Buddhadasa.org

หัวใจปรมัตถธรรม ตอนที่ ๑ — ปรมัตถธรรม คือ ความไม่ยึดมั่นถือมั่น

หัวใจปรมัตถธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หัวใจปรมัตถธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.9 ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย, การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าว โดยหัวข้อว่า “ปรมัตถธรรมกลับมาในลักษณะที่เป็นหัวใจ" ขอให้ย้อน ระลึกนึกถึงการบรรยายในครั้งที่แล้วมา ซึ่งมีหัวข้อว่า "ทำไมจึงต้องใช้คำว่ากลับมา". ทำไมจึงต้อง ใช้คำว่ากลับมา กับสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมและปรมัตถธรรม ? ข้อนี้ก็เพราะว่าสิ่งนั้นเคยมี แล้วมันหายไป : ศีลธรรมก็เคย มี ปรมัตถธรรมที่เป็นรากฐานของศีลธรรมก็เคยมี แล้วมัน *ออกอากาศทุกสถานีวิทยุในเครือวิทยุแห่งประเทศไทย วันอาทิตย์ที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ เวลา ๐๘.๐๐ น.

น.10 ๒ หายไป เดี๋ยวนี้มันอยู่ในลักษณะที่ต้องกลับมา จึงได้เน้นใน ข้อที่ว่า ต้องกลับมา. ทีนี้กลับมาอย่างไร ก็จะได้ดูกันต่อไป. มีผู้สงสัยว่า อะไรเป็นหัวใจของปรมัตถธรรมที่ต้อง กลับมา. ในวันนี้จึงขอกล่าวด้วยเรื่องปรมัตถธรรมที่ต้อง กลับมา ในลักษณะที่เป็นชั้นหัวใจ คือโดยสรุปหรือโดยย่อ การกลับมาของปรมัตถธรรม ก็มาเพื่อเป็นรากฐานของศีล- ธรรมอย่างจำเป็นที่จะหลีกเลี่ยงไม่ได้. ข้อนี้มันเกี่ยวข้อง กัน คือศีลธรรมนั้นได้แก่คำบอกว่าเป็น อย่างไร ส่วน ปรมัตถธรรมนั้นคือคำบอกว่า ทำไมจึงต้องเป็นอย่างนั้น. ศีลธรรมคือความไม่เห็นแก่ตัวเป็นใจความสำคัญ, ปรมัตถ- ธรรมก็คือเหตุที่ต้องไม่เห็นแก่ตัวซึ่งจำเป็นจะต้องมี สำหรับ บอกแก่ผู้ที่จะมีศีลธรรม จะได้มีกำลังใจในการปฏิบัติศีลธรรม เพราะอาศัยเหตุผลของปรมัตถธรรมนั่นเอง. เอ้า, ทีนี้ก็จะได้พูดถึงหัวใจของปรมัตถธรรมต่อไป. หัวใจของปรมัตถธรรม. ขอเสนอสั้น ๆ โดยสรุปเป็นหัวใจที่สุด ว่าหัวใจของ ปรมัตถธรรมนั้นคือคำว่า "ความไม่ยึดมั่นถือมั่น" อาศัยตาม หลักพระบาลีที่ว่า สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย แปลว่า

น.11 ๓ สิ่งทั้งปวงอันใคร ๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น, คือไม่ควรฝังตัว หรือฝังใจเข้าไปหมายมั่นยึดมั่นว่าตัวเรา ว่าของเรา. นี้ เป็นหัวใจของปรมัตถธรรม ทั้งหมดทั้งสิ้น ที่จะนำมาใช้ เป็นรากฐานของศีลธรรมทั้งหมดทั้งสิ้นอีกเหมือนกัน ในทุก ชนิดและทุกระดับ. มีพระบาลีกล่าวไว้ชัดว่า ถ้าได้ฟังคำว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" แล้ว ก็เท่ากับว่าได้ฟังธรรม ทั้งปวง, ได้รู้เฉพาะซึ่งธรรมทั้งปวง, ได้รอบรู้ซึ่งธรรมทั้ง ปวง, และมีผลเป็นความไม่ยึดมั่นสิ่งใด ๆในโลก โดยความ เป็นตัวตน - ของตน. เมื่อไม่ยึดมั่นแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะ ทำให้สะดุ้งหวาดเสียว, จักเป็นนิพพานเฉพาะตน นิพพาน ในภายในของตน เป็นการจบพรหมจรรย์ คือเรื่องทางจิตใจ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติปฏิบัติ เพื่อความดับทุกข์โดยสิ้นเชิง จบพรหมจรรย์กันตรงที่ว่า เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นก็มีชีวิตอยู่ อย่างผาสุกที่สุด. ทีนี้บางคนสงสัย เพราะว่าเคยได้ยินบอกกันว่าเป็น อย่างอื่นก็มี. แม้อาตมาเองในคราวอื่น บางทีก็บอกใน ลักษณะอื่นด้วยข้อธรรมอื่น ในที่นี้ขอยืนยันว่า ไม่ว่าจะ บอกด้วยข้อธรรมข้อไหน ในรูปแบบอย่างไร แต่หัวใจของ

น.12 ๔ พุทธศาสนาในฐานะที่เป็นปรมัตถธรรม ก็อยู่ที่ความไม่ยึดมั่น ถือมั่นนั่นเอง. อย่างที่บางพวกถือว่า โอวาทปาติโมกข์ ๓ ข้อ เป็นหัวใจของพุทธศาสนา นี้ก็จริง : ก ารไม่ทำบาปทั้งปวง การทำความดีทั้งปวง และ การทำจิตให้ขาวรอบ เช่นนี้นั้น คำว่าจิตขาวรอบบริสุทธิ์ผุดผ่อง นั้นก็คือปราศจากความ ยึดมั่นถือมั่น. ถ้ายังยึดมั่นถือมั่นอยู่แม้สักนิดเดียว มันก็ ไม่ขาวรอบคือไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง. เพียงแต่ละความชั่วแล้ว ทำความดีนั้นยังไม่พอ ต้องทำจิตให้สูงขึ้นไปจนถึงความไม่ ยึดมั่นถือมั่นในความชั่วความดีเหล่านั้นด้วย จึงจะเรียกว่า ถึงหัวใจที่เป็นชั้นใน. เมื่อไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้วก็ไม่มีโทษ อันตรายใด ๆ อันจะเกิดมาจากความชั่วความดี บางพวกจะพูดว่า อริยสัจจ์สี่ เป็นหัวใจของพุทธ- ศาสนา. นั่นมัน ก็ถูกแล้ว แต่ดูให้ดีว่า การดับทุกข์เพราะ ไม่มีตัณหานั้น ก็เพราะเพื่อดับอุปาทานคือความยึดมั่นถือมั่น ถ้ายังมีตัณหาก็จะมีอุปาทานคือยึดมั่นถือมั่นแล้วก็จะเป็นทุกข์ เรามองที่จุดสำคัญ คือมีความยึดมั่นถือมั่นแล้วก็จะเป็นทุกข์ ดังนั้น การดับตัณหาก็คือการดับอุปาทานนั่นเอง. ดังนั้น

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต