Buddhadasa.org

หัวใจปรมัตถธรรม ตอนที่ ๒ — ความไม่ยึดมั่น คือหัวใจของอริยสัจและพุทธศาสนา

หัวใจปรมัตถธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หัวใจปรมัตถธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.13 ๕ เรื่อง อริยสัจจ์สี่ก็มีหัวใจซ่อนอยู่เป็นความไม่ยึดมั่นถือ มั่น หรือที่เรียกว่าดับตัณหานั่นเอง. ทีนี้บางพวกถือว่า คาถาพระอัสสชิ ที่ว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา ฯลฯ เป็นต้นนั้น เป็นหัวใจของพุทธศาสนาดัง ที่ถือกันอยู่ พูดกันอยู่ เกร่อไปหมด. นี่ก็ถูกแล้ว : ถ้า เห็นสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นเหตุเป็นผล มีแต่ความเกิด ความดับของสิ่งที่เป็นเหตุและเป็นผล ยึดมั่นอะไรไม่ได้ดังนี้ แล้ว มันก็ ยิ่งไม่ยึดมั่นถือมั่นโดยอัตโนมัติ อยู่ในตัว. เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นสักแต่ว่า เหตุและผล นั่นแหละเป็นหัวใจของพุทธศาสนาซึ่งดับทุกข์ ได้สิ้นเชิง. แม้จะกล่าวโดย บาลีที่มาอื่น ๆ อีกกี่แห่ง มันก็มา สรุปรวมอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น อีกนั่นเอง เช่นบาลี ว่า ภาราทานํ ทุกข์ โลเก -การยึดถือของหนักเป็นความทุกข์, การนิกเขปนิ สุขํ -การวางของหนักทิ้งลงเสียเป็นความสุข. การถือของหนัก ก็คือยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานว่าตัวกูว่า ของกู. สลัดความยึดมั่นถือมั่นของหนักออกไปได้มันก็ไม่

น.14 ๖ ต้องเป็นทุกข์. นี่ก็แสดงว่าความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นหัว ใจของพุทธศาสนา. เอาละ, ในที่สุดจะระบุไปยัง อัฏฐังคิกมรรค คือ มรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ. องค์แรกที่สุดเป็น ปัญญาชั้นสูงสุด คือสัมมาทิฏฐิ รู้ทุกข์ รู้เหตุให้เกิดทุกข์ รู้ ความดับทุกข์ รู้หนทางให้ถึงความดับทุกข์ สูงไปกว่านั้นก็ คือ รู้อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. นั่น สัมมาทิฏฐิ ที่จะช่วย ให้รอด ก็คือเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งทำให้ไม่ยึด มั่นถือมั่นในสิ่งใด. เมื่อเห็นทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในบรรดาเรื่องที่เกี่ยวกับคนเราในโลกนี้ จิตก็ไม่ยึด มันถือมัน. อัฏฐังคิกมรรคก็มีหัวใจอยู่ที่ความรู้เรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นเหตุให้คนเรากระทำ พูด คิด นึกทุกอย่างเป็นความถูกต้อง คือไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดจน เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา. นี่เรียกว่า จะมองดูกันในบาลีข้อไหน มันก็ไปมี หัวใจอยู่ที่ความไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งนั้น

น.15 ๗ ลักษณะของความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทีนี้ ก็จะพูดกันถึงความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ามีลักษณะ อย่างไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก. เพื่อให้เข้าใจได้ง่าย ต้องยกเอาคำคู่ขึ้นมาสำหรับ เปรียบเทียบ คือ คำว่า อุปาทาน-ความยึดมั่นถือมั่น กับคำว่า สมาทาน - การถือเอาไว้อย่างดี. ถ้าถือหรือทำด้วยอวิชชา มันก็เป็นอุปาทานการยึดมั่นแล้วก็เป็นทุกข์ ; แต่ถ้าเป็น สมาทานก็ทำหรือถือเอาด้วยสติปัญญา. มันต่างกันอย่างตรง กันข้ามทีเดียว. อย่างหนึ่งทำด้วยความโง่ อย่างหนึ่งทำ ด้วยปัญญา : อุปาทาน ทำด้วยความโง่ คือ อวิชชา ; สมาทาน ทำด้วยความฉลาด คือวิชชา มันต่างกันอย่างนี้. ตัวอย่างเรื่องเกี่ยวกับศีล ก็อย่าอุปาทานในศีล มัน จะยึดมั่นถือมั่น จนกลายเป็นสีลัพพัตตปรามาสหรือสีลัพพัต- ตุปาทาน อะไรไปเสียโน้น. แต่ถ้าถือศีลด้วยสติปัญญา จึง จะเป็นการสมาทานศีล. ท่านพูดกันไว้อย่างถูกต้องแล้วว่า สมาทานศีล สมาทานศีล คือให้ถือเอาอย่างดีด้วยสติ ปัญญา, ให้ประพฤติอย่างดีด้วยสติปัญญา, ให้ได้รับผล

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต