Buddhadasa.org

หัวใจปรมัตถธรรม ตอนที่ ๓ — ลักษณะของความไม่ยึดมั่น — อย่ายึดจนเครียด

หัวใจปรมัตถธรรม — ธรรมบรรยายของพุทธทาสภิกขุ — หัวใจปรมัตถธรรม (๕ ตอน)

☰ สารบัญ ℹ️ ข้อมูลเล่ม / รีวิว

น.16 ๘ อย่างดีด้วยสติปัญญา. อย่ายึดมั่นให้มันเครียด มันจะกลาย เป็นไสยศาสตร์ไปเสีย. การยึดมั่นศีล ให้เป็นของขลัง เป็นของศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วย ให้คุ้มครองอะไรทำนองนี้ อย่าง ไม่มีเหตุผล อย่างนั้นไม่ใช่สมาทานศีล แต่มันเป็น อุปาทาน ศีล. ไม่ต้องพูดถึงคำคำนี้ ไม่มีใครพูดด้วยคำคำนี้ เพราะ มันใช้ไม่ได้. ดังนั้น ขอให้รู้กันไว้ในที่นี้ว่า สมาทานศีล กับอุปาทานศีล นั้นต่างกัน ตรงกันข้าม ยิ่งกว่าฟ้ากับดิน. เรื่องธุดงค์ ก็เหมือนกัน จงทำแต่เพียงสมาทาน ธุดงค์, อย่าอุปาทานธุดงค์ มันจะเครียดด้วยความยึดมั่นถือ มัน เกิดเป็นสีลัพพัตตปรามาสขึ้นมาด้วยการปฏิบัติธุดงค์นั้น. คำว่า สีลสิกขา อันเป็นสิกขาเบื้องต้นนั้นสำคัญ ที่สุด แต่ไม่ใช่สีลัพพัตตปรามาส. เพราะสีลสิกขานั้น ไม่เกี่ยวกับความยึดมั่นถือมั่น แต่มีปัญญา เข้าไปแตะต้อง เข้าไปรักษาศีล, ส่วนสีลัพพัตตปรามาสนั้นทำด้วยอวิชชา ความโง่ และทำไปอย่างยึดมั่นถือมั่น. จะทำสมาธิ หรือเจริญปัญญา ก็ต้องทำอย่างสมาทาน อย่าทำด้วยอุปาทาน. อย่า มีอุปาทานในศีล สมาธิ ปัญญา, แต่มีสมาทานในศีล สมาธิ ปัญญา โดยไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น.

น.17 ๙ แม้ ในลัทธิเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างอื่น เช่น มังสะวิรัติ มัชชะวิรัติ เมถุนะวิรัติ หรือวิรัติอะไรก็ตาม ก็ต้องทำด้วย สติปัญญา อย่างที่เรียกว่าสมาทาน, อย่าทำไปด้วยความหมาย มั่นอย่างหลับหูหลับตา เครียดครัดเป็นอุปาทาน. มันจะ กลายเป็นสีลัพพัตตปรามาสไปหมดสิ้น. แม้ที่สุดแต่สิ่งที่เรียกว่า บุญ บุญ นั้น ถ้าเป็นบุญ ที่แท้จริง ก็ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น. ถ้ายังยึดมั่นถือมั่น มันก็เป็นบุญชั้นต่ำของคนที่บ้าบุญ บ้าดี เมาดี เมาบุญ เพราะทำไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น ในที่สุดก็กลายเป็น โอปะ- ธิกัง คือเป็นอุปธิหรือของหนัก, เป็นของหนักแก่บุคคล ผู้มีบุญชนิดนี้. หนักเกินธรรมดา หนักเกินไป หนักจน เป็นทุกข์ เพราะ บ้าบุญเมาบุญแล้วก็พินาศฉิบหายไป เพราะความบ้าบุญ นั่นเอง. ในที่สุด ก็จะพูดถึงหลักสำคัญขั้นพื้นฐาน กล่าวคือ สรณคมน์. การถือสรณคมน์ คือ สรณะในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั้นก็ต้องทำอย่างที่เรียกว่าสมาทาน อย่าทำอย่างที่เรียกว่าอุปาทาน ดังนี้เรื่อยไปจนกระทั่งถึง นิพพาน แม้ในสิ่งที่เรียกว่านิพพาน ก็อย่ามีอุปาทานว่า

น.18 ๑๐ นิพพานของเรา หรือว่านิพพานของนิพพานเป็นต้น ถ้ามี อุปาทานเมื่อไร ก็จะหมดความเป็นนิพพาน ไม่มีนิพพาน จริง, มีแต่นิพพานสมมติเป็นชื่อเล่นตลก ตั้งขึ้นมาด้วย ความโง่ของบุคคลผู้ยึดถือ. นี่แหละ ตั้งต้นแต่ สรณาคมน์ ขึ้นไปเป็นลำดับ จนสูงสุดถึงพระนิพพาน ก็ล้วนแต่ ต้อง ทำด้วยสมาทาน อย่าทำด้วยอุปาทาน คือความยึดมั่นถือมั่น เลย. ความจำเป็นที่จะต้องสอน เรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น. เอาละ, ทีนี้จะดูกันถึงความจำเป็น หรือ เหตุผล ที่จะต้องสอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น แก่บุคคลทุกคน ทุกชนิด ทุกระดับ. ทั้งนี้ด้วยความหวังว่า ชีวิตนี้จะไม่ ทนทรมาน จะไม่เดือดร้อนทุรนทุราย เหมือนตกนรกทั้ง เป็น, ไม่เป็นโรคประสาทเต็มบ้านเต็มเมือง, ไม่เป็นโรคจิต กันจนล้นโรงพยาบาล ; เพื่อไม่ต้องเป็นอย่างนั้น จึงต้อง สอนเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น เพราะความเลวร้ายเหล่านั้น

น.19 ๑๑ เกิดมาจากความยึดมั่นถือมั่น. ถ้าต้องมีชีวิตอยู่อย่างทน ทรมานด้วยความอยาก ด้วยความหวัง ด้วยความยึดถือ มี ลักษณะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็นเช่นนั้นแล้ว, ไม่เท่าไรก็ เป็นโรคประสาทอย่างที่พ่อบ้านแม่เรือนเป็นกันโดยมาก แล้ว เป็นโรคจิตในที่สุด. บัดนี้ ต้องการให้ชีวิตแม้ของฆราวาสนี้ เป็นชีวิต เย็นอย่างที่เรียกว่า นิพพุตะ ซึ่งแปลว่า เย็นแล้ว. ผู้ชาย เรียกว่านิพพุโต ผู้หญิงเรียกว่านิพพุตา แม้จะยังไม่ถึงนิพพาน ขั้นสุดท้ายโดยสมบูรณ์. คำที่พระบอกอานิสงส์ศีล เมื่อมี การสมาทานศีล ว่า สีเลน นิพฺพุติ ยนฺติ ซึ่งแปลว่า ถึงนิพพุติ ได้ด้วยศีล นั้น นิพพุติ ในที่นี้คือ ความเยือกเย็น เป็นชีวิต เย็น, ไม่ได้หมายถึงนิพพานขั้นสุดท้าย. คำว่า นิพพุตะ นิพพุโต นิพพุตา นิพพุตัง อะไร ๆ ในขั้นนี้ หมายถึง เย็น อย่างชีวิตคนทั่วไป ไม่ใช่เย็นในความหมายของนิพพานขั้น สูงสุด ; เพื่อให้ชีวิตเย็น อย่างนี้ เราต้องเรียนเรื่อง ความไม่ยึดมั่นถือมั่น มิฉะนั้นมันจะร้อนจนไม่มีความสุข เลย.

ถอดความจากไฟล์สแกน OCR ของต้นฉบับ อาจมีคำคลาดเคลื่อนจากการอ่านอักขระ — ตรวจสอบกับสแกนต้นฉบับที่หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ได้ทุกตำแหน่งผ่านลิงก์เลขหน้า (น.xx) · เผยแพร่เพื่อการศึกษาโดยได้รับอนุญาต