น.20 ๑๒ คนทุกประเภท ต้องศึกษาเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น. ทำไมเด็ก ๆ หัวดื้อ, ทำไมเด็ก ๆ ขี้โมโหง่าย, ทำไม เด็ก ๆ ขี้ขลาด, ทำไมเด็ก ๆ ขี้ร้อง, ทำไมเด็ก ๆ ขี้เหนียว, ทำไมเด็ก ๆ ขี้กลัวผี, ทำไมเด็ก ๆ เห็นแก่ตัว? นี้เพราะว่า เด็ก ๆ ยังมีความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งค่อยก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ อ้อนแต่ออก จนเจริญขึ้นมาถึงขนาดที่จะเป็นอย่างนี้ : เป็น เด็กดื้อ ขี้โมโห ขี้ขลาดขี้ร้อง ขี้เหนียว เห็นแก่ตัว กลัวผี ที่สร้างขึ้นมาด้วยความยึดมั่นถือมั่นของตนเอง แล้วก็กลัวเอง. นี่มัน เป็นการเขียนรูปยักษ์ขึ้นมาให้ตัวเองกลัว มันเป็น ความโง่เพราะความยึดมั่นถือมั่น. ดังนั้น ความไม่ยึดมั่น ถือมั่นเป็นเรื่องที่จะต้องสั่งสอนอบรม แม้แก่เด็กเล็ก ๆ แม้แต่เด็กอมมือ. ถ้าตุ๊กตาตกแตก ก็ไม่ต้องร้องไห้ คุณย่า หรือคุณยายจะบอกว่ามันเป็นเช่นนั้นเองแหละหลานเอ๋ย อย่า ไปร้องไห้กับมันเลย. อย่างนี้เด็ก ๆ ก็นิ่งได้ ทีนี้ คนหนุ่มสาว : ยึดมั่นถือมั่นแล้วก็รักกัน อย่างตาบอด เป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างไม่รู้สึกตัว
น.21 ๑๓ ลุกลามเป็นเหตุการณ์ร้าย ฆ่าตัวเองตาย ฆ่าคนรักตาย ฆ่า หมดทั้งครอบครัว อย่างนี้ก็ยังมี. หรือเป็นเหตุให้เล่นชู้ เป็นเหตุให้บ้าแฟชั่น เป็นเหตุให้สร้างวิมานในอากาศ. หนุ่ม สาวทั้งหลายจงบรรเทาความยึดมั่นถือมั่นด้วยอวิชชาให้มาก ที่สุดเท่าที่จะมากได้. ทีนี้ ดูที่ พ่อบ้านแม่เรือน กันบ้าง. พ่อบ้านแม่ เรือน ต้องมีความรู้เรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่น อย่างพอ ตัว, อย่าให้เกิดความทรมานใจขึ้นมา มันจะตกนรกทั้งเป็น เพราะในบ้านเรือนมีเรื่องมาก. จงทำการ แสวงหา ทรัพย์ สมบัติเป็นต้น ด้วยสติปัญญา ด้วยจิตใจสุขุมรอบคอบเยือก เย็น. อย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน แต่ทำ ด้วยสมาทานคือสติปัญญา. ไม่ว่ากิจการใด ๆ ต้องทำด้วย สติปัญญา สัมปชัญญะ, อย่าทำด้วยอวิชชา ด้วยตัณหา ด้วย ความประมาทเลย. มีสติสัมปชัญญะก่อนที่คิดจะหาเงิน คิดหาเงิน กำลังแสวงหา ได้เงิน มีเงิน ใช้จ่ายเงิน บริโภค- เงิน ช่วยสังคมด้วยเงิน ทำบุญทำทาน ทุกระยะกาลเหล่านี้ อย่าทำด้วยความยึดมั่นถือมั่น มันจะออกมาเป็นความหนัก อกหนักใจ ไม่โปร่งไม่เย็น ไม่เบาสบาย ตลอดกาลทุกเมื่อ.
น.22 ๑๔ สรุปว่าพ่อบ้านแม่เรือนทั้งหลายจะหาเงินหาทรัพย์ ปกครอง ลูกปกครองหลาน ดำเนินกิจการใด ๆ ก็ตาม จงทำไปด้วย สติสัมปชัญญะ ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น ตลอดเวลาที่แสวงหา ได้มา มีไว้ ใช้จ่าย ช่วยเหลือสังคม ดังที่กล่าวแล้ว. เอ้า, ทีนี้ถ้าเป็น พลเมืองดี ก็เป็นพลเมืองดีที่แท้. อย่าไปยึดมั่นถือมั่น มันจะกลายเป็นพลเมืองเลว คือมันจะ หลงชาติ ทำอะไรไปอย่างบ้าบิ่น, มันจะหลงใหลในโลกธรรม, จะหลงตนเอง หลงสวรรค์ จะบ้าศาสนาในที่สุด. ต้องไม่ ยึดมั่นถือมั่นจนหลง ชาติ หลงโลกธรรม หลงตนเอง หลง สวรรค์ และบ้าศาสนา. เอ้า, ทีนี้เป็น บรรพชิต ก็ต้องไม่หลงยึดมั่นถือมั่น ในความเป็นบรรพชิตด้วยอุปาทาน. มีแต่ สมาทาน ปฏิบัติ อย่างดี ในศีล สมาธิ ปัญญา ด้วยศรัทธาที่เป็นญาณ- สัมปยุตต์. ไม่ทำด้วยอุปาทานจนกลายเป็นสีลัพพัตตปรามาส หรือสีลัพพัตตุปาทาน. บรรพชิตทั้งหลายรู้จักและบรรเทา ความยึดมั่นถือมั่น ก็จะสามารถบำเพ็ญศีล สมาธิ ปัญญา แม้ ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยน้ำตา ก็สามารถทำได้อย่างดี, เป็น
น.23 ๑๕ ศีลสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา อย่างถูกต้อง เป็นพรหม- จรรย์บริสุทธิ์ ไม่ถูกลูบคลำด้วยตัณหาอุปาทาน. ทีนี้ เกี่ยวกับ สัจจธรรม อันเป็นหลักลัทธิสำหรับ ถือปฏิบัติ ก็ไม่ยึดถือในสิ่งที่ตนเองถือว่าเป็นสัจจะ จน กลายเป็น สัจจาภินิเวส . ถ้ามีสัจจาภินิเวสมันก็จะพูดว่า ฉันเท่านั้น รู้, แกไม่รู้. ฉันเท่านั้น ถูก, แกผิด. ฉัน เท่านั้น ดี, แกไม่ดี. ทำนองนี้เรื่อยไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นการหลงตัวเอง เห็นคนอื่นผิดหมด เพราะยึดมั่นใน สัจจะของตัวเอง นี่ก็เพราะยึดมั่นในสัจจะแห่งความยึดมั่นถือ มั่นของตน เลยไม่ถูกสัจจะจริง. แม้จะมีสัจจะจริง ก็เอา มาทำเป็นสัจจะของกู ไปเสียหมด. สัจจะเป็นสิ่งที่ไม่ต้อง ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทาน แต่ต้องรับเอาด้วยสมาทานของ สติปัญญา ไม่ใช่ของความยึดมั่นถือมั่น. สมาทานสัจจะให้ ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ก็พอแล้ว อย่ายึดมั่นในความดีหรือ กุศล ให้ติดตั้งในวัฏฏะ. เอ้า, ทีนี้ก็มาถึงเรื่อง ความดีหรือกุศล. ถ้ายึด มั่นในความดีหรือในกุศล ก็จะเวียนว่ายไปในวัฏฏะฝ่ายดี ไม่ พ้นไปจากวัฏฏะได้. ถ้าต้องการพ้นจากวัฏฏสงสาร ก็ต้อง
น.24 ๑๖ ไม่ยึดถือในกุศลซึ่งเป็นวัฏฏะฝ่ายดี. ไม่ยึดมั่นธรรมะให้เป็น ธรรมราคะไปเสีย. มีธรรมะอย่างถูกต้อง ตรงตามกฎเกณฑ์ ของธรรม ไม่ต้องถึงกับเป็นธรรมราคะดอก. ไม่ต้องยึด ธรรมะเป็นอัตตาของตน หรืออัตตาของธรรมะ จนเกิด เป็นอัตตวาทุปาทาน ขึ้นมาใหม่. ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องของนิพพาน ก็ต้องไม่ยึด นิพพานให้หมดความหมายของคำว่านิพพาน ซึ่งไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความยึดถือ. นิพพานเป็นที่ปล่อยวางหลุดพ้นจากสิ่ง ทั้งปวง. ถ้ายังมีความยึดถืออะไรอยู่โดยความเป็นตัวตนหรือ ของตน ก็ไม่ถึงนิพพาน หรือทำนิพพานให้หมดความหมาย ของความเป็นนิพพานไปเสีย. ดังนั้น อย่ายึดถือนิพพาน เป็นของตน หรือยึดถือตนเป็นของนิพพาน หรือแม้แต่ว่า นิพพานเป็นตัวตนของนิพพานเอง ดังนี้. เอ้า, ทีนี้ ก็มาถึง เรื่องกรรม. ใจความสำคัญก็มี ว่า อย่ายึดถือกรรม มันจะทำให้ต้องเวียนว่ายไปตาม กรรม. เราต้องการจะหลุดพ้นจากกรรม อยู่เหนืออำนาจ กรรม ชนิดที่เรียกว่า กัมมขยบัตโต. ถ้าไปยึดถือกรรม มันก็ต้องเวียนว่ายไปตามกรรม. ถ้าอาศัยพระพุทธองค์เป็น
น.25 ๑๗ กัลยาณมิตรแล้ว ปฏิบัติตามแล้ว ก็จะพ้นจากกรรม จะอยู่ เหนือกรรมโดยประการทั้งปวง. ถ้าสมัครจะอยู่ในโลกนี้ อย่างที่ไม่หลุดพ้นไปจากโลกนี้ก็จะมีกรรมเป็นของตัว แล้วมัน ก็จะได้เป็นไปตามกรรม. ถ้าต้องการที่จะได้รับประโยชน์จาก พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงก็จะต้องขึ้นไปสู่ระดับเหนือกรรม จะต้องหลุดพ้นจากอำนาจของกรรมโดยประการทั้งปวง. อาศัย พระพุทธองค์เป็น "กัลยาณมิตร" ตามคำที่ตรัสเรียกอย่าง นั้น ปฏิบัติตามคำสอนของกัลยาณมิตรแล้ว ก็จะพ้นจาก ความเกิด-แก่-เจ็บ-ตาย คือพ้นจากการเวียนว่ายไปตามกรรม. สำหรับ เ รื่องที่เรียกกันว่าบุญ ๆ ก็มีหลักเกณฑ์ อย่างเดียวกัน. โดยเฉพาะอย่าไปยึดถือหรือมีอุปาทานใน สิ่งที่เรียกว่าบุญ, มันจะไม่ล้างบาปตามหน้าที่ของบุญ แต่ มันจะกลายเป็นของหนักขึ้นมาสำหรับหนักอกหนักใจ หรือ สำหรับบ้าบุญจนสิ้นเนื้อประดาตัว. ทีนี้ ก็มาถึง ความเคร่ง หรือความไม่เคร่ง : เรื่องเคร่งเรื่องเครียดนั้นมันเป็นเรื่องบ้า ไม่ใช่มัชฌิมา- ปฏิปทา. ทำแต่พอดี ๆ ในลักษณะที่เป็นสมาทานนั่น แหละ จึงจะเป็นมัชฌิมาปฏิปทา. ถ้าอยากเรียกว่าเคร่ง
Buddhadasa