณ์แบบ ๒ ๕๑. สมถวิปัสสนาสำหรับยุคปรมาณู ๑ ๒๕. อานาปานสติและดับไม่เหลือ ๒ ๕๒. ธรรมะที่ควรเติมลงในชีวิต ๑ ๒๖. ธรรมคติและธรรมคีตา ๑ ๕๓. ฟ้าสางทางการเมือง ๑ ๒๗. ความมั่นคงภายใน ๑ พิมพ์ที่ หจก. การพิมพ์พระนคร ๙๒-๙๖ ถนนบูรณศาสตร์ (แยกถนนบุญศิริ) กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ นางอารี จุ้ยทรัพย์เปี่ยม ผู้พิมพ์และผู้ โฆษณา พ.ศ. ๒๕๒๖ โทร. ๒๒๑๒๓๓๗, ๒๒๒๑๖๗๔

น.226 ถ้าศีลธรรมไม่กลับมา. ถ้าศีลธรรม ไม่กลับมา โลกาวินาศ มนุษยชาติ จะเลวร้าย กว่าเดรัจฉาน มั่วหลงเรื่อง กิน กาม เกียรติ เกลียดนิพพาน. ล้วนดื้อด้าน ไม่เหนี่ยวรั้ง บังคับใจ อาชญากรรม เกิดกระหน่ำ ลงในโลก มีเลือดโชก แดงฉาน แล้วซ่านไหล เพราะบ้ากิน บ้ากาม ทรามเกินไป บ้าเกียรติก็ พอไม่ได้ ให้เมาตน. อยากครองเมือง ครองโลก โยกกันใหญ่ ไม่มีใคร เมตตาใคร ให้สับสน ขอศีลธรรม ได้กลับมา พาหมู่คน ให้ผ่านพ้น วิกฤตการณ์ ทันเวลาฯ พุทธทาส อินทปัญโญ

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต